0 Views

        การลงเลื่อยครั้งนี้จะตัดได้หรือตัดเจ๊ง? จะเปิดตัวได้สวยหรือว่าเปิดตัวเจ๊ง? ล้วนขึ้นกับการตัดครั้งนี้ครั้งเดียว!

        เพราะใบเลื่อยกำลังทำงานทำให้ฝุ่นหินลอยฟุ้งกระจายอย่างต่อเนื่อง ส่วนน้ำบนเครื่องตัดหินหยกที่ใช้เพื่อลดอุณหภูมิที่ใบเลื่อยก็ค่อยๆ ลดลง แต่ทว่าความตื่นเต้นของผู้คนรอบๆ ตัวกลับเพิ่มขึ้นสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

        เมื่อเสียง “ครืดๆ” ที่ดังกระหึ่มเมื่อสักครู่กลายเป็นเสียงใบเลื่อยหมุนวนด้วยตัวของมันเอง พลันหินหยกถูกตัดแยกออกเป็นสองส่วน ผู้คนต่างเดินก้าวเข้าไปข้างหน้าเพราะต้องการเข้าไปดูว่าสภาพตรงรอยตัดนั้นเป็นอย่างไร

        “ตัดได้แล้ว!” มีคนตาไวอุทานออกมาก่อน และเสียงนี้เองก็ทำให้หลินเยว่รู้สึกสั่นสะเทือนไปทั้งตัว เขาตัวโคลงอยู่หลายครั้งจนเกือบจะล้มลง

        คำสามพยางค์นี้กลายเป็นคำยืนยันที่สำคัญมากสำหรับเขา!

        หลินเยว่คิดอยากจะร้องตะโกนเพื่อระบายความรู้สึกที่เกิดจากการถูกสบประมาทในช่วงเวลาหลายวันมานี้ แต่ริมฝีปากของเขากลับเปล่งเสียงใดๆ ไม่ได้เลย เขาแทบจะใช้พลังเฮือกสุดท้ายในการกดปิดสวิตช์เครื่องตัดหินหยก หลังจากนั้นเขาจึงพิงตัวลงบนเครื่องตัดหินหยกพร้อมหายใจหนักๆ

        ในที่สุดเขาก็ไม่ได้เป็น “มีดเดียวเจ๊ง” อีกต่อไป!

        เขาตัดหินหยกและพบหยกข้างในได้แล้ว!

        ในใจของหลินเยว่กำลังร้องตะโกนเสียงดัง ความจริงเขาคิดอยากจะร้องไห้มากกว่า แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นเสียงหัวเราะ… และเป็นการหัวเราะครั้งใหญ่ที่ไร้เสียงอย่างสิ้นเชิง

        “ทำได้ไม่เลว” ท่านเฮ่อฉางเหอเดินออกมาจากกลุ่มผู้คน ท่านตบบ่าหลินเยว่เพื่อเป็นการชมเชย

        “ขอบคุณครับ!” หลินเยว่พูดด้วยน้ำเสียงแหบพร่า คำพูดเรียบง่ายสามพยางค์นี้กลับแฝงไปด้วยความรู้สึกขอบคุณอย่างสุดซึ้งจากในส่วนลึกของหลินเยว่

        “ความจริงคุณไม่จำเป็นต้องขอบคุณผม เพราะไม่ช้าก็เร็วคุณต้องตัดหินหยกได้อยู่แล้ว ผมก็แค่เปิดโอกาสให้คุณครั้งหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มีใครรู้หรอกว่าครั้งนี้คุณจะตัดได้หรือไม่ แต่ในเมื่อเกิดเป็นคนทั้งทีก็ต้องเชื่อมั่นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ต้องเชื่อมั่นในคนอื่นด้วย” เฮ่อฉางเหอพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

        หลินเยว่ยิ้มน้อยๆ “เชื่อมั่นในตัวเอง” เป็นคำพูดที่ท่านเฮ่อฉางเหอพูดให้เขาฟัง แต่ “เชื่อมั่นในคนอื่น” เป็นคำพูดที่พูดให้ตัวเองฟัง ท่านเฮ่อฉางเหอได้สอนบทเรียนอันลึกซึ้งให้กับเขา และเป็นการสอนบทเรียนอันล้ำค่าให้กับผู้คนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ด้วย

        “คุณไม่เข้าไปดูว่าคุณตัดได้หยกแบบไหนหรอ? ถือว่าเป็นหยกชั้นเลิศทีเดียว เป็นหยกเนื้อน้ำแข็ง สีเขียวแอปเปิล แสงทะลุผ่านได้เพียงพอ คุณเป็นผู้นำความโชคดีมาให้กับหรงเล่อเซวียนของพวกเราจริงๆ” ท่านเฮ่อฉางเหอพูดขึ้น

        “ผู้นำความโชคดีไม่ใช่ผม แต่เป็นหลานชายของท่านต่างหาก เขาเป็นคนเลือกหินหยกมา ส่วนผมเป็นเพียงคนตัดเท่านั้นเอง” หลินเยว่ไม่ต้องการอ้างความดีความชอบในครั้งนี้ เพราะเขารู้ดีว่ามันไม่ได้เป็นของเขา

        “ถ่อมตัวเกินไปแล้ว ผมดูตรงรอยตัดตรงนั้นแล้ว หากตัดมากไปสักนิด หรือตัดน้อยไปสักหน่อยก็คงจะสร้างความยุ่งยากมหาศาล เลื่อยนี้ของคุณมันช่างเหมาะเจาะได้ตำแหน่งพอดีจริงๆ เมื่อดูจากรอยตัดนี้ก็สามารถบอกได้ว่าฝีมือการตัดหินหยกของคุณดีกว่าช่างทุกคนที่อยู่ในโรงงานของพวกเรา ตอนนี้ ผมขอจ้างคุณให้เป็นช่างตัดหินหยกของหรงเล่อเซวียนของพวกเราอย่างเป็นทางการ ค่าแรงรายเดือนอยู่ที่ 4,000 หยวน และมีส่วนแบ่งที่คิดตามความเป็นจริงแยกต่างหาก เป็นอย่างไรบ้าง คุณคิดว่าพอไหวไหม” จากคำพูดนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าท่านเฮ่อฉางเหอต้องการให้หลินเยว่ทำงานกับเขา

        หลินเยว่รีบพยักหน้าตกลงทันที แต่ก่อนตอนที่เขาทำงานที่โรงงานจางจี้ เขาได้ค่าแรงขั้นต่ำรายเดือนอยู่ที่ 600 หยวนเท่านั้น แต่ที่นี่เขาได้ถึงเดือนละ 4,000 หยวน ค่าแรงเขาเพิ่มขึ้นเกือบ 7 เท่าตัวเลยล่ะ

        “คุณมีที่พักไหม? ต้องให้ผมจัดการเรื่องที่พักของคุณหรือเปล่า?”

        เมื่อได้ยินคำถามนี้ หลินเยว่ก็เกือบจะตอบตกลงเสียแล้ว แต่เขาพลันเกิดภาพหญิงสาวขึ้นในสมอง ดังนั้น เขาจึงส่ายศีรษะพร้อมพูดขึ้น “ขอบคุณท่านด้วยครับ แต่ผมขอหาที่พักด้วยตัวเองจะดีกว่า เพราะอีกไม่กี่วันผมจะมีเพื่อนอีกคนเข้ามาอาศัยกับผมด้วยครับ”

        “ได้ ถ้าอย่างนั้นผมก็ไม่บังคับคุณหรอกนะ” ท่านเฮ่อฉางเหอพยักหน้า

        และเวลานี้เอง มีเสียงอุทานลอยออกมาจากกลุ่มผู้คน สายตาของทุกๆ คนจับจ้องอยู่ที่รอยตัดของหินหยกตรงนั้น

        เมื่อเฮ่อโย่วจ้างเห็นชนิดของเนื้อหยก สี และการทะลุของแสงของหยกแล้วเขาจึงรู้สึกโล่งใจ นี่ถือว่าเป็นการเปิดตัวได้สวยงามอย่างแท้จริง แต่ทว่าเขาก็พบว่ามีบางสิ่งบางอย่างผิดปกติอย่างรวดเร็ว นั่นก็คือ หากใบเลื่อยตัดผิดตำแหน่งไปเพียงนิดเดียวก็จะสร้างปัญหาอย่างมหาศาล หากตัดน้อยไปนิดจะทำให้เกิดสิ่งสกปรกตกค้างอยู่บางส่วน และเมื่อต้องขจัดสิ่งสกปรกเหล่านี้ออกก็กลายเป็นปัญหาอย่างมาก หากตัดมากกว่านี้อีกสักหน่อยก็จะตัดส่วนที่มีสีเขียวออกไปบางส่วน และคงจะไม่สมบูรณ์แบบเช่นนี้

        ช่างเป็นการลงมีดที่มหัศจรรย์เกินความคาดหมายจริงๆ!

        เฮ่อโย่วจ้างเกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

        ณ เวลานี้เอง มีอยู่คนหนึ่งได้สังเกตเห็นถึงท่าทางของเฮ่อโย่วจ้าง เขาพบว่าเฮ่อโย่วจ้างกำลังมองนิ่งตรงรอยตัดหินหยก ดังนั้น เขาจึงมองตรงรอยตัดตรงนั้นอย่างสนใจ หลังจากนั้นจึงได้เห็นความมหัศจรรย์นี้ทันที พร้อมทั้งอุทานออกมาอย่างตกตะลึง การอุทานของเขาในครั้งนี้สามารถดึงดูดความสนใจจากคนอื่นๆ และเมื่อผู้คนได้เห็นรอยตัดรอยนี้ พวกเขาอดใจไม่ได้จนต้องสูดลมหายใจหนักๆ ขึ้นเช่นกัน

        การตัดครั้งนี้สามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเป็นการตัดได้พอเหมาะพอเจาะ เพราะเป็นการตัดลงบนเส้นที่เฮ่อโย่วจ้างลากไว้อย่างสมบูรณ์แบบ และใบเลื่อยก็อยู่บนตำแหน่งตรงกลางระหว่างเส้นที่ลากไว้พอดิบพอดี และแน่นอนเส้นที่เฮ่อโย่วจ้างลากไว้ย่อมมีความเที่ยงตรงแม่นยำอยู่แล้ว แต่หากใบเลื่อยไม่ได้ตัดอยู่ตรงกลางพอดีของเส้นที่ลากไว้ สิ่งที่เฮ่อโย่วจ้างคำนวณไว้อย่างดีก็อาจจะเกิดความสูญเปล่าทันที

        ชั่วพริบตา สายตาของทุกคนที่มองไปยังหลินเยว่ก็เปลี่ยนไปทันที เพราะมันเต็มไปด้วยสายตาที่แสดงการยอมรับและนับถือ

        เฮ่อโย่วจ้างลุกขึ้นยืนและพยักหน้าให้กับหลินเยว่ หลินเยว่มองออกว่าเฮ่อโย่วจ้างเป็นคนพูดน้อย อีกทั้งเป็นคนที่หยิ่งในตัวเอง แต่ทว่าเขาก็เป็นคนที่เคารพนับถือคนที่มีความสามารถมากกว่าเขาเช่นกัน การพยักหน้าของเขาในครั้งนี้ก็เป็นการแสดงการยืนยันและยอมรับหลินเยว่อย่างไม่ต้องสงสัย

        หลินเยว่ก็ส่งยิ้มและพยักหน้ากลับคืนเช่นกัน

        เพียงไม่นานก็ถึงเวลากลางวัน หลินเยว่ทานอาหารกลางวันในโรงงาน หลังจากนั้นเขาก็อยู่ในโรงงานต่อ เนื่องจากครั้งนี้มีการขนส่งหินหยกมาที่โรงงานเป็นจำนวนมาก ดังนั้น เขาจึงอยู่ช่วยตัดหินหยกที่มีลักษณะไม่ดีนักอยู่หลายก้อน และก็ถือว่าเป็นการเริ่มต้นทำงานอย่างเป็นทางการ ส่วนหินหยกที่มีลักษณะดีนั้นจำเป็นต้องผ่านการสำรวจอย่างละเอียดแล้วค่อยลากเส้น หลังจากนั้นค่อยทำการตัดหินหยก

        เมื่อเห็นหินหยกวางตั้งเป็นกองพะเนิน หลินเยว่จึงโอดครวญในใจ วันนี้เขาคงไม่มีเวลาไปหาบ้านเช่า เขาคงต้องรอให้หายยุ่งเสียก่อน

        เนื่องจากครั้งนี้เฮ่อโย่วจ้างได้ซื้อหินหยกจำนวนสิบกว่าตันมาจากอิ๋งเจียง บวกกับหินหยกที่ตกค้างอยู่ในโรงงานตั้งแต่ก่อนหน้านี้ แค่นับพวกหินหยกที่มีลักษณะไม่ค่อยดีก็มีจำนวนเยอะจนทำให้พวกบรรดาช่างตัดหินหยกต้องใช้เวลาถึง 3  วันเต็มในการตัด และแน่นอนภายในหินหยกเหล่านี้ก็ตัดพบหยกอยู่ไม่น้อย

        แต่ก่อนหินหยกที่หลินเยว่ตัดล้วนเป็นหินหยกที่คนอื่นพนันมา ดังนั้น ลักษณะของหินหยกจะค่อนข้างดี โอกาสที่จะตัดพบหยกจึงมีค่อนข้างสูง แต่ทว่าครั้งนี้เขากลับตัดหินหยกพบ “หยกเนื้อแก้ว” ในหินหยกที่ดูไม่น่าสนใจเลยก้อนหนึ่ง การตัดครั้งนี้ทำให้มูลค่าของหินหยกก้อนนี้สูงขึ้น “หลายพันเท่า” และเพราะเหตุนี้ ท่านเฮ่อฉางเหอก็รู้สึกดีใจจนให้รางวัลเขาเป็นเงิน 10,000 หยวน และทำให้คนงานทุกคนต่างมองหลินเยว่ด้วยสายตาอิจฉา

        หลินเยว่รู้สึกแอบดีใจอยู่ในใจที่เขาได้รับรางวัล และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้ว่าห้ามมองข้ามหินหยกก้อนใดก้อนหนึ่งเลย เพราะไม่แน่ภายในหินหยกเหล่านั้นอาจจะมีหยกชั้นเลิศก็เป็นได้

        สามวันมานี้ หลินเยว่อยู่ในโรงงานตลอดเวลา เขาทั้งกินทั้งนอนอยู่ที่นี่ ร่วมกินร่วมนอนกับคนงานทั้งหลาย ทำให้เขาสนิทกับคนงานคนอื่นๆ อย่างรวดเร็ว และในเวลาเดียวกันเขาก็ได้ขอความรู้เกี่ยวกับการพนันหินหยกจากช่างผู้ชำนาญในหรงเล่อเซวียน ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เพียง 3 วัน แต่ก็ทำให้เขาได้รับความรู้ไม่น้อยเลย

        และในเวลา 3 วันนี้ หลินเยว่ก็ใช้ฝีมือการตัดหินหยกอันยอดเยี่ยมของเขาทำให้คนอื่นยอมรับ ตอนแรกนายช่างคนอื่นมองหลินเยว่ด้วยสายตาดูถูก แต่ภายหลังพวกเขาถึงได้รู้ว่ายังมีคนที่เหนือกว่าพวกเขาเสียอีก และคนที่เป็นคนสัมผัสกับหลินเยว่คนแรกอย่างซุนเสียงก็รู้สึกว่าตัวเองได้มองพลาดไป เพราะคนตรงหน้าเป็นช่างชั้นยอด แต่กลับถูกเขามองว่าเป็นพวกเด็กเส้น ทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจอยู่ไม่น้อย!

        วันที่ 4 ในที่สุดวันนี้หลินเยว่ก็มีโอกาสเดินออกจากโรงงาน เขาลากกระเป๋าเดินทางไปยังบริษัทนายหน้าจัดหาบ้านเช่า สี่วันมานี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้พบกับแสงอาทิตย์ เขารู้สึกเหมือนว่าร่างกายของเขากำลังขึ้นรา เมื่อมาถึงบริษัทนายหน้า ความจริงเขาต้องการที่พักที่มี 2 ห้องนอน 1 ห้องรับแขก แต่ทว่าเขาหาอยู่เป็นนานก็ไม่ได้ตรงตามที่เขาต้องการ ในที่สุด เขาจึงต้องจำใจเลือกห้องพักขนาด 3 ห้องนอน 1 ห้องรับแขกแทน เขาวางแผนไว้ว่าเขาจะหารค่าเช่าห้องออกเป็น 3 ส่วน และเขาออกเอง 2 ส่วน ฉินเหยาเหยาออก 1 ส่วน

        ครั้งนี้ หลินเยว่ได้สัมผัสกับความรู้สึกเล็กๆ ว่าตนเองเป็นคนมีสตางค์… เวลาซื้อที่พัก เขาจะซื้อไว้อยู่หนึ่งห้อง และซื้อเก็บไว้เฉยๆ อีกหนึ่งห้อง…

        ตอนบ่าย เจ้าของที่พักพาหลินเยว่ไปชมห้อง ขณะอยู่ระหว่างทาง หลินเยว่จึงคำนวณระยะทางอย่างคร่าวๆ จึงรู้ว่าที่นี่อยู่ห่างจากหรงเล่อเซวียนไม่ไกลนัก ระยะทางเหมาะสมกำลังดี ที่พักอยู่ในเขตที่ค่อนเข้าเก่าแก่แห่งหนึ่ง ถึงแม้ว่าอาจจะเก่าไปบ้าง แต่ทว่าบรรยากาศไม่เลว บริเวณที่พักมีต้นไม้อยู่ไม่น้อย ต้นไม้แต่ละต้นสูงใหญ่ เมื่อมีลมพัดมาก็สร้างความเย็นสดชื่น

        หลินเยว่เดินสำรวจบริเวณในห้อง เขารู้สึกค่อนข้างพอใจ อุปกรณ์เครื่องใช้ภายในห้องครบครัน เขากับฉินเหยาเหยาไม่จำเป็นต้องซื้อเอง ค่าเช่าบ้านแต่ละเดือนอยู่ที่ 1,200 หยวน ราคานี้หากเป็นแต่ก่อนหลินเยว่ไม่มีทางรับผิดชอบไหว แต่ตอนนี้เขาไม่รู้สึกเช่นนั้นอีกแล้ว

        หลินเยว่เซ็นสัญญา 1 ปี และจ่ายค่ามัดจำครึ่งปี หลังจากนั้นเขาจึงเข้าพักทันที

        เมื่อหาที่พักได้แล้ว หลินเยว่จึงโทรศัพท์หาฉินเหยาเหยา รายงานสภาพที่พักให้เธอฟังอย่างคร่าวๆ ตอนแรกเขาคิดว่าค่าเช่ามีราคาค่อนข้างแพง คาดไม่ถึงว่าฉินเหยาเหยากลับพอใจมาก เขาจึงรู้สึกโล่งใจ

        เมื่อจัดการธุระเหล่านี้เรียบร้อยก็เป็นเวลาหกโมงเย็น หลินเยว่ไปซื้อของสดหลายอย่างที่ตลาดสดบริเวณใกล้ๆ ที่พัก เพราะเขาต้องการให้รางวัลกับตัวเองหลังจากนั้นเขาก็ไปหาซื้อหนังสือเกี่ยวกับหยกสองสามเล่มที่ร้านหนังสือ ตกกลางคืน หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จแล้ว หลินเยว่จึงกลับเข้าห้องนอนเพื่ออ่านหนังสือที่เขาซื้อมา

        ต่อมาอีกหลายวันเขาก็ดำเนินชีวิตตามปกติอย่างเรียบง่าย ตอนกลางวันหลินเยว่ตัดหินหยกอยู่ในโรงงาน ในเวลาเดียวกันเขาก็เก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับหยกจากช่างผู้ชำนาญในหรงเล่อเซวียน ช่วงหลายวันมานี้ ท่านเฮ่อฉางเหอก็มาที่โรงงานอยู่หลายครั้งเพื่อเข้ามาดูสภาพหินหยกในล็อตนี้ แต่เฮ่อโย่วจ้างกลับอยู่ในโรงงานตลอดทั้งวัน เพียงแต่ว่าเขาแทบจะไม่พูดอะไรเลย เอาแต่สำรวจหินหยกเพียงลำพัง ส่วนหลินเยว่แทบจะกลายเป็นช่างตัดหินหยกประจำตัวของเฮ่อโย่วจ้างเสียแล้ว เพราะทุกครั้งที่เขาลากเส้นเสร็จเรียบร้อย ล้วนเป็นหลินเยว่ที่ควบคุมการตัดหินหยก


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)