0 Views

 

จั่วม่อไม่ได้รีบร้อนเข้าสู่วิหารเทพสุริยันในทันที

การหุนหันพลันแล่นวิ่งเข้าใส่เรื่องแบบนี้ ยากจะเกิดขึ้นกับมัน แม้ว่าจะมีกองจิงสือกับยุทธภัณฑ์เวทรอคอยอยู่เบื้องหน้าก็ตาม ในความเห็นของมัน การค้าที่ขาดทุนมากที่สุดในโลก คือการสูญเสียชีวิตน้อยๆ ของมันไป

มันจำเป็นต้องใช้เวลาแยกแยะรอยประทับวิญญาณที่พี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งไว้ให้แก่มันเสียก่อน ทั้งยังต้องศึกษาพลังเทพอันแปลกประหลาดในร่างกายของตน เมื่อพลังทั้งสามหายไป พลังเทพกลายเป็นหนึ่งเดียวที่มันจะพึ่งพาได้ หากรีบร้อนเข้าไปในวิหารเทพด้วยสภาพเลอะๆ เลือนๆ เช่นนี้ มันแน่ใจว่ากระทั่งกระดูกของมันยังไม่เหลือรอดกลับคืนมา วิหารเทพสุริยันไม่ใช่สวนหลังบ้านที่สุขสงบ ตรงกันข้าม กลับเต็มไปด้วยภัยอันตราย แม้ว่ามันจะมีรอยประทับวิญญาณที่พี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งเอาไว้ให้ ยังไม่อาจรับประกันความปลอดภัยได้อย่างเต็มที่

จั่วม่อมุ่งมั่นคร่ำเคร่งอยู่กับพลังเทพ ในไม่ช้าก็มีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ อย่างรวดเร็ว

รอบกายมันมีชั้น ‘เจตจำนง’ เบาบางอยู่ชั้นหนึ่ง คล้ายม่านหมอกห่อหุ้มจั่วม่อเอาไว้ทั้งร่าง บันดาลให้จั่วม่ออดคิดถึงโล่พื้นที่ของบรรดาสัตว์ปราณไม่ได้ เจ้าสิ่งนี้ดูคล้ายโล่พื้นที่อยู่หลายส่วน นับตั้งแต่ระดับสี่ขึ้นไป สัตว์อสูรจะมีโล่พื้นที่ปรากฏขึ้นรอบกายพวกมันตามธรรมชาติ นี่เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าสัตว์อสูรเหล่านั้นได้ทิ้งระดับต่ำสุดไว้เบื้องหลัง

มันกลายเป็นสิ่งที่คล้ายกับสัตว์อสูรไปแล้วหรือไม่?

จั่วม่อรำพันอยู่ในใจ

‘เจตจำนง’ ที่อยู่รอบกายไม่ได้อยู่ภายใต้การควบคุมของจั่วม่อ ไม่ว่าจั่วม่อจะพยายามควบคุมบังคับสักเท่าใด พวกมันยังคงไม่ตอบสนอง แต่ชั้นเจตจำนงเหล่านี้ไม่ได้ไร้ประโยชน์ใช้สอยเสียทีเดียว จั่วม่อสามารถรู้สึกถึงทุกการเปลี่ยนแปลงรอบกายได้อย่างกระจ่างชัดเจน

นี่ไม่เหมือนกับสัมผัสรับรู้ที่ได้จากการใช้พลังจิตสำนึก ในพื้นที่อาณาเขตแห่งจิตสำนึก จั่วม่อสามารถตรวจจับการไหลเวียนของพลังงาน อย่างเช่นพลังปราณและพลังสังขารปิศาจ แต่สำหรับ ‘โล่พื้นที่’ ประหลาดนี้ ทุกสิ่งที่อยู่ภายในขอบเขตของมัน แม้ว่าจะเป็นเพียงฝุ่นธุลีเล็กละเอียดก็ตาม ยังปรากฏขึ้นในใจของจั่วม่อโดยไม่จำเป็นต้องตั้งใจสัมผัสรับรู้

จั่วม่อเห็นความแตกต่างระหว่างทั้งสองอย่างรวดเร็ว ในใจคล้ายไขว่คว้าเบาะแสบางประการ บางทีมันอาจจะพอควบควบคุม ‘โล่พื้นที่’ นี้ได้!

ความรู้สึกนี้ทำให้มันคึกคักขึ้นอักโข

‘โล่พื้นที่’ ถือเป็นของแถมจากพลังเทพใหม่ของมัน และเนื้อแท้ของพลังเทพเอง ยังทำให้จั่วม่อต้องอัศจรรย์ใจมากยิ่งขึ้น

พลัง!

พลังอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาด!

พลังอำนาจแห่งพลังเทพ เหนือล้ำกว่าพลังทั้งสามมาก!

จั่วม่อแม้ยังคงไม่มีปัญญาใช้พลังเทพได้ดั่งใจปรารถนา แต่ถึงกระนั้น พลังอำนาจอันกล้าแข็งของพลังเทพยังบันดาลให้จั่วม่อตื่นเต้นฮึกเหิมสุดระงับ! เมื่อมันทดลองต่อยหมัดใส่ผนังหิน กลับไม่บังเกิดสุ้มเสียงอันใด ไม่มีเศษหินปลิวกระเด็น ไม่มีฝุ่นควันคละคลุ้ง หมัดขวาของจั่วม่อประหนึ่งมีดผ่าก้อนเต้าหู้ ทะลวงลึกเข้าไปในผนังหินอย่างง่ายดาย!

มันรั้งหมัดกลับ เห็นโพรงลึกเท่ากำปั้นโพรงหนึ่งทิ้งไว้บนผนังหิน

หนึ่งจั้ง!

ลึกหนึ่งจั้งพอดิบพอดี!

หากมีคนผ่าผนังหิน จะพบโพรงลึกตรงดิ่งซึ่งมีเส้นผ่านศูนย์กลางเท่ากับหมัดของจั่วม่อ เจาะลึกเข้าไปในผนังหินหนึ่งจั้ง

จั่วม่อสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ จากนั้นใบหน้าทอแววปิติยินดีอย่างไม่ปิดบัง!

หมัดนี้ดูผิวเผินธรรมดาสามัญ แต่แฝงเร้นความลึกซึ้งเหนือธรรมดา ระดับความลึกหนึ่งจั้งเพียงพอจะแสดงให้เห็นชัดว่าหมัดนี้ทรงพลังเพียงใด มากพอจะประชันขันแข่งกับกระบี่บิน โพรงลึกตรงดิ่งราบเรียบ สม่ำเสมอตั้งแต่ต้นไปจนสุดปลาย สามารถอธิบายว่าพลังหมัดของมันผนึกรวมรั้งอยู่ที่จุดเดียว ไม่ได้สูญสลายระหว่างทางแม้แต่น้อย!

จั่วม่อทราบดีว่านี่น่าสะพรึงกลัวถึงเพียงไหน!

กระทั่งสังขารปิศาจมหาทิวาของมันยังไม่สามารถกระทำเรื่องเช่นนี้ได้

มันก้มมองฝ่ามือตัวเอง จากนั้นงงงันวูบ

ขาวนวล เรียบลื่น เรียวงาม ฝ่ามือของมันยามนี้คลับคล้ายมือของอิสตรี นี่เป็นมือของมันเองหรือ? จั่วม่อสะอึกอึ้งเล็กน้อย มันจดจำได้แม่นยำ ว่าฝ่ามือของมันก่อนหน้านี้ดูคล้ายหลอมสร้างขึ้นมาจากเหล็กกล้า ส่องประกายแวววาวดุจโลหะเนื้อดี

มือพวกนี้บอบบางเกินไปแล้ว! ไม่ใช่แค่เพียงผิวที่เปลี่ยนไป กระทั่งรูปร่างยังเรียวงาม ขนาดมือก็เล็กลงกว่ากาลก่อนด้วย

จั่วม่อขุ่นเคืองอยู่บ้าง

หากเทียบกันแล้ว มันชมชอบมือคู่เดิมมากกว่า เนื่องเพราะหยาบหนาและเต็มไปด้วยกำลังวังชา

ใช่เป็นพลังเทพเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของมันหรือไม่?

คิดถึงเรื่องนี้ จั่วม่อร่างส่ายโงนเงนวูบ รีบหยิบกระบี่หนักผลึกทองออกมาจากแหวน ใช้พื้นผิวของใบกระบี่ที่ราบเรียบดุจกระจกเงา ส่องดูโฉมหน้าตัวเองอย่างร้อนใจ

พอชมดูเงาร่างที่สะท้อนออกมา มันทีแรกถอนหายใจอย่างโล่งอก จากนั้นขมวดคิ้วนิ่วหน้า

รูปโฉมของมันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ร่างกายมันผอมบางลงกว่ากาลก่อนมาก ที่ผ่านมาเนื่องเพราะฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวา ร่างกายของมันบึกบึนได้รูปเยี่ยงชายชาติอาชาไนย แต่เวลานี้กลิ่นอายอันแกร่งกร้าวทรงพลังนี้หดหายไปหมดสิ้น และมันถึงกับดู… …ดูบอบบางอยู่บ้าง!

มิผิด ดูบอบบาง!

จั่วม่ออารมณ์ขุ่นมัวขึ้นมาทันควัน เกอชิงชังคุณชายหน้าขาวเป็นที่สุด!

ซึ่งความจริงจากมุมมองของคนนอก จั่วม่อเพียงแค่กลายเป็นสุภาพเรียบร้อยขึ้นเท่านั้น นี่ไม่เพียงไม่ทำให้มันดูอัปลักษณ์ขัดตา แต่ยังทำให้มันดูอ่อนโยนสบายตากว่าเดิม

แน่นอน นี่ต้องบอกว่าก่อนที่จั่วม่อจะอ้าปากพูดเท่านั้น

มันเป็นจอมวายร้ายที่มีคุณสมบัติดีเยี่ยม เหมาะสมจะเป็นอันธพาลร้านถิ่น หาใช่คุณชายน้อยที่เรียบๆ ร้อยๆ ไม่

แต่ไม่ว่าจั่วม่อจะขุ่นข้องหมองใจสักเท่าใด มันก็ไม่อาจควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายนี้ได้ มิทราบว่ายอดยุทธ์โบราณชมชอมรูปโฉมเช่นนี้หรือ?

ช่างอ้อนแอ้นบอบบางโดยแท้!

จั่วม่อคล้ายร้องถามอย่างไม่พึงใจต่อยอดยุทธ์แห่งวิหารเทพสุริยันในอดีต แต่มันตัดสินใจไม่เสียเวลากับปัญหาอันเจ็บปวดใจนี้อีก

ในวิหารเทพมีขุมสมบัตินับไม่ถ้วนรอคอยมันอยู่!

จั่วม่อโยนปัญหาเรื่องรูปโฉมทิ้งไปในทันที หันมาจดจ่ออยู่กับการเริ่มตรวจสอบพลังเทพของมัน

และด้วยการตรวจสอบครั้งนี้ มันพบสถานที่ผิดปกติอีกแห่งหนึ่ง นั่นคือแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นกลับมุดรวมเข้าไปในพลังเทพด้วย

จั่วม่อประหลาดใจอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ห่วงกังวลอันใด แสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่นเป็นเพียงเส้นสายเล็กๆ เท่านั้น ทั้งยังเหมือนกับพลังเทพ คือไม่ฟังคำสั่งของมันแม้แต่น้อย

ทั้งสองประหลาดนี้ล้วนนิสัยใจคอพยศดื้อดึง เหมือนกันไม่มีผิดเพี้ยน!

จั่วม่อเมื่อเริ่มศึกษาค้นคว้าบางสิ่งบางอย่าง มักจะเข้าสู่สภาวะจดจ่อจนลืมตัวอย่างรวดเร็ว

มันใช้วิธีการทั้งมวลเท่าที่ทราบ ทำการทดสอบพลังเทพ และค่อยๆ เข้าใจลักษณะเฉพาะบางประการของพลังจากยุคโบราณนี้ ยกตัวอย่างเช่นหากมันดูดซับพลังปราณธรรมชาติ พลังปราณจะถูกพลังเทพกลืนกินลงไปในบัดดล หรือหากมันฝึกปรือสังขารปิศาจ ก็จะบังเกิดผลลัพธ์เช่นเดียวกัน พลังเทพจะดูดกลืนพลังสังขารของมันอย่างแข็งขัน นี่ยังเป็นสาเหตุที่ทำให้ร่างกายของมันผอมบางลงส่วนหนึ่ง

สิ่งที่น่าตื่นเต้นเร้าใจที่สุด คือมันพบว่ามันควบคุมพลังปราณธรรมชาติได้

จั่วม่อพบคำอธิบายจากเทพวิชา ‘เถาวัลย์เขียว’ ‘เถาวัลย์เขียว’ เป็นเทพวิชาแห่งชนเผ่าเถาวัลย์เขียว แม้ตรงกันข้ามกับชนเผ่าสุริยันอย่างสิ้นเชิง แต่จะอย่างไรก็เป็นเทพวิชาที่ใช้ฝึกปรือพลังเทพเช่นเดียวกัน เคล็ดวิชาพื้นฐานบางส่วนไม่ได้แตกต่างกันมากนัก

การควบคุมพลังเทพสลับซับซ้อนยิ่ง แม้แต่เคล็ดวิชาพื้นฐาน ยังจำเป็นต้องควบคุมสังขาร เจตจำนงและจิตสำนึกอย่างเข้มงวด

หลังจากศึกษาเคล็ดวิชาพื้นฐานสองสามวิชา ความรู้สึกแปลกประหลาดยิ่งทวีขึ้น สังขาร เจตจำนง จิตสำนึก… …นี่มิใช่เคล็ดวิชาควบคุมพลังทั้งสามหรอกหรือ?

จั่วม่อพลันตระหนักในทันที

มันไม่ทราบว่าพลังเทพที่แท้จริงเป็นอย่างไร แต่พลังเทพของมันแน่นอนว่าเกิดจากการที่พลังทั้งสามของมันหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นตามหลักการทั่วไป วิธีการควบคุมพลังเทพ ก็สมควรต้องใช้เคล็ดวิชาควบคุมของพลังทั้งสามพร้อมกัน

ขบคิดถึงตรงนี้ จั่วม่อคึกคักขึ้นอักโข

อย่างไรก็ตาม มันก็ตระหนักในบัดดล การกระทำเช่นนี้มีระดับความยากสูงมาก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มันต้องโคจรทักษะปิศาจ เวทวิชาและศาสตร์อสูรพร้อมกัน อีกทั้งพลังทั้งสามยังต้องบรรลุระดับความสมดุลที่สมบูรณ์พร้อม มันจึงจะสามารถควบคุมพลังเทพได้

นี่ลำบากยากเย็นเกินไปแล้ว!

ในช่วงเวลาเพียงไม่นาน จั่วม่อร่างชุ่มโชกไปด้วยเหงื่อ เมื่อไม่มีสังขารปิศาจช่วยหนุนเสริม มันก็กลับคืนสู่ร่างกายเล็กๆ อันอ่อนแอเช่นเดิม ความทนทานของมันไม่อาจเรียกได้ว่าดีอีก

ตามข้อกำหนดในเคล็ดเทพวิชา ‘เถาวัลย์เขียว’ จั่วม่อบิดกายอย่างเงอะงะงุ่มง่าม ท่วงท่าราวกับตัวหนอนสุรากำลังเมามาย สองเท้าก้าวส่ายโงนเงน แปลกประหลาดดอย่างบอกไม่ถูก ในเวลาเดียวกัน ปากยังบ่นพึมพำ

“เถาวัลย์เขียวบุปผาจรัส จันทร์เสี้ยวสงบงัน เขาสูงน้ำใส ราบเรียบกลมกลืน… …บงการและคล้อยตาม… …”

จั่วม่อดวงตาถลึงกว้าง พยายามวาดภาพร่างอันแปลกประหลาดในใจ นี่คลับคล้ายศาสตร์อสูรอยู่บ้าง

ยังไม่ทันจะวาดมโนภาพเสร็จสิ้น สองขาพลันอ่อนยวบ จั่วม่อไม่อาจฝืนรั้งอีกต่อไป ทิ้งตัวนอนแผ่หราบนพื้นในบัดดล

ฮั่กฮั่กฮั่ก!

จั่วม่อหอบหายใจอย่างดุเดือด ดวงตาเหลือกถลน

หลังจากพักผ่อนครึ่งชั่วยามเต็ม มันในที่สุดค่อยฟื้นคืนสภาพ ดวงตาเริ่มฟื้นประกายอีกครั้ง

ในที่สุดมันก็ทราบแล้วว่าพลังเทพไฉนสูญหายไป!

สิ่งที่ซับซ้อนและยากจะเรียนรู้เช่นนี้ ไม่ถูกคัดออกก็แปลกไปแล้ว! มันไม่อาจจินตนาการได้จริงๆ ว่าเหล่ายอดคนสมัยโบราณคิดค้นสิ่งที่ซับซ้อนถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าพลังทั้งสามไฉนถือกำเนิดและรุ่งโรจน์ขึ้นแทนที่พลังเทพ ส่วนใหญ่คงเป็นเพราะผู้คนไม่มีปัญญาฝึกปรือพลังเทพ ดังนั้นพวกมันแบ่งแยกพลังเทพออกเป็นสามส่วน พวกมันในเมื่อไม่อาจฝึกปรือทั้งหมด จึงลดทอนความยากลำบากลง เลือกฝึกปรือเพียงหนึ่งวิถีจากทั้งสามพลัง

สิ่งที่ทำให้มันคิดร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา ก็คือพลังทั้งสามในร่างมันกลับกลายเป็นพลังเทพ และพลังเทพยังคอยกลืนกินพลังอื่นๆ ด้วยตัวเอง นั่นหมายความว่าต่อให้มันเริ่มฝึกปรือพลังทั้งสามอีกครั้ง ก็ไม่อาจแก้ไขผลลัพธ์เช่นนี้ได้

บัดซบ!

จั่วม่อหน้าเขียวคล้ำ เทพวิชาที่มันกำลังฝึกปรือเรียกว่า ‘บุปผามรกต’ เป็นหนึ่งในกระบวนท่าพื้นฐานของเคล็ด ‘เถาวัลย์เขียว’ ว่ากันว่าเด็กน้อยอายุสิบปีสามารถฝึกปรือได้โดยง่าย

อายุสิบปี… …

จั่วม่อขบกรามแน่น พลิกผ่านเทพวิชา ‘เถาวัลย์เขียว’ อีกรอบ เพื่อค้นหาเคล็ดความที่ง่ายดายกว่านี้

เทพวิชาทุกประเภทกอรปด้วยเคล็ดความสามประการ ร่ายรำสื่อชะตา บัญชาการกฎเกณฑ์และบวงสรวงฟ้า

ร่ายรำสื่อชะตาเป็นภาษาพิเศษเฉพาะที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน อาศัยขยับเคลื่อนไหวแขนขาเป็นท่วงทำนอง จั่วม่อเมื่อไม่เข้าใจเรื่องนี้ มันมองว่านี่เป็นเพียงการเต้นรำอย่างบ้าคลั่งเท่านั้น

บัญชาการกฎเกณฑ์หมายถึงบงการธรรมชาติ ถ้อยคาถาและการเคลื่อนไหว

บวงสรวงฟ้าเป็นการสื่อสารกับฟ้าดิน

มีเพียงทั้งสามเคล็ดความประสานกันอย่างสมบูรณ์ เทพวิชาจึงสามารถสำแดงฤทธิ์ออกมาได้

อย่างน้อยที่สุด ความพยายามของมันก็ไม่ได้ล้มเหลวเสียทีเดียว ในบันทึกย่อยบทสุดท้าย จั่วม่อในที่สุดก็ค้นพบเทพวิชาที่ง่ายดายที่สุด ‘ดรรชนีแสงประกาย’

จั่วม่อเลือกวิชานี้เพียงเพราะเหตุผลที่เรียบง่ายยิ่งข้อหนึ่ง นั่นคือการร่ายรำสื่อชะตาของวิชานี้ เพียงแค่ต้องร่ายรำด้วยนิ้วเท่านั้น ไม่มีวิชาใดจะเหมาะสมกับจั่วม่อไปมากกว่านี้อีกแล้ว เนื่องเพราะมันไม่เคยลืมฝึกปรือกระบวนท่าดรรชนีเป็นประจำ

จริงดังคาด จั่วม่อผู้มีรากฐานกระบวนท่าดรรชนีที่ดี ในไม่ช้าก็สามารถสำเร็จร่ายรำสื่อชะตาอย่างราบรื่น แน่นอนว่าเป็นเพราะวิชานี้ง่ายดายจริงๆ มีเพียงสามท่วงท่าเท่านั้น

นี่ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของจั่วม่อเพิ่มพูนขึ้น

ส่วนบัญชาการกฎเกณฑ์ก็เรียบง่ายยิ่ง ประกอบด้วยถ้อยคาถาเพียงหนึ่งคำ

สิ่งที่ยากเย็นที่สุดคือบวงสรวงฟ้า จั่วม่อต้องใช้เวลาไปอีกหนึ่งชั่วยามเต็ม กว่าจะบรรลุถึงหัวใจหลักของเคล็ดความนี้

ทว่าจั่วม่อก็ตระหนักอย่างรวดเร็ว แม้ว่ามันจะเริ่มช่ำชองชำนาญในเคล็ดความทั้งสามประการ แต่การประสานรวมพวกมันเข้าด้วยกัน ก็หาใช่เรื่องง่ายดายไม่ สถานการณ์สูญเสียเคล็ดความใดเคล็ดความหนึ่งมักเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ทำให้ทั้งสามไม่อาจผสานรวมได้อย่างพอเหมาะพอดีเสียที

ทว่าจั่วม่อไม่ท้อแท้หดหู่ สำหรับมัน ความผิดพลาดล้มเหลวเป็นดั่งสหายสนิทผู้หนึ่ง

มันฝึกปรือซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หยาดเหงื่อไหลรินลงมาตามหน้าผาก ไหลผ่านลำคอ ความทนทานที่ย่ำแย่ลง ทำให้มันรู้สึกเหน็ดเหนื่อยสิ้นแรงอย่างที่ไม่เคยรู้สึกมานาน แต่ยังคงกัดฟันฝืนยืนหยัดต่อไป

ดรรชนีของมันเคลื่อนเร็วรี่ จากนั้นจี้ใส่ผนังหินที่อยู่ใกล้ๆ ตวาดถ้อยบัญชาการกฏเกณฑ์อย่างดุดัน “ทำลาย!”

ดวงตาถลึงกว้าง บวงสรวงฟ้าสำเร็จลุล่วงในชั่วพริบตา!

พลังเทพในร่างมันปะทุออกมาในบัดดล

ปัง!

เสียงหนักทึบดังกังวาน จั่วม่อตะลึงงัน

สำเร็จแล้ว? มันทำสำเร็จแล้ว?

รอจนสายตาของมันกวาดมองไปยังจุดที่บังเกิดเสียง พลันเบิกตากว้างแทบถลน ยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่

เบื้องหน้ามันปรากฏโพรงหินเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งจั้งโพรงหนึ่ง

จั่วม่อลากเท้าเดินไปยังโพรงหินโดยไม่รู้ตัว เห็นปากโพรงกว้างใหญ่กว่าส่วนสูงของมันเสียอีก จนมันรู้สึกหน้ามืดอยู่บ้าง ผนังโพรงราบเรียบประหนึ่งถูกคว้านด้วยมีด ภายในโพรงมืดสนิท จั่วม่อเดินตรงเข้าไปในโพรงราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างครอบงำจิตใจ

หนึ่งจั้ง สองจั้ง สามจั้ง… …

ยี่สิบจั้ง! โพรงนี้ถึงกับลึกยี่สิบจั้ง!