0 Views

 

เสาสีทองที่เชื่อมฟ้าดินเข้าด้วยกัน หดตัวลงเข้าหาใจกลางด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เสาแห่งแสงสั้นลงไม่หยุดยั้ง สีทองของเสาแสงสีทองกลายเป็นเข้มขึ้นทุกขณะ จากแสงสีทองอร่ามบาดตา กลับกลายเป็นสีทองเข้มปนแดงฉาน

กระบวนการทั้งหมดใช้เวลาราวชั่วหนึ่งก้านธูป ต้นเสาในที่สุดหดตัวลงจนกลายเป็นกลุ่มก้อนสีทอง ไม่ถูกต้อง… กลายเป็นดวงอาทิตย์สีทองเข้มปนแดงฉานดวงหนึ่ง แขวนค้างอยู่กลางท้องนภาอันมืดทะมึน

ทั่วทั้งอาณาจักรทะเลเมฆ พลันกลับกลายเป็นเงียบกริบเสมือนตาย

 

“วิหารเทพสุริยัน… …” หลีซู่เหม่อมองท้องฟ้า พึมพำอย่างเลื่อนลอย

พวกมันอยู่ในระยะใกล้ ความร้อนที่รู้สึกได้ราวกับว่าพวกมันอยู่ในกระถางหลอมกลั่น สามารถสัมผัสพลังสภาวะสะท้านขวัญวิญญาณของลูกกลมแสงได้อย่างชัดเจน ลูกกลมแสงปลดปล่อยคลื่นความร้อนออกมาอย่างต่อเนื่อง ความร้อนในอากาศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กลับกลายเป็นร้อนลวกแผดเผา ทุกสิ่งทุกอย่างในครรลองสายตาของมันเริ่มบิดเบี้ยวแปรปรวน ผืนหญ้าบนพื้นเกาะเหี่ยวแห้งลงด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ชัดตา กระทั่งทะเลเมฆไร้ขอบเขตใต้ฝ่าเท้าของพวกมัน ยังถูกกระแสความร้อนกวาดซัดออกไปจนหมดสิ้น จนพวกมันสามารถมองเห็นมุมส่วนหนึ่งของวิหารเทพสุริยันได้เล็กน้อย

วิหารเทพหลังหนึ่งจากหลายหมื่นปีล่วงมาแล้ว ผ่านการกัดกร่อนของกาลเวลาเนิ่นนานจนประมาณไม่ถูก แต่ยังคงเต็มไปด้วยพลังสภาวะอันน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึงถึงเพียงนี้! ไม่ทราบว่าในปีนั้นที่พวกมันรุ่งโรจน์เรืองรองถึงที่สุด จะเป็นพลังอำนาจสะท้านฟ้าสะเทือนดินสักปานใด?

ชั่วขณะนี้ ความคิดจิตใจของหลีซู่ล่องลอยไปไกลลิบ

ผู้อาวุโสเซินไม่กล่าวคำใด บนใบหน้ามันปรากฏเค้าตื่นตะลึงไม่ต่างกัน มันมีพลังบำเพ็ญเพียรด่านหยวนอิง สามารถเบียดเสียดเข้าสู่ทำเนียบยอดฝีมือชั้นสูงสุดแห่งสวรรค์สี่ดินแดน ภูมิความรู้ของมันยังลึกล้ำไพศาลกว่าหลีซู่มาก และด้วยเหตุนี้เอง มันย่อมเข้าใจความหมายของภาพเบื้องหน้าได้ดีกว่าหลีซู่

ในดวงตามันทอประกายร้อนผ่าว เต็มไปด้วยแรงปรารถนา!

เบื้องหลังคนทั้งสอง หลู่เจิ้นกับพวกปากอ้าตาค้าง เหม่อมองดวงอาทิตย์สีแดงเข้มใหญ่โตมหึมาบนฟากฟ้าอย่างไม่เชื่อสายตา ล้วนแตกตื่นตะลึงลานจนพูดไม่ออก

ทันใดนั้นผู้อาวุโสเซินพลันกล่าวอย่างเคร่งเครียด “เจ้าต้องเตรียมตัวให้พร้อม ครั้งนี้วิหารเทพสุริยันเคลื่อนไหวเอิกเกริกเกินไป ผู้คนสมควรคาดเดาได้ว่าอีกไม่นานวิหารเทพจะเปิดออกมา ถึงตอนนั้นคงยากจะหลีกเลี่ยงการต่อสู้ฆ่าฟันได้… …”

วาจานี้ของผู้อาวุโสเซินฉุดกระชากหลีซู่กับคนอื่นๆ กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง พวกมันรีบรับคำอย่างพร้อมเพรียง “ขอรับ!”

ผู้อาวุโสเซินใช้สายตาลึกซึ้งเพ่งมองมุมวิหารเทพที่เผยตัวออกมาแวบหนึ่ง จากนั้นร่างหายวับไป

หลีซู่หันเหสายตากลับไปยังดวงอาทิตย์สีทองปนแดงเข้มโดยไม่รู้ตัว แต่เมื่อสติกลับเป็นแจ่มใส มันอดขมวดคิ้วไม่ได้ พวกมันเพียงทราบช่วงเวลาที่วิหารเทพจะเปิดออกด้วยการทำนาย แต่นึกไม่ถึงว่าก่อนที่วิหารเทพจะเปิดออก ยังส่งเสียงอึกทึกครึกโครมถึงเพียงนี้ด้วย นี่ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะเพิ่มความยากลำบากให้แก่พวกมัน

ทว่าไม่ว่าจะเป็นหลีซู่หรือผู้อาวุโสเซิน ล้วนคาดฝันไปไม่ถึง ว่าภาพที่เห็นอยู่เบื้องหน้านี้หาได้เกี่ยวข้องกับการเปิดออกของวิหารเทพไม่!

แต่เนื่องเพราะมีใครบางคนชิงล่วงหน้าไปก่อนพวกมันเท่านั้น… …

 

“งดงาม! งดงามเหลือเกิน!” บุรุษกลางคนเหม่อมองลูกกลมแสงที่คล้ายดวงอาทิตย์กลางหาวอย่างเคลิบเคลิ้มมึนเมา

นักฆ่าหน้ากากไม่กล่าวคำใด หน้ากากขาวซีดผิดธรรมดาคล้ายถูกย้อมด้วยสีทองเข้มปนแดงฉาน

“อา ทีนี้ก็ยุ่งยากมากแล้ว!” บุรุษกลางคนเปลี่ยนเป็นคร่ำครวญ “เมื่อเกิดปรากฏการณ์อันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ทุกผู้คนจะต้องทราบแน่แล้วว่าวิหารเทพกำลังจะเปิดออก! จบสิ้นแล้ว จบสิ้นแล้ว! เดิมทีข้าวางแผนว่าเราจะลอบเข้าไปก่อนที่ผู้คนจะทันรู้ตัว ชิงกวาดทรัพย์สมบัติมาก่อน คราวนี้ก็ทำไม่ได้แล้ว!”

นักฆ่าหน้ากากยังคงไม่เอ่ยปาก

บุรุษกลางคนยังคงเพ้อพร่ำคร่ำครวญด้วยท่าทีคล้ายโศกเศร้าแสนสาหัส

ทันใดนั้นนักฆ่าหน้ากากโพล่งขัดจังหวะการพิลาปรำพันของมัน “มีคน”

“มีคน?” บุรุษกลางคนงงงันวูบ แต่แล้วพลันฉุกใจคิด ดวงตาสาดประกายวาบ “เจ้ากำลังบอกว่ามีคนอยู่ภายในวิหาร? มีคนเข้าไปแล้ว?”

“อา”

“อุบาทว์บัดซบ!” บุรุษกลางคนทึ้งผมตัวเอง อดสบถด่าสาปแช่งไม่ได้ “เป็นเจ้าสารเลวจากที่ใด!”

แต่แล้วมันฉุกคิดถึงบางสิ่งอย่างรวดเร็ว ความเดือดดาลบนใบหน้าเลือนหายไป กล่าวอย่างลำพองใจว่า “ฮ่า! เป็นไปไม่ได้! การป้องกันของวิหารเทพแข็งแกร่งยิ่ง ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนสามารถทำลายได้ เว้นเสียแต่ว่าเป็นลูกหลานของชนเผ่าสุริยัน มิเช่นนั้นไม่มีผู้ใดสามารถบุกผ่านปราการป้องกันนี้ได้ ฮ่า ข้าเคยให้คนทำนายมาก่อนแล้ว ชนเผ่าสุริยันล้วนล้มตายหมดสิ้น กระทั่งเส้นผมสักเส้นยังไม่หลงเหลือ”

นักฆ่าหน้ากากไม่โต้แย้ง เพียงเงียบงันตามเดิม

บุรุษหน้าขาวเห็นเช่นนี้ ใบหน้าทอแววลังเลวูบ มันทราบว่านักฆ่าหน้ากากไม่ใช่คนที่ชมชอบกล่าวล้อเล่นเหลวไหล ดังนั้นอดซักไซ้ไม่ได้ “เจ้าล่วงรู้ได้อย่างไรว่ามีคนอยู่ข้างใน?”

ประดุจหุ่นเชิดที่แข็งทื่อ นักฆ่าหน้ากากพ่นออกมาหนึ่งคำอย่างไร้อารมณ์ “ลางสังหรณ์”

บุรุษกลางคนรู้สึกในจิตใจปกคลุมด้วยเมฆมืดทะมึนในทันที

ลางสังหรณ์อุบาทว์บัดซบ!

ลางสังหรณ์ของคนผู้นี้… …ไม่เคยผิดพลาด!

 

จั่วม่อฟื้นคืนสติอย่างแช่มช้า

มันพบว่าตัวเองกำลังพิงผนังหิน และทุกสิ่งทุกอย่างก็ไม่แตกต่างจากตอนก่อนที่มันจะหลับไป

เพียงฝันไปใช่หรือไม่?

จั่วม่อสะบัดศีรษะแรงๆ ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในฝันนั้นกระจ่างชัดเจนยิ่ง ทำเอามันอดลังเลไม่ได้ จึงเริ่มตรวจสอบร่างกายตัวเอง

หยดน้ำลี้ลับเถาวัลย์เขียวขดตัวอยู่เงียบๆ ภายในร่างของมัน ราวกับสัตว์เลี้ยงที่เชื่องเชื่อตัวหนึ่ง และในตันเถียนของมัน ไม่ทราบตั้งแต่เมื่อใด กลับปรากฏดวงอาทิตย์เล็กๆ ขึ้นดวงหนึ่ง

ดวงอาทิตย์นี้เล็กยิ่ง แสงอาทิตย์ปลดปล่อยสายใยอันอบอุ่นออกมา ความอบอุ่นเหล่านี้เคลื่อนไปตามเส้นชีพจรปราณของมัน ท่องไปยังทุกส่วนในร่างกายมัน ทั่วทั้งร่างกลายเป็นอบอุ่นสุขสบายอย่างบอกไม่ถูก

พลังทั้งสามขุมที่ม้วนพันกัน จนยากจะแยกออกจากเลือดเนื้อร่างกายของมัน บัดนี้หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริง กลับกลายเป็นพลังที่ไม่รู้จักขุมหนึ่ง

รอยประทับวิญญาณที่หลงเหลืออยู่ในร่างมัน เต็มไปด้วยข้อมูลนับไม่ถ้วน ทำให้จั่วม่อเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่าง

น้ำตาสองสายทะลักลงจากสองตาของจั่วม่อ อย่างไม่อาจข่มกลั้นเอาไว้ได้

พี่ใหญ่ชิงหลิน… …

นั่นไม่ใช่ความฝัน!

จั่วม่อปาดเช็ดน้ำตา ทรุดคุกเข่าลงกับพื้น โขกศีรษะอย่างหนักหน่วงสามครั้งไปทางผนังหิน จั่วม่อแม้เจ็บปวดใจแต่ไม่ได้โศกเศร้ามากเกินไป นี่มิใช่เพราะมันชินชากับความตายในยุคสมัยอันวุ่นวายของโลกใบนี้ แต่เนื่องเพราะ ในรอยประทับวิญญาณที่พี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งไว้เบื้องหลัง เต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกอันปลอดโปร่งปิติสุข จุดจบเช่นนี้เป็นสิ่งที่พี่ใหญ่ชิงหลินต้องการ เป็นทางเลือกที่พี่ใหญ่ชิงหลินเลือกด้วยตัวเอง

สิ่งที่จั่วม่อสามารถทำได้ มีเพียงช่วยส่งเสริมปณิธานสุดท้ายของพี่ใหญ่ให้ลุล่วง ในใจมันตัดสินใจแน่วแน่ ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องไปเยี่ยมเยือนบ้านเกิดของพี่ใหญ่ให้จงได้

 

ภายในทะเลแห่งจิตสำนึก ผูเยากับเว่ยล้วนนิ่งเงียบงัน

ชั่วอึดใจให้หลัง เว่ยค่อยกล่าวปนทอดถอน “ชนเผ่าเถาวัลย์เขียวก็เป็นหนึ่งในชนเผ่าที่ทรงพลังมากในบันทึกประวัติศาสตร์ ชิงหลินผู้นี้พลังเทพลึกล้ำสุดหยั่งถึง ในอดีตสมควรเป็นยอดนักรบผู้เกรียงไกรผู้หนึ่ง นึกไม่ถึงว่าจะถูกกักขังเอาไว้ในวิหารเทพนานนับหมื่นปี”

ผูเยาครั้งหนึ่งก็เคยถูกกักขังไว้ในหอทลายอสูรนานหลายพันปีเช่นกัน ย่อมเข้าใจความสิ้นหวังนั้นอย่างลึกซึ้ง ยอดบุรุษผู้นี้แม้ถูกกักขังในวิหารเทพที่ปิดตายนานหลายหมื่นปี กลับยังรักษาสติสัมปชัญญะอันแจ่มใสเอาไว้ได้ กระทั่งผูเยาผู้มีจมูกเชิดสูงขึ้นฟ้า ยังอดนับถือเลื่อมใสอย่างสุดจิตสุดใจไม่ได้

คนผู้หนึ่งไม่ว่ามีพลังอำนาจมากมายเท่าใด ก็ไม่อาจต้านทานพลังของกาลเวลาได้ เหล่าสุดยอดยุทธ์ที่ถูกกักขังเอาไว้ด้วยอาคมหวงห้ามและอาณาจักรมายา กลับไม่ได้ถูกทำลายด้วยอาคมหวงห้ามหรือภาพมายา แต่ล้วนพ่ายแพ้ให้แก่พลังของกาลเวลา

ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาและความสิ้นหวังอับจน เป็นอารมณ์ที่ง่ายดายต่อการให้กำเนิดมารในใจมากที่สุด มารในใจพอถือกำเนิด จะค่อยๆ กัดกร่อนมโนสำนึกของผู้คนอย่างช้าๆ จนกลับกลายเป็นตัวประหลาดที่ไม่หลงเหลือความคิดจิตใจอีก

เว่ยพลันกล่าวปนหัวร่อ “เด็กผู้นี้มีโชควาสนาอย่างล้นเหลือจริงๆ”

“นี่เป็นความดีความชอบของพวกเราด้วย” ผูเยาแอบอ้างความสำเร็จอย่างหน้าไม่อาย หากจั่วม่ออยู่ที่นี่ ไม่โถมเข้าเสี่ยงชีวิตกับมันก็แปลกไปแล้ว

“มีเหตุผล!” เว่ยเห็นด้วยอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง แต่แล้วน้ำเสียงก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง “เพียงแต่… …นี่ก็ยากบอกได้ว่าเป็นโชควาสนาหรือคราเคราะห์”

“อ้อ?” ผูเยาหรี่ตาสีแดงเลือด เปลวเพลิงรอบกายสงบนิ่งคล้ายรอรับฟัง

“พลังเทพแม้หายสาบสูญไปเป็นเวลานาน แต่ไม่แน่ว่ายังมีคนจดจำได้” เว่ยหยุดชะงักแวบหนึ่ง แล้วกล่าวสืบต่อ “ลองดูสิ่งของที่มันถือครองเสียก่อน หยดน้ำลี้ลับเถาวัลย์เขียว เมล็ดผลึกสุริยัน ล้วนเป็นสุดยอดสมบัติล้ำค่าด้วยกันทั้งคู่ แม้แต่เจ้าหรือข้าหากพบทั้งสองสิ่งนี้ ยังไม่อาจหลีกเลี่ยงจากความคิดช่วงชิงได้ ยังต้องกล่าวถึงผู้อื่นอีกหรือ? ไม่ว่าสำนักใหญ่ใดล้วนต้องหวั่นไหวใจทั้งสิ้น”

ผูเยาดวงตาสีเลือดสาดประกายวูบ กล่าวอย่างเฉื่อยชา “ก็ฆ่าพวกมันเสีย”

“คิดฆ่าพวกมันง่ายดายนักหรือ? เวลานี้เจ้ากับข้าก็อยู่ในสภาพเช่นนี้ เราไม่มีปัญญาลงมือด้วยตัวเองด้วยซ้ำ!” เว่ยกล่าวพลางทอดถอน

ผูเยาแค่นหัวร่อเย็นเยียบ “เจ้าประเมินเด็กผู้นี้ต่ำเกินไป! อย่าได้ถูกสภาพเฉื่อยชาตามปกติของมันหลอกลวงเอา หากมันปรารถนาจริงๆ เฮอะ เฮอะ!”

เว่ยดวงตากระจ่างวูบ กล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ถูกของเจ้า เด็กผู้นี้ยามปกติมักคิดฟุ้งซ่านวุ่นวาย แต่ในช่วงคับขันอันตราย กลับสามารถรับมือได้ทุกครั้ง มันยังกลอกกลิ้งลื่นไหลยิ่ง คิดฉกฉวยประโยชน์จากมัน ไม่ใช่เรื่องง่าย”

“ข้าถึงบอกว่าเจ้าไม่จำเป็นต้องห่วงกังวลกับมันเลย” ผูเยากล่าวอย่างไม่ค่อยสนใจนัก จากนั้นสุ้มเสียงเปลี่ยนเป็นกระตือรือร้น “ว่าแต่เจ้าสนใจพลังเทพหรือไม่?”

เว่ยแย้มยิ้ม “ย่อมแน่นอน”

“ลองไปศึกษาดูดีหรือไม่?”

“เห็นด้วยอย่างยิ่ง!”

สองตัวประหลาดพันปีสบตากันวูบ จากนั้นหัวร่อกังวาน หายวับไปพร้อมกัน

 

รอยประทับวิญญาณที่พี่ใหญ่ชิงหลินทิ้งไว้ให้มีข้อมูลมากมาย

มันใช้พลังทั้งหมดของวิหารเทพสุริยันเพื่อช่วยเหลือจั่วม่อฝึกปรือพลังเทพ และปลดผนึกเมล็ดผลึกสุริยันส่วนหนึ่ง เพื่อให้จั่วม่อสามารถใช้พลังของเมล็ดผลึกสุริยันได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง นี่ไม่อาจเรียกว่าเป็นการดูดซับเมล็ดผลึกสุริยัน แต่ก็เป็นขีดจำกัดสูงสุดที่ชิงหลินจะกระทำได้แล้ว

นอกจากนี้ชิงหลินยังถ่ายทอดวิธีกลั่นเกลาหยดน้ำลี้ลับเถาวัลย์เขียว รวมถึงวิธีใช้งานให้ด้วย และยังทิ้งเคล็ดวิชาเถาวัลย์เขียวของชนเผ่าเถาวัลย์เขียวให้แก่จั่วม่อ ชิงหลินยังกำชับว่าจั่วม่อไม่เหมาะสมกับการฝึกปรือเคล็ดวิชานี้ ได้แต่ใช้เป็นแหล่งอ้างอิงเท่านั้น

ในบรรดาคำกำชับกำชาทั้งหลายทั้งปวงนี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับจั่วม่อ คือรายละเอียดเกี่ยวกับวิหารเทพสุริยัน วิธีเข้าไปในวิหารเทพสุริยัน วิธีทลายค่ายกล รวมถึงสถานที่ที่มีสมบัติอยู่ที่ใด

อาศัยพลังของวิหารเทพสุริยันช่วยหนุนเสริม พลังทั้งสามของจั่วม่อหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวอย่างสมบูรณ์ กลายเป็นพลังเทพ ผนวกกับอิทธิพลของเมล็ดผลึกสุริยัน พลังเทพของมันมีความเอนเอียงอย่างเห็นได้ชัด เหมาะสมเป็นที่สุดสำหรับการฝึกปรือเคล็ดวิชาของชนเผ่าสุริยัน

ชิงหลินยังกำชับให้จั่วม่อค้นหาเคล็ดวิชาของชนเผ่าสุริยัน ทั้งยังระบุสถานที่ลับหลายแห่ง ซึ่งอาจเป็นสถานที่เก็บรักษาเทพวิชาของชนเผ่าสุริยัน

หลังจากย่อยสลายข้อมูลทั้งหมด จั่วม่อลุกขึ้นยืนอีกครั้ง

พลังปราณ พลังจิตสำนึกและสังขารปิศาจ ล้วนหายไปจากร่างมันอย่างสมบูรณ์ กลับกลายเป็นพลังประหลาดขุมหนึ่ง

นี่คือพลังเทพใช่หรือไม่?

จั่วม่อพินิจพิจารณาพลังอันพิเศษเฉพาะนี้อย่างกระหายใคร่รู้ เทียบกับพลังปราณ พลังจิตสำนึกและพลังสังขารปิศาจแล้ว พลังเทพเทพผิดแผกแตกต่างอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่ว่าจะเป็นพลังปราณ พลังจิตสำนึกหรือพลังสังขารปิศาจ ล้วนมีเส้นทางโคจรที่ไม่ซ้ำกัน พลังปราณโคจรผ่านเส้นชีพจรปราณ พลังจิตสำนึกผนึกรวมตัวที่หว่างคิ้ว และสังขารปิศาจโคจรผ่านเลือดเนื้อเส้นเอ็น

พลังเทพแตกต่างออกไปเป็นคนละทาง พวกมันคล้ายไม่มีจุดหมายอย่างสิ้นเชิง เจาะผ่านไปทั่วร่างจั่วม่ออย่างไร้รูปแบบ

ความรู้สึกที่พลังเทพมีให้แก่จั่วม่อ คือความสับสนยุ่งเหยิง วิธีการใช้ไม่ชัดเจนเท่ากับพลังทั้งสาม นี่อาจเป็นเพราะมันยังไม่รู้จักมักคุ้นกับพลังเทพมากนัก จั่วม่อรู้สึกว่าพลังเทพยากจะควบคุมบังคับเป็นที่สุด ไม่สามารถปล่อยออกรั้งเข้าได้ดั่งใจปรารถนาเท่ากับพลังทั้งสาม

ในพลังทั้งสาม แม้แต่พลังที่อ่อนด้อยที่สุดอย่างพลังปราณ มันก็สามารถควบคุมได้ง่ายดายกว่าพลังเทพมาก

ยุ่งเหยิง คลุมเครือ ยากจะคว้าจับเอาไว้ได้ เหล่านี้เป็นสิ่งที่จั่วม่อรู้สึกยามใช้พลังเทพ นี่บันดาลให้มันรู้สึกอึดอัดขัดข้องยิ่ง ไม่มีผู้ใดชมชอบพลังที่ไม่อาจควบคุม ทั้งยังคลุมเครือ ไม่ชัดเจนและยากจะเข้าใจ

ในหมู่ซิวเจ่อมีประโยคที่แพร่หลายประโยคหนึ่ง ‘ความแข็งแกร่งของซิวเจ่อ ไม่ได้อยู่ที่ว่ามันมีพลังมากมายเท่าใด แต่เป็นมันควบคุมพลังได้มากเท่าใดต่างหาก’

จั่วม่อเป็นผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อมุมมองนี้

ดังนั้นสถานการณ์ในตอนนี้ ทำให้มันอึดอัดขัดข้องจนแทบกระอักเลือดออกมา