0 Views

 

“ในอดีต ข้าอยู่ในภพอสูรเคยมีฉายา… …” ผูเยากล่าวได้ครึ่งหนึ่ง แต่แล้วมันคล้ายตระหนักถึงบางสิ่ง หันเหหัวเรื่องไปอีกทาง “อ้อ ไม่ต้องกล่าวถึงอดีตแล้ว คนของเจ้าล้วนนิสัยใจคอไม่เลว แต่พรสวรรค์ของพวกมันไม่ค่อยดีนัก”

ผูเยาสีหน้าเต็มไปด้วยความอับจนปัญญา จั่วม่อทราบว่าอีกฝ่ายยังมีวาจาจะกล่าว จึงไม่ได้กล่าวขัดคอ

“เจ้าเมื่อฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวา ก็ละเลยศาสตร์อสูรไป มิหนำซ้ำวิชาค่ายกลยังไม่มีความรุดหน้าใด” ผูเยาสีหน้ามืดทะมึนลงทันตา “ฮึ่ม เจ้าผู้นั้นฉกฉวยผลประโยชน์ไปทั้งหมด”

จั่วม่อทราบว่าผูเยากล่าวถึงป้ายศิลาสุสาน ต้องเหลือกตา ตอบโต้ว่า “ไม่ต้องกล่าวถึงว่าข้าไม่ฝึกปรือศาสตร์อสูรแล้ว ผู้ใดใช้ให้หัตถ์พันใบน้อยของเจ้าไม่ทรงพลังเท่าสังขารปิศาจมหาทิวาเล่า เจ้าคงไม่ปล่อยให้ข้าเสียชีวิตกระมัง”

ผูเยาไม่ทราบจะกล่าวอะไรดี สังขารปิศาจมหาทิวาแกร่งกร้าวไร้ผู้ต้านอย่างแท้จริง ในระดับนี้คิดหาศาสตร์อสูรที่สามารถยกขึ้นเทียบชั้นได้ เกรงว่าไม่ใช่เรื่องง่าย หลายวิชาที่มันล่วงรู้ ก็ต้องการพลังบำเพ็ญเพียรที่แข็งแกร่งมาก อันที่จริงการสำเร็จวิชาสังขารปิศาจมหาทิวา ก็เป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญถึงที่สุด แต่จั่วม่อกลับฝ่าด่านสำเร็จอย่างมึนๆ งงๆ ทำเอาผูเยาประหลาดใจไม่น้อย

หรือว่าเจ้าจั่วม่อมีโชคชะตาต้องกันกับทักษะปิศาจจริงๆ?

ผูเยายิ่งขุ่นข้องขัดเคืองใจกว่าเดิม

“ฮ่า เรื่องนี้ข้าไม่สนใจ” ผูเยายิ้มเย้ย “เจ้ามิใช่ว่าต้องการเวทวิชาหรอกหรือ? ไม่มีปัญหา นี่อย่างไรเล่า นี่คือบันทึกศาสตร์อสูรน้อย ล้วนเป็นวิชาที่ง่ายดายยิ่ง ในนี้มีเพียงแค่ห้าร้อยวิชาเท่านั้น เมื่อเจ้าฝึกสำเร็จทั้งหมดห้าร้อยวิชา ข้าจะให้เวทวิชาที่เจ้าต้องการ ฮ่าฮ่า!”

กล่าวจบคำ มันก็โยนม้วนหยกให้จั่วม่อ ไม่แยแสสนใจจั่วม่อผู้อ้าปากค้าง หายวับไปทันที

เจ้าผู้นี้เสียสติไปแล้ว!

หลังจากนั้นสักครู่ แวบแรกจั่วม่อคิดว่าผูเยาสติฟั่นเฟือน จากนั้นก็เดือดดาลทันที เจ้าผู้นี้ไม่รู้จักดูเวล่ำเวลา ท่ามกลางสถานที่อันตรายเช่นนี้ ยังจะมีอารมณ์สนุกสนานมาประชันขันแข่งกับป้ายศิลาสุสานอีก?

“ผู! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!”

“เจ้าปัญญาอ่อน เกอขอบอกเจ้า หากเจ้ารำคาญในการมีชีวิตสืบต่อไปแล้ว ก็ไปของเจ้าผู้เดียว อย่ามาลากเกอลงไปด้วย!”

แต่ไม่ว่าจั่วม่อจะก่นด่าสาปแช่งสักเท่าใด ผูเยาก็ไม่สะทกสะท้าน หลังจากแผดด่ารัวเร็วอยู่ครู่ใหญ่ จั่วม่อชักเหน็ดเหนื่อย ผูเยาก็ยังไม่ยอมออกมา มันได้แต่นั่งลงพักายใจ จากนั้นลองกวาดผ่านม้วนหยกในมือ สีหน้ากลายเป็นขมขื่นกว่าเดิมในทันที

ที่ผ่านมามันมักมีปัญหาขาดแคลนเวทวิชา นึกไม่ถึงว่าวันหนึ่ง จะต้องเผชิญเคราะห์กรรมเนื่องเพราะมีเวทวิชาและศาสตร์อสูรที่ต้องฝึกปรือมากเกินไป

การแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาทรงอานุภาพร้ายกาจเหนือคาดคิด มันชมชอบการแปลงร่างเหล่านี้มาก มันย่อมต้องคร่ำเคร่งฝึกปรือกระบวนท่ารักษาชีวิตเหล่านี้ทุกวี่วัน การแปลงร่างทั้งหกไม่มีการเปลี่ยนแปลงตามหลังมากมายอันใด ทว่าการแปลงร่างแต่ละท่วงท่านั้นลึกล้ำไพศาล คิดฝึกปรือจนแตกฉาน กลับไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

กับการแปลงร่างท่วงท่าที่สอง ‘ท่าเท้าอีกาทองคำ’ มันเพิ่งจะเริ่มช่ำชองชำนาญอยู่บ้าง แต่ผูเยากลับกระทำเช่นนี้ในช่วงเวลาอันสำคัญเยี่ยงนี้ จั่วม่อจะไม่คลั่งใจตายได้อย่างไร?

หากมันสามารถแตกฉานการแปลงร่างทั้งหก พลังอำนาจของจั่วม่อจะเทียบชั้นได้กับซิวเจ่อยอดฝีมือด่านจินตันขั้นที่สาม!

จั่วม่อจู่ๆ ก็ก่นด่าเร็วปรื๋อออกมา ทำเอาทุกผู้คนยืนตะลึงงันอยู่กับที่ พวกมันล้วนมีสีหน้าสับสนงุนงง

 

ซู่หลงทั่วทั้งร่างห่อหุ้มด้วยพลังงานสีดำหนาแน่นเข้มข้น ในช่วงสามวันมานี้ มันนิ่งสนิทประดุจรูปปั้นหินที่ห่อหุ้มด้วยพลังงานสีดำ ค่ายเว่ยทั้งค่ายเฝ้าระวังไม่ห่าง ในบรรดาพวกมัน ซู่หลงเป็นคนแรกที่กำลังจะฝ่าด่าน ดึงดูดความสนใจของทุกผู้คนมารวมกัน

พลังงานสีดำม้วนตลบพลุ่งพล่าน ราวกับงูดำนับไม่ถ้วนเลื้อยปราดไปทั่ว

ท่ามกลางพลังงานสีดำหนาข้นประดุจน้ำหมึก ทันใดนั้นลูกไฟแดงฉานน่าตระหนกสว่างวาบ ดวงตาอันดุร้ายกระหายเลือดเช่นสัตว์ปราณคู่นี้ เป็นดวงของซู่หลงเอง

“ปิง!”

ซู่หลงยกมือขวาขึ้นเสมออก จากนั้นทำท่ากดลงกลางอากาศ มือซ้ายยกหงายขึ้นทำท่าคว้าจับสิ่งที่ไม่มีตัวตน กลายเป็นอยู่ในท่วงท่าแปลกประหลาดยิ่ง ทันใดนั้นมันคำรามเสียงแหบลึก

พลังงานสีดำรอบข้างคล้ายถูกปลุกเร้าอย่างรุนแรง ไหลบ่าเข้ามายังมือของมันอย่างบ้าคลั่ง พลังงานสีดำปริมาณมหาศาลในฝ่ามือมันราวกับงูดำตัวหนึ่ง

ภายในชั่วพริบตา พลังงานสีดำในอุ้งมือของซู่หลงก็หนาแน่นเข้มข้นจนแทบมีตัวตน

พลังสีดำดุจน้ำหมึก ค่อยๆ หยดลงมา รวมตัวกันเป็นกระแสสีดำเพรียวบาง ยาวหนึ่งจั้ง

พลังงานสีดำบนร่างของซู่หลง ไหลเข้าไปยังกระแสสีดำเพรียวบางสายนั้นไม่ขาดสาย ดวงตาสีแดงน่าสะพรึงกลัวเผยร่องรอยของความเจ็บปวด ทันใดนั้น พลังงานสีดำรอบกายซู่หลงสั่นกระเพื่อมวูบ ทำท่าคล้ายจะสลายไป เสียงอุทานอย่างตื่นตระหนกดังขึ้นจากรอบข้าง แต่แล้วดวงตาสีแดงสาดประกายวาบ พลังงานสีดำที่ไม่มั่นคงอยู่บ้าง คล้ายถูกขุมพลังที่มองไม่เห็นดูดรั้งอย่างรุนแรง รักษาเสถียรภาพเอาไว้ ผู้คนรอบข้างระบายลมหายใจอย่างโล่งออก

ระหว่างอุ้งมือทั้งสองของมัน กระสีดำเพรียวบางไหลเวียนช้าๆ กลายเป็นหนาหนักและหนืดข้นมากขึ้น จากนั้นค่อยๆ ไหลเร็วขึ้นทีละน้อย

กระทั่งจั่วม่อยังหลงลืมอาการปวดเศียรเวียนเกล้าของตน แล่นเข้าไปชมดูอย่างใกล้ชิด คนอื่นๆ ไม่มีผู้ใดกล้ากระพริบตา ทุกคนทราบว่าอาวุธของซู่หลงกำลังจะถือกำเนิดขึ้น

ทันใดนั้น พลังงานสีดำในกระแสสีดำเพรียวบางพลันขยายใหญ่ขึ้น ในเวลาเดียวกัน ซู่หลงดวงตาสาดประกายเจิดจ้า สองมือที่ทำท่าคว้าจับกลางอากาศพลันกระชับแน่น

เพียะ!

สองมือใหญ่โตประดุจคีมเหล็กสองปาก ขยุ้มจับกระแสสีดำเพรียวบางเอาไว้แน่น

สะเก็ดพลังงานสีดำสาดพุ่งออกรอบข้าง กระแสสีดำเพรียวบางสลายหายไป ภายใต้สายตาตื่นตะลึงของคนทั้งค่าย เห็นง้าวยาวสีดำเล่มหนึ่งปรากฏขึ้น พลังงานสีดำที่ห่อหุ้มอยู่รอบกายซู่หลงซึมหายเข้าไปในร่าง เผยให้เห็นเกราะดำของมัน

“ซู่หลงโชคดีที่มีความสำเร็จ!” ซู่หลงระงับความลิงโลดยินดี เข้ามาค้อมกายคารวะตรงหน้าจั่วม่อ

หลังจากฝ่าด่านสำเร็จ ตบะบารมีที่แผ่ออกมาจากร่างของซู่หลงยิ่งดุดันรุนแรงกว่าเดิม พลังอำนาจเพิ่มสูงขึ้นอีกขั้นอย่างเห็นได้ชัด

“ประเสริฐ ประเสริฐ ประเสริฐยิ่ง!” จั่วม่อเบิกบานสราญใจยิ่ง ทางหนึ่งมันยินดีที่ซู่หลงฝ่าด่านสำเร็จ อีกทางหนึ่ง ความสำเร็จของซู่หลงช่วยเพิ่มพูนขวัญกำลังใจขึ้นอีกอักโข

จั่วม่อเปลี่ยนสายตาไปยังง้าวยาวสีดำในมือซู่หลงอย่างรวดเร็ว ง้าวยาวเล่มนี้ยาวหนึ่งจั้ง ข้างหนึ่งเป็นคมมีดโค้งดุจเดือนเสี้ยว อีกทางหนึ่งเป็นใบหอกปลายแหลม รูปร่างเรียบง่ายสมถะ ด้ามง้าวหยาบหนาเท่าไข่ห่าน ราบเรียบเงางาม งามวิจิตรถึงที่สุด คมมีดบนใบง้าวแซมด้วยร่องรอยสีแดงอันน่าขนลุก ประดุจฟันเขี้ยวของสัตว์เลือดที่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด ง้าวยาวทั้งเล่มเปล่งรังสีฆ่าฟันเข้มข้นลุ่มลึก มองจากระยะไกล ยังเห็นได้ว่านี่เป็นอาวุธอันดุร้ายเล่มหนึ่ง

ซู่หลงฝ่าด่านคราวนี้ ไม่เพียงแต่เพิ่มง้าวทมิฬดำเล่มหนึ่ง ชุดเกราะของมันก็แปรเปลี่ยนไปอย่างมาก เกล็ดดำหนาหนักของชุดเกราะเปลี่ยนเป็นเพรียวบางกว่าเดิม สีดำยิ่งบริสุทธิ์และลุ่มลึก ความรู้สึกหนาหนักเทอะทะหายไป แทนที่ด้วยความว่องไวปราดเปรียวกว่าเดิม

เหล่าไพร่พลค่ายเว่ยอดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป พากันห้อมล้อมเข้าไปอย่างลิงโลด

เห็นเช่นนี้ จั่วม่อแย้มยิ้ม แล้วปลีกตัวออกมาจากที่แห่งนั้น

 

เหลยเผิงเฝ้ามองค่ายเว่ยที่อึกทึกครึกครื้นแต่ไกล รำพึงรำพันว่า “กลุ่มของซู่หลงแปลกประหลาดเสีบจริง พวกมันกระทั่งพลังงานภูตทมิฬยังใช้ประโยชน์ได้ ไม่เหมือนพวกเราที่เคราะห์หามยามร้าย ต้องอยู่แต่บนเรือทุกวี่วัน นี่เพียงพอให้ผู้คนอึดอัดจนตาย”

บนปลายนิ้วของเหนียนลู่ เห็นดอกบัวกระบี่สีขาวอมฟ้าดอกหนึ่งเบ่งบานแล้วเหี่ยวแห้งโรยรา เจ้าตัวกระทั่งหน้ายังไม่เงยขึ้นมอง เพียงกล่าวว่า “หากเจ้ามีเรี่ยวแรงหลงเหลือพอที่จะบ่น มิสู้ใช้เวลาฝึกปรือเพลงดาบของเจ้าไม่ดีกว่าหรือ”

เหลยเผิงพอฟังยิ่งมีสีหน้าหดหู่กว่าเดิม “ฝึกปรือผายลมอันใด! ข้าไม่เหมือนเจ้านี่นา หากข้าฝึกปรือเพลงดาบ เกรงว่าเรือลำนี้คงไม่มีเหลือแล้ว”

เพลงกระบี่ของเหนียนสู่ย่อมไม่ขาดกระบวนท่าอันยิบย่อยละเอียดอ่อน แต่เพลงดาบของเหลยเผิงเดินไปในแนวทางโอ่อ่าไพศาล เรียกให้มันฝึกปรือเพลงดาบในเรือขนส่งทาส มิสู้ทำลายเรือตรงๆ เสียเลยจะรวบรัดกว่า หากทว่าให้มันออกจากเรือขนส่งทาส ภายใต้พลังกัดกร่อนของพลังงานภูตทมิฬ นี่ไม่ใช่เพียงอันตรายถึงชีวิต แต่อัตราสิ้นเปลืองพลังปราณยังหนักหนาสาหัสกว่ายามปกติหลายเท่า ขอเพียงร่ายรำเพลงดาบไม่กี่ท่า มันจะสูญสิ้นพลังปราณอย่างรวดเร็ว

ม้าฝานเดินผ่านคนทั้งสองโดยบังเอิญ พอฟังพลันชะงักเท้ากึก จับจ้องเหลยเผิงตาเขม็ง

ทีแรกเหลยเผิงไม่สนใจ แต่หลังจากถูกจ้องอยู่ชั่วครู่ เห็นม้าฝานยังคงจ้องมองมันไม่วางตา รู้สึกไม่สบายใจอยู่บ้าง “เป็นไร? มองข้าเช่นนั้นหาอันใด?”

ม้าฝานขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นกล่าว “เพลงดาบของเจ้าแกร่งกร้าวทรงพลัง แต่หากเจ้าสามารถทำให้มันละเอียดอ่อนขึ้น พลานุภาพสมควรก้าวล้ำไปอีกขั้น”

เหลยเผิงงงงันวูบ จากนั้นเริ่มครุ่นคิดตาม อย่าได้เห็นว่ามันหุนหันหยาบกระด้าง แต่ไม่ได้โง่งมแม้แต่น้อย หากมันโง่งม ไหนเลยจะบบรลุเจตจำนงดาบได้ คำของม้าฝานเป็นเหตุให้มันจมลงไปในภวังค์ความคิด

กล่าวกระตุ้นเตือนเสร็จสรรพ ม้าฝานก็ตระเตรียมจากไป แต่เหนียนลู่รีบถลันเข้ายื้อยุดเอาไว้ ประจบเอาใจเป็นการใหญ่ จากนั้นกล่าว “ลูกพี่ ท่านไฉนใจร้ายนัก? ข้าก็เป็นรองผู้บัญชาการของท่านเช่นกัน! สอนข้าบ้างสิ!”

ม้าฝานมีสีหน้าหัวร่อไม่ได้ร่ำไห้ไม่ออก รองผู้บัญชาการทั้งสองของมัน เหลยเผิงหุนหันวู่วามปานเปลวเพลิง แต่ช่างพูดพล่ามน่ารำคาญ เหนียนลู่อบอุ่นอ่อนโยน แต่ชมชอบอวดโอ่ ล้วนแล้วแต่พิลึกทั้งคู่ มันได้แต่ก้มศีรษะขบคิด “เพลงกระบี่ดอกบัวครามของเจ้า เปลี่ยนแปลงสารพัน ลี้ลับซับซ้อนไม่เบา แต่หากเจ้าคิดรุดหน้า ก็อย่าได้ยึดติดกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้มากเกินไป เจ้าจะต้องเปลี่ยนซับซ้อนเป็นรวบรัด ใช้เจตจำนงกระบี่เป็นหัวใจหลัก”

“เจตจำนงกระบี่เป็นหัวใจหลัก… …” เหนียนลู่เบิกตาค้าง พึมพำอย่างเลื่อนลอย

ม้าฝานปลีกตัวจากไปเงียบๆ แต่มันเองก็อดมองออกไปด้านนอกไม่ได้เช่นกัน การที่เซี่ยซานทะลวงเข้าสู่ด่านจินตัน กลายเป็นแรงกระตุ้นที่ดีสำหรับมัน พรสวรรค์เชิงกระบี่ของมันเด่นล้ำเป็นพิเศษ และเมื่อมันตั้งอกตั้งใจฝึกปรือ ก็รุดหน้าก้าวไกลอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านเจตจำนงกระบี่ มันแตะถูกชายขอบของเจตจำนงกระบี่แปลงรูปลักษณ์แล้วด้วยซ้ำ สิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งมันเอาไว้ คือระดับพลังบำเพ็ญเพียรที่อ่อนด้อยเกินไป

แต่ผู้ใดจะคาดคิด พวกมันจู่ๆ ต้องมาลงเอยในสถานที่ผีสางนี้ พลังปราณธรรมชาติเบาบางยิ่ง มิหนำซ้ำยังมีพลังงานภูตทมิฬอันน่าสยดสยอง ทำให้ที่นี่เลวร้ายยิ่งกว่าอาณาจักรขุนเขาน้อยเสียอีก ราวกับขุมนรกตัวจริงเสียงจริงก็มิปาน เมื่อครั้งที่ติดอยู่ในอาณาจักรขุนเขาน้อย แม้ว่าพลังปราณธรรมชาติในที่นั้นก็เบาบางยิ่ง ทว่าพวกมันยังมีจิงสือ ยามนี้แม้ว่าพวกมันยังมีจิงสือเช่นกัน แต่กลับไม่มีผู้ใดกล้าใช้จิงสือในการฝึกปรืออีก ผู้ใดทราบว่าพวกมันยังจะต้องอยู่ในสถานที่ผีสางนี้อีกนานเท่าใด? หากพวกมันต้องเผชิญอันตราย จิงสือจะเป็นเครื่องมือช่วยชีวิตพวกมัน!

ติดอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้ มันไหนเลยจะไม่อารมณ์ย่ำแย่? เพียงแต่จิตสมาธิของมันเข้มแข็งมั่นคงกว่าเหนียนลู่กับเหลยเผิง สามารถสะกดกลั้นเอาไว้

 

จั่วม่อถือบันทึกศาสตร์อสูรน้อยไว้ในมือ เหม่อมองอย่างหัวหมุนวิงเวียน ศาสตร์อสูรน้อยเป็นอีกชื่อหนึ่งของศาสตร์อสูรขั้นพื้นฐานนั่นเอง วิชาเหล่านี้ไม่ได้ลึกซึ้งอันใด แต่เป็นพื้นฐานที่อสูรทุกตนจะต้องฝึกปรือ จั่วม่อพอพลิกดูผ่านๆ ค่อยพบว่าศาสตร์อสูรน้อยเหล่านี้ไม่ยากนัก มันยังไม่ได้เริ่มต้นฝึกปรือวิชาเหล่านี้ในทันที แต่ขบคิดว่าจุดประสงค์ของผูเยาที่แท้คือสิ่งใดกันแน่

ผูเยาจิตวิปลาสและชอบกระทำการตามอำเภอใจ สิ่งนี้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ที่ผ่านมาจั่วม่อได้เรียนรู้มานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว แต่เวลานี้มันบังเกิดลางสังหรณ์อย่างแรงกล้า ว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

นี่จึงเป็นสิ่งที่ทำให้จั่วม่อปวดเศียรเวียนเกล้าอย่างแท้จริง

มันไม่ล่วงรู้ว่าในสมองผูเยาครุ่นคิดอันใด แต่ดูเหมือนคราวนี้ผูเยาตั้งใจแน่วแน่ยิ่ง สิ่งที่ตามมาจากเรื่องนี้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการฝึกปรือการแปลงร่างทั้งหกของสังขารปิศาจมหาทิวาอย่างแน่นอน ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ การแปลงร่างทั้งหกจึงจะเป็นมาตรการรักษาชีวิตหลักของมัน!

จั่วม่อนวดขมับอย่างปวดเศียรเวียนเกล้า มันต้องคิดหาวิธีที่ดีพร้อมทั้งสองด้าน

จั่วม่อทันใดนั้นฉุกคิดถึงเรื่องที่ผูเยาเรียกให้มันศึกษาแผนผังปิศาจในคราวนั้น ต้องสะท้านใจวูบ หรือว่านี่จึงเป็นเป้าหมายที่แท้จริงของผูเยา? มันยังจดจำได้อย่างชัดเจนยิ่ง ว่าผูเยาสนอกสนใจค่ายกลมากเท่าใด อย่าได้เห็นว่าผูเยาหลังจากรับประทานเม็ดพลังทองคำของจินตัน แล้วดูคล้ายฟื้นตัวขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อลองครุ่นคิดลึกลงไป ว่าหากนี่เป็นอาการที่สามารถรักษาเยียวยาได้ด้วยเม็ดพลังทองคำเม็ดเดียว ที่ผ่านมาผูเยาคงไม่วิตกกังวลถึงปานนั้นแล้ว!

หรือว่าศาสตร์อสูรน้อยเหล่านี้ มีส่วนช่วยในการศึกษาค้นคว้าค่ายกล? จั่วม่อไม่ค่อยแน่ใจอยู่บ้าง

หลังจากออกจากอาณาจักรขุนเขาน้อย จั่วม่อตกอยู่ในสถานการณ์คับขันอันตราย ติดต่อตามกันหลายระลอก ไม่มีเวลาที่สุขสงบให้ศึกษาวิชาค่ายกลเลย จั่วม่อทราบกระจ่างถึงคุณค่าของวิชาค่ายกล หากต้องละทิ้งเสียตอนนี้ ก็น่าเสียดายยิ่ง แต่ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ มันไม่มีเวลาพอให้ศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองอีก

หลังจากขบคิดใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่เป็นเวลานาน จั่วม่อแม้ยังคงคาดเดาเป้าหมายของผูเยาไม่ออก แต่ผลของการครุ่นคิดคราวนี้ทำให้มันตัดสินใจที่จะเริ่มต้นการศึกษาค้นคว้าวิชาค่ายกลอีกครั้ง

เพียงแต่คราวนี้ มันตั้งใจจะกระทำการให้ใหญ่โต!