0 Views

        ระหว่างที่พูดท่านเฮ่อก็เดินเข้าไปหา คนที่ล้อมรอบอยู่บริเวณนั้นต่างรีบแหวกทางให้กับท่านเฮ่อทันที

        ท่านเฮ่อฉางเหอเดินไปหยุดอยู่ตรงหน้าหินหยก ขณะที่ท่านกำลังหยิบไฟฉายกำลังสูงนั้น สายตาของท่านพลันเปลี่ยนไปทันที ตอนแรกสีหน้าแววตาของท่านเต็มไปด้วยความเมตตา แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความเฉียบคมดุดัน ให้ความรู้สึกว่าสมาธิของท่านถูกรวมอยู่เป็นหนึ่งเดียว

        เมื่อเห็นลักษณะของท่านเฮ่อฉางเหอ หลินเยว่พลันเกิดความอิจฉา เขาคิดว่าเมื่อไรเขาจึงจะสามารถรวบรวมสมาธิให้อยู่ในระดับสูงได้เช่นนี้บ้างล่ะ!

        ท่าทางการกระทำของท่านเฮ่อฉางเหอไม่ได้มีความแตกต่างกับหลานชายของท่านสักเท่าไร แต่ดูเหมือนว่าท่านจะสำรวจอย่างละเอียดกว่า อีกทั้งท่านมีความชำนาญจนถึงขั้นกลายเป็นความเคยชิน เพราะทุกการกระทำของท่านดูเป็นธรรมชาติอย่างยิ่ง

        ผ่านไปเพียง 5 – 6 นาที ท่านเฮ่อลุกขึ้นยืน ใบหน้ายิ้มแย้ม ท่านพูดกับหลานชายตัวเองพร้อมพยักหน้าไปด้วย “โย่วจ้าง เจ้าทำได้ไม่เลวเลย!”

        ปกติคำพูดการันตีจากปรมาจารย์แห่งหยกก็สามารถทำให้นักพนันหินหยกรู้สึกภาคภูมิใจได้เป็นนาน แต่ทว่าเฮ่อโย่วจ้างกลับยิ้มรับเพียงเล็กน้อยและพยักหน้าด้วยสีหน้าราบเรียบ

        “คุณชายโย่วจ้างได้รับการถ่ายทอดจากท่านเฮ่อโดยตรง ตอนนี้ก็ได้แต่รอว่าเมื่อไรถึงจะได้เป็นปรมาจารย์แห่งหยกเท่านั้นเอง”

        “การจะได้รับสมญานามปรมาจารย์แห่งหยกต้องได้รับการยอมรับจากตระกูลใหญ่สามตระกูล แล้วยังต้องได้รับการยอมรับจากนักพนันหินหยกเป็นวงกว้าง ตอนนี้คุณชายโย่วจ้างขาดเพียงชื่อเสียงเท่านั้น หากคุณชายเฮ่อปรากฏตัวสู่สาธารณชน เกรงว่าคงจะทำให้วงการพนันหินหยกถึงกับสั่นสะเทือน”

        “สมกับเป็นวีรบุรุษตั้งแต่ยังหนุ่มเลย!”

        ……

        เมื่อเห็นว่าท่านเฮ่อฉางเหอพยักหน้ารับ ผู้คนบริเวณนั้นจึงเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น สายตาของพวกเขาที่มองเฮ่อโย่วจ้างเต็มไปด้วยความชื่นชมศรัทธา

        แต่เมื่อเฮ่อโย่วจ้างได้ยินคำชื่นชมเช่นนี้ เขากลับไม่มีการแสดงออกใดๆ ทั้งสิ้น เขาเพียงแต่ยืนอย่างเงียบๆ ด้วยจิตใจหนักแน่นมั่นคง เพราะคำชื่นชมเหล่านี้ไม่สามารถส่งผลกระทบต่อเขาได้เลย

        ส่วนท่านเฮ่อฉางเหอกลับหัวเราะ “ฮ่าๆ” เสียงดัง พร้อมพูดขึ้น “พวกคุณอย่าชมเขาเลย ยิ่งชมมากเท่าไร เวลาล้มก็จะเจ็บมากเท่านั้น เส้นทางที่เขาต้องเดินยังอีกยาวไกลนัก” ถึงแม้ว่าปากของท่านเฮ่อจะพูดออกมาเช่นนี้ แต่ใครๆ ต่างก็ฟังออกว่าน้ำเสียงของท่านแสดงความภาคภูมิใจมากขนาดไหน

        “พอก่อน ในเมื่อลากเส้นเรียบร้อยแล้ว ถ้าอย่างนั้นก็เริ่มตัดหินหยกกันเถอะ นี่คือหินหยกที่โย่วจ้างซื้อมาจากการเดินทางไปอิ๋งเจียง หวังว่าจะเปิดตัวได้สวย!” ท่านเฮ่อฉางเหอพูดขึ้น หลังจากนั้นท่านก็กวาดตามองทุกคนชั่วครู่ แล้วชี้ไปที่หลินเยว่พร้อมพูดต่อ “สหายหนุ่มหลินเยว่ คุณมาตัดหินหยกก้อนนี้เถอะ”

        “ผม?” หลินเยว่อึ้งไปชั่วขณะ เขาคาดไม่ถึงว่าท่านเฮ่อฉางเหอจะให้เขาเป็นคนตัดหินหยกก้อนนี้

        เมื่อได้ยินคำพูดของท่านเฮ่อฉางเหอ ผู้คนในบริเวณนั้นต่างตกตะลึง โดยปกติหินหยกก้อนแรกมักจะถูกตัดโดยบุคคลที่มีบารมีสูงเพื่อเป็นการสร้างความเป็นสิริมงคล ในที่แห่งนี้บุคคลที่น่าจะเป็นผู้ตัดหินหยกที่สุดก็คือท่านเฮ่อฉางเหอ เพราะท่านเป็นปรมาจารย์แห่งหยก รองลงมาก็คือเฮ่อโย่วจ้าง เพราะหินหยกก้อนนี้เขาเป็นผู้ที่ซื้อมา อีกทั้งเขายังเป็นผู้สืบทอดจากปรมาจารย์แห่งหยกโดยตรง แต่ทว่าตอนนี้กลับให้ใครก็ไม่รู้มาเป็นคนตัดหินหยก คนที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย ซึ่งมันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หรือว่าชายหนุ่มผู้นี้เป็นคนยิ่งใหญ่มาจากที่ไหนหรือ?

        แต่ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นการแต่งกายที่แสนธรรมดาของหลินเยว่ พวกเขาถึงกับส่ายศีรษะ หากเป็นผู้ยิ่งใหญ่คงไม่สวมชุดที่แสนจะธรรมดาเช่นนี้ อีกทั้งข้างๆ กายเขายังมีกระเป๋าเดินทางเสียด้วย จึงเป็นการสร้างความงุนงงให้กับทุกๆ คน

        เฮ่อโย่วจ้างมองหลินเยว่ชั่วครู่ด้วยสายตาราบเรียบ แต่แล้วสายตาของเขาก็แสดงความประหลาดใจอยู่ชั่วขณะ

        หลินเยว่ก้าวขึ้นมายังเบื้องหน้าพร้อมพูดอย่างลำบากใจ “ท่านเฮ่อ เอ่อ… มันไม่ค่อยเหมาะสมหรือเปล่า?”

        เขามาที่นี่เพื่อหางานทำ หากท่านเฮ่อฉางเหอจะทดสอบเขาก่อนก็เป็นเรื่องปกติ แต่ทว่าหินหยกก้อนนี้มีความหมายลึกซึ้ง เพราะเหตุใดจึงให้เขาเป็นคนตัด อีกทั้งเขามีฉายา “มีดเดียวเจ๊ง” ที่ตัดหินหยกเจ๊งต่อเนื่องกันมาถึง 31 ครั้งแล้ว หากความซวยของเขาทำให้หินหยกก้อนนี้ตัดเจ๊งขึ้นมา เดิมทีต้องการเปิดตัวให้สวยก็คงจะกลายเป็นเปิดตัวเจ๊งน่ะสิ!

        และเวลานี้เอง ก็เริ่มมีคนจำหลินเยว่ได้ เขาชี้หลินเยว่แล้วพูดขึ้น “นี่คือคนที่มีฉายา ‘มีดเดียวเจ๊ง’ แห่งอำเภอชางไม่ใช่หรอ? ตัดหินหยกเจ๊งต่อเนื่องกัน 31 ครั้งน่ะ เขามาที่นี่ได้ยังไง?”

        เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น ผู้คนรอบๆ ต่างส่งเสียงดังเซ็งแซ่

        ตัดหินหยกเจ๊งต่อเนื่องกัน 31 ครั้ง? ตัดเจ๊งต่อเนื่องกันทุกครั้งที่ลงมีด?

        จะให้คนแบบนี้ตัดหินหยกก้อนแรกได้อย่างไร อันที่จริงหินหยกก้อนอื่นก็ห้ามให้เขามีโอกาสสัมผัสด้วยซ้ำ

        เมื่อต้องเผชิญกับคำวิพากษ์วิจารณ์และสายตากล่าวหาของคนอื่น สีหน้าของหลินเยว่ก็ดูแย่ทันที ตอนแรกเขาคิดว่าเขาหนีมาจากอำเภอเล็กๆ แห่งนั้นแล้วเขาก็จะสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง คาดไม่ถึงว่าจะมีคนจำเขาได้ เขาไม่กลัวที่จะถูกคนอื่นทัก แต่เขากลัวว่าเขาจะไม่มีโอกาสได้ลบล้างฉายา “มีดเดียวเจ๊ง!” ฉายาที่เต็มไปด้วยการสบประมาทและประชดประชัน!

        ในใจของหลินเยว่รู้ดี นับตั้งแต่เขาสามารถตัดหินหยกจนได้หยกที่มีมูลค่า 30,000 หยวนก้อนนั้นในตอนเช้าวันนี้ เขาก็ไม่ได้เป็น “มีดเดียวเจ๊ง!” อีกต่อไป แต่ทว่าไม่มีคนอื่นที่รู้เรื่องนี้ ตอนนี้เขาจึงต้องการให้คนอื่นยอมรับว่าเขาก็สามารถตัดหินหยกและพบหยกได้เหมือนกัน เขาต้องการให้ทุกคนยอมรับเขา!

        เสียงวิพากษ์วิจารณ์จากคนรอบๆ ตัวทำให้เฮ่อโย่วจ้างเกิดความลังเลอยู่บ้าง สีหน้าของเขาแสดงอาการครุ่นคิด

        “ท่านเฮ่อ หรือว่าเปลี่ยนคนตัดดีไหม ท่านเป็นคนตัดเอง หรือไม่ก็ให้คุณชายโย่วจ้างเป็นคนตัด ถึงไม่ใช่พวกท่านตัดเองก็เลือกช่างตัดหินหยกคนอื่นๆ ในโรงงานแห่งนี้ก็ได้ แต่ยังไงๆ ก็อย่าให้เขาตัดน่าจะดีกว่า!” มีใครบางคนที่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้นพูดกับท่านเฮ่อฉางเหอขึ้นมาอย่างร้อนใจ

        หลังจากนั้น ก็มีผู้คนมากมายส่งเสียงเห็นด้วยกับความคิดนี้

        “ท่านเฮ่อ เปลี่ยนคนเถอะนะ หากติดความซวยเข้าจริงๆ ถึงหินหยกก้อนแรกจะมีผลออกมาไม่ดีก็ยังไม่เท่าไร แต่ถ้าส่งผลกับหินหยกก้อนอื่นๆ ด้วยก็คงจะแย่มาก”

        “ใช่ ท่านเฮ่อ ขอให้ท่านทบทวนอีกครั้ง”

        ……

        คำพูดแต่ละประโยคของทุกคนในที่แห่งนี้สามารถแทงเข้าที่กลางใจของหลินเยว่อย่างลึกๆ เขาเจ็บจนไม่สามารถบรรยายออกมาได้ หลินเยว่พยายามกัดฟันหักห้ามใจไม่ให้ตนเองวู่วาม เพราะหากเขาก่อเรื่อง โอกาสที่เขาจะได้อยู่ที่นี่เพื่อเรียนรู้ก็คงหมดไป แผนการที่เขาวางไว้ก็คงจะสลายไปด้วย

        ขณะที่ท่านเฮ่อฉางเหอฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านก็ไม่ได้ลดลง ท่านยกมือขึ้นห้ามให้คนอื่นๆ หยุดพูด ดวงตาของท่านจ้องไปยังหลินเยว่พร้อมถามขึ้น “หลินเยว่ หินหยกก้อนนี้ คุณกล้าตัดไหมล่ะ?”

        เมื่อได้ยินประโยคนี้ของท่านเฮ่อฉางเหอ เฮ่อโย่วจ้างที่อยู่ด้านข้างก็เงยหน้าขึ้นมองเหมือนต้องการจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ถูกท่านเฮ่อฉางเหอห้ามเอาไว้ เขาจึงได้แต่มองเหตุการณ์ข้างหน้าอย่างไม่มีทางเลือก เรื่องที่คุณปู่ของเขาตัดสินใจแล้วก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ไม่รู้ว่าชายหนุ่มผู้นี้ทำเสน่ห์อะไรใส่คุณปู่ของเขาถึงทำให้คุณปู่รู้สึกเชื่อมั่นในตัวบุคคลผู้นี้ได้ขนาดนี้ ขณะที่เขาคิด เขาก็มองหลินเยว่ด้วยสายตาสงสัยอย่างอดไม่ได้

        ท่านเฮ่อฉางเหอมองหลินเยว่ด้วยดวงตาเป็นประกาย หลินเยว่ก็พยักหน้าตอบอย่างมั่นใจ “กล้า!”

        “ดี! มาสิ!” ท่านเฮ่อฉางเหอพูดเสียงดัง พร้อมทั้งหลีกทางให้กับหลินเยว่อัตโนมัติ

        คนที่อยู่รอบๆ เห็นว่าไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้แล้ว พวกเขาจึงถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ พร้อมทั้งหวังว่าหลินเยว่จะไม่ได้เอาความซวยของตัวเองมาแพร่เชื้อใส่หินหยกในโรงงานแห่งนี้

        หลินเยว่สูดหายใจเข้าลึกๆ และเดินตรงเข้าไปหาเครื่องตัดหินหยก เขาพบว่าตนเองกำลังมือสั่น แถมยังสั่นแรงเสียด้วย นี่เป็นโอกาสที่เขาจะได้พิสูจน์ตัวเอง ถึงแม้ว่าเขาไม่สามารถกำหนดการตัดเจ๊งหรือตัดได้ แต่ทว่าตอนนี้เขาถอยไม่ได้อีกแล้ว หากเขาไม่เผชิญหน้าโดยตรง ก็ถือว่าเป็นการยอมรับว่าตัวเองเป็น “มีดเดียวเจ๊ง” อย่างแท้จริง อีกทั้งหากเขาพลาดโอกาสนี้ไป เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อไรเขาถึงจะมีโอกาสเช่นนี้อีกครั้ง

        ถ้าอย่างนั้นก็ให้สวรรค์เป็นผู้ลิขิตก็แล้วกัน!

        นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ใช้เครื่องตัดหินหยกที่มีขนาดใหญ่ขนาดนี้ ทำให้ตอนแรกเขาควบคุมอย่างไม่ค่อยชำนาญสักเท่าไร แต่เพียงไม่นานเขาก็สามารถเข้าใจการทำงานของมันได้เป็นอย่างดี

        ขณะที่หลินเยว่กำลังปรับตำแหน่งใบเลื่อยนั้น เฮ่อโย่วจ้างก็พูดกับท่านเฮ่อฉางเหอ “หรือว่าจะลองเปิดบางส่วนดูก่อนดี?”

        เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลินเยว่จึงวางมือลง

        การเปิดบางส่วนกับการตัดหินหยกมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การเปิดบางส่วนเป็นการตัดเพียง 1 เซนติเมตร หรืออาจจะตัดเพียงไม่กี่มิลลิเมตรเพื่อดูว่าภายในหินหยกมีสภาพอย่างไร แต่การตัดหินหยกจะเป็นการตัดตามรอยลากที่วาดไว้ลงไปจนถึงที่สุด

        การเปิดบางส่วนจะไม่ถือว่าเป็นการตัดหินหยก ดังนั้น ประโยคนี้ของเฮ่อโย่วจ้างก็เป็นการตัดโอกาสของหลินเยว่อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะการเปิดบางส่วนนั้นไม่ได้แตกต่างกับการไม่ได้ตัดหินหยกเลย นั่นก็แสดงว่าหลินเยว่ไม่ได้ตัดหินหยกน่ะสิ!

        ณ เวลานี้เอง ทุกๆ คนต่างมองตรงไปยังที่ท่านเฮ่อฉางเหอ เพราะคำพูดของท่านจะเป็นการตัดสินว่าจะเลือกเปิดบางส่วนหรือว่าเลือกตัดหินหยก

        หลินเยว่มองท่านเฮ่อฉางเหออย่างกังวล เพราะประโยคเดียวของอีกฝ่ายจะสามารถพิพากษาประหารชีวิตเขา หรืออาจจะเป็นการเปิดโอกาสให้เขาได้ทำคุณงามความดีเพื่อลบล้างความผิดก็ได้

        ท่านเฮ่อฉางเหอหัวเราะเสียงดัง พร้อมทั้งตบบ่าเฮ่อโย่วจ้างราวกับต้องการบอกความนัยบางอย่าง หลังจากนั้นจึงพูดกับหลินเยว่ “ตัดลงไปเลย ไม่ต้องเปิดบางส่วน”

        เมื่อได้ยินประโยคนี้ หลินเยว่พลันรู้สึกโล่งใจทันที เขามองท่านเฮ่อฉางเหออย่างซาบซึ้ง และปรับตำแหน่งของใบเลื่อยต่อ เพียงไม่นานเขาก็พบว่าตอนนี้ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งใบเลื่อยได้อีกแล้ว ดังนั้น เขาจึงโน้มตัวลงเพื่อปรับตำแหน่งแท่นเหล็กที่ไว้สำหรับล็อกตัวหินหยกให้นิ่งอยู่กับที่ เมื่อปรับตำแหน่งแท่นเหล็กเสร็จเรียบร้อย เขาจึงลุกขึ้นมาปรับตำแหน่งใบเลื่อยต่อ

        การกระทำที่เดี๋ยวลุกเดี๋ยวนั่งของหลินเยว่ทำให้ผู้คนรอบๆ ต่างถอนหายใจ เพราะการกระทำของเขาดูไม่เหมือนมืออาชีพเลย แค่ปรับตำแหน่งเครื่องตัดหินหยกก็ดูเป็นเรื่องยากลำบากทีเดียว แต่ทว่าหลินเยว่กลับไม่ได้สนใจสิ่งเหล่านี้ เขายังคงปรับตำแหน่งใบเลื่อยต่อไปอย่างตั้งใจ ผ่านไป 1 นาที ในที่สุดเขาก็ปรับเรียบร้อย

        หลินเยว่ส่งสายตาสอบถามท่านเฮ่อฉางเหอ ท่านเฮ่อพยักหน้าพร้อมทั้งส่งยิ้มเป็นกำลังใจให้กับเขา

        หลินเยว่พยักหน้ารับ หลังจากนั้นจึงกดเปิดสวิตช์ที่เครื่องตัดหินหยก ใบเลื่อยจึงค่อยๆ เคลื่อนเข้าหาหินหยก

        ช่วงเวลาที่หลินเยว่รู้สึกตื่นเต้นที่สุดก็คือ ช่วงที่ใบเลื่อยกำลังจะสัมผัสกับผิวหน้าของหินหยก หากก่อนหน้านี้เขาปรับตำแหน่งไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้ตัดหินหยกผิดตำแหน่ง ซึ่งถือว่าเป็นความผิดอย่างมหันต์ เพราะการลงเลื่อยเพียงครั้งเดียวนี้อาจจะทำให้ไม่พบตำแหน่งหยกที่แน่นอน หรืออาจจะทำให้หยกเสียหายเป็นมูลค่าหลายแสน

        จังหวะที่ใบเลื่อยกำลังสัมผัสกับหินหยกนั้น หลินเยว่จึงผ่อนลมหายใจออกอย่างโล่งใจ ใบเลื่อยตัดลงไปบนตำแหน่งที่ลากเส้นไว้อย่างพอดี โดยไม่มีการคลาดเคลื่อนแม้แต่นิดเดียว

        ใบเลื่อยค่อยๆ ตัดลงไป เสียงครืดๆ ดังกระหึ่มไปทั่วทั้งโรงงาน หัวใจของหลินเยว่ราวกับกำลังลอยเคว้งตามไปด้วย ผู้คนรอบๆ ต่างจ้องมองภาพใบเลื่อยกำลังตัดลงบนก้อนหินหยกอย่างตื่นเต้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)