0 Views

 

จั่วม่อมีความฝันที่แปลกประหลาดยิ่ง

ในนั้นมีหมอกเมฆกว้างไกลและสายน้ำไม่มีที่สิ้นสุด ม้วนตัวอยู่เหนือพื้นที่ชุ่มน้ำอันรกร้างเปล่าเปลี่ยว เสียงร้องคำรามของสัตว์ป่าที่ไม่รู้จักกังวานอยู่ในพงหญ้าสูงท่วมเอว วิหคสีสันสดใสลากหางยาวสีสวยสด โผบินอยู่ท่ามกลางแมกไม้เขียวขจีสูงตระหง่าน ในห้วงนภากาศอันเดียวดาย ทันใดนั้นท้องฟ้ามืดลงอย่างกะทันหัน จั่วม่อเงยหน้าขึ้นมอง อดไม่ได้ต้องสูดลมหายใจอย่างหนาวเหน็บ เห็นนกยักษ์ที่ทั้งแปลกประหลาดและใหญ่โตมหึมา ไม่คล้ายวิหคชนิดใดที่มันเคยรู้จัก ประหนึ่งมวลหมู่เมฆาดำทะมึน ค่อยๆ เคลื่อนผ่านเหนือศีรษะของมันไป

นกยักษ์ที่ใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ จั่วม่อไม่เคยพบเห็นจากที่ใดมาก่อน ต่อหน้าตัวประหลาดมหึมานี้ สัตว์ร้ายแดนร้างแทบจะกลายเป็นทารกน้อยไปเลย สองปีกที่แผ่กว้างของวิหคยักษ์ปิดฟ้าคลุมตะวัน ไม่ว่าบินผ่านไปยังที่ใด ล้วนนำพาความมืดมิดเป็นวงกว้าง ราวกับรัตติกาลเยือนกรายมาเร็วกว่ากำหนด

มันแหงนหน้าเหม่อมองอย่างโง่งม นิ่งขึงตะลึงลานอยู่กับที่เป็นครึ่งค่อนวัน

ยังไม่ทันจะได้ตั้งสติจากความตื่นตระหนก ทันใดนั้นสุ้มเสียงทุ้มต่ำดังขึ้นจากทางเบื้องหลัง

“เจ้าเป็นใคร? ไฉนบุกรุกอาณาจักรลับแมกไม้ขจีของข้า? จงออกไปในบัดดล ข้าจะไม่ถือสาหาความ ยอมละเว้นชีวิตน้อยๆ ของเจ้าสักครา!”

จั่วม่อสะดุ้งสุดตัว แตกตื่นจนขวัญหนีดีฝ่อ รีบหันกลับไปมอง เห็นเงาร่างเลือนรางสายหนึ่งไม่ทราบปรากฏขึ้นใกล้ๆ มันตั้งแต่เมื่อใด คนผู้นี้อยู่ตรงหน้ามันชัดๆ แต่ไม่ว่าจะพยายามสักเท่าไร จั่วม่อก็ไม่สามารถเห็นรูปโฉมของอีกฝ่ายได้ชัดตา ร่างของผู้อื่นพร่าเลือนหม่นมัว ราวกับว่าเป็นเพียงเงาหมอกที่มาเพื่อหลอกหลอนมันเล่น

“อาณาจักรลับแมกไม้ขจี? นี่เป็นที่ใด? ท่านเป็นใคร? ข้าไฉนมาอยู่ที่นี่ได้?” จั่วม่อถามรัวเป็นชุดอย่างงุนงงสงสัย

มันยังคงขบคิดไม่ออก ไม่เข้าใจว่ามันมาที่นี่ได้อย่างไร จั่วม่อพยายามคิดทบทวน แต่ความทรงจำช่วงนี้ของมันคล้ายจะว่างเปล่าไปเสียเฉยๆ

อีกฝ่ายคล้ายคิดไม่ถึงว่าจั่วม่อจะถามเช่นนี้ ต้องสะอึกอึ้งไปครู่ใหญ่ จากนั้นกล่าวราวกับพึมพำกับตัวเอง “ใช่แล้ว…แล้วข้าเป็นใคร?”

“ท่านกระทั่งตัวเองเป็นใครยังไม่ทราบหรือ?” จั่วถามอย่างใคร่รู้ จู่ๆ มันก็พบว่าอีกฝ่ายดูเซ่อซ่าเป็นพิเศษ

“ข้าคือใคร? ข้าเป็นใคร? … …” เงาร่างมืดทะมึนพึมพำซ้ำๆ ซากๆ สุ้มเสียงคล้ายตื่นตระหนกอยู่บ้าง มันนึกอันใดไม่ออกเลยจริงๆ

จั่วม่อพลันรู้สึกว่าผู้อื่นน่าเวทนานัก เมื่อเห็นคนที่ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกันกับมัน ในใจต้องบังเกิดความเห็นอกเห็นใจขึ้น มันเองก็ถูกเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าลบล้างความทรงจำ ดังนั้นไม่มีความทรงจำก่อนหน้าภูเขาสุญตาแม้แต่น้อย

“ไม่ต้องร้อนใจ ไม่ต้องร้อนใจ” จั่วม่อรีบปลอบใจอีกฝ่าย “จำไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ในโลกนี้ ที่จริงแล้วนามของมนุษย์หาได้มีคุณค่าความหมายใดไม่”

อีกฝ่ายหยุดชะงักลงทันควัน คล้ายใคร่ครวญคำพูดของจั่วม่อ

จั่วม่อกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงสนิทสนม “พี่ชาย อาณาจักรลับแมกไม้ขจีคือสิ่งใด? ท่านคุ้นเคยกับที่นี่หรือไม่?”

“ข้าย่อมต้องคุ้นเคยแน่นอน” ฝ่ายตรงข้ามตอบอย่างเฉื่อยชา “อาณาจักรลับแมกไม้ขจีก็คืออาณาจักรลับแมกไม้ขจี เป็นสถานที่ที่ข้าเฝ้าพิทักษ์รักษา”

“ที่แท้ที่นี่เป็นดินแดนของท่านพี่!” จั่วม่อตาเป็นประกาย รีบยกยอปอปั้นเป็นการใหญ่ “ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่ใหญ่สง่าผ่าเผยถึงเพียงนี้ ดูจากท่วงท่าสภาวะ มองปราดเดียวก็ทราบว่าท่านไม่ใช่บุคคลสามัญ! ทุกวันนี้คนที่มีดินแดนของตัวเองล้วนเป็นผู้ยิ่งใหญ่! พี่ใหญ่ ท่านช่างเข้มแข็งนัก! ในเมื่อที่นี่เป็นดินแดนของพี่ใหญ่ เช่นนั้นพี่ใหญ่ท่านต้องดูแลน้องเล็กผู้นี้ด้วย!”

ไม่ทราบเป็นเพราะผู้อื่นวิงเวียนกับถ้อยคำของจั่วม่อหรือไม่ หรือเป็นเพราะยังไม่กระจ่างกับคำถามที่ว่า ‘ข้าคือใคร’ กระมัง แต่ยามเผชิญกับวาจาประจบประแจงของจั่วม่อ มันถึงกับงงงันวูบ จากนั้นถามอย่างโง่งมว่า “ดูแลอันใด?”

“นั่นก็คือหากมีสุรา พวกเราก็ร่ำดื่มร่วมกัน หากมีอาหารเลิศรส เราก็รับประทานด้วยกัน” จั่วม่อยกตัวอย่างด้วยใบหน้าหนาเท่ากำแพงเมือง แต่นี่มิใช่ว่ามันกล่าวเหลวไหลเปะปะ เพียงรู้สึกว่าผู้อื่นไม่มีความเป็นปฏิปักษ์ต่อมัน และอาจเป็นเพราะว่าอีกฝ่ายก็สูญเสียความทรงจำเช่นเดียวกัน ทำให้จั่วม่อบังเกิดความรู้สึกใกล้ชิดสนิทสนมอย่างประหลาด

ความรู้สึกเช่นนี้สำหรับจั่วม่อแล้ว นับว่าหาได้ยากยิ่ง

เงาร่างนั้นทำเสียงรับคำคล้ายเข้าใจ แต่แท้ที่จริงกลับไม่เข้าใจ ร่างอันรางเลือนเริ่มกลายเป็นแจ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ จั่วม่อในที่สุดค่อยได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริงของอีกฝ่าย

เห็นเรือนผมสีเขียวสดดกหนาเต็มศีรษะ ยาวสยายเคลียไหล่ ใบหน้าหล่อเหลาทว่าซูบเรียวอยู่บ้าง เส้นสายใบหน้าประณีตราวสลักขึ้นจากคมมีด ดวงตาดำขลับสุกใสลึกล้ำราวกับม่านรัตติกาล จับจ้องมองดูจั่วม่ออย่างสนอกสนใจ อาภรณ์ที่สวมใส่ถักทอจากเถาวัลย์สีเขียวเข้มมากมายนับไม่ถ้วน ใบไม้เล็กๆ เรียงตัวเป็นช่อชั้น กลายเป็นชุดเกราะใบไม้อันวิจิตรงดงาม

“สมกับเป็นพี่ใหญ่! หล่อเหลาเสียจนบรรดาสตรีอยากจะใช้ค่ายกลลวงตาด้วยทีเดียว!” จั่วม่อร้องอุทานแฝงแววประจบประแจงอีกรอบ วาจาพอกล่าวออกมา อดรู้สึกท้อแท้ทอดอาลัยไม่ได้ คนรอบกายมันคล้ายจะรูปงามเหนือธรรมดากันทั้งนั้น ในฐานะลูกพี่ใหญ่ นี่เป็นความกดดันถึงเพียงไหน!

ไม่น่าแปลกใจเลย เป็นเวลานานมากแล้ว ที่มันไม่ได้ประสบพบเจอเหล่าโฉมสะคราญในค่ายกลลวงตาซึ่งบันดาลให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำและเลือดลมสูบฉีด คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เอง… …

“สตรี? ใช้ค่ายกลลวงตา?” อีกฝ่ายทำสีหน้าสับสนงุนงง สิ่งที่จั่วม่อกล่าวออกมา เห็นได้ชัดว่ามันไม่ค่อยเข้าใจนัก

จั่วม่อไม่คิดอธิบาย มันกวาดตามองรอบข้างพลางถามอย่างกระหายใคร่รู้ “พี่ใหญ่ ข้ามาที่นี่ได้อย่างไร?”

“ที่นี่คืออาณาจักรลับแมกไม้ขจีแห่งวิหารเทพสุริยัน เจ้าใช่มาที่นี่เพื่อสำรวจวิหารเทพสุริยันหรือไม่?”

อีกฝ่ายเปลี่ยนทีท่าทื่อด้านเหมือนท่อนไม้ไปในทันที ดวงตาคมกริบดุจคมมีด ประหนึ่งว่ามองทะลุเข้าไปในหัวใจของจั่วม่อก็มิปาน

จั่วม่อสั่นศีรษะ ความทรงจำไหลคืนมาราวกับสายน้ำโถมทะลัก พลันจดจำทุกสิ่งทุกอย่างได้ครบถ้วน

“ท่านบอกว่าที่นี่คือวิหารเทพสุริยันเช่นนั้นหรือ?” จั่วม่อกล่าวอย่างสับสนงงงวย “ข้ากำลังพยายามเรียนรู้พลังเทพด้วยการสัมผัสผนังหินอยู่ชัดๆ หรือว่าข้าบรรลุพลังเทพแล้ว?”

“บรรลุพลังเทพ?” บุรุษผมเขียวขมวดคิ้ว “พลังเทพมีมาแต่กำเนิด เจ้าไฉนต้องพยายามเรียนรู้พลังเทพ?”

“พลังเทพมีมาแต่กำเนิด?” จั่วม่อสั่นศีรษะระรัวดุจกลองป๋องแป๋ง “ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีใครเกิดมาพร้อมกับพลังเทพมาก่อน อ้อ อาจเป็นเพราะความแตกต่างของยอดยุทธ์โบราณกับผู้บำเพ็ญในสมัยนี้กระมัง พลังเทพหายสาบสูญไปนานปีแล้ว ยุคสมัยนี้เราฝึกปรือพลังปราณ พลังจิตสำนึกและสังขารปิศาจแทน”

“พลังเทพหายสาบสูญไป?” บุรุษผมเขียวตะลึงลาน

“นับหมื่นๆ ปี ไม่หายสาบสูญก็แปลกไปแล้ว!” จั่วม่องึมงำ

กล่าวตามความสัตย์ มันไม่มีความรู้สึกที่ดีต่อสิ่งของโบราณ ไม่ต้องเอ่ยถึงพลังเก่าแก่อย่างเช่นแสงศักดิ์สิทธิ์วิญญาณมั่น กระทั่งศาสตร์บำบวงแดนร้างกาลสมัย ซึ่งเป็นวัตถุโบราณแค่ไม่กี่พันปีที่ผ่านมา ยังทรมาทรกรรมมันจนแทบคิดใคร่ตายมาแล้ว

“นับหมื่นปี… … ที่แท้… …ผ่านไปนับหมื่นปีแล้ว… …” บุรุษผมเขียวรำพึงกับตัวเอง สีหน้าเลื่อนลอย

“พี่ใหญ่ ท่านเป็นอะไรหรือไม่?” จั่วม่อถามอย่างห่วงใยกังวล

บุรุษผมเขียวคล้ายไม่รู้สึกถึงการคงอยู่ของมัน อึดใจให้หลัง ค่อยทอดถอนยาวเยือก กล่าวว่า “ที่แท้ชนเผ่าสุริยันก็ล่มสลายไปแล้วเช่นกัน”

จั่วม่อพยักหน้ารับ “ล่มสลายไปนานมากแล้ว ยุคสมัยนี้ไม่มีชนเผ่า ไม่มีสัญลักษณ์ศึก ข้าเคยไปเยือนสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ ที่นั่นมีทะเลทรายผลึกทองกว้างใหญ่ไพศาล สมควรเป็นสถานที่ที่ชนเผ่าสุริยันถึงกาลแตกดับ อ้อ ใช่แล้ว ข้ายังพบเมล็ดผลึกสุริยันด้วย”

จั่วม่อฉุกคิดถึงเมล็ดผลึกสุริยันที่เก็บมาจากสนามรบปิดผนึกล้างเผ่าพันธุ์ หลังจากอสุภประหลาดช่วยปิดผนึกเมล็ดผลึกสุริยัน ของสิ่งนี้ก็กลับกลายเป็นคล้ายก้อนผลึกธรรมดาสามัญก้อนหนึ่ง

จนถึงบัดนี้มันล่วงรู้ว่าสิ่งของนี้เป็นสิ่งที่ดี แต่ไม่เคยทราบว่าใช้ทำอะไร อสุภประหลาดเพียงบอกต่อมันว่านี่เป็นของที่ดี แต่จั่วม่อกระทั่งระดับของเจ้าสิ่งนี้ยังประเมินไม่ถูก ไม่ทราบว่ารอถึงเมื่อใดจึงจะมีปัญญาใช้งานได้

ความมั่งคั่งไม่ควรเปิดเผย จั่วม่อไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายจะบังเกิดความละโมบหรือไม่ ดังนั้นไม่คิดนำออกมาให้ดู

“เมล็ดผลึกสุริยัน… … กระทั่งชนเผ่าที่แข็งแกร่งเช่นชนเผ่าสุริยัน ยังไม่อาจหลีกหนีจากการทำลายล้างของกาลเวลาได้ อา” บุรุษผมเขียวทอดถอนอย่างเหนื่อยล้า จากนั้นเงยหน้าขึ้นมองจั่วม่อด้วยรอยยิ้มเต็มฝืน “แม้ว่าข้าจะช่วงชิงมา เมล็ดผลึกสุริยันของเจ้าก็หาได้มีประโยชน์ใดกับข้าไม่ ไม่ต้องกังวลว่าข้าจะแย่งชิง”

จั่วม่อแทบลำสักอากาศ ในใจลอบตื่นตระหนก วาจาถัดมาของบุรุษผมเขียวยังทำให้มันตระหนกจนแทบขวัญบิน

“ผู้ที่ช่วยเจ้าใช้พลังปิดผนึกเมล็ดผลึกสุริยันเอาไว้ ฝีมือกล้าแข็งยิ่ง!” บุรุษผมเขียวถอนใจเบาๆ อีกครา

คราครั้งนี้ถูกเปิดเผยต่อหน้าต่อตาเช่นนี้ แม้แต่ใบหน้าหนาเท่ากำแพงเมืองของจั่วม่อ ยังรู้สึกทนทานรับไม่ได้อยู่บ้าง แต่สิ่งที่ยิ่งแตกตื่นตระหนกยิ่งกว่า คือพลังฝีมือลึกล้ำสุดจะหยั่งของบุรุษผมเขียว!

ผู้อื่นกระทั่งสิ่งของที่อยู่ในแหวนมิติของมันยังสามารถตรวจสอบได้ เป็นพลังอันน่าแตกตื่นสะท้านโลกถึงเพียงไหน!

“ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าสามารถเข้ามาถึงที่นี่ได้” บุรุษผมเขียวกล่าวปานรำพึงกับตัวเอง “นี่เรียกว่าในห้วงแห่งความลี้ลับ มีโชคชะตาคอยกำหนด”

จั่วม่อยิ่งฟังยิ่งงุนงง อดถามไม่ได้ “พี่ใหญ่ท่านกำลังพูดเรื่องอะไร?”

บุรุษผมเขียวเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน แย้มยิ้มเล็กน้อย “โชควาสนาของเจ้านับว่าไม่เลว ตามข้ามาเถอะ”

ทันใดนั้น จั่วม่อรู้สึกในสายตาพร่าเลือนวูบ จากนั้นพวกมันเปลี่ยนเป็นอยู่ในสถานที่อื่น

รอจนกวาดตามองรอบด้าน ต้องอ้าปากค้างจนหุบไม่ลง

รอบด้านเห็นป่าหนาทึบไม่มีที่สิ้นสุด ต้นไม้แต่ละต้นสูงตระหง่านแผ่กว้างเป็นเป็นชั้นๆ ราวกับช่อฉัตร รวมกันเป็นทะเลแมกไม้กว้างใหญ่ไพศาล ท่ามกลางทะเลต้นไม้สุดลูกหูลูกตา บางครั้งครายังเห็นสัตว์อสูรโบราณบัดเดี๋ยวปรากฏบัดเดี๋ยวลับหายอยู่ในหมู่ไม้

จั่วม่ออยู่บนช่อฉัตรของต้นไม้ขนาดใหญ่โตมหึมาที่สุด

สิ่งที่แปลกพิสดารที่สุด คือบนท้องฟ้าเหนือศีรษะมีดวงอาทิตย์เจ็ดดวง ประหนึ่งดวงไฟมหึมาเจ็ดดวงแขวนค้างอยู่กลางเวหา

“ที่นี่ก็คืออาณาจักรลับแมกไม้ขจี” บุรุษผมเขียวกล่าวแผ่วเบา บนฝ่ามือของมันปรากฏฟองอากาศโปร่งใสขึ้น และภายในนั้นเป็นทะเลแมกไม้ขนาดย่อส่วน

“อาณาจักรลับแมกไม้ขจี?” จั่วม่อถาม

“ชนเผ่าสุริยันเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่กล้าแข็งที่สุดในยามนั้น วิหารเทพของพวกมันผุดขึ้นทั่วแผ่นดิน เห็นดวงอาทิตย์เจ็ดดวงบนนั้นหรือไม่? พวกมันคือสัญลักษณ์ยืนยันศักดิ์ฐานะของวิหารเทพแห่งนี้ วิหารที่จัดอยู่ระดับสูงสุดจะมีดวงอาทิตย์สิบดวง”

บุรุษผมเขียวกล่าวอย่างแช่มช้า “วิหารเทพสุริยันมุ่งเน้นที่ไฟเป็นหลักใหญ่ใจกลาง ดังนั้นจึงมีทองไม้น้ำดิน สี่อาณาจักรลับประจำอยู่ที่สี่ทิศสำคัญ เฝ้าพิทักษ์วิหารเทพไว้ตรงกลาง อาณาจักรลับแต่ละแห่งล้วนมีผู้พิทักษ์คนหนึ่ง ข้าคือผู้พิทักษ์แห่งอาณาจักรลับแมกไม้ขจีนี้เอง”

จั่วม่อพอฟังถึงกับอ้าปากค้างอยู่ครึ่งค่อนวัน

“ข้ามิใช่พี่ใหญ่อันใด” บุรุษผมเขียวฝืนยิ้มขมขื่น “เหล่าผู้พิทักษ์อาณาจักรลับทั้งสี่ ล้วนเป็นยอดฝีมือที่ชนเผ่าสุริยันคร่ากุมจากเผ่าอื่น ตอนนี้ข้าจดจำได้แล้วว่าข้าเป็นใคร ข้าคือบุตรชายของประมุขชนเผ่าเถาวัลย์เขียว นามว่าชิงหลิน (ฝนชอุ่มเขียวขจี) ส่วนเจ้าแห่งอาณาจักรลับอีกสามแห่งก็ล้วนแล้วแต่เป็นยอดฝีมือจากชนเผ่าอื่นๆ”

จั่วม่อยิ่งแตกตื่นตะลึงกว่าเดิม มันในที่สุดคล้ายตระหนักได้เล็กน้อย ว่าชนเผ่าสุริยันในอดีต ที่แท้แกร่งกล้าเกรียงไกรถึงเพียงไหน

“ชนเผ่าสุริยันเมื่อล่มสลายไปแล้ว พวกเราเองก็จะต้องตายไปด้วย” ชิงหลินมีสีหน้าคล้ายโล่งใจ

จั่วม่อสะท้านขึ้นทั้งร่าง “ไฉนเป็นเช่นนี้เล่า?”

“พวกเราทั้งสี่ล้วนถูกฝังอาคมหวงห้ามเอาไว้ ชนเผ่าสุริยันเมื่อล่มสลายลง ตามหลักการแล้วพวกเราสมควรร่วมกลบฝังไปเสียนานแล้ว เพียงแต่วิหารเทพแห่งนี้ ในอดีตจู่ๆ ก็ผนึกตัวลงอย่างกะทันหัน ปิดกั้นพลังจากโลกภายนอกทั้งมวล ดังนั้นปิดกั้นพลังที่จะมากระทบอาคมหวงห้ามในร่างของพวกเราด้วย บัดนี้เมื่อวิหารเทพกำลังจะเปิดออกอีกครั้ง ได้พบพานแสงสว่างแห่งทิวากาลอีกหน พลังของอาคมหวงห้ามภายในร่างของพวกเราจะไม่ถูกปิดกั้นอีกต่อไป”

สุ้มเสียงของบุรุษผมเขียวฟังดูปลอดโปร่งผ่อนคลาย เมื่อเห็นสีหน้าหวาดวิตกของจั่วม่อ ยังเป็นฝ่ายปลอบประโลมมันว่า “สำหรับพวกเรานี่เป็นการปลดปล่อยประการหนึ่ง วิหารเทพปิดตัวเองมานานปี เมื่อไม่มีพลังของสัญลักษณ์ศึก ผลข้างเคียงจากการปะทุของอาคมหวงห้ามทุกรอบสิบปี นับเป็นชะตากรรมอันเลวร้ายที่มีชีวิตอยู่มิสู้ตกตาย”

มันไม่ต้องการสนทนาถึงประเด็นนี้มากไปกว่านี้ ยามนั้นหันเหหัวเรื่องว่า “เจ้าเมื่อถือครองเมล็ดผลึกสุริยันติดตัว ตราบเท่าที่เจ้ามิได้เข้าไปในสถานที่อันตรายเกินไป ภายในวิหารเทพแห่งนี้สมควรไม่มีปัญหาใด ชนเผ่าสุริยันในยุคสมัยนั้นพิชิตไปโดยไร้ผู้ต้าน ในวิหารเทพแห่งนี้เก็บสะสมทรัพย์สมบัติมากมายเหลือคนานับ แม้ว่าส่วนใหญ่จะถูกทำลายไปแล้ว แต่สมควรยังมีหลงเหลืออยู่บ้าง นี่เป็นโอกาสอันดีสำหรับเจ้า”

“อย่างไรก็ตาม ก่อนอื่นใดทั้งหมด เจ้าจะต้องมีพลังเทพ”

ประโยคสุดท้ายราวกับเทถังน้ำเย็นราดรดจากศีรษะจดปลายเท้า จั่วม่อหัวใจเย็นเฉียบ

ไฉนยังคงเป็นพลังเทพอีกแล้ว… …

เห็นสีหน้าจั่วม่อคล้ายคิดร่ำไห้แต่ไร้น้ำตา บุรุษผมเขียวกล่าวปนหัวร่อว่า “โชคดีที่เจ้าถือครองเมล็ดผลึกสุริยัน สมควรช่วยให้เจ้าไม่ละเมิดอาคมหวงห้ามทั้งหมดที่มีอยู่ภายในวิหาร ส่วนเรื่องของพลังเทพ บางข้าอาจมีหนทางช่วยเจ้าได้”

จั่วม่อตาลุกวาบในบัดดล รีบเรียนถาม “หนทางใด? พี่ใหญ่รีบบอก!”