0 Views

 

แสงสีเขียวเจิดจรัสเปล่งประกายสีมรกต ขมวดพันเป็นเกลียวแหลม เจาะเข้าไปในเมล็ดผลึกสุริยันอย่างนุ่มนวล

เมล็ดผลึกสุริยันที่ไร้ประกายเริ่มสั่นอย่างรุนแรง ประหนึ่งว่ามีสัตว์ร้ายบรรพกาลแผดคำรามอยู่ภายใน

ชิงหลินสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตาสีดำกระจ่างสุกใสราวกับหมู่ดาวในท้องฟ้ายามวิกาล เรือนผมสีเขียวโบกสะบัดโดยไม่มีลม ปลิวไสวอย่างเสรี

เมล็ดผลึกสุริยันทันใดนั้นปลดปล่อยลำแสงเจิดจ้าบาดตา พลังงานสีทองแหลมคมนับไม่ถ้วนประดุจปราณกระบี่ สาดกระจายออกมาอย่างฉับพลัน!

จากนั้นแสงสีแดงฉานสุกสว่างล่องลอยออกมาจากเมล็ดผลึกสุริยัน ลุกลามติดตามแสงสีเขียว พุ่งเข้าสู่ร่างกายของจั่วม่อที่อยู่อีกปลายหนึ่งของลำแสงเขียวมรกต

จั่วม่อพลันรู้สึกว่าในสมองระเบิดวาบ กระแสแผดเผานับไม่ถ้วนดุจดั่งธารหินหลอมเหลวนับร้อยพันสาย บุกทะลวงเข้ามาในจิตใจมัน ความเจ็บปวดจนแทบขาดใจตายพลุ่งขึ้นมาจากก้นบึ้งของดวงวิญญาณ มันกระทั่งเวลาจะแผดเสียงร้องยังไม่มี สิ้นสติไปในบัดดล

เห็นที่ปลายด้านหนึ่งของแสงสีเขียวมรกต จั่วม่อร่างลอยค้างอยู่กลางอากาศโดยไร้การควบคุม ดวงตาปิดสนิทแน่น เห็นได้ชัดว่าไม่มีสติรู้สึกตัว แสงสีแดงสดใสห่มคลุมมันไว้ทั้งร่าง จากนั้นค้นพบช่องทางอย่างรวดเร็ว มุดเข้าไปในจมูกปากของจั่วม่อในทันที

แสงสีแดงอันกล้าแข็งนี้มาเร็วยิ่ง ภายในชั่วพริบตา ทั้งหมดก็มุดหายเข้าไปในร่างจั่วม่อจนหมดสิ้น

ทันใดนั้นผมเผ้าของจั่วม่อเริ่มลุกไหม้

เปลวไฟนับไม่ถ้วนพวยพุ่งออกออกมาจากผิวหนังของจั่วม่อ เพียงพริบตาเดียว คนกลายเป็นลูกไฟโชติช่วงดวงหนึ่ง

ในเวลานี้เอง กระแสน้ำพลันพวยพุ่งออกมาจากตันเถียนของจั่วม่อ เข้าปะทะหักหาญกับเปลวไฟ นี่ก็คือหยดน้ำลี้ลับเถาวัลย์เขียวที่ชิงหลินกำนัลให้แก่จั่วม่อ

แสงสีแดงที่เหนือธรรมดากำลังอาละวาดภายในร่างกายของจั่วม่ออย่างย่ามใจ ทันใดนั้นกลับพบพานศัตรู ดังนั้นโหมซัดจากทั่วสี่ทิศแปดทาง ตรงเข้าขับเคี่ยวกับฝ่ายตรงข้ามในทันที

แต่หยดน้ำลี้ลับก็ไม่ใช่ธรรมดาสามัญเช่นกัน ชิงหลินเก็บเกี่ยวมันมาจากเถาวัลย์หมื่นปี จากนั้นหล่อเลี้ยงกลั่นเกลาอย่างต่อเนื่องอีกหลายหมื่นปี หยดน้ำนี้บริสุทธิ์เป็นอย่างยิ่ง เมล็ดผลึกสุริยันแม้มีพลังเลิศภพจบแดน แต่เจ้าของของมันสิ้นชีพไปนานนับหมื่นปี ไม่ได้รับการหล่อเลี้ยงบำรุงอีก เทียบกับในอดีตแล้วนับว่าอ่อนด้อยกว่าเดิมมาก

ด้วยช่วงระยะเวลาใกล้เคียงกัน ฝ่ายหนึ่งรุดหน้าอย่างต่อเนื่อง อีกฝ่ายเสื่อมทรุดไม่หยุดยั้ง ยามกะทันหันกลายเป็นคู่คี่ก้ำกึ่ง

เมล็ดผลึกสุริยันหลอมสร้างขึ้นจากตัวอ่อนของดวงอาทิตย์ ถือครองพลังเลิศภพจบแดนตามธรรมชาติ แม้ว่าผ่านกาลเวลานับหมื่นๆ ปี ทั้งยังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่สภาวะอหังการที่สามารถหยามหยันโลกหล้าไม่ได้สูญสลายไปด้วย

เผชิญหน้าศัตรูเข้มแข็ง กลับสะกิดความอหังการของมันจนเดือดพล่าน พลังสภาวะทวีความแข็งกล้าขึ้นทุกขณะ

เปลวเพลิงบนร่างจั่วม่อพลันระเบิดวาบ ลุกโชนขึ้นไปถึงชั้นฟ้า คลื่นความร้อนสุดหฤโหดยึดถือจั่วม่อเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดซัดออกไปรอบวงอย่างหักโหม

ต้นไม้มหึมาที่พวกมันยืนเหยียบอยู่ด้านบนกลายเป็นเถ้าธุลีในชั่วพริบตา คลื่นความร้อนไม่ว่ากวาดซัดไปถึงที่ใด มวลแมกไม้ล้วนถูกแผดเผาเป็นเถ้าถ่าน พื้นเบื้องล่างเริ่มหลอมละลาย กลายเป็นทะเลหินหลอมเหลวผืนหนึ่ง

“สมกับที่เป็นเมล็ดผลึกสุริยัน!” ชิงหลินหัวร่อเบาๆ ดวงตาจับจ้องใบหน้าของจั่วม่อ หัวใจพลันล่องลอยไปไกลแสนไกล ความทรงจำอันห่างไกลและพร่ามัวคล้ายค่อยๆ กลับกลายเป็นชัดเจนขึ้นเบื้องหน้ามัน ราวกับว่าถูกกระแสลมร้อนเหล่านี้ปัดฝุ่นที่ทับถมจนหนาทึบออกไปด้วย

น้องเล็ก… …

ใบหน้าอ่อนเยาว์และแปลกหน้าอยู่บ้างดวงหนึ่ง จากพร่ามัวกลับกลายเป็นชัดเจนอยู่ในใจมัน

อารมณ์หวนหาอาวรณ์เอ่อท้นท่วมหัวใจอย่างฉับพลัน มันรั้งสายตากลับจากอดีตกาลอันลับเลือน หันมาจ้องมองใบหน้าที่ไม่มีสติของจั่วมอง ใบหน้าอ่อนเยาว์และแปลกหน้าในใจคล้ายค่อยๆ ทาบทับลงบนใบหน้าของจั่วม่อ

หัวใจที่ไม่เคยไหวสะเทือนมานานนับหมื่นปี คล้ายผุดความรู้สึกที่ลึกซึ้งเป็นระลอก

มันแย้มยิ้มอย่างสุขสราญ

จากนั้นเหยียดมือขวา ชี้ขึ้นฟ้า

ทันใดนั้นกลางเวหาปรากฏจุดแสงประกาย ราวกับดวงดาวโชนแสงอย่างฉับพลัน!

เห็นเสาลำแสงสีทองเรียวยาวและตรงแน่วจากแผ่นฟ้าอันไกลโพ้น ข้ามผ่านห้วงความว่างเปล่าไร้ที่สิ้นสุดของห้วงนภาเหนือศีรษะของพวกมัน พกพารัศมีอันเรืองรองของหมื่นปีที่แล้ว พุ่งดิ่งลงมาด้วยระดับความเร็วอันสะท้านขวัญวิญญาณ!

พื้นดินใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็วยิ่ง ลำแสงสีทองฟาดใส่ดรรชนีที่ชี้ขึ้นสู่ท้องนภาของชิงหลินอย่างแม่นยำ

บึม!

สุ้มเสียงสดใสดังรัวเร็ว สะท้านทั่วบริเวณ!

ชิงหลินประดุจถูกสายฟ้าฟาดใส สะท้านขึ้นทั้งร่าง ทันใดนั้นพลังอันเกรี้ยวกราดไพศาล ยึดถือร่างมันเป็นจุดศูนย์กลาง กวาดวาบออกมาอย่างรุนแรง!

เพียะเพียะเพียะ!

บรรดาต้นไม้ใหญ่ยักษ์ที่หยาบหนาหลายสิบจั้ง ไม่ต่างจากกิ่งก้านเรียวบาง หักสะบั้นลงอย่างง่ายดาย คลื่นอากาศอันเกรี้ยวกราดไม่ว่ากวาดผ่านไปยังที่ใด พื้นดินกระเพื่อมเป็นคลื่น ต้นไม้ล้วนหักพินาศสิ้น

ทั่วทั้งอาณาจักรลับแมกไม้ขจีสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง!

ภายใต้ลำแสงสีทองอันบริสุทธ์ ชิงหลินดวงตาทอประกายที่ยากจะบ่งบอกบรรยายชนิดหนึ่ง คลับคล้ายดวงดาวกำลังลุกไหม้ ในรอยยิ้มสุขสราญเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจ เต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน

มันไม่ได้บอกจั่วม่อ ว่าในบรรดาผู้พิทักษ์อาณาจักรลับทั้งสี่ มันเป็นเพียงหนึ่งเดียวที่ยังรักษาสติสัมปชัญญะเอาไว้ได้ อีกสามคนสูญเสียความคิดจิตใจไปหลายพันปีแล้ว กลายเป็นตัวประหลาดที่รู้จักแต่เข่นฆ่าสังหารตามสัญชาตญาณเท่านั้น

ทั่วทั้งวิหารเทพ มันเป็นคนเดียวที่มีสติแจ่มใส

หลายหมื่นปีของความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา ช่างยาวนานถึงเพียงไหน!

มันไม่ได้บอกจั่วม่อ เมื่อวิหารเทพสุริยันเปิดออกอย่างเต็มที่ ผู้พิทักษ์อาณาจักรลับเช่นมันจะเหมือนกับดวงอาทิตย์ที่เผาผลาญชีวิตเป็นครั้งสุดท้าย ลุกโชนแรงกล้าอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เผาผลาญชีวิตของพวกมันจนกว่าจะมอดดับไป!

นอกจากนี้มันยังไม่ได้บอกจั่วม่อ ในหลายหมื่นปีแห่งความเดียวดายนี้ มันเคยท่องไปในทุกซอกทุกมุมของวิหารเทพ วิหารเทพเมื่อหลงเหลือเพียงมันผู้เดียว นั่นหมายความว่าชิงหลินสามารถใช้พลังส่วนหนึ่งของวิหารเทพได้

บางทีนี่อาจจะเป็นโชคชะตา มันไม่มีปัญญาหยุดยั้งการปรากฏขึ้นของวิหารเทพ แต่ในช่วงสุดท้ายของชีวิต โชคชะตายังประทานพรให้มันได้พบพานพี่น้องคนหนึ่ง

นับหมื่นปี… … มันนานมากพอแล้ว… …

ภายใต้แสงสีทอง ชิงหลินแย้มยิ้มอย่างเฉิดฉัน!

วิหารเทพสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ก้อนศิลาแตกหักกลิ้งลงมาจากแท่นบูชาที่ถูกทิ้งร้าง ลวดลายอักขระเทพที่ปกคลุมไปด้วยฝุ่นและใยแมงมุมเริ่มส่องประกายสุกสว่าง แสงอันเยือกเย็นสาดส่องอย่างพร้อมเพรียง แผ่กระจายไปยังทุกซอกทุกมุมของวิหารเทพ วิหารเทพทั้งหมดเริ่มสั่นสะเทือนไม่หยุดยั้ง

หลังจากหลับใหลยาวนานนับหมื่นปี พลังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นตัวแทนของรัศมีอันเรืองรองที่สุดแห่งยุคสมัย พลันตื่นขึ้นจากห้วงนิทราอันลึกล้ำ

 

หลีซู่ผู้กำลังตระเตรียมจะพักผ่อนสงบจิตใจ พลันรู้สึกพื้นดินใต้ฝ่าเท้าสั่นไหว อดชะงักงันไม่ได้

แผ่นดินไหว?

แต่แล้วทันใดนั้นเอง มันสัมผัสถึงพลังสภาวะอันแกร่งกร้าวสุดเปรียบปาน จู่ๆ ก็ระเบิดออกมาจากระยะไม่ห่างไกลนัก พลังสภาวะสายนี้แกร่งกร้าวอหังการถึงขีดสุด สาดแสงเจิดจรัสประหนึ่งดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน บันดาลให้ผู้คนไม่อาจจ้องมองตรงๆ

หลีซู่แตกตื่นลนลาน ทะยานร่างออกจากห้องในบัดดล

ทันทีที่มันออกมาจากห้อง ภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า ทำให้มันตะลึงลานโดยสิ้นเชิง!

 

“เจ้าไม่ทราบ? เจ้าบอกว่าเจ้าไม่ทราบ!” บุรุษกลางคนกระชากเสียงอย่างร้อนใจ “คราครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนกับข่าวสาร ข้าต้องจ่ายค่าตอบแทนออกไปเป็นจำนวนมหาศาล หากไม่สามารถฉกฉวยสมบัติ จะขาดทุนอย่างหนักแล้ว!”

นักฆ่าหน้ากากยังคงนั่งเงียบเหมือนตอไม้ ไม่กล่าววาจาแม้แต่ครึ่งคำ

บุรุษกลางคนชักสูญเสียความอดทน แต่มันไม่กล้าระบายโทสะใส่นักฆ่าหน้ากาก เพียงแต่สีหน้าทอแววเจ็บปวดใจ เดิมทีมันคิดว่าเมื่อชักชวนนักฆ่าหน้ากากร่วมทางมาด้วย นี่สมควรเป็นเรื่องที่ไม่ยากเย็นอันใด แต่กลับปรากฏกลุ่มคนที่ไม่ทราบที่มาผุดขึ้นกลางคัน มันไม่อาจปล่อยให้คนเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรค …แต่แล้วมันยังจะทำอย่างไรได้?

ในเวลานี้เอง พื้นดินจู่ๆ สั่นสะเทือนเลื่อนลั่น

“นี่มันสถานที่บัดซบอันใด? ยังจะมีแผ่นดินไหวอีก!” บุรุษกลางคนกำลังอารมณ์ขุ่นมัว สบถด่าอย่างหัวเสีย

ทันใดนั้นเอง พลังสภาวะอหังการสุดเปรียบปานระเบิดวาบโดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า แรงกดดันมหึมาถาโถมลงมาพร้อมกับพลังอันน่าสะพรึงกลัว ประหนึ่งก้อนหินยักษ์กดทับทรวงอกผู้คน บันดาลให้พวกมันอึดอัดขัดข้องอย่างบอกไม่ถูก

บุรุษกลางคนตื่นตะลึงสุดระงับ มันกำลังจะหันไปถามนักฆ่าหน้ากาก กลับพบว่าอีกฝ่ายหายไปแล้ว

มันรีบโถมออกจากห้อง รอจนพบเห็นเงาร่างของนักฆ่าหน้ากาก ค่อยคลายใจลงเล็กน้อย

แต่เมื่อหันไปมองยังทิศทางที่พลังอันน่ากลัวขุมนั้นระเบิดออกมา มันคล้ายถูกสายฟ้าฟาดใส่ร่างอย่างกะทันหัน ยืนนิ่งขึงตะลึงงันอยู่กับที่!

 

เสาแห่งแสงขนาดยักษ์ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางหนึ่งร้อยห้าสิบลี้ กำลังหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ผู้ชมทุกคนมีสายตาคมกล้า ค้นพบในทันทีว่าเสาแห่งแสงหดเล็กลงไม่หยุดยั้ง ไม่ถูกต้อง มันกำลังบีบอัดควบแน่นจนเล็กลงต่างหาก! แสงสีทองยิ่งมายิ่งรวมรั้ง หนาแน่นเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ด้วยความเร็วที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า!

เพียงชั่วไม่กี่อึดใจ แสงสีทองที่เดิมทีเป็นสีทองอร่ามเรือง หลังจากถูกบีบอัดอย่างไม่หยุดยั้ง กลับกลายเป็นสีทองเข้มบาดตา

พื้นดินสั่นสะเทือน ไหวสะท้านอย่างรุนแรง ก้อนหินดินกรวดถูกเขย่าไม่หยุดหย่อน กระเด้งขึ้นลงอยู่ตลอดเวลา

สุ้มเสียงลุ่มลึกหนักหน่วงกังวานขึ้นจากส่วนลึกใต้พื้นโลก ราวกับว่ามีสัตว์ร้ายมหายักษ์แผดคำรามอยู่ข้างใต้! แกร๊ก เทือกเขาพังทลายลงครึ่งหนึ่งอย่างเฉียบพลัน ซิวเจ่อที่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรอ่อนด้อยไม่ทันหลบหนี ถูกฝังลงไปทั้งเป็น

บรรดาซิวเจ่อล้วนเหินบินขึ้นไปบนท้องฟ้า สีหน้าหวาดหวั่นพรั่นพรึง อยู่กลางเวหาพวกมันสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าเดิม เวลานี้แผ่นดินอันแข็งกระด้างไม่ต่างจากพื้นโคลนอ่อนยวบ ประหนึ่งว่ามีมือที่มองไม่เห็นกำลังนวดแผ่นดินเหมือนนวดแป้งหมี่!

สีหน้าที่ดูน่าเกลียดอยู่แล้วของทุกผู้คน ยิ่งดูอัปลักษณ์ขัดตายิ่งกว่าเดิม!

ต่อหน้าพลังแห่งฟ้าดินอันไพศาล พลังของพวกมันเล็กจ้อยถึงเพียงไหน แทบไม่ต่างจากฝุ่นธุลี!

หลีซู่สีหน้าอับจนหนทาง ทะยานร่างตรงไปยังผู้อาวุโสเซิน “ผู้อาวุโส นี่มัน… …”

“จะต้องมีบางสิ่งเกิดขึ้นในวิหารเทพ!” ผู้อาวุโสเซินกล่าวเสียงทุ้มลึก ในใจแม้ตื่นตระหนกไม่น้อย แต่ภายนอกยังสงบราบเรียบดังเดิม “ไม่ต้องกังวล ชนเผ่าสุริยันเป็นราชันแห่งยุคสมัยหนึ่ง เมื่อวิหารเทพของพวกมันเปิดออก หากไม่มีสิ่งใดเอะอะอึกทึกเสียบ้างก็แปลกไปแล้ว”

ได้ฟังเช่นนี้ หลีซู่ค่อยคลายใจลงส่วนหนึ่ง อดยกย่องชื่นชมไม่ได้ “ผู้อาวุโสกล่าวถูกต้อง! พลังสภาวะนี้ขู่ขวัญผู้คนไปแล้ว!”

ผู้อาวุโสเซินแค่นเสียงอย่างเย็นชา “ขู่ขวัญ? ชนเผ่าสุริยันล่มสลายไปนานปี ผุสลายเป็นฝุ่นไปแล้ว กับแค่พลังสภาวะเพียงเท่านี้ มหาค่ายกลของสำนักเราก็สำแดงออกมาได้อย่างง่ายดาย! อย่าได้ถูกพลังผุกร่อนล้าสมัยเหล่านี้ข่มขวัญเอาแล้ว!”

“ศิษย์เข้าใจแล้ว!” หลีซู่รีบรับคำ ดูเหมือนถ้อยคำของมันทำให้ผู้อาวุโสไม่ชอบใจ ดังนั้นรีบหันเหหัวเรื่องว่า “ผู้อาวุโส ท่านคิดว่ามีคนลอบล่วงหน้าไปก่อนหรือไม่?”

“เป็นไปไม่ได้!” ผู้อาวุโสเซินสั่นศีรษะ “ชนเผ่าสุริยันกีดกันบุคคลภายนอกเป็นพิเศษ มองทั้งโลกเป็นเพียงเป้าหมายให้พวกมันปราบพิชิต วิหารเทพของพวกมันไหนเลยจะปล่อยให้ผู้อื่นเข้าไปได้? นอกเสียจากว่าคนผู้นั้นก็เป็นชนเผ่าสุริยันเช่นกัน แต่นี่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ หลังจากมหาสงครามปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ยอดยุทธ์แห่งเผ่าสุริยันล้วนสิ้นชีพ พวกมันถูกชนเผ่าอื่นๆ ล้อมสังหาร ทั้งเผ่าล้มตายหมดสิ้น วิหารเทพทั้งหมดถูกทำลายล้าง วิหารเทพแห่งนี้ที่รอดพ้นจากชะตากรรม เนื่องเพราะมันอยู่ในสถานที่ห่างไกลมาก และมีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ ครั้งนั้นหัวหน้านักบวชเทพประจำวิหารพอเห็นสถานการณ์ผิดท่า ก็ชิงปิดผนึกวิหารเทพจากโลกด้านใน วิหารเทพแห่งนี้จมลงใต้พื้นดินตลอดมา ยังจะมีผู้ใดจะรอดชีวิตมาได้หลายพันหลายหมื่นปี?”

หลีซู่รับฟังจนเคลิบเคลิ้มมึนเมา ผู้อาวุโสเพียงบอกเล่าไม่กี่คำ แต่กลับทำให้มันนึกวาดภาพมหาสงครามโบราณอันยิ่งใหญ่ตระการตา!

ทันใดนั้นเอง ผู้อาวุโสเซินหยุดชะงัก สายตาเพ่งมองไปยังเสาแห่งแสงเขม็งนิ่ง

เสาแห่งแสงบีบอัดรวมรั้งจนเหลือเพียงสิบลี้ ขนาดเล็กกว่าเดิมร่วมสิบห้าเท่า!

บัดนี้มันไม่ใช่เสาแห่งแสงอีกต่อไป แต่เป็นต้นเสาสีทองปนแดงเข้มที่ดูคล้ายมีตัวตนแท้จริง

ทันใดนั้น ปลายด้านล่างของต้นเสาเริ่มหายไป ไม่ถูกต้อง มันไม่ได้หายไป แต่กำลังหดตัวขึ้นด้านบน

ผู้ที่สายตาแหลมคมพากันร้องอุทาน “มันกำลังหดตัวเข้าหาตรงกลาง!”

ผู้ที่ได้รับการสะกิดเตือนรีบมองตามอย่างรวดเร็ว เป็นไปตามวาจา ปลายด้านบนของต้นเสาก็กำลังหดตัวลงเข้าหาใจกลาง ด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่นสะท้านใจ

ภาพตรงหน้าแปลกประหลาดยิ่ง ราวกับเสาสีทองต้นหนึ่ง ปลายทั้งสองข้างหดตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางอย่างรวดเร็ว ยิ่งมายิ่งหดสั้นลงเรื่อยๆ

อัศจรรย์พันลึก!

ทุกผู้คนล้วนทราบว่าเสาสีทองต้นนี้ไม่ใช่สสารที่มีตัวตน แต่เป็นเสาที่เกิดจากแสง! เสาแห่งแสงจะหดตัวลงทั้งสองข้างพร้อมกันได้อย่างไร?

กำลังจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่?

ภาพที่ตามมาหลังจากนั้น ทำให้พวกมันถึงกับสูญเสียความสามารถในการกล่าววาจา