0 Views

 

จากสถานที่ที่พวกจั่วม่ออยู่ในปัจจุบัน ไม่ทราบว่าห่างไกลเท่าใด ภายในถ้ำกระบี่ ด้านหลังภูเขาสุญตา หลินเชียนกวาดตามองม้วนหยกนิ่งนาน จนกระทั่งเสร็จสิ้น ค่อยทอดถอนพลางกล่าว “พลาดโอกาสไปต่อหน้าต่อตาจนได้ น่าเสียดาย น่าเสียดายนัก”

เหวยเสิ้งเงยหน้าขึ้นมอง ทว่าไม่ได้กล่าวถามอันใด วันคืนของมันในถ้ำกระบี่ไม่ได้เป็นคืนวันที่เรียกได้ว่าน่ารื่นรมย์ มิใช่เรื่องน่าเบื่อที่ทุกวันต้องอยู่แต่ในถ้ำกระบี่ มันฝึกปรือกระบี่ เคยผ่านพบความทุกข์ยากนานัปการ เพียงความอุดอู้ในยามนี้ไม่นับเป็นอะไรได้

สิ่งที่ทำให้มันไม่พอใจ คือมันไม่สามารถเข้ากับคนกลุ่มนี้ได้ กล่าวตามความสัตย์ หลินเชียนตีค่าเหวยเสิ้งไว้สูงมาก วาจาท่าทางที่มีต่อมันยังค่อนข้างเกรงอกเกรงใจ ไม่เคยเสียมารยาทสักครั้ง เหล่าซิวเจ่อภายใต้อำนาจของหลินเชียนก็ไม่ได้พยายามรังควานหาเรื่องมัน เพียงแต่ระยะห่างของภูมิหลังกลับนำมาซึ่งความห่างเหิน ความทระนงถือดีของผู้มีภูมิหลังอันยิ่งใหญ่ มักจะเปิดเผยออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจเสมอ

เหวยเสิ้งไม่ได้โง่งม ไฉนเลยจะไม่รู้สึกตัวได้? มันไม่คิดว่าแปลกประหลาดอันใด ตัวมันเริ่มต้นจากการเป็นข้ารับใช้กระบี่ ยังมีความหนาวเหน็บใดในโลกที่มันยังไม่เคยพบพานอีก? นี่เพียงแค่ทำให้มันไม่ชมชอบเท่านั้น แต่สิ่งที่ทำให้มันไม่พอใจอย่างแท้จริง คือปลายหอกของหลินเชียนมักจะมุ่งเป้าไปยังศิษย์น้องจั่วม่อ ไม่ว่าโดยจงใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม

มันเดิมทีไม่ใช่คนช่างเจรจา หลังจากเข้ามาซุ่มซ่อนอยู่ในถ้ำกระบี่ ยิ่งกลายเป็นสงวนท่าทีกว่าเดิม

หลินเชียนส่งม้วนหยกให้แก่เหวยเสิ้ง

เหวยเสิ้งลอบสงสัยใจอยู่บ้าง แต่ยังคงรับม้วนหยก เริ่มต้นชมดูภายใน หลังจากอ่านเสร็จสิ้น สีหน้าเหวยเสิ้งแม้ยังคงราบเรียบเป็นปกติ แต่ภายในใจบังเกิดระลอกมหึมาโหมซัดไม่ขาดสาย

ใช้ชื่อเจ้าเมืองอีกาทองคำ สังหารจินตันไปมากมาย เพียงเรียกหาคราเดียว ซิวเจ่อนับหมื่นก็มารวมตัวกัน… …

นี่เป็นศิษย์น้องจริงหรือ? เหวยเสิ้งแทบเชื่อไม่ลง ในม้วนหยก รูปโฉมของศิษย์น้องแปรเปลี่ยนไปมาก แต่เหวยเสิ้งยังคงจดจำสีหน้าท่าทีของศิษย์น้องได้ในทันที มันยังจดจำกงซุนชากับฉุนอวี๋เฉิงได้อีกด้วย หลังจากที่ศิษย์น้องถูกส่งไปยังเกาะแมกไม้รกร้าง เหวยเสิ้งเมื่อกลับไปยังสำนัก ก็ลอบตรวจสอบเหล่าศิษย์น้องในสำนักที่ติดตามจั่วม่อไปเป็นการเฉพาะ ความสามารถในประวัติของสองคนนี้ ทำให้มันมีความประทับใจเป็นพิเศษ

เป็นศิษย์น้อง…เป็นศิษย์น้องไม่ผิดแน่!

เหวยเสิ้งเต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างบอกไม่ถูก เห็นศิษย์น้องยังมีชีวิตอยู่ มิหนำซ้ำยังอยู่ดีมีสุข มันเบิกบานสำราญใจสุดเปรียบปาน ความตื่นเต้นลิงโลดฉายชัดในแววตาอย่างไม่รู้ตัว ศิษย์น้องยามนี้ทรงพลังอำนาจยิ่ง ในฐานะศิษย์พี่ มันจะยอมถูกทิ้งไว้ข้างหลังได้หรือไร?

หลินเชียนจับตามองเหวยเสิ้งอยู่ตลอดเวลา พลันกล่าวถามอย่างกะทันหัน “พี่เหวยรู้จักวิชาลับที่เป็นปีกสีทองบนหลังจั่วม่อหรือไม่? ใช่เป็นวิชาของสำนักท่านหรือไม่?”

เหวยเสิ้งเหลือบตามอง กล่าวอย่างเคร่งขรึม “ศิษย์น้องจั่วมักมีโชควาสนาไม่น้อย ได้รับโชคลาภโดยบังเอิญไม่นับว่าแปลกอันใด”

หลินเชียนมองเหวยเสิ้งด้วยสายตาเวทนา ปากกล่าวอย่างเฉยชาว่า “เช่นนั้นหรือ? ข้าผู้นี้เคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์มาบ้าง รู้สึกว่าปีกสีทองบนแผ่นหลังของจั่วม่อคู่นั้น ค่อนข้างสอดคล้องกับคำร่ำลือเกี่ยวกับการแปลงร่างของสังขารปิศาจ”

เหวยเสิ้งไม่สะทกสะท้าน “อ้อ เช่นนั้นหรือ? แต่เท่าที่ผู้แซ่เหวยทราบ พลังอภิญญาของนักบวชเซนก็เป็นสิ่งที่คล้ายคลึงกันมาก อาจารย์อาซินหยานเคยมอบเคล็ดวัชระสูตรน้อยให้แก่ศิษย์น้อง ศิษย์น้องเปี่ยมล้นพรสวรรค์ สมควรไม่ห่างไกลจากการก่อเกิดอภิญญานัก”

หลินเชียนรั้งสายตากลับมา กล่าวอย่างเยือกเย็น “พี่เหวยไยต้องโต้แย้งกับข้าให้มากความ? ข้ามีผู้คนเฝ้าคลี่กางตาข่ายฟ้ารออยู่ที่อาณาจักรดอกไม้พระพุทธอยู่แล้ว มิหนำซ้ำเจ้าสำนักเผยสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ยินดีให้พวกเราตรวจสอบเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลา ผลลัพธ์ย่อมทราบกระจ่างเอง”

เหวยเสิ้งกำหมัดแน่น ดวงตาทอแววเดือดดาล เหล่าซิวเจ่อรอบกายหลินเชียนตื่นตัวทันที พากันจับจ้องเหวยเสิ้งด้วยเจตนาฆ่าฟันอย่างเปี่ยมล้น

“พี่เหวยไม่จำเป็นต้องวิตกไป หากจั่วม่อบรรลุอภิญญาจริง ข้าผู้นี้ย่อมยินดีมากเช่นกัน ต่อให้จั่วม่อถูกอสูรปิศาจข่มขู่คุกคามจริง ข้าก็จะช่วยปกป้องชีวิตมันให้จงได้” หลินเชียนเงยหน้าขึ้นสบตาเหวยเสิ้ง ดวงตาของมันทั้งลุ่มลึกและเงียบสงบ “สงครามระหว่างเราเหล่าซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ ไม่ต่างจากน้ำกับไฟ ไม่อาจผสานรวมเข้าด้วยกันได้ ทั้งยังไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ พี่เหวยเปี่ยมล้นพรสวรรค์เป็นพิเศษ สมควรรักษาความเที่ยงธรรมในฐานะซิวเจ่อเอาไว้ อย่าได้ทำให้เจ้าสำนักของท่านผิดหวัง”

เมื่อกล่าวจบคำ มันก็ไม่แยแสสนใจเหวยเสิ้งอีก หันไปสั่งการ “ทุกคนเตรียมตัว พรุ่งนี้รุ่งสางเราจะออกจากที่นี่”

เหวยเสิ้งพอฟัง คล้ายขวัญวิญญาณหลุดลอยออกจากร่าง ในใจมันได้ยินเสียงซุบซิบสนทนาของบรรดาซิวเจ่อลอยมาเข้าหู คนเหล่านั้นพากันมองเหวยเสิ้งอย่างเย็นชา แล้วแยกย้ายกันไป

 

ในส่วนลึกของถ้ำกระบี่ เหวยเสิ้งเดินท่องมาตามลำพัง ดวงตากวาดมองรอบข้าง เต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ มันล่วงรู้ว่าหลินเชียนกับพวกกำลังจะละทิ้งอาณาจักรนภาจันทร์อย่างสิ้นเชิง เมื่อกลุ่มซิวเจ่อเหล่านั้นสนทนากัน มันได้ยินว่าเบื้องบนของคนพวกนี้ตั้งใจจะปิดผนึกแม่น้ำอาณาจักรจากอาณาจักรนภาจันทร์ไปยังอาณาจักรคลื่นเรืองรองอย่างสมบูรณ์ ว่ากันว่ายอดฝีมือด่านจินตันแทบทั้งหมดในอาณาจักรคลื่นเรืองรอง จะถูกกะเกณฑ์มาเพื่อก่อตั้งค่ายกลผนึก

พวกมันไม่ได้วางแผนที่จะยึดอาณาจักรนภาจันทร์กลับคืนมาแต่แรกแล้ว

บรรยากาศภายในถ้ำกระบี่อันมืดทะมึน เวลานี้กลับกลายเป็นน่าพิสมัยมากขึ้น นึกถึงว่าต่อไปมันจะไม่สามารถกลับมายังอาณาจักรนภาจันทร์อีกแล้ว เหวยเสิ้งหัวใจมืดมัว มันเดินลึกเข้าไปในถ้ำกระบี่อย่างเงียบงัน ถ้ำกระบี่ทั้งสิบแปดชั้น มันเคยเข่นฆ่าเปิดทางผ่านไปทั้งหมด ยามนี้หวนคิดดู คล้ายดั่งเพิ่งผ่านไปเมื่อวานนี้เอง เหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องแห่งภูเขาสุญตา ดูเหมือนอยู่ยังคงยืนอยู่ตรงหน้ามัน

นึกถึงการต่อสู้อันยอกย้อนภายในสำนัก ต้องขุ่นข้องหมองใจขึ้นมา ในหนึ่งปีมานี้ พลังบำเพ็ญเพียรของมันไม่ได้รุดหน้าไปแม้แต่น้อย มันย่อมทราบกระจ่างว่าเพราะเหตุใด เหวยเสิ้งลอบตกลงใจอย่างแน่วแน่ หลังจากกลับไปถึงสำนักในครั้งนี้ และเรื่องของศิษย์น้องจั่วได้รับการสะสางเสร็จสิ้น มันจะออกเดินทางท่องไปในโลกกว้าง มันเพียงต้องการฝึกปรือกระบี่ ไม่คิดจัดการเรื่องราวในสำนัก มิหนำซ้ำไม่มีปัญญาจัดการกับพวกมัน

ไม่ทราบเพราะเหตุใด ถึงตอนนี้เรื่องของศิษย์น้องมันกลับไม่ห่วงกังวลมากนัก นึกถึงจั่วม่อ มันอดแย้มยิ้มไม่ได้ ความกลอกกลิ้งของศิษย์น้อง มีเพียงคนที่เคยต้องทนทุกข์ทรมานมาแล้ว จึงสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ผู้ที่คิดลงมือกับศิษย์น้อง ไม่เคยมีผู้ใดเอารัดเอาเปรียบศิษย์น้องได้สักครั้ง

หลินเชียนผู้นี้ประวัติความเป็นมาไม่รวบรัดธรรมดา ในมือของมันถือครองอำนาจอันน่าตระหนก เกี่ยวกับเรื่องนี้เหวยเสิ้งเข้าใจดี แต่หากหลินเชียนคิดว่ามันสามารถรับประทานศิษย์น้องได้ง่ายๆ แล้วละก็ มันก็ไร้เดียงสาเกินไปแล้ว นึกถึงเรื่องนี้ เหวยเสิ้งมุมปากประดับไว้ด้วยรอยยิ้มสนุกสนานโดยไม่รู้ตัว

ส่วนเรื่องที่หลินเชียนกล่าวถึงอสูรปิศาจ เหวยเสิ้งรู้สึกดูหมิ่นเหยียดหยาม ซิวเจ่อกับอสูรปิศาจต่างเป็นศัตรูตัวฉกาจของอีกฝ่าย เรื่องนี้มันทราบดี กับอสูรปิศาจมันไม่ได้มีความรู้สึกที่ดี แต่ก็ไม่ได้มีความเคียดแค้นชิงชังอันใด ความบาดหมางระหว่างซิวเจ่อกับอสูรปิศาจ โดยเนื้อแท้แล้วเป็นความขัดแย้งด้านทรัพยากร วิถีฝึกปรือของซิวเจ่อต้องการจิงสือมากมายมหาศาล รวมทั้งยุทธภัณฑ์เวททุกชนิด แล้วสิ่งเหล่านี้จะมาจากที่ใดเล่า?

การผลิตวัตถุดิบต่างๆ ของซิวเจ่อ แม้มีระบบที่ดี แต่ยังคงห่างไกลจากความสามารถในการสนองความต้องการของบรรดาสำนักใหญ่ทั้งมวล ดังนั้นการเสาะหาอาณาจักรใหม่ไม่เคยหยุดลง แต่ละอาณาจักรใหม่ๆ ที่ถูกค้นพบ จะมาพร้อมกับโลหิตหลั่งเนืองนองเป็นท้องธาร

ส่วนมากยังเป็นโลหิตของเจ้าของถิ่นเดิม… …

แล้วสงครามของซิวเจ่อกับอสูรปิศาจเกี่ยวข้องกับมันที่ใด?

บรรดาสำนักใหญ่ล้วนไม่ใช่ตัวดี เหวยเสิ้งคิดถึงสำนักกระบี่สุญตาในอดีตขึ้นมาจับใจ

เดินไปพลางครุ่นคิดไปพลาง มันเดินลงไปถึงชั้นที่ลึกที่สุดโดยไม่รู้ตัว ระหว่างทางภูตหยินที่ถูกทำลายล้างไปในคราวนั้นยังไม่ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม ที่มีอยู่บ้างก็ล่วงรู้ถึงพลังของเหวยเสิ้ง ไม่กล้าเข้าใกล้มันแม้แต่น้อย

ในชั้นที่ลึกที่สุดไม่มีสิ่งใดอยู่เลย กาลก่อนเคยมีภูตหยินอันร้ายกาจอยู่ในชั้นนี้หนึ่งตน เหวยเสิ้งต้องจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างหนักหนาสาหัส กว่าจะสังหารมันได้สำเร็จ เหวยเสิ้งสายตามองต่ำลงที่พื้น มีชั้นอิฐสัมฤทธิ์หนาหนักอยู่ใต้ฝ่าเท้ามัน ในกำแพงหินยังมีแท่นบูชาสัมฤทธิ์แท่นหนึ่ง บนแท่นบูชามีหีบหยกใบหนึ่ง เหวยเสิ้งพบเคล็ดกระบี่สุญตาฉบับสมบูรณ์ในหีบหยกใบนี้เอง

เทียบกับตอนที่มันจากไปคราวนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่นี่ไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลงไปเลย

หลังจากวันพรุ่ง ทุกสิ่งในที่นี้จะถูกปิดผนึกตลอดกาล

เหวยเสิ้งเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก มือลูบแท่นบูชาสัมฤทธิ์อย่างใจลอย ทันใดนั้นระลอกความเย็นสายหนึ่งส่งผ่านเข้ามาทางฝ่ามือ ต้องอุทานอย่างแปลกใจเล็กน้อย ในระลอกความเย็นสายนี้กลับแฝงเร้นไว้ด้วยพลังสภาวะอันเบาบางอีกประการหนึ่ง! พลังสภาวะสายนี้อ่อนจางยิ่ง หากมิใช่ว่ามันแข็งแกร่งกว่าครั้งที่เข้ามาฝึกปรือในถ้ำกระบี่คราวนั้นมาก คงไม่อาจค้นพบพลังสภาวะสายนี้

มีอะไรแปลกๆ!

มันตื่นตัวขึ้นทันที หลับตาสงบจิตใจ พลังสภาวะอ่อนจางค่อยๆ กลายเป็นชัดเจนขึ้นช้าๆ

จากนั้นเปิดตาขึ้น ส่งเจตจำนงกระบี่กวาดเข้าไปในแท่นบูชาสัมฤทธิ์สองสามรอบ บนพื้นผิวแท่นบูชาส่องแสงวาบ เผยให้เห็นหีบหยกใบหนึ่ง

เหวยเสิ้งทั้งแปลกใจทั้งปิติยินดี รีบเปิดหีบหยกออกดู ภายในเป็นจี้หยกชำรุดชิ้นหนึ่ง และม้วนหยกอีกหนึ่งม้วน มันหยิบม้วนหยกขึ้นมาอย่างเบามือ เมื่อเปิดอ่านจนจบ มันกลายเป็นยิ่งตื่นตะลึงกว่าเดิม

สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในม้วนหยกเป็นเศษเสี้ยวความคิดที่ทิ้งเอาไว้ก่อนตายของปฐมาจารย์บรรพชนของสำนัก บอกเล่าถึงประวัติความเป็นมาของจี้หยกชิ้นนี้ จี้หยกนี้เป็นยุทธภัณฑ์เวทที่ปฐมาจารย์บรรพชนได้รับมาโดยบังเอิญด้วยความโชคดีในวัยหนุ่ม อาศัยพลังสภาวะอันพิเศษเฉพาะที่หลงเหลืออยู่ในจี้หยก ปฐมาจารย์บรรพชนบรรลุความรู้แจ้งบางประการ จนสามารถสร้างเคล็ดกระบี่สุญตายอดวิชาคู่สำนักขึ้นมาในภายหลัง เมื่ออ่านถึงตรงนี้ เหวยเสิ้งใจเต้นระรัวอย่างดุเดือด

เพียงพลังสภาวะที่หลงเหลืออยู่เล็กน้อย กลับเพียงพอจะหนุนส่งให้ท่านปฐมาจารย์บรรพชนบรรลุเคล็ดวิชากระบี่ระดับหก พลังสภาวะสายนี้ไม่ทราบทรงพลังอำนาจสุดคาดคิดสักเท่าใด

ปฐมาจารย์บรรพบุรุษใช้เวลาชั่วชีวิตศึกษาจี้หยกชิ้นนี้ ในที่สุดก่อนที่จะลาโลกไป นับว่ามีผลรับอยู่บ้าง แต่น่าเสียดายที่ท่านไม่มีพลังเพียงพอจะเปิดเผยความลึกลับนี้ได้ด้วยตัวเอง จึงสลักสิ่งที่ท่านค้นพบในตอนสุดท้ายเอาไว้ที่ใต้ก้อนอิฐสัมฤทธิ์ เมื่อคำนึงถึงว่าพลังสภาวะในจี้หยกแม้อ่อนจาง ทว่ายิ่งใหญ่ไพศาลและบริสุทธิ์ยิ่ง ท่านเกรงว่าจะเป็นต้นเหตุชักนำภัยพิบัติมาสู่ลูกหลานรุ่นหลัง ปฐมาจารย์บรรพบุรุษจึงตัดสินใจซ่อนมันเอาไว้ หากศิษย์ของสำนักมีโชควาสนาและชะตาต้องกันจริง สักวันจะค้นพบสิ่งที่ซ่อนเอาไว้นี้เอง นี่คือโชคชะตา

วางม้วนหยกลง เหวยเสิ้งเบือนสายตาไปยังจี้หยกชำรุดชิ้นนั้น หัวใจเต้นระส่ำ พลังสภาวะอันลึกลับซับซ้อนพอที่ท่านปฐมาจารย์บรรพบุรุษใช้เวลาทำความเข้าใจทั้งชีวิต ยังมิอาจบรรลุความสำเร็จ แน่นอนว่าไม่ใช่รวบรัดธรรมดา

มันหยิบจี้หยกขึ้นมาอย่างระมัดระวัง จี้หยกนี้รูปร่างเรียบง่ายธรรมดา ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา มุมด้านหนึ่งแตกบิ่นเสียหาย ถืออยู่ในมือรู้สึกถึงพลังสภาวะสุดลี้ลับได้ชัดเจนกว่าเดิม มันพยายามระงับความอยากรู้อยากเห็นอันแรงกล้าไว้อย่างสุดความสามารถ ไม่กล้าใช้จิตของมันทดลองสัมผัสพลังสภาวะอ่อนจางสายนี้ พลังสภาวะที่กระทั่งท่านปฐมาจารย์บรรพบุรุษต้องใช้เวลาศึกษาทั้งชีวิต ไม่ใช่สิ่งที่อาศัยพลังบำเพ็ญเพียรของมันในยามนี้ จะสามารถแตะต้องได้

มันบรรจงสวมจี้หยกลงบนคออย่างเคารพเทิดทูน จากนั้นกวาดสายตาไปยังก้อนอิฐสัมฤทธิ์ เริ่มโคจรพลังของเคล็ดกระบี่สุญตา กดมือลงบนแผ่นอิฐสัมฤทิธิ์ แผ่นอิฐสัมฤทธิ์เปลี่ยนเป็นเบาหวิวดุจอากาศธาตุในบัดดล ยกขึ้นได้อย่างไม่หนักแรง

มีบางอย่างอยู่ที่นี่!

เห็นลวดลายแปลกพิสดารชนิดหนึ่งเผยตัวออกมาบนพื้น เหวยเสิ้งใจสั่นสะท้านอีกรอบ รีบยกแผ่นอิฐขึ้นทีละแผ่นไม่หยุดยั้ง

ในไม่กี่อึดใจ แผ่นอิฐสัมฤทธิ์บนพื้นถูกย้ายออกไปจนหมด เผยให้เห็นพื้นข้างใต้ชัดตา พื้นส่วนนั้นราบเรียบดุจกระจกเงา ค่ายกลขนาดมหึมาปรากฏขึ้นใต้ฝ่าเท้าของเหวยเสิ้ง

นี่มัน… …

เหวยเสิ้งตาทอประกายวาบ เพ่งพิศค่ายกลใต้ฝ่าเท้าอย่างระมัดระวัง ทว่าบรรดาอักขระยันต์อันลี้ลับซับซ้อนทำเอามันหัวหมุนวิงเวียน อดคิดไม่ได้ว่าหากศิษย์น้องจั่วอยู่ที่นี่คงประเสริฐยิ่ง ศิษย์น้องมีฝีมือด้านค่ายกล จะต้องทราบเป็นแน่ว่านี่เป็นค่ายกลอันใด

มันไม่ทันรู้สึกตัวว่าจี้หยกที่ห้อยคอ เริ่มเปล่งแสงที่เลือนรางจนแทบมองไม่เห็น

รอจนแสงสว่างกระจายปกคลุมไปทั่วจี้หยก เหวยเสิ้งค่อยสังเกตเห็น ทันใดนั้น ค่ายกลใต้ฝ่าเท้าของมันพลันสว่างเจิดจ้าด้วยแสงสีเลือดสดใส เจิดจ้าเสียจนเหวยเสิ้งไม่อาจลืมตาขึ้นได้

แสงสีเลือดเจิดจรัสรวมตัวเป็นลำโตดุจเสายักษ์ พวยพุ่งขึ้นข้างบนอย่างรุนแรง

ต่อหน้าเสาลำแสงอันเกรียงไกรต้นนี้ ผนังเพดานหินเบื้องบนศีรษะล้วนแปรเปลี่ยนเป็นเศษธุลี ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้

 

บนชั้นสูงสุดของถ้ำกระบี่ หลินเชียนสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างฉับพลัน ถลันหลบไปด้านข้างสุดชีวิต เห็นลำแสงสีเลือดเจิดจ้าบาดตาพุ่งทะลวงขึ้นจากพื้น เฉียดผ่านร่างมันไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด ซิวเจ่อจำนวนหนึ่งที่ไม่ทันได้ตอบสนอง กระทั่งเวลาจะกรีดร้องยังไม่มี ร่างสลายเป็นฝุ่นในชั่วพริบตา

เสาลำแสงอาศัยพลังอันเกรี้ยวกราดที่ยังหลงเหลือ เจาะทะลวงอาคมหวงห้ามของถ้ำกระบี่จนพินาศสิ้น ทะลุทะลวงชั้นหินหนา พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

หลินเชียนสีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู ถึงยามนี้มันยังจะทำอะไรได้อีก นอกจากตะโกนเตือนสุดเสียง “ไปเร็ว! รีบไปเดี๋ยวนี้!”

เสาลำแสงสีเลือดที่ระเบิดขึ้นจากใต้พื้น ราวกับกระบี่สีเลือดเล่มมหึมาแทงทะลุแผ่นฟ้า!

กองทัพอสูรที่ตั้งค่ายทัพอยู่บนภูเขาสุญตา เบิกตามองเสาลำแสงใหญ่โตอย่างตื่นตระหนก

มู่ซีตั้งสติได้เร็วที่สุด นางสั่งการทั้งที่สีหน้ายังตื่นตะลึงและตึงเครียด “รีบไปตรวจสอบในบัดดล!”

ชั้นที่ลึกที่สุดของถ้ำกระบี่กลายเป็นเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่เลย