0 Views

 

ซู่หลงขบกรามอย่างรุนแรง พลังงานสีดำราวกับไฟนรกแผดเผาร่างมันอย่างเกรี้ยวกราด มันทราบว่าพลังงานสีดำเหล่านี้คือสิ่งใด นั่นคือเจตจำนงสังหาร! ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาสามารถควบรวมเจตจำนงสังหารทำร้ายศัตรู แต่เจตจำนงสังหารนี้ไม่ต่างจากดาบสองคม คิดทำร้ายศัตรู ก็ต้องทำร้ายตัวเองก่อน

เร่งเร้าพลังองครักษ์ทุกข์ยากไปถึงขีดสุด พลังงานสีดำค่อยๆ แทรกซึมเข้าไปในร่าง ทั้งร่างของมันสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุม

ความเจ็บปวด ความทุกข์ยาก ล้วนเป็นอาหารเสริมที่ดีที่สุดของทักษะปิศาจชุดนี้

แตกต่างจากที่คนนอกได้เห็น การใช้กระบวนปิศาจน้อยสังหาร สำหรับค่ายเว่ยในตอนนี้นับว่ายากเย็นแสนเข็ญ ในการฝึกฝนตามปกติ อัตราความสำเร็จของกระบวนปิศาจน้อยสังหารไม่สูงนัก แต่วันนี้อาจเพราะความมุ่งมั่นต่อหน้าเหล่าป่าน การเปิดใช้กระบวนปิศาจน้อยสังหารของพวกมัน ไม่มีหมู่ใดกระทำผิดพลาดแม้แต่หมู่เดียว!

ทว่า… …

ซู่หลงรู้สึกว่าเส้นใยพลังงานสีดำเจาะเข้าไปในร่างกายมัน ราวกับแมลงเล็กๆ ชอนไชไปทั่วร่าง แผดเผาทุกตารางนิ้วบนร่างกาย! มันไม่กล้าขยับเคลื่อนไหว เกรงว่าหากเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย จะสูญเสียการควบคุมทันที

ไม่ใช่แค่มันผู้เดียว ไพร่พลค่ายเว่ยทุกคนคล้ายถูกตอกตรึงอยู่กับที่ ราวกับเสาไม้อันมั่นคง พวกมันถูกปกคลุมด้วยพลังงานสีดำอย่างท่วมท้น ได้แต่กัดฟันทานทน เร่งเร้าพลังทักษะปิศาจเข้าต่อต้านอย่างบ้าคลั่ง

“กลับเข้าไปในเมืองเดี๋ยวนี้”

ภายในสร้อยคอ สุ้มเสียงของผูเยาไม่ได้กราดเกรี้ยวดุดันเหมือนเมื่อครู่ แต่กลายเป็นเคร่งขรึมจริงจังอย่างหาได้ยาก

ซู่หลงไม่มีปัญญากล่าววาจาตอบคำ กัดฟันแน่นกว่าเดิม พลังงานสีดำบนร่างหนักข้นมากขึ้น พลังงานสีดำคล้ายเริ่มแสดงร่องรอยของการแปรเปลี่ยนเป็นเปลวไฟ มันกระทั่งยกเท้าก้าวเดินยังทำไม่ได้ พลังงานสีดำหนาหนักขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางค่ายเว่ยทั้งหมด

จั่วม่อเห็นว่าไม่ถูกต้อง ตามหลักการ เวลานี้พลังงานสีดำสมควรสลายไปเอง แต่พลังงานสีดำภายในกระบวนทัพค่ายกลกลับยิ่งมายิ่งหนาหนักขึ้น หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป ค่ายเว่ยจะถูกเจตจำนงสังหารอันคมกล้าและป่าเถื่อนกลืนกินเข้าไป

“วารีนิล! รีบด่วน!” สุ้มเสียงร้อนรนอยู่บ้างของผูเยาดังขึ้นในใจจั่วม่อ

จั่วม่องงงันวูบ จากนั้นหน้าเปลี่ยนสี เหินทะยานลงจากเมฆมงคล ตวัดมือซัดวารีนิลออกมา ในเวลานี้ มันไม่สนใจว่าวารีนิลมีคุณค่ามากเท่าใด เพียงกลัวว่าจำนวนวารีนิลจะไม่มากพอ รีบซัดวารีนิลทั้งหมดที่มีอยู่ในมือลงไปยังค่ายเว่ยราวกับหยาดพิรุณสีนิลห่าใหญ่

วารีนิลแต่ละหยดหนักหน่วงปานตะกั่ว ท่ามกลางเสียงประพรมดังรัวเร็ว ส่วนหนึ่งหยดลงบนพื้น กระแทกพื้นเป็นหลุมเล็กๆ ฝุ่นคลีฟุ้งกระจาย

แต่เมื่อตกกระทบร่างกายของไพร่พลค่ายเว่ย ราวกับสายฝนเทใส่ผืนทราย ซึมซับเข้าไปในร่างกายในชั่วพริบตา จมหายไปโดยไม่มีร่องรอย

ในครั้งนั้น จั่วม่อกับกงซุนชาฆ่าสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทราหนักสามพันจิน จั่วม่อเก็บเกี่ยววารีนิลได้มากถึงหนึ่งพันห้าร้อยกว่าจิน เวลานี้วารีนิลทั้งหนึ่งพันห้าร้อยกว่าจินโปรยปรายเป็นสายฝนลงบนร่างกายของเหล่าไพร่พลค่ายเว่ย

วารีนิลเป็นวัตถุดิบระดับสามที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันราคาถูก

หากกล่าวว่าค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกาทำให้ทุกผู้คนหวาดหวั่นขวัญผวา เช่นนั้นการที่ผู้ชมเห็นจั่วม่อโปรยซัดวารีนิลหนึ่งพันห้าร้อยจินออกไปหมดสิ้นในชั่วพริบตา ก็ทำให้พวกมันแทบเสียสติด้วยความเจ็บปวดใจอันใหญ่หลวง!

พวกมันในดวงตาแดงฉานด้วยความอิจฉาริษยา

วารีนิลมากกว่าพันจิน… …

คนผู้หนึ่งจะฟุ่มเฟือยถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

เห็นพลังงานสีดำเริ่มเบาบางลง สีหน้าเจ็บปวดของพวกซู่หลงก็บรรเทาลงมาก จั่วม่อค่อยคลายใจ ทันใดนั้นนึกขึ้นได้ว่ายังมีไข่มุกเนตรจันทราครึ่งซีกอีกสี่ชิ้น รีบถามผูเยา “ไข่มุกเนตรจันทราใช้ได้หรือไม่?”

ผูเยาประหลาดใจอยู่บ้าง “ไข่มุกเนตรจันทราราคาแพงมากทีเดียว”

“นั่นหมายความว่ามันมีประโยชน์หรือไม่?” จั่วม่อถามย้ำ

“อ้อ มีประโยชน์มาก”

ทันทีที่ผูเยากล่าวจบ จั่วม่อก็นำไข่มุกเนตรจันทราครึ่งซีกออกมาทั้งหมด

“ไข่มุกเนตรจันทรา!” ในบรรดาผู้ชมย่อมไม่ได้ขาดแคลนผู้มีสายตาแหลมคม พอเห็นของในมือจั่วม่อ พากันอุทานอย่างพร้อมเพรียง

“วารีนิล! ไข่มุกเนตรจันทรา! มันต้องเคยฆ่าสัตว์ร้ายวารีนิลเนตรจันทรามาแล้ว! แข็งแกร่งยิ่ง!”

“ของสิ่งนี้ราคาแพงมาก… … มันคิดทำอะไร?”

จั่วม่อวางไข่มุกเนตรจันทราไว้กลางฝ่ามือ บดขยี้อย่างรุนแรง ไข่มุกเนตรจันทรากลายเป็นกองฝุ่นสีขาวในบัดดล

เสียงวิพากษ์วิจารณ์อื้ออึงชะงักขาดหายไปทันที พวกมันเบิกตามองมือจั่วม่ออย่างตื่นตะลึง

จั่วม่อค่อยๆ โคจรพลังปราณไปยังฝ่ามือ ผงไข่มุกเนตรจันทราแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มควันขาว ปกคลุมทั่วกองทัพค่ายเว่ย

 

“ข้ายิ่งแน่ใจมากขึ้นทุกขณะ เจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้ ประวัติความเป็นมาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน” บุรุษกลางคนสีหน้านิยมชมชื่น “ข้าไม่ทราบว่านี่เป็นศิษย์ของสำนักใด คนผู้นี้เปี่ยมน้ำใจไมตรี จิตปณิธานสูงส่ง ต้าเหรินอาจต้องหาทางทำความรู้จักกับมัน”

บุรุษร่างใหญ่ก็นับถือเลื่อมใสไม่แพ้กัน ไม่ต้องกล่าวถึงอื่นใด ลำพังน้ำใจอันกว้างขวางที่มีต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ก็หาได้ไม่ง่ายแล้ว มันเชื่อมั่นในวิจารณญาณของเซียนเซิงวัยกลางคน ไม่น่าแปลกใจเลยว่าเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้จะต้องเป็นทายาทของสำนักโบราณที่เร้นกาย ค่ายกลศึกอันร้ายกาจเช่นนั้น ผู้ใต้บังคับบัญชาที่แกร่งกล้าสามารถเช่นนั้น เป็นสิ่งที่มีเพียงศิษย์สำนักใหญ่เหล่านั้นจึงสามารถครอบครองได้ สิ่งที่ช่วยยืนยันความเชื่อมั่นของมันมากกว่าเดิม ก็คือวารีนิลหนึ่งพันห้าร้อยจินกับไข่มุกเนตรจันทราครึ่งซีกทั้งสี่ชิ้นที่จั่วม่อนำออกมาใช้อย่างไม่เสียดาย

การกระทำเช่นนี้มันคุ้นเคยมากเกินไป!

พฤติการณ์เช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่สำนักเล็กๆ จะสามารถจ่ายออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติถึงเพียงนี้ บุรุษร่างใหญ่นึกถึงตนเองกับกลุ่มคนรอบกายมัน ที่ใช้พันตำลึงทองแลกกับรอยยิ้มเดียวของหญิงงาม เทียบกับคนผู้นี้แล้ว ช่างน่าอับอายเหลือจะกล่าว!

น่าอายนัก อา น่าอายนัก!

บุรุษร่างใหญ่ตัดสินใจแน่วแน่ เมื่อสงครามจบสิ้นลง จะต้องขอพบหน้าเจ้าเมืองอีกาทองคำผู้นี้สักครา!

 

ซู่หลงกับพวกล่วงรู้มูลค่าของวารีนิลกับไข่มุกเนตรจันทรา ดวงตาของพวกมันรื้นด้วยหมอกน้ำตา คราวนี้พลังงานสีดำแทบแตกซ่านจนหลุดจากการควบคุม พวกมันมักถูกกดขี่ข่มเหงอยู่ตลอดเวลา ถูกก่นด่าเฆี่ยนตี ไม่มีผู้ใดใช้จ่ายกับพวกมันมากนัก

ไม่เคยมีมาก่อน… …

เสียงของต้าเหรินในสร้อยคอดังขึ้นอีกหน “รวบรวมสมาธิ กลับเข้าเมืองทันที ค่อยๆ ขยับช้าๆ”

ซู่หลงระงับความตื้นตันในใจ ไม่กล่าวพิรี้พิไรมากความ ทำมือเป็นสัญญาณแก่ผู้อื่น พวกมันค่อยๆ เคลื่อนไปยังเมืองอีกาทองคำ ประตูเมืองเปิดกว้างรอรับพวกมัน เทียบกับท่าร่างอันหมดจดปราดเปรียวในตอนที่พวกมันกระโดดลงจากกำแพงเมืองแล้ว เวลานี้พวกมันก็เชื่องช้าดุจเต่าขาเจ็บ ไม่มีท่วงท่าสภาวะใดหลงเหลือ

แต่ไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนพวกมันอีก สายตาของผู้คนที่มองมายังค่ายเว่ยมีแต่ความขนพองสยองเกล้า

กองทหารที่ดูเชื่องช้าประดุจหุ่นเชิดคุณภาพต่ำ กลุ่มคนบ้านนอกสวมเกราะหนักสีดำที่ถูกเยาะเย้ยถากถาง เพิ่งจะสังหารหมู่ซิวเจ่อหนึ่งพันคนในชั่วอึดใจเดียว!

กองทัพค่ายเว่ยเมื่อกลับเข้าไปในเมือง ก็ตรงดิ่งกลับไปยังค่ายของพวกมัน เพื่อกลั่นเกลาเจตจำนงสังหาร วารีนิลและไข่มุกเนตรจันทราที่รวมกันอยู่ในร่างกาย

จั่วม่อไม่ได้อยู่ในอารมณ์พบปะสนทนากับผู้ใด เพียงสั่งการให้หอรบค่ายกลสงครามคอยเฝ้าระวังสถานการณ์

มันแล่นไปยังที่พำนักของค่ายเว่ย เห็นเหล่าทาสฝึกตนเกราะดำห่อหุ้มด้วยพลังงานสีดำ ยืนนิ่งสนิทประหนึ่งเสาไม้พันต้น ต้องสอบถามผูเยาอย่างวิตกกังวล “ที่แท้เกิดอะไรขึ้น? มีปัญหาอันใด? ใช่แล้ว พวกมันใช้ค่ายกลศึกอันใด?”

“ค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา เป็นค่ายกลที่ลี้ลับคลุมเครืออยู่บ้างชนิดหนึ่ง” ผูเยากล่าวอย่างเสียไม่ได้ “เป็นค่ายกลศึกที่ใช้ร่วมกับวิชาองครักษ์ทุกข์ยากได้อย่างเหมาะเจาะเป็นที่สุด ค่ายกลศึกขบวนนี้เป็นสิ่งของที่มันได้รับมาจากการสังหารปิศาจด่านเจียงผู้หนึ่ง”

(ปิศาจด่านเจียง – ด่านพลังที่ห้า เทียบเท่าหยวนอิง เหนือกว่าจินตันด่านหนึ่ง)

“มัน?” จั่วม่องุนงงเล็กน้อย

“ป้ายศิลานั่น” ผูเยาสะบัดเสียงอย่างขุ่นข้อง

“อ้อ” จั่วม่อคล้ายเข้าใจคล้ายไม่เข้าใจ แต่ลอบจดจำไว้ ดูเหมือนป้ายศิลาสุสานไม่ธรรมดาอย่างที่คาดไว้จริงๆ กระทั่งปิศาจด่านเจียงก็สามารถสังหารได้ มันถามต่อ “แล้ววันนี้เป็นเรื่องราวใด?”

“สิ่งที่เจ้าเห็นในวันนี้ เป็นกระบวนท่าแรกของค่ายกลปิศาจสังหารภูตอีกา เรียกว่ากระบวนปิศาจน้อยสังหาร” ผูเยากล่าว “แม้ว่าจะไม่มีเนื้อหาเชิงเคล็ดวิชามากนัก แต่ระยะเวลาฝึกปรือของพวกมันสั้นเกินไป สำหรับพวกมันยังใช้งานได้ยากเกินไป”

“แล้วตอนนี้พวกมันทำอะไร?”

ผูเยาขุ่นเคืองอยู่บ้าง เดิมทีมันคิดอวดโอ่ต่อหน้าจั่วม่อ แต่นึกไม่ถึงว่าจะต้องให้ผู้อื่นมาช่วยมันแทน นี่ทำให้มันอึดอัดขัดข้องราวกับกินแมลงวันเข้าไปทั้งตัว

เห็นจั่วม่อจ้องมองมันตาเขม็ง ผูเยาได้แต่เบ้ปาก กล่าวอย่างเสียไม่ได้ว่า “พวกมันได้รับโชควาสนาในคราเคราะห์ เจตจำนงสังหารช่วยชำระล้างสังขารของพวกมัน หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น นี่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สำหรับพวกมัน นับเป็นโอกาสอันดีในการฝ่าด่าน เนื่องเพราะเจ้ายอมสละวารีนิลกับไข่มุกเนตรจันทราให้แก่พวกมัน หากพวกมันยังไม่มีปัญญาฝ่าด่านสำเร็จ ก็ล้วนแต่เป็นลูกหมูแล้ว!”

จั่วม่อคลายใจลงทันที จากนั้นยิ้มเยาะ “พวกมันเป็นลูกหมูหรือไม่ข้าไม่กล้าพูดหรอก อ๊า แต่ว่าก็ว่าเถอะ เหล่าผู ต่อไปเจ้าจะต้องทำตัวให้น่าเชื่อถือกว่านี้ เจ้าบอกว่าเจ้าอยากจัดการค่ายเว่ยโดยลำพังคนเดียว ดีมาก ข้าก็ไม่ว่าอะไร ข้าเห็นด้วยทันทีเสียด้วยซ้ำ แต่เจ้าดูเอาเถอะ ฝึกปรือมาตั้งนาน กลับฝึกได้แต่ค่ายกลปิศาจโง่*ขบวนหนึ่ง กับทักษะทำร้ายตัวเองท่าหนึ่ง โอ้ กรุณาเถอะ เจ้าคืออสูรฟ้าผู้หนึ่งเชียวนะ เจ้าต้องเอาสิ่งที่ใช้การได้ออกมาสิ! คนไม่อาจตระหนี่เกินไป โอ้ ไม่ใช่ ไม่ใช่ อสูรฟ้าไม่อาจตระหนี่เกินไป เจ้ากระทั่งต้องให้เกอวิ่งมาช่วยเหลือ! เจ้านึกว่าวารีนิลกับไข่มุกเนตรจันทราไม่ได้ใช้จิงสือหรือไร? อสูรฟ้าผู้สูงส่งเอ๋ย นั่นมันราคาแพงมากเลยนะ!”

กล่าวจบ มันไม่เหลือบมองใบหน้าที่บัดเดี๋ยวขาวบัดเดี๋ยวเขียวของผูเยา หมุนตัวออกจากทะเลแห่งจิตสำนึกไปทันที

ทันทีที่ออกมาจากทะเลแห่งจิตสำนึก จั่วม่อไม่สามารถหยุดยั้งตัวเอง ต้องแผดเสียงหัวร่อดังกระหึ่ม เมื่อหวนนึกถึงสีหน้าเดี๋ยวขาวเดี๋ยวเขียวอันน่าเกลียดสุดทนดูของผูเยา มันรู้สึกร่างกายปลอดโปร่งโล่งสบายอย่างบอกไม่ถูก

*(คำว่าฆ่าหรือสังหาร กับคำว่าโง่ ในภาษาจีนแม้จะออกเสียงไม่เหมือนกัน แต่ก็คล้ายกันมาก ในที่นี้จั่วม่อจงใจเปลี่ยน ค่ายกลปิศาจสังหารเป็นค่ายกลปิศาจโง่ เพื่อล้อเลียนผูเยา)

 

หลังจากไพร่พลรวมสองพันห้าร้อยคนทอดร่างเป็นซากศพอยู่นอกเมืองอีกาทองคำ หงจุนเซวียนผู้ประจักษ์ทุกอย่างด้วยสายตาตัวเอง ต่อให้ทระนงถือดีกว่านี้ ยังต้องรีบหดหัวหลุบหางอย่างเรียบๆ ร้อยๆ

หากจะให้ถอยทัพกลับไปอย่างน่าสังเวชเช่นนี้ มันย่อมมิอาจยินยอมพร้อมใจ แต่หากบอกให้มันโหมโจมตีอีกครั้ง มันก็ไม่มีความกล้าหาญพอ เฮ่อเสียงกับพวกล้วนถูกสังหารกลางศึก มันแค่ชมดูก็หน้าซีดจนขาว ยังจะเอาความกล้าหาญมาจากที่ใด? ในความอับจน มันได้แต่สั่งตั้งค่ายตรึงกำลังเอาไว้ ค่อยๆ รวมหัวปรึกษาหารือกันไปก่อน

รัตติกาลมาเยือนอย่างรวดเร็ว เมืองอีกาทองคำที่เคยเต็มไปด้วยแสงสว่างเรืองรอง วันนี้ดำมืดสนิทใจ แต่ฝ่ายค่ายของหอสำนักนอกกลับสว่างไสวดุจเวลากลางวัน ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกมันหวาดกลัวจนหัวหด เกรงว่าเมืองอีกาทองคำจะลอบโจมตียามวิกาล เหล่าซิวเจ่อที่เฝ้าชมดูจากที่ห่างไกลล้วนรอคอยให้ถึงเวลารุ่งสาง คืนนี้ดูสงบราบคาบ คล้ายไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น

เวลาไหลผ่านไปอย่างรวดเร็ว วิกาลคล้อยดึก ล่วงเลยมาถึงยามเที่ยงคืน

ทันใดนั้น ประตูเมืองเปิดแง้มออกเล็กน้อย เจดีย์น้อยลอบชะโงกหน้าแอบมองออกมาครึ่งตัว พอเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่แถวนั้น ค่อยกล้าลอยออกมาอย่างไม่ห่วงกังวล ด้านหลังมัน หุ่นเชิดทองแดงชักแถวย่องกริบตามกันมาเป็นทิวแถว หุ่นเชิดแต่ละตัวล้วนสะพายถุงผ้าไว้บนแผ่นหลัง

เจดีย์น้อยบินนำไปด้านหน้าช้าๆ บางครั้งกวาดตามองไปรอบๆ บรรดาหุ่นเชิดทองแดงแยกย้ายโถมเข้าหาซากศพบนพื้นอย่างคล่องแคล่วว่องไว ตรงกันข้ามกับร่างกายที่ดูงุ่มง่ามของพวกมัน

พวกมันต่างคนต่างดึงยุทธภัณฑ์เวทกับชุดเกราะปราณออกจากร่างกายของซากศพอย่างเงอะงะ จากนั้นโยนลงไปในถุงผ้าบนหลังของพวกมัน แรกเริ่มเดิมทีการเคลื่อนไหวของพวกมันหยาบกระด้างและติดขัด แต่ก็ค่อยๆ ราบรื่นขึ้นเป็นลำดับ

ถุงผ้าบนหลังของเหล่าหุ่นเชิดเต็มปรี่จนแทบล้นอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้เอง เงาสีเทาวาบผ่านด้านหลังพวกมัน ฉวยถุงผ้าออกไปในพริบตา บรรดาหุ่นเชิดทองแดงค่อยๆ นำถุงผ้าใบที่สองออกมา เริ่มทำงานของพวกมันต่อ

 

เช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อผู้คนมองไปยังเมืองอีกาทองคำ พวกมันล้วนยืนตะลึงงัน

เห็นซากศพที่กลาดเกลื่อนบนภูเขา เวลานี้ล้วนเปลือยเปล่าโล่งโจ้ง!

นี่มัน… … นี่มัน … …

มองซากศพสะอาดเกลี้ยงเกลา ไม่มีผ้าผ่อนปิดกายสักชิ้นบนภูเขา ทุกผู้คนสูญเสียความสามารถในการกล่าววาจาอย่างสิ้นเชิง เมื่อหงจุนเซวียนเห็นฉากนี้ ยามกะทันหันไม่ทราบจะกล่าวกระไร

ร้ายกาจ… …

ภายในเมืองอีกาทองคำ เปาอี้จมลงไปในความบ้าคลั่งอย่างสมบูรณ์ จ้องมองกองภูเขายุทธภัณฑ์เวท ใบหน้าแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจัดเรียงคัดแยกยุทธภัณฑ์เวทอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย

เจดีย์น้อยที่ด้านข้าง นอนเอกเขนกพลางโยนยุทภัณฑ์เวทเข้าปากอย่างต่อเนื่อง แต่ก่อนเปาอี้ค่อนข้างไม่เห็นด้วยที่เจดีย์น้อยกลืนกินยุทธภัณฑ์เวท แต่วันนี้มันสนิทสนมกลมเกลียวกันอย่างผิดปกติ เปาอี้กระทั่งนำยุทธภัณฑ์เวทกองโต มากองประเคนเอาไว้ให้ตรงหน้าเจดีย์น้อย

เมื่อจั่วม่อเห็นรายการสินค้าปัจจุบันของเปาอี้ ถึงกับตาโตเท่าไข่ห่าน ราวกับถูกหวดฟาดกลางแสกหน้า รู้สึกวิงเวียนศีรษะ หน้ามืดทะมึน

รวยแล้ว! ครั้งนี้ถูกความรวยหล่นทับจริงๆ แล้ว!