0 Views

        ขณะที่เขาสัมผัสชามใบนี้ เขารู้สึกเย็นสดชื่น อีกทั้งเนื้อของมันมีความแน่นเรียบเสมอกันตลอดทั้งชาม ให้ความรู้สึกดีเยี่ยมจริงๆ

        หลินเยว่พลิกก้นชามขึ้นมาดู คิ้วของเขาขมวดเล็กน้อย ทำไมถึงไม่มีการลงนามไว้ล่ะ โดยปกติหากไม่มีการลงนาม มูลค่าของของชิ้นนั้นจะไม่ค่อยสูงมากนัก หรือว่า… หลินเยว่แอบดีใจ ไม่แน่หรอกนะเขาอาจจะโชคดีมีโอกาสเก็บตกซื้อของแท้ได้ในราคาถูกขึ้นมาจริงๆ

        หลินเยว่สังเกตสีเคลือบด้านบนอย่างละเอียด สารเคลือบมีความมันเงาแวววาวและบริสุทธิ์ สีเคลือบอ่อนจางแต่เป็นสีฟ้าคราม มีความสม่ำเสมอและดูเรียบหรูราวกับท้องฟ้าสีฟ้าครามอันสวยงามทีเดียว

        หลินเยว่ไม่ได้มีความรู้ด้านวัตถุโบราณมากนัก แต่เมื่อก่อนเขาเคยได้ยินผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งพูดเอาไว้ว่า เครื่องเคลือบประเภทนี้ถูกคิดค้นขึ้นมาในสมัยจักรพรรดิคังซีแห่งราชวงศ์ชิงโดยการใช้การเผาอุณหภูมิสูงจึงเกิดเป็นสีเคลือบเช่นนี้ขึ้น มีชื่อเรียกว่า “เครื่องเคลือบฟ้าคราม”

        ถึงแม้ว่าในใจของเขาจะค่อนข้างเชื่อว่าชามใบนี้เป็นของแท้ แต่ทว่าคิ้วของหลินเยว่กลับขมวดลึกยิ่งกว่าเดิม สาเหตุหนึ่งนั่นเป็นเพราะเขารู้สึกกังวลกับเงินในกระเป๋าของตัวเอง ถึงแม้ว่าเขารู้สึกอยากได้ชามใบนี้ แต่ว่าราคาของมันคงจะไม่ถูกอย่างแน่นอน ส่วนอีกสาเหตุนั้นเขาทำเพื่อให้ชายวัยกลางคนผู้นั้นดู เผื่อจะได้ต่อรองราคาได้ง่ายขึ้น

        “สหายหนุ่ม คิดว่าเป็นยังไงบ้างล่ะ” ชายวัยกลางคนเห็นหลินเยว่ขมวดคิ้ว เขาจึงเริ่มรู้สึกกดดันอยู่ภายใน แต่สีหน้าภายนอกนั้นก็ยังถามแบบยิ้มๆ อยู่นั่นเอง

        “ลักษณะภายนอกไม่เลวเลย แต่ว่าไม่มีการลงนามน่ะ! ไม่มีการลงนามแบบนี้ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่ามันอยู่ในยุคสมัยไหน” หลินเยว่ขมวดคิ้วพร้อมพลิกก้นชามเข้าหาชายวัยกลางคนผู้นั้น

        “สหายหนุ่ม นี่เป็นเครื่องเคลือบฟ้าครามในสมัยจักรพรรดิคังซี แค่มองก็รู้ว่าเป็นของในสมัยจักรพรรดิคังซีน่ะ” ดูท่าชายวัยกลางคนผู้นี้ก็มีความรู้ไม่น้อยทีเดียว

        คนที่ขายของบนถนนเส้นนี้ล้วนไม่ธรรมดากันทั้งนั้น คิดอยากจะตบตาพวกเขาก็คงจะไม่ง่ายสักเท่าไร

        หลินเยว่ส่ายศีรษะ เขาจึงพูดข้อมูลที่แต่ก่อนเขาเคยได้ยินมาให้ชายวัยกลางคนผู้นี้ฟัง “เครื่องเคลือบฟ้าครามอาจจะไม่ได้อยู่ในสมัยจักรพรรดิคังซีก็ได้ อาจจะเป็นสมัยจักรพรรดิยงเจิ้งหรือจักรพรรดิเฉียนหลงก็ได้เหมือนกัน เครื่องเคลือบฟ้าครามในสมัยจักรพรรดิคังซีสีจะค่อนข้างอ่อน ส่วนในสมัยจักรพรรดิยงเจิ้งสีจะค่อนข้างเข้ม ในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงจะมีสีเหลืองอมเขียวจางๆ คุณลองดูสีเคลือบบนชามนี้สิ สีเข้มมาก อีกทั้งดูทื่อๆ ด้านๆ ไม่มีชีวิตชีวา ผมคิดว่าอาจจะเป็นสมัยปลายราชวงศ์ชิงก็ได้นะ หรืออาจจะเป็นสมัยสาธารณรัฐจีน ผมว่าสมัยสาธารณรัฐจีนน่าจะเป็นไปได้มากกว่า ผมได้ยินมาว่าตอนนี้ที่จิ่งเต๋อเจิ้น* ก็สามารถทำชามแบบนี้ออกมาได้แล้วเหมือนกัน ฝีมือค่อนข้างดีเสียด้วย ชามใบนี้ 80% น่าจะเป็นของลอกเลียนแบบ”

        ขณะที่หลินเยว่พูด สีหน้าของชายวัยกลางคนก็ดูแย่ขึ้นเรื่อยๆ รอยยิ้มก็ค่อยๆ เกร็งค้าง แต่หลินเยว่กลับต้องการพูดต่ออีก เขาใช้นิ้วชี้ไปยังตำแหน่งหนึ่งตรงปากชาม “ตรงนี้มีรอยร้าวเล็กๆ อยู่รอยหนึ่ง ซ้ำยังลึกมาจนถึงด้านในแล้วด้วย รอยนี้น่าจะเกิดจากการควบคุมอุณหภูมิตอนเผาไม่ค่อยดี เลยเผาออกมาเสียน่ะ”

        ชายวัยกลางคนมองไปยังตำแหน่งที่หลินเยว่ชี้ พอเขามองให้ชัดก็พบว่าสิ่งที่หลินเยว่พูดเป็นความจริง มันมีรอยร้าวรอยหนึ่งอยู่ตรงนั้น ตอนที่เขาซื้อเขาไม่เห็นรอยนี้ เมื่อได้ยินหลินเยว่พูดออกมา รอยยิ้มบนใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ค่อยๆ หายไป เขาไม่ได้สงบนิ่งเหมือนตอนแรกอีกต่อไป

        อันที่จริง หลินเยว่ไม่ได้รู้เรื่องวัตถุโบราณอะไรเลย คำพูดของเขาพวกนี้ทั้งหมดเขาได้ยินมาจากผู้เชี่ยวชาญท่านหนึ่งที่พูดตอนประเมินของปลอมชิ้นหนึ่งนั่นเอง เขาก็แค่ลอกเลียนแบบแล้วนำออกมาใช้ตอนนี้เท่านั้น หลังจากนั้นเขาก็แต่งเติมด้วยจินตนาการมั่วๆ ของเขาอีกที คาดไม่ถึงว่าจะสามารถพูดข่มจนทำให้ชายวัยกลางคนหมดความมั่นใจ แต่รอยร้าวเล็กๆ รอยนั้นก็เป็นสิ่งที่เขามองเห็นกับตาตัวเองจริงๆ ไม่รู้เป็นเพราะเหตุใด นับตั้งแต่ที่เขามีสายตากลับมาเห็นเป็นปกติ เวลาเขามองของทุกสิ่งมันช่างชัดเจนทุกอณู ถึงแม้ว่าจะเป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ขนาดไหน แต่ก็ไม่สามารถรอดพ้นจากสายตาของเขา

        เมื่อเห็นสีหน้าของชายวัยกลางคน หลินเยว่ก็รู้แล้วว่าเขาเกทับอีกฝ่ายได้สำเร็จ หลังจากนั้นเขาจึงรีบเติมเชื้อเพลิงต่อเข้าไปอีกโดยพูดขึ้น “ดังนั้น ชามใบนี้มีโอกาสเป็นของปลอมสูงถึง 80 – 90% แต่อาจเป็นเพราะผมตาไม่มีแววเองก็ได้ ถ้าอย่างนั้นท่านก็เก็บเอาไว้ต่อเถอะนะ” เขาพูดจบก็ทำท่าเดินออกจากร้าน

        “สหายช่างตาดีจริงๆ ตอนที่ผมซื้อชามใบนี้ผมก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน คาดไม่ถึงว่าจะถูกชาวนาที่ดูหน้าซื่อๆ ขนาดนั้นหลอกเอาได้ สหาย ถ้าคุณต้องการจริงๆ แล้วละก็ ผมจะไม่เอากำไรเลยสักนิดเดียว 600 หยวนเป็นยังไงล่ะ?”  เมื่อเห็นว่าหลินเยว่จะจากไป ชายวัยกลางคนจึงรีบพูดขึ้นอย่างร้อนใจ

        หลินเยว่แอบดีใจอยู่ในอก ถึงแม้ว่าเขาจะไม่แน่ใจว่าชามใบนั้นจะเป็นของแท้หรือเปล่า แต่ทว่าหากพิจารณาตามคำกล่าวของผู้เชี่ยวชาญท่านนั้นแล้วน่าจะมีโอกาสสัก 80 – 90% ที่จะเป็นของแท้ หรือว่าเขาจะโชคดีได้เก็บตกซื้อของแท้ในราคาถูกจริงๆ หรือนี่!

        “600?” หลินเยว่คิ้วขมวดเล็กน้อยพร้อมพูดต่อ “600 แพงเกินไป ชามใบนี้อย่างมากมีค่าแค่ 200 หยวนเท่านั้นแหละ บ้านผมกำลังขาดกระถางปักธูปอยู่พอดี ชามใบนี้ลักษณะไม่เลว ถ้าให้ 200 หยวนผมก็จะเอานะ”

        เมื่อพูดประโยคนี้จบ หลินเยว่ก็ถ่มน้ำลายอยู่ในใจ ถุย! จะใช้เงิน 200 หยวนซื้อกระถางปักธูป ข้าคงต้องเผาตัวเองทิ้งเสียแล้ว!

        “200 หยวนถูกเกินไปแล้วล่ะ” ชายวัยกลางคนมีสีหน้าไม่ค่อยดี “ตอนที่ผมซื้อชามใบนี้ ผมจ่ายไป 500 หยวนน่ะ สหาย คุณคงไม่คิดจะให้ผมขาดทุนหรอกนะ ถ้า 500 หยวนคุณเอาไปได้เลย”

        หลินเยว่ส่ายศีรษะ “500 หยวนแพงเกินไป คนที่ดูของเป็นบนถนนเส้นนี้เยอะจะตาย ถึงคุณจะขายชามใบนี้ในราคา  200 หยวนก็อาจจะไม่มีใครต้องการเลยก็ได้นะ” พูดจบ หลินเยว่ก็ทำท่าจะเดินออกไป พลันสายตาของเขาเหลือบไปเห็นก้อนหินก้อนหนึ่ง ก้อนหินก้อนนี้วางทับผ้ารองแผงอยู่ตรงมุมหนึ่งของร้าน เขาแอบสนใจมันอยู่ลึกๆ สายตาของเขาส่องประกายไม่อยากเชื่อออกมา

        เมื่อเห็นว่าหลินเยว่ทำท่าจะเดินออกไปแล้วจริงๆ ชายวัยกลางคนจึงรีบร้องเรียกขึ้นอีกครั้ง “สหายๆ อย่าเพิ่งไปสิ 300 หยวน 300 หยวน นี่เป็นราคาที่ต่ำที่สุดเท่าที่ผมจะให้ได้แล้วนะ หากยังไม่พอใจแล้วละก็เชิญคุณตามสบายเถอะ”

        300 หยวน? หลินเยว่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ หลังจากนั้นเขาจึงพยักหน้า “300 ก็ 300 แต่ว่า… เถ้าแก่ บ้านผมกำลังขาดของสำหรับรองขาโต๊ะอยู่ชิ้นหนึ่ง คุณแถมหินด้านๆ ก้อนนั้นให้ผมด้วยสิ ขนาดกำลังดีเลย”

        ชายวัยกลางคนมองไปยังทิศที่นิ้วมือของหลินเยว่ชี้ไป เขาเห็นก้อนหินที่ตนเองหามาทับผ้ารองแผงร้านของเขา เอาหินหนักขนาดประมาณ 2 กิโลนี้มารองขาโต๊ะอย่างงั้นหรอ? บ้าหรือเปล่า?

        ไม่รู้ว่าหลินเยว่คิดอะไรอยู่ แต่ชายวัยกลางคนก็ทำตามความต้องการของหลินเยว่ด้วยความยินดี เขาจึงนำก้อนหินและชามวางไว้ด้วยกันแล้วส่งให้หลินเยว่พร้อมทั้งกำชับให้หลินเยว่แวะมาดูของที่ร้านของตนบ่อยๆ เพราะร้านของเขามีของดีๆ ทั้งนั้น

        หลินเยว่พยักหน้ารับคำ หลังจากนั้นจึงอุ้มชามและก้อนหินจากไปด้วยความดีใจ

        หลังจากหลินเยว่จากไปแล้ว ชายวัยกลางคนก็อารมณ์ดีฮัมเพลงเบาๆ พร้อมทั้งหยิบก้อนหินจากด้านข้างขึ้นมาก้อนหนึ่งแล้วนำกลับไปทับตรงมุมเดิมที่ก้อนหินก้อนนั้นเคยวางทับอยู่ เขาพูดรำพึงกับตัวเองอย่างภาคภูมิใจ “ชามที่ได้มาในราคา 50 หยวน แค่เอามาขายต่อก็ได้กำไร 250 หยวน ถ้าไม่ได้เป็นเพราะไอ้หนูคนนี้รู้เยอะ ไม่แน่อาจจะหลอกเอาเงินได้หนักกว่านี้ ตอนนี้คนที่จะหลอกได้ก็มีแต่พวกมือใหม่นี่แหละ”

        ระหว่างที่เขาพูด เขาก็ส่งเสียงหึๆ ในลำคออย่างภาคภูมิใจ

        หลินเยว่เดินจากไปไม่ไกลนัก เขาพบว่ามีชายชราผมขาวใบหน้าปรานีผู้หนึ่งมองตามเขาตลอด หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือชายชราผู้นี้กำลังมองชามในมือของเขา หลินเยว่มองการแต่งกายของชายชราผู้นี้เขาก็รู้ทันทีว่าชายชราผู้นี้มีฐานะร่ำรวย เขาไม่เคยเจออีกฝ่ายบนถนนเส้นนี้มาก่อน ซึ่งก็แสดงว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มาจากต่างถิ่น

        “พ่อหนุ่ม ขอผมดูชามในมือของคุณหน่อยได้ไหม” ชายชรายิ้มอย่างปรานีให้กับหลินเยว่พร้อมพูดขึ้น

        หลินเยว่เห็นว่าชายชราผู้นี้คงไม่ใช่คนที่พอได้ชามแล้ววิ่งหนีแน่ๆ ดังนั้น เขาจึงตอบรับอย่างยินดี ในใจของเขาคิดว่าดีไม่ดีชายชราผู้นี้อาจจะเป็นผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งก็ได้

        ชายชรารับชามมาพิจารณาอย่างละเอียด สุดท้ายเขาก็มองตรงจุดลงนามที่ก้นชาม หลังจากนั้นจึงคืนชามให้กับหลินเยว่ เขาพูดพร้อมรอยยิ้ม “พ่อหนุ่ม ตาแหลมทีเดียว ชามนกน้อยต้อนรับดอกท้อใบนี้สามารถรับประกันได้ว่าเป็นของแท้ในสมัยจักรพรรดิคังซีตอนปลายแห่งราชวงศ์ชิง มีคุณค่าน่าสะสมจริงๆ!”

        เมื่อได้ยินชายชรากล่าวขึ้นมาเช่นนี้ หลินเยว่ก็แอบดีใจเป็นอย่างมาก คาดไม่ถึงว่าเขาจะสามารถเก็บตกซื้อของแท้ในราคาถูกได้จริงๆ ตอนแรกเขาคิดเพียงว่าหากของที่เขาซื้อเป็นของลอกเลียนแบบคุณภาพสูงก็ถือว่าเป็นการจ่ายเงินเพื่อซื้อบทเรียนให้กับตนเอง เขาเตรียมใจยอมรับสภาพเหตุการณ์แบบนี้แล้วด้วยซ้ำ คาดไม่ถึงว่าชามใบนี้จะกลายเป็นของล้ำค่า คาดไม่ถึงว่าเขาจะโชคดีเก็บตกซื้อของแท้ในราคาถูกจริงๆ! เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็เริ่มเกิดความอยากรู้ว่าชายชราเบื้องหน้าผู้นี้เป็นใครกันแน่

        “ขอเรียนถามว่าท่านคือ?” หลินเยว่ถามอย่างนอบน้อม

        “ผมชื่อเฮ่อฉางเหอ นี่คือนามบัตรของผม มีธุระอะไรก็สามารถติดต่อผมได้” ผู้อาวุโสยิ้มอย่างสดใสพร้อมหยิบนามบัตรจากบริเวณหน้าอกออกมาหนึ่งใบและยื่นให้กับหลินเยว่

        หลินเยว่รู้สึกคุ้นหูกับชื่อเฮ่อฉางเหออยู่เหมือนกัน แต่ตอนนี้เขากลับคิดไม่ออกว่าบุคคลผู้นี้เป็นใครกันแน่ เขารับนามบัตรของผู้อาวุโสขึ้นมาดู บนนามบัตรมีเพียงชื่อนามสกุล และหมายเลขโทรศัพท์เพียงหมายเลขเดียวเท่านั้น ไม่มีข้อมูลอื่นนอกเหนือจากนี้ ช่างเป็นชายชราที่แปลกจริงๆ!

        ขณะที่หลินเยว่กำลังรับนามบัตรจากเฮ่อฉางเหอนั้น เฮ่อฉางเหอจึงสังเกตเห็นว่าในมือของหลินเยว่กำลังอุ้มก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ เมื่อเห็นลักษณะของก้อนหินแล้ว เฮ่อฉางเหอจึงตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นจึงยิ้มพร้อมพูดขึ้น “ผมขอดูหินหยกของคุณก้อนนี้ได้หรือเปล่า?”

        “หินหยก?” หลินเยว่รู้สึกประหลาดใจ หลังจากนั้นเขาก็เข้าใจได้ทันที ตอนที่เขามองก้อนหินที่ตั้งอยู่บนแผงร้านนั้น เขาก็เห็นว่าผิวของก้อนหินมีสีเขียวเล็กน้อย เขาอาศัยประสบการณ์ในการตัดหินหยกมาหลายปีจึงมองออกว่าหินก้อนนี้เป็นหินหยกก้อนหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงขอหินหยกก้อนนี้มาจากเถ้าแก่ด้วย ตอนนั้นเขาคิดเพียงว่าเขาอาจจะฟลุกโชคดีขึ้นมาก็ได้ หากตัดหินหยกแล้วภายในมีหยกจริงๆ เขาก็จะรวยแล้วน่ะสิ

        นี่คือความคิดของคนที่วันๆ เอาแต่ฝันหวานว่าจะโชคดีเก็บตกซื้อของแท้ได้ในราคาถูกน่ะสิ!

        ขณะที่หลินเยว่รับชามคืนมา เขาก็ยื่นหินหยกให้กับเฮ่อฉางเหอ

        เฮ่อฉางเหอหยิบไฟฉายกำลังสูงอันหนึ่งออกมาจากกระเป๋าและส่องไปยังหินหยกตรงบริเวณที่มีสีเขียวตรงนั้น หลินเยว่มองออกทันทีว่านี่คือของที่นักพนันหินหยกต้องเตรียมไว้ติดตัวตลอดเวลา เขามีสีหน้าพิศวงไปชั่วครู่

        หรือว่าชายชราผู้นี้ก็เป็นนักพนันหินหยกเช่นกัน?

        แต่เพียงไม่นานเขาก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอีกต่อไป เพราะคนที่มายังถนนเส้นนี้คงมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ไม่พนันหินหยก

        หลังจากนั้นไม่นาน เฮ่อฉางเหอก็ถอนหายใจออกมา เพราะถึงแม้ว่าสีเขียวที่ปรากฏขึ้นบนหินหยกอาจจะดูเป็นธรรมชาติมาก แต่ทว่ามันเป็นสิ่งที่ถูกป้ายลงไปด้วยน้ำมือของมนุษย์ เพราะภายในก้อนหินไม่มีประกายสีเขียวใดๆ ทั้งสิ้น

*จิ่งเต๋อเจิ้น (景德镇)ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งเครื่องเคลือบ เครื่องปั้นดินเผาของประเทศจีน ตั้งอยู่ในมณฑลเจียงซี


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)