0 Views

 

เหตุการณ์ยิ่งใหญ่นั้นก็คือ ฟงซิ่นจื่อ*ได้ชัยในศึกทลายคุกชั้นที่สาม เปลี่ยนนามเรียกขานของคุกชั้นที่สามเป็น ‘บทเพลงสายลม’!

(*ฟงในที่นี้คือตระกูลฟง หรือตระกูลสายลม ซิ่นจื่อหมายถึงคนน่าเชื่อถือ แต่ฟงซิ่นจื่อยังหมายถึงดอกผักตบชวาได้ด้วย)

เหตุการณ์นี้ยังโด่งดังสะท้านฟ้ากว่าครั้งที่จั่วม่อสร้างกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้างขึ้นใหม่เสียอีก คุกชั้นแรกเป็นเพียงพื้นที่สำหรับบรรดาอสูรน้อยที่เพิ่งเข้าสู่ตำหนักศาสตร์อสูรเข้ามาเล่นกันเท่านั้น หากมิใช่ว่าคุกชั้นที่หนึ่งไม่ได้ถูกทำลายมานานมากแล้ว จะไม่ได้รับความสนใจใดๆ เลยด้วยซ้ำ แต่คุกชั้นที่สามแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง อสูรที่ฝึกปรืออยู่ในคุกชั้นที่สาม มักจะอยู่ในขั้นสุดท้ายของด่านจ่งหุน กำลังจะก้าวเข้าสู่ด่านหยินเสิน

(จ่งหุนเทียบเท่าหนิงม่าย หยินเสินเทียบเท่าจินตัน)

การสร้างคุกชั้นที่สามขึ้นใหม่ เทียบกับการสร้างคุกชั้นที่หนึ่งแล้ว ไม่ทราบว่ายากเย็นกว่าเท่าใด

ฟงซิ่นจื่อเป็นผู้ดูแลระดับสูงของสมาพันธ์อัจฉริยะ และอาศัยความสำเร็จจากศึกทลายคุกครั้งนี้ ย่างเท้าเข้าสู่สภาผู้อาวุโสแห่งสมาพันธ์อัจฉริยะอย่างเต็มภาคภูมิ เหล่าคนที่วิพากษ์วิจารณ์เรื่องเซียวม่อเกอปะทะสมาพันธ์อัจฉริยะ บัดนี้พากันหุบปากเงียบกริบ สมาพันธ์อัจฉริยะใช้การกระทำเพื่อพิสูจน์ว่าการที่นำเซียวม่อเกอมาเปรียบเทียบกับสมาพันธ์อัจฉริยะ เป็นเรื่องน่าหัวร่อเพียงใด

อย่างไรก็ตาม จั่วม่อกลับไม่เห็นว่าปัญหาของมันลดน้อยลงเลย

นี่อาจเป็นเพราะเงินรางวัลจากตลาดอสูรใหญ่ๆ หลายแห่ง!

เงินรางวัลสำหรับการฆ่ามันในคุกสิบนิ้วหนึ่งครั้ง เพิ่มขึ้นจากห้าล้านเป็นแปดล้าน สิ่งที่ทำให้มันยิ่งพูดไม่ออกบอกไม่ถูกมากกว่าเดิม ก็คือสามารถฆ่าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง เงินรางวัลมีจ่ายให้ไม่อั้น ผลรวมมหาศาลนี้ทำให้จั่วม่อถึงกับตาแดงฉาน เรื่องเสียหน้าไม่เสียหน้าอันใดล้วนหลงลืมหมดสิ้น มันหันไปหาหนานเยว่ กล่าวว่า “พวกเจ้าลองฆ่าข้าดู แล้วใช้ศาสตร์อสูรบันทึกภาพไปรับเงินรางวัล จากนั้นค่อยมาแบ่งกันดีหรือไม่?”

หนานเยว่กับคังเจ๋อสีหน้าเหมือนกลืนแมลงวัน พวกมันไม่ทราบจะกล่าวกระไรดี

“เงินมากมายมหาศาลนัก!” จั่วม่อตาวาวจ้า ถูมืออย่างคึกคัก

ระหว่างนั้นหนานเยว่กับคังเจ๋อยังคงยืนหยัดอย่างแน่วแน่อาจหาญ ช่วยเหลือมันสังหารศัตรูที่พากันบุกเข้าไม่ขาดสาย ประหนึ่งฝูงแมงเม่าบินเข้ากองไฟ พวกมันทั้งสองยิ่งมายิ่งคุ้นเคยกับศาสตร์อสูรใหม่ของพวกมัน ผลัดกันโจมตีเข่นฆ่าอย่างรวดเร็วและทรงอานุภาพ

หลังจากนั้นสักครู่ อสูรผมสีส้มก็วิ่งหน้าเริดเข้ามาอย่างตื่นเต้น พร้อมด้วยอสูรควันดำสหายรัก

“พี่น้อง สมาพันธ์อัจฉริยะทลายคุกที่สามแล้ว!” อสูรผมสีส้มพอพบเห็นจั่วม่อก็ตะโกนโหวกเหวกทันที “ยอมไม่ได้ พี่น้อง เราไปทลายคุกที่สามกันเถอะ! แสดงพลังของเจ้าให้พวกสมาพันธ์อัจฉริยะได้ประจักษ์!”

หนานเยว่กับคังเจ๋อสีหน้าดำคล้ำกว่าเดิม อสูรควันดำที่อยู่ด้านหลังอสูรผมสีส้มอดมีสีหน้าลำบากใจไม่ได้ ส่งสายตาขอโทษขอโพยให้กับอสูรทั้งสอง

จั่วม่อกลับไม่แยแสสนใจสักนิด “ไม่ไป!”

“ไฉนไม่ไป?” อสูรผมสีส้มอ้าปากค้าง ใบหน้าไม่อยากจะเชื่อ

“ทำไปก็ไม่ได้เงิน!” จั่วม่อลูบมือเข้าหากัน

อสูรผมสีส้มงงงันวูบ นิ่งคิดสักครู่ “ถูกของเจ้า” มันเห็นว่ามีเหตุผล จึงไม่คัดง้างใดๆ อีก

“พี่น้อง เจ้าอย่าไปสนใจเรื่องเหลวไหลเหล่านั้นเลย ไฉนไม่ฆ่าข้าเสียเล่า? จากนั้นค่อยเอาเงินรางวัลมาแบ่งกันดีหรือไม่?” จั่วม่อดึงหัวเรื่องเก่าออกเสนออีกรอบ มองอสูรผมสีส้มด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า

“ความคิดนี้ไม่เลว” อสูรผมสีส้มมีสีหน้าเอียงอายอยู่บ้าง “แต่ข้าคืออสูรคุณธรรมน้ำมิตร จะเข่นฆ่าพี่น้องตัวเองได้อย่างไร?”

“โอย ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา แต่เจ้าต้องจำไว้ว่าแบ่งส่วนแบ่งให้ข้ามากกว่าก็แล้วกัน” จั่วม่อโบกมืออย่างไม่ยี่หระ

คังเจ๋อในที่สุดอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป “ต้าเหริน วิธีหาเงินมีตั้งหลายวิธี อย่าขายหน้าตัวเองได้หรือไม่!”

สวรรค์! มันแทบคิดไม่ออกเลย หากต้าเหรินใช้วิธีนี้หาเงินจริงๆ เกรงว่าทุกคนคงได้หัวร่อจนขาดใจตายกันแล้ว ต้าเหรินอาจใบหน้าด้านหนาไร้เทียมทาน สามารถเพิกเฉยต่อการวิพากษ์วิจารณ์ได้ทุกรูปแบบ แต่มันไม่สามารถ มันใบหน้าไม่หนาพอ เบื้องหลังมันคือตระกูลคังทั้งตระกูล! ความคิดของต้าเหรินทำให้มันถึงกับตัวสั่นเทา

น่าสะพรึงกลัวยิ่ง! ไม่ได้การ มันต้องหยุดความคิดบ้าๆ ของต้าเหรินให้ได้!

เห็นใบหน้าไม่หวั่นไหวของจั่วม่อ คังเจ๋อแทบร่ำไห้ “ต้าเหริน หากท่านต้องการเงิน ข้าจะให้ท่าน ให้ทั้งหมดเลย อย่าทำเช่นนี้ได้หรือไม่!”

“เจ้ามีเงินมากมายเท่าใดกัน?” จั่วม่อใบหน้าเหยียดหยามดูแคลนอย่างเต็มที่ คังเจ๋อถึงกับสำลัก

ทันใดนั้นอสูรควันดำสอดคำว่า “อันที่จริง ข้ามีวิธีหนึ่ง”

“บอกมาบอกมา รีบบอกมาเร็วๆ!” อสูรผมสีส้มเร่งรัดอย่างคึกคักแจ่มใส

อสูรควันดำค่อยๆ อธิบายแผนการของมันช้าๆ กล่าวไปกล่าวมา ทำเอาทุกคนถึงกับเงียบกริบ

“เยียนเยียน (เจ้าควัน) เจ้าร้ายกาจเกินไปแล้ว!” อสูรผมสีส้มร้องโพล่งอย่างตื่นตกใจ จากนั้นสีหน้ากลายเป็นลิงโลดยินดี รีบหันไปถามจั่วม่อ “พี่น้อง ความคิดนี้ยอดเยี่ยมหรือไม่!?”

จั่วม่อแทบไม่ต้องคิด พยักหน้ารับทันที “ตกลงตามนี้!”

 

“ข่าวใหม่ล่าสุด หลังจากฟงซิ่นจื่อสร้างคุกที่สามขึ้นใหม่ เซียวม่อเกอก็เคลื่อนไหวแล้ว”

“เซียวม่อเกอตั้งเวทีประลองในคุกกระดานหมากรุกสัตว์ร้ายแดนร้าง มันประกาศอย่างชัดแจ้งว่าจะยอมรับทุกการท้าประลอง ผู้ท้าประลองจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าประลอง เพียงรอบละห้าหมื่นต่อคน จะสามารถได้รับคุณสมบัติเบื้องต้นสำหรับท้าประลอง”

“ผู้ที่ได้รับคุณสมบัติเบื้องต้นจะต้องผ่านการต่อสู้รอบแรก ผู้ที่ได้ชัยในรอบคัดเลือกจึงสามารถท้าประลองเซียวม่อเกอได้โดยตรง ส่วนผู้ที่จ่ายเงินสองแสน ไม่ต้องเข้าประลองรอบแรก สามารถท้าประลองเซียวม่อเกอโดยตรง”

จีลี่หวี่ชมดูช่องข่าวอสูร ใบหน้ามืดคล้ำดำทะมึน นางยังคงนิ่งงัน ส่วนที่ด้านข้าง จีเฉิงสีหน้าประหลาดพิกล แต่มันปิดปากแน่นสนิท ด้วยทราบกระจ่างว่าพี่สาวของมันอยู่ในสภาพที่ใกล้ระเบิดเต็มที ยามนี้มันไม่กล้ากระทั่งจะหายใจเสียงดัง แต่ในใจมันเต็มไปด้วยความเลื่อมใสเทิดทูนเซียวม่อเกอ ไม่ว่าพลังฝีมือของเซียวม่อเกอจะร้ายกาจหรือไม่ แต่หากไม่มีใบหน้าที่หนาเป็นอย่างยิ่งและใจดำอำมหิตยิ่ง ไหนเลยจะกล้ากระทำเรื่องเช่นนี้

สุดยอดในสุดยอด! ยอดคนในหมู่ยอดคน!

มันแทบไม่อาจทนรอ รีบแล่นไปทำความรู้จักด้วยตัวเอง แน่นอน เมื่อเห็นดวงตาที่เกือบจะพ่นไฟของพี่สาวของมัน จีเฉิงรีบสะกดกลั้นแรงกระตุ้นนี้ทันที

“ประเสริฐมาก” จีลี่หวี่เค้นเสียงลอดไรฟัน เย็นเยียบเหมือนสายลมหนาวอันลึกล้ำ “แต่ข้าไม่ทราบว่ามันจะอยู่รอดจนจบการประลองหรือไม่?”

จีเฉิงสะท้านขึ้นทั้งร่าง

เจี่ยเจียเดือดดาลสุดขีดแล้ว!

 

“ยินดีด้วย ผู้อาวุโสฟง! ยินดีด้วย ผู้อาวุโสฟง!” ผู้ดูแลผู้หนึ่งประสานมือคารวะฟงซิ่นจื่อ ไม่อาจปิดบังเค้าความอิจฉาเลื่อมใสและสีหน้าประจบเอาใจได้ ฟงซิ่นจื่อกลายเป็นผู้อาวุโสคนใหม่แห่งสภาผู้อาวุโสของสมาพันธ์อัจฉริยะ สถานะของพวกมันทั้งสองแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน

มีเสียงแสดงความยินดีตามมาจากรอบข้าง

ฟงซิ่นจื่อบนใบหน้าประดับรอยยิ้มถ่อมตน “ขอบคุณทุกท่าน”

วันนี้มันมาเพื่ออำลาทุกคน หลังจากมันจัดตั้งคุกชั้นที่สามขึ้นใหม่ เสียงวิพากษ์วิจารณ์สมาพันธ์อัจฉริยะก็ขาดหายไปทันที ทุกช่องข่าวอสูรยังเปลี่ยนท่าทีจากถากถางดูถูก กลายเป็นรีบยกย่องพลานุภาพของสมาพันธ์อัจฉริยะเป็นการใหญ่

ศักยภาพอันยิ่งใหญ่ที่มันสำแดงออกมาในคราวนี้ เป็นที่ชื่นชมของระดับสูงอย่างมาก กระทั่งประมุขสมาพันธ์อัจฉริยะหมิงเยวี่ยเยี่ย ยังแสดงความชื่นชมต่อมันหลายต่อหลายครั้ง

ฟงซิ่นจื่ออดทนอำลาเหล่าผู้ดูแลทุกคนกับบรรดาสมาชิกสมาพันธ์ ก่อนจะจากมาในที่สุด

“ต้าเหริน ฟังว่าที่สำนักงานใหญ่มีศาสตร์อสูรนับไม่ถ้วน รวมถึงระดับแผ่นดินกับระดับท้องฟ้าด้วย นี่เป็นเรื่องจริงหรือไม่?” เสี่ยวจินกะพริบดวงตาน่ารักของนาง เต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนา นางเป็นผู้ติดตามของฟงซิ่นจื่อ เติบโตขึ้นมาพร้อมกับฟงซิ่นจื่อราวกับพี่น้องคลานตามกันมา

“ว่ากันว่าเป็นเช่นนั้น” ฟงซิ่นจื่อกำลังเหม่อมองไปยังที่ห่างไกล พอฟังก็หันกลับมาตอบอย่างยิ้มแย้ม

“วิเศษแท้! ต่อไปต้าเหรินจะได้ฝึกปรือศาสตร์อสูรระดับท้องฟ้า!” เสี่ยวจินตื่นเต้นยินดียิ่ง

ฟงซิ่นจื่อแย้มยิ้มเล็กน้อย แต่ไม่กล่าวคำใด

“ต้าเหริน ต้าเหริน วันนี้มีเรื่องสนุกสนานยิ่ง เซียวม่อเกอผู้นั้นถึงกับตั้งเวทีประลอง ทั้งยังเก็บค่าธรรมเนียม ในโลกนี้ไฉนมีอสูรโลภมากถึงเพียงนี้อยู่ด้วย!” ใบหน้ากลมๆ ของเสี่ยวจินเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง

ฟงซิ่นจื่อชำเลืองมองใบหน้าน่ารักน่าเอ็นดูของเสี่ยวจิน อดขยี้ศีรษะนางไม่ได้

เสี่ยวจินหน้าง้ำ กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “ต้าเหริน ท่านทำให้ผมของเสี่ยวจินยุ่งเหยิงอีกแล้ว!”

“ฮ่าฮ่า!” ฟงซิ่นจื่อหัวร่ออย่างปลอดโปร่ง “ไปกันเถอะ!”

“ต้าเหริน รอข้าด้วย!”

 

“เจ้าว่าเราจะได้รับเงินจริงหรือไม่?” หนานเยว่ถามคังเจ๋ออย่างไม่ค่อยแน่ใจนัก

“ข้าไม่รู้อะไรด้วยแล้ว” คังเจ๋ออารมณ์หมองหม่น คล้ายจะร่ำไห้ออกมาได้ทุกเมื่อ ตระกูลคังแม้เสื่อมทรุดมาเป็นเวลานาน ต้องอาศัยอยู่ในมุมที่ห่างไกล แต่ยังคงเป็นตระกูลเก่าแก่ที่เฝ้าปกป้องต้นไม้ทองคำมาโดยตลอด พวกมันจะต้องมาทำเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด? มันเป็นนายน้อยของตระกูล ต่อไปยังจะเป็นประมุขของตระกูลอีกด้วย!

แต่มันไม่ได้คัดค้านแม้แต่น้อย การโต้แย้งของมันต่อหน้าความตั้งใจของต้าเหริน ช่างอ่อนแอไม่ต่างจากลมหายใจของมดแมลง

ต้าเหรินมีพลังสภาวะอันเฉียบขาด ดวงตาเต็มไปด้วยพลังอำนาจสยบขวัญผู้คน เป็นวีรบุรุษที่ยิ่งใหญ่ คังเจ๋อในใจนับถือเลื่อมใสยิ่ง แต่ระดับความละโมบนี้… …

หนานเยว่ไม่ได้สังเกตเห็นอารมณ์หม่นหมองของคังเจ๋อ กล่าวอย่างกระตือรือร้นว่า “นึกไม่ถึงว่าเจ้าผีดำที่มีรูปลักษณ์สามัญธรรมดา จะมีหัวคิดลึกซึ้งชั่วร้ายเช่นนี้ นับว่าหัวใจคดเคี้ยวเลี้ยวลดโดยแท้ แต่ความคิดนี้ดีจริงๆ! ข้าหวังว่ารอบนี้จะได้เงินจำนวนมาก!”

ตระกูลเถิงแห่งสวรรค์แดนใต้เสื่อมทรุดมายาวนานกว่าตระกูลคัง หลังจากกระเสือกกระสนดิ้นรนอยู่ระดับล่างสุดของภพอสูรมาเป็นเวลานาน ไม่ว่าเกียรติศักดิ์ศรีอันรุ่งโรจน์ในอดีต หรือความภาคภูมิทระนงของตระกูลใหญ่ พวกมันล้วนหลงลืมไปหมดสิ้นแล้ว ชีวิตยากจนข้นแค้นสอนหนานเยว่ให้รู้ซึ้งถึงความยากลำบากของการมีชีวิตรอด และความสำคัญของเงินตรา เนื่องเพราะเหตุนี้เอง นางจึงเห็นพ้องกับความคิดของอสูรควันดำอย่างเต็มที่

ทั้งสามารถหารายได้อย่างโปร่งใสชอบธรรม ทั้งยังสามารถแก้ปัญหาไปในเวลาเดียวกัน ความคิดของเจ้าควันดำพอเหมาะพอดีกับเจตนาของจั่วม่อเป็นที่สุด

“หนานเยว่ ให้ความสำคัญกับการรับเงิน เฉพาะคนที่จ่ายเงินถึงจะได้รับสิทธิ์” จั่วม่อวางท่าราวกับแม่ทัพบัญชาการศึกผู้มากประสบการณ์ สั่งการอย่างสงบเยือกเย็น “จ้างอสูรมาจัดการบัญชีรับเงินสักตนน่าจะดีที่สุด ประเสริฐ สำหรับรอบแรก ให้คังเจ๋อลงมือก่อน”

“ให้ข้าเป็นคนแรก!” อสูรผมสีส้มอดรนทนไม่ไหว กระโดดออกมาขันอาสา สองมือเท้าสะเอว แหงนหน้าหัวร่อ “ฮ่าฮ่า วันนี้เป็นวันที่ข้าจะมีชื่อเสียงเลื่องลือ พวกเจ้าต้องถ่างตาดูให้ดี ว่าข้าจะจัดการพวกมันทั้งหมดอย่างไร!”

จั่วม่อไม่เห็นค้าน ร่างกายพิสดารของอสูรผมสีส้มที่แทบฆ่าไม่ตาย ก็นับว่าเหมาะสมกับการลงมือเป็นคนแรก

อย่างไรก็ตาม เหล่าลูกค้าในเมื่อยอมจ่ายเงิน ก็ย่อมต้องได้รับการบริการที่ดีที่สุด โอ้ สนามประลองสมควรเปลี่ยนแปลงเสียหน่อย เทียบกับสถานที่อื่น สนามประลองในคุกปลดปล่อยกลิ่นอายอันสนิทชิดเชื้อออกมายิ่งกว่า ที่ทำให้จั่วม่อมั่นใจมากที่สุด คือพลังสภาวะของสัตว์ร้ายแดนร้างที่สัมผัสได้อย่างชัดเจน

พลังอันเข้มแข็งแกร่งกร้าวของสัตว์ร้ายแดนร้างประทับแน่นอยู่ในใจจั่วม่อ มันเคยถามผูเยาเกี่ยวกับสัตว์ร้ายแดนร้าง แต่ทุกครั้งผูเยาเอาแต่นิ่งเงียบงัน จั่วม่อคุ้นชินกับความปากหนักของผูเยาดี สิ่งที่มันไม่คิดบ่งบอก ย่อมไม่มีทางง้างปากมันออกมาได้ เจ้าผู้นี้มีความลับมากเกินไปจริงๆ

เอาเถอะ ให้ความลับบัดซบเหล่านั้นกับเจ้าวัตถุโบราณเก่าแก่ไปลงนรกด้วยกันเถอะ สิ่งที่เกอรักคือจิงสือ!

จั่วม่อเต็มไปด้วยความฮึกหาญทะยานฟ้า

สนามประลองในคุกแปรเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์ สถานที่แห่งนี้กลายเป็นดินแดนในสวนหลังบ้านของจั่วม่อ เทียบกับความสงบสุขด้านนอก สนามประลองในคุกก็เต็มไปด้วยอันตรายทุกย่างก้าว เห็นศาสตร์อสูรในรูปแบบของ ‘เสี่ยวม่อเกอ’ จำนวนมากมายมหาศาลไหลเวียนไปมา หากแตะถูกสิ่งใดแม้แต่นิดเดียว จะต้องเผชิญการโจมตีต่อเนื่องอย่างดุดัน ประดุจลูกหนี้ที่ถูกเจ้าหนี้ไล่ล่าทวงเงิน

เพื่อรับประกันว่าจะมีเพียงอสูรที่จ่ายเงินค่าธรรมเนียมจึงจะผ่านเข้ามาได้ จั่วม่อเร่งเร้าพลังของสนามประลองในคุกไปจนถึงขอบเขตความสามารถสูงสุด บรรดาศาสตร์อสูรที่อัดแน่นอยู่ภายใน กระทั่งมันเองยังหนังศีรษะชาซ่าน จั่วม่อถึงกับก่อตั้งค่ายกลลวงตาจำนวนมากในช่องทางเดินที่มันวางเอาไว้ นี่ไม่ใช่สินค้าระดับต่ำดังเช่นค่ายกลลวงตาใบมีดน้ำแข็งอีกแล้ว แต่เป็นขบวนค่ายกลลวงตาอันยิ่งใหญ่ ที่มันใช้เวลาสร้างถึงสองชั่วยามเต็ม กว่าจะแล้วเสร็จสมบูรณ์

บรรดาศาสตร์อสูรภายในสนามประลองในคุกล้วนอยู่ในมือมันอย่างเชื่องเชื่อ มันสามารถผสานทั้งหมดเข้ากับค่ายกลลวงตาได้ดั่งใจปรารถนา หลังจากค่ายกลลวงตาขนาดใหญ่เสร็จสมบูรณ์ มันก็พึงพอใจอย่างสุดแสน

หากตัวโง่งมเหล่านั้นคิดใช้กำลังบุกฝ่าเข้ามา ฮ่า รอรับความเจ็บปวดเถอะ

ความเชื่อมั่นในวิชาค่ายกลของจั่วม่อ ย่อมเปี่ยมล้นกว่าความเชื่อมั่นในศาสตร์อสูรที่มันเพียงเรียนรู้ได้ครึ่งๆ กลางๆ ขบวนค่ายกลอันงดงามตระการตาของจั่วม่อ ทำเอาหนานเยว่กับอสูรอื่นๆ ถึงกับตะลึงตาค้าง ความนับถือเลื่อมใสในดวงตาพวกมันท่วมท้นอย่างกับสายน้ำทลายเขื่อน กระทั่งอสูรควันดำผู้มีใบหน้าดำเมี่ยม กับหัวใจดำที่คดเคี้ยวเลี้ยวลด ยังเผยทีท่าอัศจรรย์ใจสุดระงับ

ในภพอสูร มรรคาแห่งค่ายกลเป็นที่เลื่องลือเรื่องความยากเย็นแสนเข็ญต่อการทำความเข้าใจ อสูรที่มีฝีมือทางค่ายกล เรียกได้ว่ามีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย

เซียวม่อเกอมีฝีมือค่ายกลเลิศภพจบพสุธา!

ในสายตาของอสูรควันดำ สาดประกายแปลกพิสดารวูบหนึ่ง