0 Views

 

พรรคฟ้ากระจ่างแม้เป็นสำนักกระบี่ แต่ก็มีสาขาอื่นๆ อยู่ด้วย หลิ่วตงหัวเป็นผู้สืบทอดของหนึ่งในสาขาเหล่านั้น สาขาของมันเชี่ยวชาญเวทวิชาธาตุดิน เพียงแต่สาขาของมันเสื่อมทรุดลงอย่างต่อเนื่อง ทว่าหลิ่วตงหัวยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคง ทั้งหมดล้วนอาศัยสมบัติชิ้นหนึ่ง…แผ่นจานดินนภาเก้าแปลง!

แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงเป็นยุทธภัณฑ์เวทที่สืบทอดลงมาจากจินตันผู้หนึ่งของสาขา พรรคฟ้ากระจ่างนอกจากทรายนภาแล้ว ยังสามารถผลิตดินนภา แม้ว่าดินนภาไม่ได้ล้ำค่าเท่าทรายนภา แต่ยังคงเป็นวัตถุดิบธาตุดินที่หาได้ยากชนิดหนึ่ง ในบรรดาวัตถุดิบธาตุดินสารพัดชนิด มันจัดอยู่ในระดับสาม

ในการหลอมสร้างแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง บรรพชนด่านจินตันผู้นั้นใช้ดินนภาหนักเก้าพันจิน และปิดด่านฝึกตนเป็นเวลาสิบปีเต็ม กว่าจะหลอมสร้างสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ในวันที่ยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ถือกำเนิดขึ้น ปราณแผ่นดินโดยรอบพรรคฟ้ากระจ่างแผ่กระจายออกไป สะท้านสะเทือนไปทั่วอาณาจักร สำนักของพวกมันโด่งดังในชั่วข้ามคืน ในตอนนั้นพลังอำนาจของสาขาของพวกมันไม่ได้น่าอเนจอนาถเฉกเช่นในยามนี้ ผู้อาวุโสท่านนั้นมีพลังฝีมือสูงส่งเป็นลำดับสองในสำนัก แต่ท้ายที่สุดแล้ว สาขาของพวกมันขาดแคลนเวทวิชาอันล้ำลึกช่วยหนุนเสริม หลังจากผู้อาวุโสท่านนั้นเป็นต้นมา สาขาของพวกมันก็ค่อยๆ เสื่อมทรุดลง กลายเป็นตกระกำลำบากไป

เมื่อผ่านมาถึงรุ่นของหลิ่วตงหัว ทั้งสาขาหลงเหลือเพียงพวกมันสี่คน

แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงส่งต่อมาถึงมือของหลิ่วตงหัว ตลอดสี่ร้อยปีมานี้ ศิษย์สาขารุ่นแล้วรุ่นเล่า บากบั่นพากเพียรและเสียสละนับไม่ถ้วน ทำการหลอมสร้างยุทธภัณฑ์เวทชิ้นนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีก จนแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงก่อเกิดจิตวิญญาณ ทะยานขึ้นเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหก!

นี่เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่ทำให้สำนักใหญ่นั้นเข้มแข็งกว่าผู้ใด กระทั่งพรรคฟ้ากระจ่างที่ไม่ได้มีรากฐานอันลึกซึ้งหรือประวัติศาสตร์ยาวนานสักเท่าใด ยังไม่ใช่สิ่งที่สำนักทั่วไปจะเทียบชั้นได้

ในเวลานี้ หลิ่วตงหัวสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง ดวงตาทอแววบ้าดีเดือด ถือแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงไว้ในมืออย่างระมัดระวัง เร่งเร้าพลังปราณทั่วร่างไปยังแผ่นจานอย่างไม่คิดออมรั้งยั้งมือ

แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงตลอดทั้งแผ่นเป็นสีเหลืองเข้ม ไม่มีใดโดดเด่นสะดุดตา ผิวหน้าด้านหนึ่งปกคลุมไปด้วยลวดลายสีทองเล็กละเอียด อีกด้านหนึ่งเป็นรูปวงกลมใหญ่น้อยเก้าวงซ้อนกัน แบ่งแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงออกเป็นเก้าส่วน ใจกลางวงกลมทั้งเก้าแกะสลักรูปฝ่ามือสีทองหนึ่งฝ่ามือ

แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงในมือหลิ่วตงหัวเปล่งแสงสีน้ำตาลอ่อนจาง ดูผิวเผินราวกับว่ามันถือลูกกลมแสงสีน้ำตาลลูกหนึ่ง ตูม กลุ่มแสงระเบิดวาบอย่างกะทันหัน

 

จั่วม่อรู้สึกท้องฟ้าปกคลุมด้วยความมืดผืนหนึ่งอย่างฉับพลัน แสงดาวถูกบดบังอย่างสิ้นเชิง รอบข้างห้อมล้อมไปด้วยพลังปราณแผ่นดินสีเหลืองน้ำตาล โถมทับราวกับม่านหมอก

มันรู้สึกในทันที แรงกดดันที่มองไม่เห็นบีบรัดเข้ามาอย่างรุนแรง จั่วม่ออดสีหน้าแปรเปลี่ยนไม่ได้ ละอองสีเหลืองน้ำตาลเล็กละเอียดที่ห้อมล้อมมันไว้เหล่านี้ แท้จริงแล้วหนักหน่วงยิ่ง จั่วม่อรู้สึกเหมือนอยู่ใต้ทะเลลึก แรงกดดันอันหนักหน่วงกดทับมันจนแทบหายใจไม่ออก

“นี่มันยุทธภัณฑ์เวทอันใด?” จั่วม่อลอบตื่นตระหนก

มันดิ้นรนหันหน้าไปมองสตรีซิวเจ่อ เห็นสตรีซิวเจ่อยืนเงียบๆ อยู่ในกลุ่มหมอกสีเหลือง ดวงตาของนางสาดประกายแสงสีม่วงที่ทำให้จั่วม่อเย็นเยียบไปถึงไขกระดูก

ท่ามกลางหมอกดิน เชือกมัดเซียนคล้ายถูกหยุดยั้งไว้ที่กลางอากาศ ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวอีก

ทันใดนั้น กลุ่มหมอกปฐพีเริ่มหมุนวนอย่างแช่มช้า จั่วม่อรู้สึกว่าแรงกดดันพุ่งสูงขึ้นอย่างเฉียบพลัน

แกรก แกรก แกรก!

เสียงกระดูกลั่นแผ่วเบาดังระงมจากทั่วร่างของมัน จั่วม่อร่างกายสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมบังคับ แรงกดดันไร้รูปร่างอันน่าแตกตื่นสะท้านใจกดทับมาจากทุกทิศทาง มันรู้สึกไม่ต่างจากตกลงไปในเครื่องบดเนื้อ

“ผู เจ้าสิ่งนี้คืออะไร?” จั่วม่อกระชากเสียงถามอย่างร้อนรน

“มันเป็นยุทธภัณฑ์เวทธาตุดิน เจ้าต้องระวัง” สุ้มเสียงผูเยาดังกังวานอยู่ในจิตใจ เต็มไปด้วยร่องรอยหนักใจที่หาได้ยาก “ยุทธภัณฑ์เวทนี้ไม่ต่ำกว่าระดับห้า บางทีอาจเป็นระดับหก!”

ระดับหก!

จั่วม่อแทบกระอักเลือด หนิงม่ายผู้หนึ่งไฉนพกพายุทธภัณฑ์เวทระดับหกไปไหนมาไหนด้วย? แล้วมันต้องเคราะห์หามยามร้ายปานใด จึงพบพานตัวอันตรายเช่นนี้เข้าได้?

แกรก แกรก แกรก!

หมอกปฐพีหมุนวนอย่างแช่มช้า เต็มไปด้วยแรงกดดันที่สุดจะต่อต้านแข็งขืน กดทับจนอวัยวะภายในและโครงกระดูกทั้งหมดแทบจะถูกบดรวมเป็นเนื้อเดียว จั่วม่อใช้สายตาจนปัญญามองร่างกายของตนหมุนวนอย่างแช่มช้าไปพร้อมกับการหมุนวนช้าๆ ของหมอกปฐพี

มันไม่อาจขยับได้ แต่ใบหน้าบิดเบี้ยวผิดรูปทรง ราวกับว่าอาจแตกระเบิดได้ทุกเมื่อ

 

ทั้งสามคนจากพรรคฟ้ากระจ่างไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกปฐพีแม้แต่น้อย เมื่อหมอกเข้าไปใกล้พวกมัน คล้ายพบพานกำแพงล่องหนชั้นหนึ่ง ไม่อาจคืบหน้าต่อไปได้อีก

“แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงของศิษย์พี่ร้ายกาจยิ่ง! ข้าว่าในสำนัก ถัดจากกระบี่ฟ้ากระจ่างของท่านบรรพชน ลำดับต่อมาสมควรเป็นแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงของศิษย์พี่!”

“มิผิด! หากศิษย์พี่ฝึกปรือเคล็ดพสุธาอำไพได้ถึงขั้นที่ห้า กระทั่งหวงจั๋วกวงยังมิใช่คู่มือของศิษย์พี่”

ทั้งคู่ใช้สายตาเย็นเยียบมองสภาพน่าอเนจอนาถของจั่วม่อ พลางหัวร่ออย่างสาสมใจ

“เจ้าผู้นี้จะต้องพบจุดจบอย่างน่าสมเพช ศิษย์พี่ชมชอบศิษย์น้องหญิง ต้องไม่มืออ่อนกับคนผู้นี้แน่ หากไม่บดขยี้เจ้าผู้นี้จนเป็นเนื้อบด คงไม่ยอมหยุดมืออย่างแน่นอน”

“ศิษย์น้องหญิงตายเสียแล้ว อนิจจา” อีกคนหนึ่งอดทอดถอนอย่างหดหู่ใจไม่ได้ “เมื่อเรื่องนี้จบลง ข้าจะไปยังอาณาจักรวารีฟ้า”

“อ๊า! ไฉนเจ้าคิดจะไปอาณาจักรวารีฟ้า?”

“สำนักในเวลานี้ยุ่งเหยิงวุ่นวาย น่าเบื่อหน่ายเหลือเกิน” มันหัวร่อเย้ยหยัน “จะอย่างไรข้าก็ไม่ใช่ศิษย์เอก สำนักสมควรไม่คิดเหนี่ยวรั้ง และปล่อยข้าไปแต่โดยดี”

ศิษย์ร่วมสาขาเงียบงันไป แต่แล้วมันจู่ๆ สังเกตเห็นสตรีซิวเจ่อ ต้องเบิกตามองอย่างตื่นตะลึง “สตรีนางนั้นแปลกพิกลยิ่ง!”

“ฮะ?”

สตรีซิวเจ่อทั้งร่างห่อหุ้มด้วยชั้นแสงสีม่วงจางๆ ชั้นหนึ่ง นางคล้ายตะปูเหล็กตอกตรึงอยู่กลางอากาศ ไม่ว่าหมอกปฐพีรอบข้างจะไหลเวียนอย่างไร นางก็ไม่ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย

ทั้งคู่ปากอ้าตาค้าง ทั้งประหลาดใจทั้งตะลึงลาน หมอกปฐพีแม้เล็กละเอียด แต่หลอมสร้างขึ้นจากดินนภาหนักเก้าพันจิน ภายใต้กลุ่มหมอกปฐพีอันดุร้ายนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตใดยืนหยัดต้านทานได้ แผ่นจานดินนภาเก้าแปลงเป็นยุทธภัณฑ์เวทระดับหก ยุทธภัณฑ์เวทที่มีแต่จินตันขึ้นไปจึงสามารถใช้งานได้ ที่ไม่สมควรปรากฏอยู่ในมือหนิงม่ายผู้หนึ่ง

แต่สตรีนางนี้ถึงกับสามารถยืนหยัดต่อต้านแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง!

หลิ่วตงหัวสังเกตเห็นสตรีซิวเจ่อเช่นกัน ในใจมันตื่นตระหนกวูบหนึ่ง มันแทบไม่เคยใช้แผ่นจานดินนภาเก้าแปลง เหตุผลหนึ่งก็คือมันเกรงว่าผู้อื่นจะพบเห็นและบังเกิดความละโมบ อีกหนึ่งเหตุผลก็คือสมบัติชิ้นนี้แม้มีพลังมหาศาล แต่ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของมันต่ำต้อยเกินไป ยากจะใช้งานสมบัติชิ้นนี้ได้ แต่สองสามครั้งที่มันเคยใช้งานแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง ล้วนสามารถเอาชัยได้อย่างง่ายดาย ไม่เคยมีผู้ใดสามารถต้านทานพลานุภาพอันร้ายกาจนี้ได้

บนแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง บนผิวหน้าด้านที่เป็นวงกลมเก้าวง เห็นวงกลมชั้นนอกสุดเปล่งแสงเจิดจ้า นี่คือการเปลี่ยนแปลงรอบที่หนึ่งของแผ่นจานดินนภาเก้าแปลง

หลังจากนั้นสักครู่ สตรีซิวเจ่อยังคงนิ่งสงบ กระทั่งบุรุษผิวคล้ำที่ดูคล้ายลำบากลำบน ก็ยังคงดิ้นรนต่อต้านเช่นกัน

หลิ่วตงหัวในใจบังเกิดสังหรณ์เลวร้าย แต่มันไม่เชื่อว่าคนทั้งสองจะสามารถต้านทานพลังของการเปลี่ยนแปลงรอบที่สองได้ ภายในชั่วระยะเวลาสั้นๆ พลังปราณในร่างมันถูกผลาญไปถึงหนึ่งในสาม มันทราบดีว่า หากตอนนี้ยังไม่ลงมือเปิดใช้งานการเปลี่ยนแปลงรอบที่สอง ต่อไปต่อให้อยากเปิดใช้ ก็เกรงว่าพลังปราณจะไม่เหลือพอให้ใช้งานแล้ว

หลิ่วตงหัวหลับตาลง วงกลมชั้นที่สองของแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงพลันเปล่งแสงเจิดจ้าในบัดดล

หมอกปฐพีกลายเป็นหนาแน่นและหนักข้นอย่างฉับพลัน ก่อนหน้านี้มันเป็นเพียงสายหมอกปฐพีอันเบาบาง แต่บัดนี้ถึงกับหนาหนักขึ้นหลายเท่า สีสันเปลี่ยนเป็นมืดทึบลง

สองศิษย์น้องตะลึงงัน สีหน้ากลายเป็นเคร่งขรึมจริงจัง พวกมันทั้งคู่ล้วนทราบกระจ่างว่าศิษย์พี่เปิดใช้งานพลังของแผ่นจานดินนภาเก้าแปลงจนถึงการเปลี่ยนแปลงรอบที่สอง!

นี่น่าแตกตื่นเกินไปแล้ว!

 

หมอกปฐพีหนาหนักเป็นอย่างยิ่ง หนาทึบจนยื่นมือออกไปไม่เห็นนิ้วทั้งห้า ฝุ่นละอองในอากาศอัดเข้าไปในจมูกจนแทบอุดตัน ปราณปฐพีเปี่ยมล้นสมบูรณ์เสียจนแทบจับต้องได้ จั่วม่อรู้สึกว่าแรงกดดันเพิ่มขึ้นอีกครั้ง

“อ๊า!”

มันอดกรีดร้องออกมาไม่ได้ อ้าปากกระอักโลหิตเป็นฟูฝอย เมื่อโลหิตตกลงต้องหมอกปฐพี ก็กลายเป็นละอองเลือดเล็กละเอียด ผสมผสานเข้ากับหมอกปฐพี

แถบสีแดงฉานอันน่าหวาดผวาปรากฏขึ้นในกลุ่มหมอกปฐพีสีน้ำตาล

พลังอันน่าสะพรึงกลัวไหลบ่าอย่างแช่มช้า ร่างกายของมันประหนึ่งถูกบดขยี้อยู่ระหว่างภูเขาสองลูกที่บิดหมุนสวนทางกัน แรงกดดันอันน่าขนพองสยองเกล้าไม่อาจหลบเลี่ยงพ้น ทำให้ผู้คนสิ้นหวังถึงที่สุด

ภายใต้แรงกดทับอันน่าตระหนก เส้นเลือดทุกเส้น กล้ามเนื้อทุกมัดและกระดูกทุกชิ้นในร่างกาย กำลังตกอยู่ในสภาพอันตรายร้ายแรง!

ความตายอยู่ใกล้จั่วม่อเป็นที่สุด ราวกับกำลังแนบชิดติดใบหน้ามัน เฝ้ามองมันอย่างเย็นชา!

จั่วม่อสมองขาวว่างเปล่า ความเจ็บปวดแสนสาหัส กับความสิ้นหวังถมเต็มไปทั่วทุกซอกทุกมุมในร่าง ความสงบอันใด ความคิดกระจ่างชัดอันใด ล้วนหายไปอย่างสิ้นเชิง สิ่งเดียวที่หลงเหลืออยู่ในร่างกายของมัน มีเพียงสัญชาตญานขั้นพื้นฐานที่สุด …การดิ้นรนเอาชีวิตรอด!

“อา อา อา อ๊า!”

จั่วม่อแผดเสียงกู่อย่างคลุ้มคลั่ง เวทวิชาอันใด เคล็ดวิชาอันใด ในชั่วพริบตานี้ ล้วนหลงลืมไปหมดสิ้น!

พลังปราณกับพลังจิตสำนึกถาโถมอย่างดุเดือด พลังสังขารภายในกล้ามเนื้อทุกมัดในร่างกาย ถูกรีดเค้นออกมาถึงจุดสูงสุดตามสัญชาตญาน!

หมอกปฐพีคล้ายสัมผัสได้ว่าจั่วม่อคิดต่อต้าน หมอกปฐพีโดยรอบไหลบ่าไปยังจั่วม่ออย่างดุร้าย เพิ่มความเร็วในการไหลอย่างรุนแรง แรงกดดันพลันทวีขึ้นอีกครั้ง

จั่วม่อสูญเสียสติสัมปชัญญะไปอย่างสิ้นเชิง เพียงทำตามสัญชาตญานดิ้นรนก่อนตาย แต่ร่างกายถูกคุมขังไว้โดยหมอกปฐพี ไม่สามารถขยับเขยื้อนเคลื่อนไหว ดังนั้นเห็นเพียงประกายแสงวาบผ่านร่างกายเป็นครั้งคราว บางครั้งเป็นเจตจำนงกระบี่ บางคราวเป็นเพลิงไฟ บางครั้งเป็นปราณหมัด บางคราวเป็นสายฟ้าแกร่ง… …

สีผิวของร่างกายมันยังคงเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นสีเหลืองทองบริสุทธิ์ราวกับทำมาจากทองคำสุกใส จากนั้นกลายเป็นสีดำแวววาวดุจหยกดำ แล้วจากนั้นมีเส้นใยเกลียวพลังงานสีดำเจาะออกมา

ภายในร่างของจั่วม่อ ลูกแก้วห้าธาตุก็สัมผัสถึงอันตราย เริ่มลงมือด้วยตัวมันเอง พลังปราณห้าธาตุแผ่กระจายไปทั่วร่างจั่วม่อ

“อา อา อ๊าก!”

จั่วม่อคลุ้มคลั่งอย่างสมบูรณ์ ใบหน้าบิดเบี้ยวเกรี้ยวกราด มันเหมือนสัตว์ร้ายที่ติดอยู่ในกรง ต่อสู้ดิ้นรนครั้งสุดท้าย ป่าเถื่อนและโหดร้าย!

ร่างกายของจั่วม่อกลายเป็นสนามรบอันสับสนวุ่นวาย มันไม่สามารถขยับได้แม้แต่ปลายนิ้ว ย่อมไม่มีปัญญาใช้เวทวิชาใด พลังอันหลากหลายไหลบ่าอาละวาดไปทั่วร่างโดยไม่มีจุดหมาย ควบคู่กับแรงกดดันจากภายนอก ทั้งหมดกลายเป็นยุ่งเหยิงสุดระงับยับยั้ง

“บัดซบ!” ผูเยาสีหน้าแปรแปลี่ยนอย่างรุนแรง

ทะเลแห่งจิตสำนึกทั้งมวลสั่นไหวไม่หยุด แสดงสัญญาณของการล่มสลาย

เชือกมัดเซียนที่ติดค้างอยู่ในหมอกไม่อาจทานทนต่อพลังอันแข็งกร้าวถึงปานนี้ ถูกบดขยี้เป็นผุยผงตั้งแต่แรก

 

สตรีซิวเจ่อคล้ายพบเห็นสภาพอันเลวร้ายของจั่วม่อ แสงสีม่วงรอบกายนางลุกโชนเจิดจรัส คนคล้ายถูกห่อหุ้มอยู่ในลูกไฟสีม่วงขนาดใหญ่ ไฟสีม่วงอันน่าขนพองสยองเกล้าไม่ได้รับผลกระทบจากหมอกปฐพีแม้แต่น้อย ประกายไฟสีม่วงแลบลั่นอย่างน่าขนลุก!

คู่เท้าหยกอันประณีตสมบูรณ์พร้อม เหยียบย่ำไปทีละก้าวด้วยความเร็วที่เชื่องช้าถึงที่สุด

หน้ากากที่จั่วม่อหลอมสร้างลวกๆ ไม่อาจทานทนแรงกดดันอันแกร่งกร้าวเช่นนี้ เพียะ เปลี่ยนเป็นฝุ่นผงกลุ่มหนึ่ง เผยใบหน้าอัปลักษณ์ที่เต็มไปด้วยปุ่มปม สตรีซิวเจ่อยังคงไม่แสดงอารมณ์ เพียะ เพียะ เพียะ ปุ่มปมกลาดเกลื่อนบนใบหน้าไม่อาจทานทนต่อพลังกดดันเช่นกัน แตกระเบิดระรัว ใบหน้านางกลายเป็นเลือดเนื้อเลอะเลือนวงหนึ่ง

บุปผาโลหิตแตกระเบิดบนใบหน้านาง ติดต่อตามกันไม่ขาดสาย

ในชั่วพริบตาเดียว ไม่มีส่วนใดบนใบหน้านางไม่อาบโลหิต ถูกปกคลุมด้วยโลหิตอย่างสมบูรณ์ แต่นางไม่แยแสสนใจ ปล่อยให้โลหิตหยาดหยดลงมาช้าๆ ไหลรินลงมาที่ปลายคาง ก่อนจะถูกหมอกปฐพีกวาดออกไป กลายเป็นหมอกโลหิตกลุ่มหนึ่ง ไฟสีม่วงลุกโชนขึ้นอีกครั้ง ทว่าดวงตาที่เดิมทีส่องแสงสีม่วงจัดจ้า เวลานี้สลัวลงอย่างเห็นได้ชัด

ใบหน้านางไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก แต่ละย่างก้าวของนางคล้ายต้องรีดเค้นเรี่ยวแรงพลังทั้งหมดออกมา นางเพียงสามารถค่อยๆ ก้าวทีละก้าวเท่านั้น

ระหว่างพวกมันทั้งสองห่างกันเพียงหนึ่งจั้ง หากเป็นยามปกติธรรมดา ต้องการเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

ท่ามกลางหมอกปฐพี มฤตยูสีน้ำตาลอันหนักหน่วงกร้าวแกร่ง เงาร่างที่ห่อหุ้มด้วยไฟสีม่วงค่อยๆ เข้าใกล้อีกร่างหนึ่ง ทีละก้าว ทีละก้าว ด้วยความเร็วที่ไม่ต่างจากหอยทาก