0 Views

        ริมฝีปากเล็กๆ ของฉินเหยาเหยาทำเสียงแจ๊บๆ อยู่สองสามครั้ง  ใบหน้างามของเธอทำสีหน้าราวกับกำลังมีความสุขอย่างที่สุด หลังจากนั้นเธอจึงพูดขึ้น “ไม่เลว ไม่เลว หลินเยว่ ฝีมือการทำอาหารของคุณพัฒนาขึ้นอีกขั้นแล้ว”

        “แน่นอนสิ” หลินเยว่พูดอย่างภาคภูมิใจ

        “แหม พอฉันพูดชมหน่อยเดียว คุณก็รีบยกหางตัวเองขึ้นเลยนะ”  ดวงตากลมโตของฉินเหยาเหยาก็กลอกตาขาวใส่หลินเยว่แรงๆ

        พวกเขาทั้งสองทานอาหารค่ำมื้อนี้ร่วมกันอย่างมีความสุข พวกเขาคุยกันนานมาก นับตั้งแต่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ด้วยกันมา เมื่อนับช่วงเวลาที่แต่ก่อนพวกเขาเคยคุยกันทั้งหมดรวมๆ แล้วยังน้อยกว่าวันนี้วันเดียวเสียอีก

        ขณะที่ฉินเหยาเหยากำลังทานซุปต้มจืดสาหร่ายไข่ฝีมือของหลินเยว่นั้น เธอเห็นหลินเยว่เหมือนมีเรื่องอยากจะพูดแต่พูดไม่ออก เธอจึงถามด้วยความข้องใจ “คุณเป็นอะไรหรอ? มีเรื่องอะไรอยากจะพูดหรือเปล่าล่ะ? ฉันรู้ว่าคุณเลี้ยงอาหารมื้อใหญ่อย่างนี้ต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ พูดออกมาเถอะ ฉันจะตั้งใจฟังเป็นอย่างดี” หลังจากพูดจบ เธอก็ทำท่าจริงจังขึ้นมา

        เห็นการกระทำที่แสนน่ารักของฉินเหยาเหยาเช่นนี้ ทำให้หลินเยว่หลุดหัวเราะออกมาอย่างอดใจไม่ไหว

        เสียงหัวเราะของหลินเยว่ทำให้มาดจริงจังของฉินเหยาเหยาต้องพังทลายลงทันที เธอโอดครวญอย่างไม่พอใจ “กว่าฉันจะจริงจังขึ้นมาได้สักครั้งก็ยากพอแล้ว แต่กลับถูกความไม่จริงจังของคุณที่นานๆ จะมีสักทีทำลายลงอย่างราบคาบ พูดออกมาเถอะ เกิดอะไรขึ้นกันแน่”

        เมื่อฉินเหยาเหยาพูดจบ สีหน้าของหลินเยว่ก็เข้มขึ้นทันที เขาอาศัยอยู่กับฉินเหยาเหยามา 5 เดือนแล้ว จึงรู้สึกผูกพันกันพอสมควร แต่ตอนนี้เขาจะไปทำงานที่คุนหมิง ในใจจึงรู้สึกคิดถึงเธออยู่บ้าง เขานิ่งเงียบไปชั่วครู่ แต่สุดท้ายก็เอ่ยปากพูดออกมา “ผมจะไปทำงานที่คุนหมิงแล้ว คงไม่ได้พักอยู่ที่นี่อีก ต่อไม่คงไม่มีใครผลัดกันทำอาหารกับเธอแล้วล่ะ”

        ฉินเหยาเหยามองหลินเยว่อยู่สักพัก ในที่สุดเธอก็หลุดหัวเราะดัง “พรืด” ออกมาโดยไม่เหลือภาพลักษณ์กุลสตรีเลยสักนิด

        หลินเยว่มองฉินเหยาเหยาอย่างข้องใจ เขาไม่รู้ว่าเธอหัวเราะเพราะเหตุใดกันแน่

        หรือว่าเธอเสียใจจนเสียสติไปเสียแล้ว? เขาคงไม่ได้มีเสน่ห์ขนาดนั้นหรอกมั้ง?

        ผ่านไปสักพัก ฉินเหยาเหยาจึงเริ่มกลับมาเป็นปกติ เธอกลอกตาใส่หลินเยว่แรงๆ พร้อมพูดขึ้น “คุณอยากจะสลัดฉันทิ้ง เชอะ! ไม่มีทางเสียหรอก ฉันกินอาหารฝีมือคุณจนติดขนาดนี้แล้ว เรื่องนี้คุณต้องรับผิดชอบ!”

        “รับผิดชอบ?” หลินเยว่อึ้งไปชั่วครู่แล้วก็รีบถามกลับ “เธอจะไปคุนหมิงกับผมหรอ?”

        ฉินเหยาเหยาทำสีหน้ายอมแพ้ใส่หลินเยว่ เธอมองเขาพร้อมพูดอย่างอ่อนใจ “ตาแก่อย่างคุณคิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยหรอ? ฉันถึงต้องตามตื๊อคุณจะเป็นจะตายขนาดนั้น พอดีฉันถูกโยกย้าย ต้องไปคุนหมิงเดือนหน้าเหมือนกัน ฉันกำลังกลุ้มอยู่เลยว่าไม่รู้จะไปพักที่ไหน เอาอย่างงี้นะ คุณไปหาที่พักที่คุนหมิงก่อน แล้วเดือนหน้าฉันจะตามไป พวกเราแชร์ที่พักด้วยกัน อ้อ! พวกเรามาตกลงกันก่อนนะว่าก่อนที่ฉันจะไปคุนหมิง คุณห้ามแชร์ที่พักกับคนอื่นก่อนด้วยล่ะ!”

        เมื่อได้ยินฉินเหยาเหยาอธิบาย หลินเยว่ก็หัวเราะออกมาราวกับคนบ้า ช่างบังเอิญจริงๆ!

        หลังจากนั้น พวกเขาทั้งสองก็พูดคุยเกี่ยวกับคุนหมิงอีกยาว จนกระทั่งดึกมากถึงได้แยกย้ายกันเข้านอน

        วันถัดมา หลังจากที่เขาตื่นนอน เขาจึงรีบโทรศัพท์หาท่านเฮ่อฉางเหอเพื่อบอกว่าเขาตัดสินใจแล้วว่าจะไปทำงานกับอีกฝ่าย ท่านเฮ่อฉางเหอที่อยู่ในสายก็รู้สึกดีใจกับการตัดสินใจของหลินเยว่ในครั้งนี้ และบอกกับหลินเยว่ว่าเมื่อถึงคุนหมิงแล้วก็ให้ติดต่อกับเขาโดยตรง

        หลังจากวางสายโทรศัพท์ ความรู้สึกกังวลที่มีอยู่ในใจของหลินเยว่ก็ผ่อนคลายคง เขาคาดไม่ถึงว่าคนที่มีชื่อเสียงอย่างท่านเฮ่อฉางเหอยังจะจำเขาได้ ถึงแม้ว่าการพบกันระหว่างพวกเขาเพิ่งผ่านไปเพียงวันเดียว แต่ในแต่ละวันอีกฝ่ายต้องเจอกับคนธรรมดาแบบเขาเป็นจำนวนไม่น้อย และมีโอกาสค่อนข้างสูงที่เขาอาจจะถูกลืม แต่ตอนนี้เขาก็ไม่ต้องคิดมากกับเรื่องนี้อีกแล้ว

        หลังจากนั้น หลินเยว่จึงโทรศัพท์หาคนในครอบครัว บอกพวกเขาว่าเขาโอนเงินไปให้แล้ว อีกทั้งเล่าเรื่องที่เขาจะไปทำงานที่คุนหมิง พร้อมทั้งพูดให้คนทางบ้านรู้สึกวางใจ

        หลังจากนั้น หลินเยว่จึงหาสถานที่เพื่อตัดหินหยกที่เขาได้มาเมื่อวาน เนื่องจากภายในหยกมีรอยร้าวเล็กๆ หลายแห่ง ดังนั้น จึงขายไปในราคา 30,000 หยวน แต่ทว่ามูลค่า 30,000 หยวนนี้ก็ทำให้หลินเยว่รู้สึกพอใจอย่างยิ่ง

        เขาหิ้วสัมภาระของตัวเองเดินทางขึ้นรถไฟไปยังคุนหมิงตามกำหนดที่เขาและฉินเหยาเหยาได้ปรึกษากันไว้ตั้งแต่เมื่อคืน

        ****************

        “ผู้จัดการคะ ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะย้ายไปทำงานที่คุนหมิงตามคำสั่งโยกย้ายค่ะ”

        ฉินเหยาเหยาสวมชุดกี่เพ้าสีชมพู เธอยืนอยู่ตรงหน้าหญิงสาวอายุประมาณ 40 ปีที่ดูภูมิฐานคนหนึ่ง

        “เอ๋? ทำไมถึงตัดสินใจจะไปแล้วล่ะ? เมื่อวานเธอยังพูดอยู่ว่าไม่ไปไม่ใช่หรือ?”

        หญิงสาวภูมิฐานผู้นี้ถามฉินเหยาเหยาอย่างสงสัย เมื่อวานตอนที่ฉินเหยาเหยาได้รับคำสั่งการโยกย้าย เธอกลับปฏิเสธอย่างหนักแน่น แต่วันนี้ทำไมถึงได้เปลี่ยนใจเสียแล้วล่ะ?

        “เมื่อวานฉันยังคิดไม่รอบคอบค่ะ แต่พอกลับไปคิดทบทวนอีกที ฉันคิดว่าฉันควรจะย้ายไปทำงานที่นั่น เพราะที่นั่นมีโอกาสก้าวหน้ามากกว่าค่ะ”

        ฉินเหยาเหยาพูดขึ้น

        “อ้อ อย่างนี้นี่เอง โชคดีที่เมื่อวานพี่ยังไม่ได้รายงานกับทางสำนักงานใหญ่ว่าเธอปฏิเสธที่จะไป เดี๋ยววันนี้พี่จะรายงานขึ้นไป เดือนหน้าเธอก็ไปรายงานตัวที่สำนักงานใหญ่นะ”

        “ขอบคุณค่ะ พี่อู๋” ฉินเหยาเหยาพูดขอบคุณ

        “เอาล่ะ ระหว่างพวกเราไม่จำเป็นต้องพูดคำขอบคุณพวกนี้หรอก ไปถึงที่นั่นก็ตั้งใจทำงานดีๆ ล่ะ ถ้าได้ดีก็อย่าลืมพี่ก็แล้วกัน”

        “ฉันจะไม่ลืมพี่อย่างแน่นอนค่ะ”

        เมื่อเดินออกมาจากห้องผู้จัดการใหญ่ ฉินเหยาเหยาก็ถอนหายใจหนักๆ อย่างโล่งใจ

        *******************

        เมื่อมาถึงคุนหมิง หลินเยว่จึงโทรศัพท์หาท่านเฮ่อฉางเหอ บอกกับท่านว่าตัวเองมาถึงแล้ว ท่านเฮ่อฉางเหอบอกให้เขารออยู่ที่สถานีรถไฟก่อน เพียงไม่นานนักก็มีชายผู้หนึ่งเดินทางมาที่นี่อย่างรีบร้อน ชายผู้นี้อายุประมาณ 30 กว่าปี เขายังคงสวมชุดฟอร์มของนายช่างอยู่เลย

        “คุณคือหลินเยว่ใช่ไหม? ท่านเฮ่อให้ผมมารับคุณ ผมชื่อซุนเสียง เป็นช่างตัดหินหยกในหรงเล่อเซวียน” ซุนเสียงพูดอย่างเร่งรีบ ดูเหมือนว่าเกิดเรื่องเร่งด่วนบางอย่างทำให้เขาต้องมาอย่างรีบๆ ร้อนๆ แบบนี้

        “สวัสดีครับ” หลินเยว่จับมือทักทายกับอีกฝ่าย

        “ไปกันเถอะ ท่านเฮ่อกับคุณชายเฮ่อกำลังตัดหินหยกอยู่ที่โรงงานน่ะ ตอนนี้ที่นั่นกำลังขาดคน คุณมาได้เวลาพอดีเลย” ซุนเสียงรู้สึกว่าหลินเยว่หนุ่มเกินไป ดูจากสถานการณ์เขาคิดว่าหลินเยว่น่าจะมีเส้นสายถึงได้เข้ามาทำงานที่นี่ ดังนั้น น้ำเสียงของเขาจึงแฝงไปด้วยความดูถูก

        หลินเยว่พยักหน้ารับ เขาเดินตามซุนเสียง ขึ้นนั่งบนรถแท็กซี่ที่ขับมุ่งหน้าไปยังส่วนโรงงานของหรงเล่อเซวียน ส่วนน้ำเสียงดูถูกของซุนเสียง หลินเยว่เพียงส่งยิ้มน้อยๆ เป็นการตอบกลับ เพราะในความคิดของหลินเยว่มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

        เพียงไม่นาน หลินเยว่และซุนเสียงก็มาถึงโรงงานขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ที่นี่อยู่ในเขตชานเมืองของคุนหมิง จึงไม่ได้มีความเจริญเหมือนในตัวเมือง หากมีโรงงานใหญ่ขนาดนี้ตั้งอยู่ในเขตตัวเมือง แค่คำนวณในส่วนที่ดินก็ถือว่าร่ำรวยมหาศาลแล้วล่ะ

        เมื่อเห็นว่าโรงงานที่อยู่เบื้องหน้ามีขนาดใหญ่ขนาดนี้  หลินเยว่จึงได้แต่รำพึงในใจ ธุรกิจของปรมาจารย์แห่งหยกช่างไม่ธรรมดา ไม่สามารถเอาโรงงานเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ ไปเทียบเคียงได้เลย เพราะมันอยู่กันคนละระดับจริงๆ

        เมื่อคิดว่าในอนาคตจะมีหยกที่ถูกตัดออกมาด้วยฝีมือของตัวเองมากยิ่งขึ้น หลินเยว่ก็เกิดอาการตื่นเต้น

        สำหรับการพนันหินหยก หลินเยว่มีกลยุทธ์ในการเอาชนะได้อย่างเด็ดขาดแล้ว แต่สิ่งที่เขาขาดก็คือความรู้และประสบการณ์เกี่ยวกับหยก ในสถานการณ์ที่เขายังไม่รู้ว่าพลังพิเศษนี้จะมีผลร้ายอื่นๆ ตามมาอีกหรือไม่ ทำให้เขาสามารถใช้พลังนี้ได้เพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ดังนั้น เขาจึงต้องหาหินหยกที่มีความเป็นไปได้สูงมาพนัน หลังจากนั้นค่อยใช้พลังพิเศษเช็กอีกที การพนันหินหยกก็เหมือนกับการทำข้อสอบ เขามีโอกาสทุจริตได้แต่กลับหาไม่เจอว่าคำตอบที่โจทย์ต้องการอยู่ส่วนไหนของหนังสือ ถึงเวลานั้นเขาคงต้องแอบร้องไห้โหยหวนอยู่คนเดียว

        ดังนั้น การที่เขามาทำงานกับปรมาจารย์แห่งหยกในโรงงานแห่งนี้ ส่วนหนึ่งเขามาเพื่อตัดหินหยก แต่สิ่งที่สำคัญก็คือเขามาเพื่อศึกษาหาความรู้จากนายช่างเก่าแก่ที่มีความเชี่ยวชาญ รวมทั้งการหาความรู้เกี่ยวกับหยกที่เขาสามารถศึกษาได้จากปรมาจารย์แห่งหยก อีกทั้งเขายังมีหินหยกหลากหลายแบบที่เป็นวัตถุดิบชั้นดีที่เขาสามารถใช้ในการฝึกปรือตัวเองในสถานการณ์จริง

        เมื่อเข้าถึงเขตโรงงาน สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาของหลินเยว่ก็คือหินหยกที่วางกระจายเต็มโรงงาน พร้อมทั้งเครื่องมือและเครื่องจักรสำหรับตัดหินหยกสารพัดชนิด รวมทั้งอุปกรณ์สำหรับแกะสลัก อีกทั้งมีกลุ่มคนที่กำลังส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจอยู่

        ตรงบริเวณเครื่องตัดหินหยกขนาดใหญ่ มีกลุ่มคนกำลังปรึกษากัน และหนึ่งในนั้นก็มีคนที่หลินเยว่รู้จัก นั่นก็คือท่านเฮ่อฉางเหอ

        ซุนเสียงพาหลินเยว่เดินเข้าไป เขาพูดกับท่านเฮ่อฉางเหอสองสามประโยค ท่านเฮ่อฉางเหอจึงหันศีรษะกลับมาและส่งยิ้มให้กับหลินเยว่เพื่อเป็นการบอกเขาให้รอสักครู่ หลังจากนั้นท่านเฮ่อก็ก้มหน้าก้มตายุ่งกับเรื่องของตัวเองต่อไป

        ตอนนี้หลินเยว่รู้สึกสนใจการพนันหินหยกที่อยู่เบื้องหน้ามาก เขาจะมีโอกาสได้เห็นท่านเฮ่อฉางเหอปรมาจารย์แห่งหยกพนันหินหยก เขาจึงรีบเดินเข้าไปตรงนั้น เพราะนี่เป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ศึกษาเรียนรู้เพื่อพัฒนาตนเอง

        ท่ามกลางฝูงชนมีหินหยกความสูงหลายสิบเซนติเมตรวางอยู่ และข้างหินหยกก้อนนั้นก็มีชายหนุ่มอายุราว 25 – 26 ปีนั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มผู้นี้คล้ายท่านเฮ่อฉางเหอตอนยังหนุ่ม หลินเยว่คิดว่าเขาต้องเป็นหลานชายของท่านเฮ่อฉางเหออย่างแน่นอน ชายหนุ่มปฏิบัติการอย่างชำนาญ มีการสาดน้ำใส่หินหยกก้อนนั้นอยู่บ่อยครั้ง หลังจากนั้นก็ใช้ไฟฉายกำลังสูงส่องดู

        หลินเยว่รู้ดีว่านี่คือการหาตำแหน่งของหยกที่อยู่ในก้อนหินหยก เพื่อจะได้ลากเส้นสำหรับตัดหินหยกได้อย่างถูกต้องเหมาะสม หากหาตำแหน่งไม่ถูกต้อง อาจจะทำให้ตัดถูกตัวหยกจนหยกเกิดความเสียหายได้ ถึงตอนนั้นถึงจะร้องไห้ก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกแล้ว

        หลินเยว่สังเกตวิธีการจัดการและเทคนิคของชายหนุ่ม มือของเขาก็ลากไปลากมาอย่างต่อเนื่อง วงการนี้ไม่เหมือนกับการฝึกวรยุทธ์ เพราะการแอบฝึกวรยุทธ์จากฝ่ายอื่นถือว่าเป็นการทำผิดกฎ แต่การแอบขโมยความรู้เรื่องหยกรวมทั้งเทคนิคอื่นๆ จากคนอื่น คนที่เห็นจะคิดว่าคุณเป็นคนรักการเรียนรู้ และหากคุณสามารถทำได้จริงๆ คนอื่นก็จะชื่นชมคุณบอกว่าคุณเรียนรู้ได้เร็ว เพราะธรรมเนียมเช่นนี้เป็นวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณะเฉพาะตัวของวงการหยก

        ชายหนุ่มสำรวจหินหยกอยู่ประมาณสิบกว่านาที ในที่สุดเขาก็ระบุตำแหน่งของหยกออกมา หลังจากนั้นเขาก็ลากเส้นๆ หนึ่งลงบนหินหยก แล้วลุกขึ้นยืนเช็ดเหงื่อบริเวณศีรษะ

        “คุณปู่ หาเสร็จแล้วครับ” ชายหนุ่มผู้นั้นพูดกับท่านเฮ่อฉางเหอ น้ำเสียงของชายหนุ่มแฝงไปด้วยความหยิ่งผยอง ดูท่าชายหนุ่มผู้นี้ก็คงจะวางตัวสูงกว่าผู้อื่น

        “ฮ่าๆ ……” ท่านเฮ่อฉางเหอหัวเราะออกมาแล้วพูดขึ้น “เดี๋ยวปู่ดูสิ ดูว่าหลานหาได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง?”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)