0 Views

 

เหลยเผิงกับพวกทั้งสามทุ่มเทใช้ท่าไม้ตายจู่โจมสุดชีวิต

ในที่สุดพวกมันได้ลิ้มรสชาติเดียวกันกับระเบิดสายฟ้าของเถ้าแก่ ไม่อาจรุดไปเบื้องหน้าแม้แต่คืบเดียว นี่ราวกับว่ามีกำแพงอากาศหนาแน่นขวางอยู่ข้างหน้า ไม่ว่ากระบี่บินหรือดาบในมือพวกมันล้วนถูกปิดสกัดไว้ พลังปราณทำลายล้างไหลบ่าไปเบื้องหน้า ราวกับวัวโคลนละลายหายไปในทะเล ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย

ทั้งสามตื่นตระหนกสุดระงับ คิดล่าถอยก็สายเกินไป ทันใดนั้นพลังปราณหนาหนักโถมทับมาถึง พวกมันจู่ๆ ร่างแข็งค้าง ไม่สามารถควบคุมร่างกายของพวกมันได้

วู้ม วู้ม วู้ม!

ลำตัวหยาบหนาเท่าถังน้ำของงูยักษ์เขาโลหิตสะบัดฟาดตามติด ทั้งสามปลิวลิ่วกลับหลังดุจถุงทรายเก่าสามถุง โลหิตสาดพร่างพรมเป็นทางยาว

จั่วม่อไม่ได้เงยหน้า ทุกความคิดในใจเวลานี้ลอยหายไปสิ้น สองแขนยกขึ้นโบกพลิ้วเบาๆ กระบวนท่านุ่มนวลอ่อนโยนเช่นเดียวกับกิ่งหวายโยกไกวในสายลมฤดูใบไม้ผลิ

ฟ่อ!

งูยักษ์เขาโลหิตอ้าปากกว้าง เต็มไปด้วยสีเลือด เผยเขี้ยวหยาบหนาเท่าท่อนแขนที่เปรอะเปื้อนไปด้วยน้ำลาย กลิ่นเหม็นน่ารังเกียจฟุ้งกระจายไปทั่ว เมื่อน้ำลายที่เต็มไปด้วยพิษร้ายหยดลงบนพื้น เกิดควันเขียวลอยโขมง นัยน์ตางูสีเหลืองฟางไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอยู่ภายใน เย็นเยือกจนไร้ซึ่งอุณหภูมิ เฉพาะสัญชาตญาณดั้งเดิมที่กระหายการฆ่าฟันเท่านั้นที่สามารถมองเห็นได้

อสรพิษร้ายจ้องมองจั่วม่อ เจตนาสังหารเข้มข้นอยู่ในดวงตา เมื่อครู่เพิ่งถูกระเบิดสายฟ้าเล่นงาน งูยักษ์เขาโลหิตเต็มไปด้วยความขุ่นแค้นชิงชังต่อจั่วม่อ

ซี่ ซี่ ซี่!

ท่อนหางที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดเงินเล็กละเอียดราวกับแส้เหล็กที่สั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูง แผดเสียงแหลมเล็กกระชากขวัญวิญญาณ พุ่งทะลวงเข้าหาจั่วม่อดุจลูกธนูยักษ์! โล่พื้นที่รอบท่อนหางงูก็สั่นสะเทือนด้วยความเร็วสูงไปพร้อมกัน ไม่ว่าพุ่งผ่านไปยังที่ใด อากาศธาตุล้วนถูกตัดขาดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย

เหลยเผิงกับพวกทั้งสามที่ยังลอยอยู่ในอากาศ ตื่นตระหนกจนวิญญาณแทบหลุดออกจากร่าง ในครรลองสายตาของพวกมันเห็นเพียงท่อนหางมฤตยูท่อนนั้น! พวกมันสามารถมองเห็นกลุ่มเงาลวงตาที่แตกกระจายเป็นชิ้นๆ ประดุจฝูงปลาที่สร้างขึ้นจากปลาตัวเล็กๆ นับไม่ถ้วน!

ทั้งสามแม้เป็นนักสู้เดนตายที่มีประสบการณ์โชกโชน แต่ในชั่วพริบตานี้ ความกลัวตามสัญชาตญาณที่ไม่อาจควบคุมได้ แผ่ซ่านเข้าไปในทุกซอกทุกมุมในร่างกายของพวกมัน!

แม้ว่าเถ้าแก่จะมีโล่พลังปราณ ก็ไม่มีทางหยุดยั้งการจู่โจมสุดแกร่งกร้าวครั้งนี้ได้!

การโจมตีด้วยท่อนหางของงูยักษ์เขาโลหิต แทบจะบรรลุจุดสุดยอดของพลังโจมตีทางกายภาพ!

ในโลกแม้มีวิถีทางมากมาย แต่ไม่ว่าพลังอันใดก็ตาม เมื่อมาถึงจุดสูงส่งสุดยอดแล้ว ล้วนบรรลุจุดหมายปลายทางเดียวกัน ไม่มีสิ่งใดแตกต่างกันอีก นั่นคือการทำลายล้างที่ไม่สามารถต้านรับได้!

ทั้งสามรู้สึกราวกับจมลงไปในธารน้ำแข็ง มือเท้าเย็นเฉียบ โลหิตทั้งร่างผนึกแข็งตัวอย่างเฉียบพลัน หากเถ้าแก่ตกตาย ล้วนไม่มีผู้ใดรอดชีวิตได้! อาคมหวงห้ามในร่างกายพวกมันจะบดขยี้ดวงวิญญาณของพวกมันในทันที!

ฝืนสะกดความเจ็บปวดในร่าง จงหยูกัดปลายลิ้นอย่างดุดัน กลิ่นคาวเลือดฟุ้งกระจายเต็มปาก ในหมู่คนทั้งสาม มีเพียงมันที่ยังหลงเหลือเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย การคร่ำเคร่งฝึกปรือในช่วงนี้ไม่ได้สูญเปล่า! ในการต้านรับแรงโจมตีซึ่งหน้าเช่นนี้ นักบวชเซนเช่นมันย่อมจะเหมาะสมที่สุดตามธรรมชาติ

มันเร่งเร้าพลังปราณในร่างอย่างคลุ้มคลั่ง ดีดร่างพุ่งโถมลงโดยไม่คำนึงถึงผลที่จะตามมา

จงหยูทั้งร่างราวกับตะกั่วหนัก ทันใดนั้นกระแทกดิ่งลง ปัง ท่ามกลางฝุ่นคลีตลบฟ้า เงาร่างของมันจู่ๆ ก็พุ่งหลุดจากกลุ่ม!

ในชั่วพริบตา จงหยูปรากฏกายขึ้นขวางเบื้องหน้าจั่วม่ออย่างกะทันหัน ภาพเงามายากระจัดกระจายสะท้อนอยู่ในดวงตาของมัน สุ้มเสียงสั่นสะเทือนจากท่อนหางอสรพิษ ในเวลานี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อมันเลยแม้แต่น้อย

จิตใจมันว่างเปล่า จดจ่ออยู่กับเป้าหมายเดียวนั่นคือการปกป้องเถ้าแก่ ไม่ตื่นตระหนก ไม่สุข ไม่กลัว ไม่โกรธ ไร้ห่วงกังวลอย่างสิ้นเชิง!

สร้อยประคำไม้บนข้อมือจงหยูค่อยๆ สว่างจ้า แสงสีเหลืองอ่อนโยนและลึกล้ำปกคลุมร่างกายของมันไว้ทั้งหมด

ภายในกลุ่มแสง เสียงพุทธมนต์ดังกังวาน อักขระพระสูตรเรืองรองนับไม่ถ้วนหมุนคว้างออกมา

เปรี้ยง!

ท่อนหางงูยักษ์หวดฟาดใส่แสงสีทองบนร่างของจงหยูอย่างรุนแรง แสงสีทองมืดสลัวลงอย่างฉับพลัน สั่นไหวประดุจเปลวเทียนในสายลม

งูยักษ์เขาโลหิตรู้สึกราวกับหวดฟาดลงบนท่อนเหล็กร้อนแดง ต้องกรีดร้องอย่างเจ็บปวด ลำตัวหยาบหนาระดมสะบัดฟาดอย่างโกรธเกรี้ยว!

เปรี้ยง! จงหยูรู้สึกกระดูกทุกชิ้นเจ็บปวดรวดร้าว เจ็บปวดไปถึงไขกระดูกดำ!

เพียะ เพียะ เพียะ!

สร้อยประคำไม้บนข้อมือจงหยูแตกระเบิดพร้อมกัน สลายเป็นฝุ่นลอยไปตามลม แสงสีเหลืองทองดับวูบ จงหยูกระอักเลือดเป็นฟูฝอย ปลิวลิ่วไปด้านหลังดุจว่าวสายป่านขาด!

ก่อนที่สติจะดับวูบ คล้ายเห็นประกายแสงเสมือนกระจกแก้วสองดวงพุ่งวาบเป็นทางยาว

หมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้า!

เป็นหมัดคลื่นสวรรค์กระจกฟ้าสิบสี่วัฏฏะ!

ปราณหมัดที่มีรูปโฉมดุจกระจกแก้ว เต็มไปด้วยเส้นสายอันละเอียดอ่อน สามารถเห็นชัดเจนทุกเส้นทุกสาย ไม่ต่างอันใดกับกำปั้นที่แท้จริงของจั่วม่อ!

 

ดวงตาสีเหลืองฟางอันไร้อารมณ์ความรู้สึกของงูยักษ์เขาโลหิต ในที่สุดเปิดเผยความกลัวออกมา สองหมัดปราณที่ประณีตดุจกระเบื้องเคลือบพุ่งลิ่วเข้ามาโดยไร้เสียง คล้ายเชื่องช้า ทว่าดูเหมือนดึงดูดความสนใจอย่างร้ายกาจ ในใจเจ้างูยักษ์กลับไม่มีความคิดที่จะหลีกเลี่ยงปราณหมัดเสมือนจริงคู่นี้แม้แต่น้อย

บึม บึม!

สองหมัดกระจกแก้วกระแทกลงบนโล่พื้นที่

ไม่มีการสั่นสะเทือน ไม่มีการกระเพื่อมไหว โล่พื้นที่สุดแกร่งกร้าวที่ไม่เคยถูกเจาะทะลวงมาก่อน ปราณหมัดกลับทะลุผ่านเข้ามาเบาๆ เหมือนพุ่งผ่านฟองสบู่!

เป็นไปไม่ได้!

นี่เป็นไปไม่ได้!

เป็นครั้งแรกที่ร่างกายของมันเปิดเผยสู่ภายนอก!

ความตื่นตระหนกยังไม่ทันจะได้แพร่กระจายในใจเสียด้วยซ้ำ ไข่มุกเล็กๆ ที่ไม่มีใดสะดุดตาเม็ดหนึ่ง พลันเล็ดลอดเข้ามากระทบใส่ร่างกายอันใหญ่โตของมัน

ดวงตาสีเหลืองฟางกลายเป็นว่างเปล่าในทันใด ความหนาวเย็นสีซีดแผ่กระจายอย่างบ้าคลั่งไปตามลำตัวยาวเหยียดของมันด้วยระดับความเร็วอันน่าแตกตื่น

ซี่!

งูยักษ์เขาโลหิตแผดเสียงกรีดแหลมราวกับคมมีดกรีดอากาศ แต่เสียงโหยหวนนี้คล้ายถูกตัดขาดอย่างฉับพลันทันใด จู่ๆ ก็หยุดลงอย่างกะทันหัน พญาอสรพิษร้ายเพียงรู้สึกว่าความมืดถาโถมท่วมทับมัน จมดิ่งลงไปชั่วนิรันดร์กาล

 

จั่วม่อในศีรษะลั่นอึงอล มันได้ยินเพียงเสียงเต้นของหัวใจตนเอง ดวงตาพร่าเลือน สรรพสิ่งภายนอกดูคล้ายภาพมายา เสมือนกลุ่มเงาที่ไม่เป็นจริง เทียบกับภาพมายาที่อยู่ภายนอก ในร่างกายของมันกลับกระจ่างแจ้งอยู่ในสายตา มันสามารถมองเห็นเส้นชีพจรปราณใหญ่น้อยอย่างชัดเจน เห็นแขนงเส้นเลือดที่ราวกับแขนงกิ่งก้านของต้นไม้ใหญ่ เห็นโครงสร้างอันพิสดารของมัดกล้ามเนื้อ เห็นพลังปราณโคจรผ่านไขกระดูกเส้นเอ็น และเห็นปราณพิภพกำลังเยียวยาซ่อมแซมร่างกายของมัน…

 

เหลยเผิงกับเหนียนลู่เหม่อมองงูยักษ์เขาโลหิตที่เหลืออยู่เพียงครึ่งร่างบนพื้น อดกลืนน้ำลายอย่างฝืดคอไม่ได้ ดวงตาของพวกมันเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

ระดับห้า!

นี่มันสัตว์ปราณระดับห้า!

เถ้าแก่กลับสังหารสัตว์ปราณระดับห้าในหมัดเดียว!

งูยักษ์เขาโลหิตกลายเป็นรูปสลักน้ำแข็งไปในชั่วพริบตา นิ่งสนิทไม่ไหวติง ร่างกายทั้งหมดขาวซีดน่าสยดสยอง

เหลยเผิงกับเหนียนลู่ทันใดนั้นม่านตาหดแคบลง ทั้งคู่จ้องมองร่างของงูยักษ์เขาโลหิตอย่างขวัญผวา!

เนื่องเพราะ…มันกำลังผุกร่อนสลายไป!

สลายไปด้วยระดับความเร็วที่เห็นได้ชัดเจนด้วยตาเปล่า!

เหลยเผิงไม่ทราบว่าตนเองเผชิญพบประสบการณ์ต่อสู้มามากมายเพียงใด แต่ภาพอันแปลกพิกลเบื้องหน้านี้ ยังเป็นเหตุให้มันขวัญหนีดีฝ่อจนสุดระงับยับยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งนี่ไม่ใช่งูน้อยตามพื้นดินทั่วไป นี่เป็นสัตว์ปราณระดับห้า! มันแทบต้องใช้เรี่ยวแรงทั้งร่างเพื่อเบือนสายตาออกจากภาพนั้น

มันไม่มีความกล้าพอที่จะชมดู!

นั่นเป็นสีขาวซีดที่ปราศจากชีวิต เต็มไปด้วยอำนาจผิดธรรมชาติอันแปลกพิสดาร เหลยเผิงเกรงว่าหากยังชมดูต่อไป กระทั่งความกล้าหาญสุดท้ายของมันยังจะรักษาเอาไว้ไม่ได้

แต่เมื่อสายตาของเหลยเผิงเบนเบือนไปทางอื่น กลับเป็นเหตุให้มันแตกตื่นขึ้นมาอย่างกะทันหัน “เถ้าแก่!”

เถ้าแก่ยังคงอยู่ในท่วงท่าปล่อยหมัดครั้งสุดท้ายนั้น!

สังหรณ์เลวร้ายพลุ่งขึ้นในใจ เหลยเผิงพุ่งตรงเข้าหาเถ้าแก่อย่างคลุ้มคลั่ง ด้วยเสียงร้องตื่นตระหนกของเหลยเผิงนี้เอง เหนียนลู่ก็พลันได้สติขึ้นมาเช่นกัน พอหันมาเห็นเถ้าแก่นิ่งสนิทไม่ขยับเยื้อน ต้องสีหน้าแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง!

แย่แล้ว!

จั่วม่อเหมือนไม้ท่อนหนึ่ง ล้มคว่ำลงไปตรงๆ

ทั้งคู่ทะยานร่างเข้าหาจั่วม่อ อาคมหวงห้ามในร่างกายยังไม่มีปฏิกิริยาใด พวกมันค่อยคลายใจลงเล็กน้อย นั่นหมายความว่าเถ้าแก่ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต

พวกมันไม่แยแสสนใจงูยักษ์เขาโลหิตที่กำลังผุพังเป็นฝุ่นอีก คนหนึ่งคว้าจั่วม่อ อีกคนคว้าจงหยู  เหินร่างมุ่งหน้ากลับค่ายอย่างสุดชีวิต พวกมันไม่กล้าใช้เส้นทางผ่านหุบเขาด้านล่าง น้ำเต้าดำใบนั้นยังคงมีรูปลักษณ์ของวัตถุอันตราย คล้ายยังแผลงฤทธิ์ไม่จบสิ้น

ทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดผวา ผู้ใดจะคาดคิดว่าศัตรูด่านหนิงม่ายสองคนจะเรียกสัตว์ปราณระดับห้าออกมาได้

สัตว์ปราณระดับห้ากับสัตว์ปราณระดับสี่แม้แตกต่างกันเพียงระดับเดียว แต่ความห่างชั้นของพวกมันลึกล้ำราวกับห้วงเหวอเวจีที่ไม่อาจข้ามผ่าน โล่พื้นที่เป็นเพียงหนึ่งในความแตกต่างที่สำคัญเหล่านั้น สัตว์ปราณระดับห้าขึ้นไปจะถูกป้องกันอย่างสมบูรณ์ด้วยโล่พื้นที่ โล่พื้นที่ ที่จริงแล้วก็เป็นเพียงอาณาบริเวณที่เต็มไปด้วยพลังปราณ เป็นอาณาเขตพลังปราณที่ควบคุมโดยสัตว์ปราณตนนั้น มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมหลายอย่าง

สัตว์ปราณระดับห้าคือตัวตนที่มีเพียงชนชั้นจินตันขึ้นไปจึงสามารถต่อกรได้

สิ่งที่เข้าแทนที่ความหวาดหวั่นขวัญผวา เป็นไฟโทสะอันเดือดดาลทะยานฟ้า แผดเผาอยู่ในทุกซอกทุกมุมในหัวใจของพวกมัน

 

ครั้นเมื่อกงซุนชากลับมายังค่าย ใบหน้ามันมืดมนและหนักหน่วงเหมือนน้ำคลำ กระดานนั้นสุดท้ายมันยังคงพ่ายแพ้! มันสู้อุตส่าห์เข่นฆ่าเปิดทางเข้าไปจนเหลือเพียงห้าสิบก้าวจากตัวแม่ทัพใหญ่ของฝ่ายตรงข้าม เพียงแค่ห้าสิบก้าวเท่านั้น! หากมันยังเหลือหน่วยทัพปิศาจปลาปักเป้าอีกสักเล็กน้อย มันจะต้องสามารถเหยียบย่ำอีกฝ่ายจนจมดินได้เป็นแน่!

กงซุนชาย่อมไม่รู้สึกดีแม้แต่น้อย นี่เป็นครั้งแรกที่มันอุตส่าห์ผลักดันคนลึกลับเข้าสู่สถานะทุลักทุเล แต่สุดท้ายแผนการของมันก็ยังคงไม่สำเร็จ แม้ว่าทุกครั้งมันล้วนพ่ายแพ้ แม้ว่ามันพ่ายแพ้เสียจนชินชาแล้ว แต่ถึงกระนั้น มันก็ยังคงชิงชังความล้มเหลวอยู่ดี ชิงชังอย่างยากจะหาใดเปรียบ แม้ว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจกว่ามัน ทรงพลังกว่ามันมากก็ตาม!

สงครามรอบนี้ต้องสร้างความตกใจให้แก่คนลึกลับเป็นแน่ แต่แล้วจะเป็นไร? ไม่ว่าจะสร้างความตกใจได้มากมายเพียงใด มันก็ยังคงพ่ายแพ้ สำหรับกงซุนชา นี่ไม่มีความหมายเลย!

บัดซบ!

กงซุนชาปรากฏตัวขึ้นในค่ายด้วยใบหน้าดำทะมึน บรรยากาศในค่ายกลายเป็นหนักอึ้งทันที ทุกคนล้วนทราบว่าแม่นางน้อยในเวลานี้ ไม่สมควรยั่วยุด้วยประการทั้งปวง!

ในเวลานี้เอง เมื่อกงซุนชาเห็นเหลยเผิงกับเหนียนลู่ คนหนึ่งหอบหิ้วจั่วม่อ อีกคนแบกจงหยู ตุปัดตุเป๋เข้ามาในค่าย มันรู้สึกคล้ายเลือดในกายเย็นเฉียบแข็งค้างอย่างฉับพลัน!

เคล้ง! ศีรษะคล้ายถูกหวดฟาด สมองขาวว่างเปล่าไปอึดใจหนึ่ง

เมื่อในค่ายเห็นสภาพเถ้าแก่กับจงหยูที่ได้รับบาดเจ็บ ทั้งค่ายก็ระเบิดเปรี้ยง สีหน้าของทุกผู้คนแปรเปลี่ยนอย่างรุนแรง

บัดซบ!

นี่ไม่ใช่ชีวิตของพวกมันด้วยหรอกหรือ?

หากเถ้าแก่ไม่รอด ทุกคนที่นี่ย่อมไม่มีผู้ใดรอด! พวกมันล้วนอกสั่นขวัญแขวน สีหน้าน่าเกลียดสุดทนดู

“มารดามันเถอะ! เป็นฝีมือผู้ใด?”

“ฆ่าพวกมัน!”

กงซุนชาค่อยรู้สึกตัว ตื่นจากความมึนงง มันสูดลมหายใจลึก เรี่ยวแรงพลังหวนคืนมาเหมือนคลื่นน้ำถาโถม โลหิตในกายที่ถูกแช่แข็ง คล้ายเริ่มเดือดพล่านขึ้นมาทันใด แตกปะทุไปทั้งสรรพางค์กาย!

สีแดงฉานซ่านขึ้นบนใบหน้าอ่อนใสของมัน ราวกับเลือดจะหยาดหยดลงมา

“ทุกคนหุบปากให้หมด!”

ไฟโทสะที่อัดแน่นอยู่ในอกราวกับภูเขาไฟปะทุ โลหิตที่พลุ่งพล่านเดือดดาลกลายเป็นเสียงตวาด

เส้นเอ็นเขียวปูดโปนเห็นชัดเจนที่ขมับ หางตาและลำคอของมัน ราวกับไส้เดือนโป่งพองเต้นเร่า เมื่อปรากฏอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลางดงาม กลับดูโหดร้ายกระหายเลือดเป็นพิเศษ!

เสียงอึกทึกวุ่นวายชะงักขาดหายในทันที เข้าสู่ความเงียบสงัดเสมือนตาย ทุกผู้คนครั่นคร้ามต่อสีหน้าดุร้ายของแม่นางน้อย

“เกิดอะไรขึ้น?”

กงซุนชาสะกดกลั้นความพิโรธที่เดือดพล่านอยู่ในใจ สุ้มเสียงแหบแห้งที่พยายามควบคุมเอาไว้ ราวกับกลุ่มเมฆดำทะมึนกดทับลงในใจทุกคน แม่นางน้อยที่พากเพียรระงับใจให้สงบ บันดาลให้หัวใจผู้คนสั่นเทาโดยไม่รู้ตัว

เหลยเผิงกับเหนียนลู่รีบเล่าทุกอย่างทุกสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด

เมื่อทุกคนได้ยินว่าศัตรูสองคนเรียกสัตว์ปราณระดับห้าออกมา ทั้งค่ายเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง แต่พอฟังว่าเถ้าแก่สังหารงูยักษ์เขาโลหิตระดับห้าในหมัดเดียว ทุกคนก็อ้าปากค้างแล้ว

ทั้งค่ายเงียบสนิทดุจป่าช้า ล้วนปากอ้าตาค้าง เงี่ยหูฟังสุ้มเสียงสั่นพร่าของเหลยเผิงบรรยายว่างูยักษ์เปลี่ยนเป็นสีขาวซีดที่น่ากลัวเพียงไร แล้วจากนั้นสลายเป็นฝุ่นกองหนึ่งอย่างไร อารมณ์ความรู้สึกในใจพวกมันสับสนปนเป ยากจะจำแนกแยกแยะ

“นั่นคือพี่น้องตระกูลข่ง ลูกสมุนของชื่อจุนเจ่อ กลุ่มเดียวกันกับเจ้าคนที่ลอบสอดแนมพวกเราในครั้งก่อน” เซี่ยซานเอ่ยปากเป็นคนแรก “เถ้าแก่ไม่ได้เป็นอันตรายร้ายแรง จงหยูบาดเจ็บหนักหนาสาหัสกว่า จำเป็นต้องพักฟื้นช่วงหนึ่ง”

ระดับพลังบำเพ็ญเพียรของมันสูงส่งที่สุด ดวงตาแหลมคมที่สุด สามารถระบุอาการบาดเจ็บได้อย่างถูกต้องแม่นยำกว่าผู้ใด วาจาของมันทำให้ผู้คนคลายใจลงส่วนหนึ่ง

แต่สีหน้าของกงซุนชากลับไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย มันย่อมเข้าใจสถานการณ์ของผีเสื้อลายสายรุ้งยิ่งกว่าผู้ใดในที่นี้

หากศิษย์พี่ประสบเหตุไม่คาดฝันจริงๆ เช่นนั้นมันคง…

กงซุนชาเกร็งหมัดแน่น ไม่ได้รู้สึกตัวสักนิดว่าปลายเล็บจิกลึกเข้าไปในเนื้อ

มันจะไม่มีวันยกโทษให้ตัวเอง!

กงซุนชาเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงฉาน คลายมือออก ปลายเล็บค่อยหลุดออกจากเนื้อ ทิ้งให้โลหิตหลั่งรินคล้ายหยาดน้ำตาแห่งความสำนึกเสียใจ

“จัดทัพ แล้วออกเดินทาง!”