0 Views

 

ฮู่ว ในที่สุดก็สำเร็จศาสตร์อสูรน้อยสามร้อยวิชา

จั่วม่อระบายลมหายใจยาวลึก ศาสตร์อสูรน้อยไม่ได้ลึกล้ำหรือซับซ้อนแม้แต่น้อย แต่มีหลายวิชาที่ชวนให้ปวดเศียรเวียนเกล้า หากมิใช่ว่าพลังจิตสำนึกของมันมีรากฐานที่ไม่เลว เกรงว่าจะยากลำบากกว่านี้มาก

ทันใดนั้นมันเงยหน้าขวับ มีความปั่นป่วนวุ่นวายเกิดขึ้นที่ด้านหน้า

เกิดเรื่องแล้ว!

จั่วม่อแทนที่จะหวั่นเกรงกลับปิติยินดี หลังจากหลายต่อหลายวันจนคร้านจะจดจำ นับตั้งแต่เข้าสู่สมรภูมิร้างบรรพกาลบัดซบนี้ นอกจากบรรดาโครงกระดูกผุสลายแล้ว พวกมันไม่เคยพบเจอสิ่งใดเลย จั่วม่อกระโดดลุกขึ้น ร่างหายวับไป แล้วปรากฏขึ้นที่ด้านหน้ากองคาราวาน

เห็นไม่ห่างออกไปเท่าใด ปกคลุมไปด้วยหมอกสีเลือดอันบางเบา คล้ายมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอยู่ภายใน กลุ่มหมอกสีเลือดนี้แผ่กว้างไพศาล ประหนึ่งไม่มีที่สิ้นสุด

ภายใต้ความระมัดระวัง กองคาราวานหยุดชะงักลง

ผูเยาโผล่ออกมา เพ่งตามองหมอกสีเลือดตรงหน้าอย่างเครียดขรึม “ระมัดระวังให้มาก นี่คือหมอกภูต ภายในสมควรมีสัตว์ร้ายวิญญาณภูต”

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จั่วม่อได้ยินผูเยากล่าวถึงสัตว์ร้ายวิญญาณภูต มันรู้สึกว่าทุกครั้งที่ผูเยากล่าวถึงสัตว์ร้ายชนิดนี้ สุ้มเสียงหนักอึ้งกังวลยิ่ง จึงอดถามไม่ได้ “เจ้าพวกนั้นร้ายกาจนักหรือ?”

“อา” ผูเยาทำเสียงรับคำ ยังคงจ้องมองหมอกสีโลหิตที่อยู่เบื้องหน้า ดวงตาสีแดงเลือดแฝงแววฉงนสงสัยอย่างปิดไม่มิด “ไม่ว่าในสนามรบใด หากดวงวิญญาณไม่สามารถไปยังโลกหลังความตาย วิญญาณของเหล่าคนตายจะเร่ร่อนไปทั่วสนามรบชั่วกัปชั่วกัลป์ หากในสนามรบแห่งนั้นมีพลังงานภูตหนาหนักเข้มข้น ดวงวิญญาณเหล่านั้นจะไม่สลายไป แต่จะดูดซับพลังงานภูตและกลายเป็นวิญญาณภูต เมื่อเวลาผ่านไป วิญญาณภูตจะพัฒนาไปเป็นสัตว์ร้ายวิญญาณภูต หมอกภูตเบื้องหน้านี้ใหญ่โตมโหฬารอย่างที่ข้าไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เกรงว่าสัตว์ร้ายวิญญาณภูตที่อยู่ภายในจะมิใช่ธรรมดาสามัญ”

คำของผูเยาทำเอาจั่วม่อลังเลใจ หากมีอันตรายดังว่าจริง การเข้าไปในหมอกโลหิตผืนนี้ก็… …

ขบคิดอยู่ชั่วอึดใจ มันค่อยสั่งการให้ตั้งค่ายพัก ห่างออกมาจากหมอกภูตช่วงหนึ่ง

 

ค่ายจินวูเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

หออีกาทองคำเต็มไปด้วยผู้คนที่จับกลุ่มสุมหัวกัน บ้างสามคนบ้างห้าคน แต่ละกลุ่มถกเถียงหารือเกี่ยวกับการศึกษาค้นคว้าของพวกมัน เอะอะอึกทึกยิ่ง นี่เป็นพฤติการณ์ที่ไม่เหมือนผู้ใด ซึ่งพวกมันเพาะสร้างขึ้นในช่วงที่อยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย พวกมันแทบทุกคนมาจากสำนัก บ้างเล็กบ้างใหญ่ แต่ล้วนมีความรู้ความเข้าใจอย่างจำกัด หลายคำถามที่พวกมันประสบพบเจอ ไม่ใช่สิ่งที่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเองเพียงลำพัง ในความอับจนหนทาง การสุมหัวรวมพลังความคิดของทุกคน กลายเป็นทางเลือกเดียวที่พวกมันมี พอนานวันเข้า สิ่งนี้กลับกลายเป็นลักษณะนิสัยเฉพาะตัวที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนของชาวค่ายจินวู

บรรยากาศอันเปิดกว้างที่ไม่เหมือนใครของค่ายจินวู และความเนื้อเชื่อใจที่เพาะสร้างขึ้นจากการร่วมเป็นร่วมตายกันมา เป็นดั่งผืนดินที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ส่วนม้วนหยกของจั่วม่อประดุจน้ำฝนแห่งฤดูใบไม้ผลิ ทำให้ทั้งค่ายจินวูเต็มไปด้วยพลังชีวิต ตระเตรียมงอกเงยผลิดอกออกผล

แต่วันนี้พวกมันไม่ได้มารวมตัวกันเพื่อถกปัญหาวิชาค่ายกล

“หมอกภูตขวางอยู่เบื้องหน้าเรา แม้ว่าต้าเหรินตัดสินใจตั้งค่ายพักชั่วคราว แต่เรายังจำเป็นต้องเตรียมการสำหรับการเข้าสู่หมอกภูต” ซุนเป่ากล่าวอย่างเคร่งขรึม

ทุกคนฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ หลังจากที่พวกมันทำพันธสัญญาด้วยคำสาบานสังหารใจ พวกมันยิ่งใกล้ชิดสนิทสนมกันมากกว่าเดิม หากกล่าวว่าก่อนหน้านี้ พวกมันราวกับสหายที่ทำงานร่วมกัน บัดนี้พวกมันก็เป็นครอบครัวเดียวกัน

“ข้าไม่คิดรบกวนแผนการรุดหน้าของพวกเจ้า แต่สถานการณ์คับขันอันตรายยิ่ง” จี๋เหว่ยรับช่วงต่อ “ ค่ายจินวูของเรา ไม่เพียงแต่จะต้องไม่เป็นเครื่องถ่วงของต้าเหรินเท่านั้น แต่ยังจะต้องช่วยสนับสนุนต้าเหรินอย่างสุดความสามารถ มิเช่นนั้น มิเท่ากับพวกเราไร้ประโยชน์หรอกหรือ?”

ทุกผู้คนพยักหน้ารับ แสดงทีท่าเห็นพ้องต้องกัน

ซุนเป่าลอบผงกศีรษะ กล่าวสืบต่อด้วยเสียงต่ำลึก “ดังนั้น ข้ากับปรมาจารย์จี๋เหว่ยตกลงกันว่า พวกเราจะรวมพลังของทั้งค่าย เพื่อหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทชิ้นหนึ่ง!

 

ห้าร้อยวิชา!

จั่วม่อหมดสิ้นเรี่ยวแรง ทรุดกายลงกับพื้น

จั่วม่อเร่งฝึกปรือศาสตร์อสูรน้อยอย่างบ้าคลั่ง ไม่ใช่เพื่ออะไร เพียงเพื่อที่มันจะได้รับเวทวิชาจากผูเยาโดยเร็วที่สุด หากพวกมันต้องเดินทางเข้าไปภายในหมอกภูต คนที่เสี่ยงอันตรายที่สุด คือค่ายจูเชวี่ยกับค่ายจินวู

เมื่อล่วงผ่านเข้าไปภายในหมอกภูต ก็จะเริ่มเข้าสู่อาณาเขตชั้นในของสมรภูมิรบบรรพกาลแห่งนี้อย่างแท้จริง

แม้ว่าการรุดหน้าต่อไปจะต้องเสี่ยงอันตราย แต่จั่วม่อยังเห็นความหวังมากกว่าในดินแดนเปลี่ยวร้างของขอบเขตชั้นนอกที่มันพบเห็นในช่วงหลายวันมานี้ ผูเยาก็สนับสนุนความคิดนี้ พวกมันยิ่งเข้าใกล้จุดศูนย์กลางของสนามรบมากเท่าใด ก็ยิ่งมีโอกาสค้นพบว่าพวกมันอยู่ที่ใดมากขึ้นเท่านั้น

เว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะพบเจอค่ายกลเคลื่อนย้ายที่ใช้การได้ มิเช่นนั้นแล้ว การค้นหาตำแหน่งทั่วไปของอาณาจักรแห่งนี้ ก็ยังคงเป็นความหวังเพียงหนึ่งเดียวของพวกมันที่จะออกจากสถานที่ผีสางแห่งนี้

เม็ดเหงื่อขนาดเท่าเมล็ดถั่วไหลย้อยลงมาจากใบหน้าของจั่วม่อ จั่วม่อกระทั่งไม่เสียเวลาปาดเช็ด รีบทวงถามด้วยสุ้มเสียงแหบแห้ง “ผู เวทวิชา!”

“ตกลง” ผูเยาไม่โยกโย้ให้เสียเวลา เพียงโยนม้วนหยกให้อย่างรวดเร็ว

คว้าม้วนหยกกลางอากาศ จั่วม่อคล้ายมีเรี่ยวแรงขึ้นอักโข ฝืนระงับความเหน็ดเหนื่อย แล่นไปยังค่ายจูเชวี่ย เบื้องหลังมัน ผูเยาดวงตาทอประกายพิสดาร พึมพำแผ่วเบาแทบไม่ได้ยิน “ศาสตร์อัญเชิญปาฏิหาริย์… … ช่างทำให้ผู้คนคาดหวังอย่างแท้จริง… …”

 

เบื้องหน้ากงซุนชา ค่ายจูเชวี่ยเสร็จสิ้นการจัดกระบวนทัพอย่างรวดเร็ว

ทุกคนเงียบสงบ ดวงตาเริ่มเต็มไปด้วยความคาดหวัง นับตั้งแต่มาถึงสถานที่ผีสางแห่งนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันถูกเรียกประชุมทั้งกองทัพ ใช่มีภารกิจใดหรือไม่? หลายคนอดตื่นเต้นไมได้ คนบ้าสงครามเหล่านี้ วันๆ ต้องอุดอู้อยู่แต่บนเรือ รู้สึกอึดอัดขัดข้องแทบตายแล้ว

“นับจากวันนี้ไป ยกเลิกการฝึกประจำทั้งหมดของพวกเจ้าสักระยะหนึ่ง เปลี่ยนเป็นฝึกปรือเวทวิชานี้แทน”

กงซุนชาแย้มยิ้มเล็กน้อย จากนั้นจงหยูกับพวกที่ยืนอยู่ข้างกายมัน เร่งแจกจ่ายม้วนหยกให้แก่ทุกผู้คนโดยเร็ว

ทุกคนมีสีหน้าฉงนสงสัย ฝึกปรือเวทวิชาใหม่เช่นนั้นหรือ? แต่พวกมันพยายามระงับความกระหายใคร่รู้เอาไว้ ยังคงรักษาความสงบนิ่งเช่นเดิม

“ลองชมดูเถอะ”

รอจนกงซุนชากล่าวคำเหล่านี้ พวกมันค่อยรีบร้อนอ่านม้วนหยกในใจ

‘ปราณภูต’

กงซุนชาเห็นความตื่นตะลึงตามด้วยความปิติยินดีบนใบหน้าของพวกมัน อดแย้มยิ้มไม่ได้ อาศัยเวทวิชาภูตปราณเล่มนี้ พลังต่อสู้ของค่ายจูเชวี่ยไม่เพียงแต่ไม่ลดลง กลัยจะรุดหน้าไปอีกขั้น

อย่างไรก็ตาม เรื่องพลังฝีมือของตัวมันเอง… …

กงซุนชาหันไปมองศิษย์พี่จั่วที่คร่ำเคร่งฝึกปรืออยู่ไกลๆ พลันแย้มยิ้มเฉิดฉาย แฝงแววซุกซนอยู่บ้าง

รออีกสักระยะหนึ่งเถอะ บางทีมันอาจจะให้ศิษย์พี่จั่วประหลาดใจสักครา ฮี่ฮี่

 

กองคาราวานตั้งค่ายอยู่ที่ริมอาณาเขตของหมอกภูต ทั่วทั้งค่ายยุ่งวุ่นวายยิ่ง กระทั่งจั่วม่อก็ฝึกฝีมืออย่างหนักหน่วงไม่หยุดหย่อน มีหมอกภูตอันน่าสะพรึงกลัวอยู่ตรงหน้า เห็นอยู่คาตาตลอดทั้งวัน ไม่มีสิ่งใดจะปลุกเร้าจั่วม่อไปมากกว่านี้อีกแล้ว หากความแข็งแกร่งของมันเพิ่มขึ้นส่วนหนึ่ง ก็จะมีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้นอีกส่วนหนึ่ง

ภ่ยใต้แรงกระตุ้นของความเป็นความตาย จั่วม่อปลดปล่อยศักยภาพอันน่าทึ่งของตนออกมา พลังฝีมือรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว

ถึงตอนนี้ มันฝึกปรือการแปลงร่างที่สามของสังขารปิศาจมหาทิวาสำเร็จ ‘ฝ่ามือประทับสุริยัน’ พลานุภาพของกระบวนท่านี้ทำให้มันลิงโลดยินดียิ่ง ฝ่ามือประทับสุริยันสามารถรวบรวมฝ่ามือทองคำสูงใหญ่กว่าสิบจั้ง ภายใต้หนึ่งฝ่ามือ ยอดเขาครึ่งยอดถึงกับหายวับไป กระทั่งเซี่ยซานกับซู่หลง เมื่อเห็นจั่วม่อตบฟาดฝ่ามือนี้ออกมา ยังอดหน้าเผือดสีไม่ได้

เซี่ยซานในยามนี้นึกยินดี เคราะห์ดีที่หลังจากบรรลุด่านจินตัน มันไม่ได้หลงลำพองจนสะบัดหน้าจากไป มันไม่รู้ว่าต้าเหรินร่ำเรียนกระบวนท่าแปลกพิสดารเหล่านี้จากที่ใด  แต่ทุกกระบวนท่าล้วนมีอานุภาพยิ่งใหญ่ไพศาล หากมันต้องต่อสู้กับต้าเหริน ก็แน่ใจเป็นอย่างยิ่งว่าไม่มีโอกาสชนะแม้แต่น้อย

ยิ่งอยู่กับจั่วม่อนานเท่าใด เซี่ยซานก็ยิ่งเทิดทูนบูชาและครั่นคร้ามยำเกรงมากขึ้นเท่านั้น ในความเห็นของมัน ความลึกลับของจั่วม่อ ยิ่งนานยิ่งเต็มไปด้วยปริศนามากขึ้นทุกวัน

จั่วม่อใบหน้าเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ฝ่ามือของมันเจ็บปวดราวกับถูกมีดกรีดเฉือน บนฝ่ามือเห็นเส้นสีทองสามเส้นปรากฏขึ้น ที่เป็นสัดส่วนโดยตรงกับพลานุภาพของฝ่ามือประทับสุริยัน คือความยากในการฝึกปรือ จั่วม่อจะต้องฝึกปรือไปขนถึงขั้นที่ตลอดทั้งฝ่ามือปกคลุมด้วยเส้นสีทอง ถักทอเป็นตาข่ายละเอียด เมื่อถึงจุดนั้น ฝ่ามือประทับสุริยันอาจอาจถือได้ว่ามีความสำเร็จขั้นสมบูรณ์อยู่บ้าง

การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาแต่ละท่วงท่าลึกล้ำไพศาล เรียนรู้ได้ง่ายดาย แต่ยากจะแตกฉาน

ผูเยากลับมีพฤติกรรมแปลกๆ อยู่บ้าง มันถึงกับไม่รบกวนการฝึกปรือสังขารปิศาจมหาทิวาของจั่วม่อ หรือว่าเจ้าผู้นี้ก็รู้ดีว่ามีอันตรายรอคอยอยู่เบื้องหน้า? จั่วม่อคลายใจลงเล็กน้อย หากผูเยาเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา ไม่มีผู้ใดหยุดยั้งมันได้

มันเงยหน้าขึ้น เห็นทุกผู้คนล้วนคร่ำเคร่งฝึกปรือ มันเต็มไปด้วยความฮึกหาญ มาเถอะ หมอกภูตแล้วจะเป็นไร? กับพี่น้องกลุ่มนี้ ต่อให้เป็นสถานที่อันตรายยิ่งกว่าหมอกภูต มันก็หาได้หวั่งเกรงไม่!

ความรู้สึกในใจจั่วม่อผ่านออกมาทางผ่านในทันที เห็นสือผิ่นกำลังเล่นกับเจดีย์ดีน้อยและเจ้าเพลิงน้อย อดกล่าวติงไม่ได้ “สือผิ่น เจ้าต้องฝึกฝีมือให้ดี อย่าได้เกียจคร้านไป!”

สือผิ่นอ้าปากค้าง จากนั้นทำคอตก รู้สึกอัปยศอดสูยิ่ง ลอบมองนกโง่อย่างหวาดวิตก พอดีเห็นนกโง่ที่กำลังพักผ่อน ดวงตาหรี่ปรือพลันสาดประกายเย็นเยียบแวบหนึ่ง สือผิ่นตัวแข็งทื่อ ถูกเจดีย์น้อยกระแทกใส่เต็มรัก

เจดีย์น้อยตื่นเต้นยินดีจนหมุนคว้างไม่หยุด เจ้าเพลิงน้อยที่อยู่ด้านข้าง ก็เปล่งเสียงร้องจี้จี้จี้อย่างร่าเริง

นกโง่เหลือบมองสือผิ่นแวบหนึ่ง จากนั้นหลับตานอนต่อ

สือผิ่นเย็นเฉียบไปถึงไขสันหลัง รีบหันกลับไปเล่นหยอกล้อกับเจดีย์น้อยและเจ้าเพลิงน้อยในบัดดล

จั่วม่อไม่ได้ตรวจพบอาการแปลกๆ เหล่านี้ ในความเห็นของมัน การที่สือผิ่นเล่นกับเจดีย์น้อยและเจ้าเพลิงน้อยนับเป็นเรื่องธรรมดา มันมองดูครู่ครึ่ง ค่อยหันหน้าไปอีกทาง มองอากุ่ยด้วยสายตาห่วงใยกังวล

จับมืออากุ่ยขึ้นมา เคลื่อนเศษเสี้ยวจิตสำนึกเข้าไปในร่างนาง จั่วม่อพลันขมวดคิ้วฉับ แสงสีม่วงภายในร่างอากุ่ยอ่อนจางยิ่ง ไม่มีทีท่าว่าจะกระเตื้องขึ้นแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม พลังงานภูตทมิฬไม่ส่งผลกระทบใดต่ออากุ่ย ทำให้มันเบาใจลงเล็กน้อย

เรื่องนี้ทำให้จั่วม่ออัศจรรย์ใจไม่น้อย เวทวิชากับเคล็ดวิชาลับของอากุ่ยช่างประหลาดลี้ลับ กระทั่งผูเยาที่คิดว่าตนรอบรู้ ยังไม่ทราบต้นกำเนิดของพลังสีม่วงสุดลี้ลับขุมนี้

แต่เรื่องราวเหล่านี้ จั่วม่อไม่สนใจแม้แต่น้อย

“อากุ่ย เราจะต้องหาทางออกไปได้อย่างแน่นอน”

สุ้มเสียงของจั่วม่อไม่ดังไม่รุนแรง แต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า

สือผิ่นกลับตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เต็มไปด้วยความอัปยศอดสู สำหรับผู้ที่มุ่งมั่นจะกลายเป็นสัตว์ปราณระดับสิบอันเลิศภพจบแดนเยี่ยงมัน ต้องยอมจำนนต่อพลังอันร้ายกาจของนกโง่ แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ความอับจนหนทาง ยังคงส่งผลกระทบต่อมันอย่างหนักหน่วงรุนแรง

มันเดิมทีถือตัวว่าเป็นสัตว์ปราณที่แข็งแกร่งที่สุดของจู่เหริน แต่นึกไม่ถึงว่าจะมีคนที่แข็งแกร่งกว่ามันอยู่!

กล่าวตามความสัตย์ สือผิ่นไม่ชมชอบนกโง่แม้แต่น้อย เจ้านกหลงตัวเองที่ชอบอวดโอ่โอหังตัวนี้ มักแสดงทีท่าเย็นชากระด้างกระเดื่องต่อจู่เหรินอยู่เป็นนิจ สมควรถูกทุบตีจริงๆ! มันยังเคยคิดอยู่หลายครั้ง ว่าจะหาโอกาสสั่งสอนนกโง่แทนจู่เหรินสักครา

นึกไม่ถึงว่าจะเป็นมันที่ถูกสั่งสอนเสียก่อน… …

มันไม่ใช่เพียงแค่ถูกสั่งสอน แต่ยังต้องมาทำตัวราวกับคนปัญญาอ่อน คอยเล่นกับเหล่าเด็กน้อยสติปัญญาต่ำต้อยเหล่านี้… …

อา ชีวิตข้าช่างมืดมนนัก!

เจดีย์น้อยไม่ได้ล่วงรู้อารมณ์สลดหดหู่ของสือผิ่นแม้แต่น้อย มันกำลังเล่นอย่างสนุกสนานสำราญใจยิ่ง หลังจากประสบความสำเร็จในการชนใส่สือผิ่นเมื่อครู่ เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยทั้งสองรู้สึกคึกคักขึ้นอักโข มีกำลังใจที่จะเล่นต่อ นี่เป็นครั้งแรกที่พวกมันจับสือผิ่นได้

โดยไม่ทันรู้ตัวและไม่มีผู้ใดทันสังเกต เจ้าตัวน้อยทั้งสามค่อยๆ เคลื่อนใกล้หมอกภูตเข้าไปทุกขณะ

สือผิ่นยังคงจมอยู่กับความโศกเศร้าหลังจากถูกทุบตีอย่างไร้ทางสู้ ขณะเดียวกัน เจดีย์น้อยกับเจ้าเพลิงน้อยกำลังหลงระเริงกับการเล่นสนุกอย่างสมบูรณ์.

ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นอันตรายที่คืบใกล้เข้ามา

ทันใดนั้นเอง ลำแสงสีแดงสายหนึ่งพวยพุ่งออกมาจากหมอกภูต ฟาดใส่เจดีย์น้อยอย่างแม่นยำ

เจดีย์น้อยผู้กำลังเล่นอย่างเริงร่าพลันตัวแข็งทื่อ ร่วงลิ่วลงมาราวกับลูกตุ้มน้ำหนักที่ไม่มีชีวิต ลำแสงสีแดงเข้มประดุจลิ้นยาวของสัตว์ประหลาด ตวัดม้วนเอาร่างของเจดีย์น้อยมุดกลับเข้าไปในหมอกภูตทันที

เหตุเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหันเกินไป โดยไม่มีเค้าลางล่วงหน้า รวดเร็วดุจฟ้าร้องไม่ทันอุดหู

ลำแสงสีแดงเข้มอีกลำหนึ่งพุ่งตรงเข้าหาเจ้าเพลิงน้อย กำลังจะฟาดใส่เจ้าเพลิงน้อยอย่างดุดัน

สือผิ่นยามนี้ค่อยหายจากการตะลึงงัน ใบหน้าเล็กๆ เขียวคล้ำ เต็มไปด้วยเจตนาฆ่าฟัน สองตาถลึงกลมกว้างด้วยโทสะ มีดบินวงพระจันทร์เปลี่ยนเป็นลำแสงสีดำอันเกรี้ยวกราด พุ่งสวนเข้าปะทะกับลำแสงแดงเข้มอย่างถนัดถนี่

แสงสีแดงขู่ฟ่อ แล้วถอยหนีเข้าไปในหมอกภูต

นกโง่สองตาเจิดจ้าในฉับพลัน สาดประกายดุดันอำมหิตออกมาอย่างไม่ออมรั้ง ท่ามกลางเสียงกู่คำราม ร่างของนางหายวับไปในบัดดล!