0 Views

        ผ่านไปชั่วครู่ ท่านเฮ่อฉางเหอจึงได้สติขึ้นมาจากเสียงหัวเราะของตัวเอง ท่านมองหลินเยว่ด้วยสายตาที่แฝงความนัยบางอย่าง “คุณยังเด็กเกินไป และมีจิตใจดีเกินไป โดยปกติจะไม่มีใครพูดตรงๆ ว่าของของคนอื่นเป็นของปลอมหรอกนะ นอกจากจะมั่นใจจริงๆ แต่ถึงจะมีความมั่นใจก็ไม่ควรพูดอยู่ดี ควรจะให้เกียรติอีกฝ่ายด้วยเหมือนกัน อีกอย่างก็ควรจะเหลือพื้นที่เพื่อเป็นทางออกสำหรับตัวเองเช่นกัน ครั้งหน้าหากเจอเหตุการณ์เช่นนี้อีกให้พูดจามีชั้นเชิงหน่อย อย่าพูดตรงจนเกินไป หากมองออกว่าเป็นของปลอมก็พูดว่าตัวเองตาไม่แหลมพอจึงมองไม่ออกก็พอแล้ว”

        หลินเยว่พยักหน้าเพื่อเป็นการบอกว่าเขาได้จดจำเอาไว้แล้ว อันที่จริงเขาก็คิดว่าตนเองพูดจาตรงเกินไปเช่นกัน ต่อไปคงต้องพูดจาให้มีชั้นเชิงมากขึ้นน่าจะดีกว่า

        “ท่านเฮ่อครับ ผมมีอีกเรื่องหนึ่งที่รู้สึกไม่เข้าใจ ทำไมคนผู้นั้นถึงไม่เชื่อมั่นในพิพิธภัณฑ์ แต่กลับมาที่นี่เพื่อให้ท่านพิสูจน์แทนล่ะครับ?” ในที่สุดหลินเยว่ก็ถามในสิ่งที่ตนเองข้องใจ

        “เรื่องนี้มันง่ายมาก ค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ของพิพิธภัณฑ์แพงมาก เขาให้เงินคุณเท่าไรเอง เมื่อไปเทียบกับค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์แบบนั้นก็ถูกกว่าเยอะ ดังนั้น เขาจึงให้คุณเป็นคนกลาง สิ่งที่เขาคำนวณไว้ก็ไม่เลวเลย แต่โชคดีที่คุณไม่ใช่คนละโมบกับเงินแบบนี้ และก็มีแต่คนแบบนี้ที่วันๆ คิดแต่จะหาโชคโดยการเก็บตกซื้อของถูกจึงถูกคนอื่นเขาหลอกขายของปลอมไงล่ะ”

        ต่อจากนั้น ท่านเฮ่อฉางเหอก็เริ่มบรรยายความรู้ต่างๆ ต่อ หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จแล้ว ท่านเฮ่อฉางเหอกลับพูดกับหลินเยว่ว่า “ตอนบ่ายให้คุณออกไปเดินสำรวจบนถนนหินหยกดู เรียนมาตั้งหลายวันแล้วก็ควรจะได้ฝึกฝนจากสนามจริงบ้าง ผมไม่ได้คาดหวังว่าคุณจะสามารถเก็บตกซื้อของถูกได้ แต่ผมต้องการให้คุณสามารถตัดสินได้ว่าของแต่ละชิ้นเป็นของจริงหรือของปลอมก็พอ ส่วนผมจะอยู่ที่นี่เพื่อดูแลร้านเอง”

        หลินเยว่เห็นว่าท่านเฮ่อฉางเหอตัดสินใจด้วยท่าทีจริงจัง เขาจึงได้แต่พยักหน้ารับ และเดินออกจากหรงเล่อเซวียนอย่างตื่นเต้น

        หลินเยว่เดินอยู่บนถนนหินหยกทางด้านนอก เขามองผู้คนเยอะแยะมากมายบนท้องถนน ในใจของเขาคิดว่า ในที่สุดเขาก็มีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศภายนอกแล้ว เพราะหลายวันก่อนหน้านี้เขาได้แต่อยู่ในหรงเล่อเซวียน เขารู้สึกราวกับว่าเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกเลยทีเดียว

        ทางด้านซ้ายเป็นวัตถุโบราณและภาพวาดพู่กันจีน ส่วนทางด้านขวาเป็นพวกหินหยก ถึงแม้ว่าหลินเยว่คิดอยากจะใช้พลังพิเศษของตัวเองไปพนันหินหยกสักเท่าไร แต่ทว่าเขากลับรู้สึกว่าเขาควรจะใช้ความสามารถที่แท้จริงของตัวเองไปดูสถานการณ์ทางด้านวัตถุโบราณพวกนั้นมากกว่า เพราะการทำแบบนี้จะได้ไม่เป็นการทำผิดต่อความต้องการของท่านเฮ่อฉางเหอที่ให้เขาออกมาดูสิ่งเหล่านี้

        หลังจากตัดสินใจได้แล้ว หลินเยว่จึงเดินไปทางด้านซ้าย

        ถึงแม้ว่าจะเป็นตอนบ่าย แต่ผู้คนที่อยู่ตามแผงวัตถุโบราณต่างๆ กลับไม่ได้มีแนวโน้มลดลงเลยสักนิด ผู้คนทั้งหลายต่างพยายามสอดส่องมองหาสิ่งของที่ตนเองถูกใจท่ามกลางแสงแดดอันร้อนระอุ มีคนจำนวนไม่น้อยที่กำลังต่อรองราคากับเจ้าของแผง มีตั้งแต่หลายสิบหยวน หลายร้อยหยวน หลายพัน หลายหมื่น หรือแม้กระทั่งหลายแสนก็ยังมี บนถนนเส้นนี้ไม่สามารถบอกได้ว่าใครเป็นคนรวยใครเป็นคนจน คนที่สวมชุดเก่าๆ ขาดๆ ก็อาจจะเป็นเศรษฐีระดับหลายล้านหยวนก็ได้ ดังนั้น จึงไม่ควรดูถูกใครทั้งนั้น

        หลินเยว่มองหาแผงขายเครื่องเคลือบร้านหนึ่งอย่างไม่ได้ตั้งใจเลือกมากนัก เขานั่งลงยองๆ เพื่อสำรวจของ เครื่องเคลือบเป็นสิ่งที่แตกได้ง่าย แต่ทว่าด้านนอกของแต่ละแผงกลับไม่ได้วางเครื่องเคลือบน้อยลงเลย เจ้าของแผงกลับวางด้านนอกมากกว่าด้านในด้วยซ้ำ เพราะหากมีใครบางคนที่ไม่รู้จักวงการนี้ดีแต่กลับเดินทะเล่อทะล่าเข้ามาชนจนของเสียหาย คนคนนั้นก็เตรียมรอถูกเชือดได้เลย แต่หากคนที่ชนเป็นคนที่มองของเป็น ทั้งสองฝ่ายต่างมองอีกฝ่ายออก ผลลัพธ์ก็คือจะไม่มีการเรียกร้องราคาสูงจนเกินจริง อย่างมากก็ให้ชดใช้ในราคาต้นทุน

        หลินเยว่กวาดตามองสิ่งของต่างๆ ในแผงนี้ เขาพลันรู้สึกสนใจกับของชิ้นหนึ่ง

        ดังนั้น เขาจึงยื่นมือออกไปหยิบจานเคลือบใบหนึ่งขึ้น หลังจากนั้นจึงเริ่มพิจารณาดู

        ณ เวลานี้ เจ้าของแผงจึงส่งยิ้มให้กับหลินเยว่พร้อมทั้งกำมือและชูนิ้วโป้งขึ้น “สหายหนุ่ม ตาแหลมไม่เลวเลยนะ นี่เป็นจานลายครามขนาดใหญ่เขียนลวดลายดอกไม้ในสมัยรัชศกหงอู่แห่งราชวงศ์หมิง เป็นของล้ำค่าที่หาได้ยากมากเลยนะ เพราะจานใบนี้สามารถสะท้อนรูปแบบการทำเครื่องเคลือบและฝีมือในสมัยรัชศกหงอู่ได้เป็นอย่างดี เป็นของที่น่าสะสมอย่างยิ่ง เป็นอย่างไรบ้าง ถูกใจหรือเปล่า?”

        หลินเยว่หยิบจานพร้อมถามขึ้น “จานใบนี้คุณได้มาจากไหนหรือ?”

        “แหะๆ…… แค่มองก็รู้ว่าคุณเป็นคนดูของเป็น จานใบนี้ผมได้มาจากอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่ง เดิมทีเป็นของอดีตนักปฏิวัติคนหนึ่ง ตอนแรกไม่ว่าอย่างไรเขาก็ไม่ยอมขาย แต่เมื่อไม่นานมานี้เขาเพิ่งเสียชีวิต ลูกชายทั้งสามคนต่างแย่งชิงมรดก บ้านหลายแห่งก็ถูกพวกเขาแบ่งไปหมดแล้ว ของเก่าที่มีค่าทั้งหลายที่ชายชราผู้นี้เก็บรักษาไว้อย่างดีก็ถูกพวกเขานำออกมาขายทั้งหมด นี่เป็นของที่ชายชราผู้นี้เก็บรักษามาตลอดชีวิต ไม่รู้ว่าเป็นมรดกตกทอดมาจากบรรพบุรุษหรือว่าเขาได้มาจากคนอื่น จานใบนี้มีอายุเก่าแก่มากแล้ว แต่เนื่องจากเขาเป็นอดีตนักปฏิวัติคนหนึ่ง และในช่วงการปฏิวัติวัฒนธรรมเขาเป็นหนึ่งในกองทัพพิทักษ์แดง บ้านของเขาจึงไม่มีการถูกรื้อค้น ทำให้ของเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี นี่เป็นของที่ผมแย่งมาไว้ในมือได้ทันท่วงที ส่วนของอื่นๆ ถูกคนพวกหน้าไม่อายแย่งไปหมดแล้ว หากไม่ได้เป็นเพราะผมมือไว ผมก็คงแย่งของชิ้นนี้มาไม่ทันหรอก”

        เจ้าของแผงแห่งนี้พูดจาน้ำไหลไฟดับ เล่าเรื่องราวได้อย่างออกรส มีเทคนิคดีเยี่ยมจนทำให้ผู้ฟังรู้สึกเคลิบเคลิ้มได้เลย

        หลินเยว่ได้ยินเช่นนี้ เขาก็แอบหัวเราะอยู่ในใจอย่างอดไม่ได้ หากอยู่บนถนนเส้นนี้สามารถใช้เงินเพียงหนึ่งหยวนก็สามารถขอฟังเรื่องราวเช่นนี้หลายสิบเรื่องทีเดียว เพราะสถานที่แห่งนี้ใครๆ ก็สามารถเล่าเรื่องราวเรียกน้ำตาได้ทั้งนั้น แต่ทว่าถึงเรื่องราวจะดูสมจริงขนาดไหนแต่ก็ไม่สามารถทำให้ของปลอมกลายเป็นของแท้ได้เลย

        “คราวนี้ถึงตาผมพูดให้คุณฟังบ้างนะ คุณดูสิ จานใบนี้มีขนาดค่อนข้างใหญ่ มีสภาพสมบูรณ์ สามารถสะท้อนรูปแบบการทำเครื่องเคลือบในสมัยรัชศกหงอู่ได้เป็นอย่างดี ดอกไม้ด้านบนก็เป็นการวาดลวดลายสอดคล้องสวยงาม เต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอกบัวตรงใจกลางจานดูสวยงามเรียบหรูอย่างยิ่ง การวาดลวดลายที่สง่างามมีความเป็นอิสระ อีกทั้งระยะช่องไฟเป็นระเบียบแบบแผน รูปแบบเช่นนี้เป็นลักษณะเด่นของเครื่องลายครามในสมัยต้นราชวงศ์หมิงอย่างเห็นได้ชัด”

        หลินเยว่ชี้มายังจานในมือของเขาแล้วก็เริ่มพูดอย่างต่อเนื่องขึ้นมาบ้าง

        เจ้าของแผงฟังอย่างเคลิบเคลิ้มเช่นกัน เขาชูนิ้วโป้งให้กับหลินเยว่ตลอด “เป็นผู้เชี่ยวชาญที่ดูเป็นจริงๆ เสียด้วย ตอนนี้คนที่ดูวัตถุโบราณเป็นอย่างคุณมีไม่เยอะแล้ว คุณสนใจจานใบนี้ไหมล่ะ หากคุณชอบผมจะให้ราคาที่ผมรับมาเลยนะ ถือว่าเป็นราคามิตรภาพระหว่างพวกเรา”

        “ราคาที่รับมา? เท่าไรหรอ?”

        เจ้าของแผงชูสองนิ้วขึ้นมาบอกกับหลินเยว่ “สองแสนหยวน”

        เมื่อได้ยินราคานี้ หลินเยว่อดไม่ได้ที่จะเบะปาก

        สองแสนหยวน…… คิดว่าผมเป็นคนโง่หรือไง!

        หลินเยว่เคลื่อนตัวขึ้นไปด้านหน้าพร้อมพูดเสียงเบา “เมื่อตะกี๊สิ่งที่ผมพูดออกมาหมายถึงของแท้ และของแท้ไม่ได้มีมูลค่าแค่สองแสนหยวนหรอกนะ ของของคุณชิ้นนี้ถึงจะดูเหมือนของแท้ขนาดไหนก็ตาม แต่ก็ไม่มีทางเป็นของแท้ได้เลย เพราะตอนนี้ของแท้ใบนั้นวางอยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามอยู่เลย ของคุณใบนี้มีมูลค่าประมาณสองพันหยวนเท่านั้นแหละ”

        เมื่อพูดจบ หลินเยว่จึงลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงเจ้าของแผงที่ยังคงตกตะลึงอยู่

        วันก่อน ตอนที่หลินเยว่สืบค้นข้อมูล เขาบังเอิญเห็นรายการของสะสมที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้าม และเขาก็เห็นข้อมูลที่แนะนำจานลายครามเขียนลวดลายดอกไม้ใบนั้นพอดี ของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์พระราชวังต้องห้ามย่อมต้องเป็นของแท้อย่างแน่นอน หากพบของในตลาดวัตถุโบราณที่เหมือนกับของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ นั่นก็แสดงว่าของในตลาดย่อมเป็นของปลอม เพราะในพิพิธภัณฑ์ไม่มีทางสะสมของที่มีอยู่ทั่วไปอย่างแน่นอน ในนั้นสะสมเพียงสมบัติล้ำค่าของชาติ หากคิดจะหาของที่เหมือนกับของที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย

        เจ้าของแผงมองเบื้องหลังของหลินเยว่อย่างอึ้งๆ หลังจากนั้นเขาจึงมองจานตรงเบื้องหน้าของตัวเองอย่างเหม่อลอย สุดท้ายเขาได้แต่ถอนหายใจหนักๆ แทน

        “ตอนนี้แม้กระทั่งคนหนุ่มยังเก่งขนาดนี้เลยหรือ ตลาดวัตถุโบราณยังจะให้คนทั่วๆ ไปเข้ามาทำมาหากินอีกหรือเปล่า หากชายหนุ่มผู้นี้อายุมากขึ้นอีก 10 ปี ไม่รู้ว่าเขาจะเก่งไปถึงขั้นไหน เฮ่อ คิดอยากจะหลอกใครสักคนมันยังไม่ง่ายเลย!”

        เจ้าของแผงจึงหยิบจานที่เป็นของปลอมใบนั้นขึ้นมาและนำกลับไปวางไว้ที่เดิม เขากำลังรอคอยการมาถึงของผู้โชคร้ายคนถัดไป

        หลินเยว่เดินชมของต่างๆ ไปเรื่อยๆ ของตามแผงเหล่านี้ มีจำนวนมากที่เพียงมองก็รู้ว่าเป็นของปลอม ดังนั้น เขาจึงไม่คิดจะเข้าไปดูใกล้ๆ เลย

        ปกติของปลอมที่หมุนเวียนอยู่ในตลาดวัตถุโบราณจะมีจำนวนมากกว่า 90% แต่ในสายตาของหลินเยว่แล้วในสถานที่แห่งนี้มีของปลอมสูงถึง 99.9% เลยทีเดียว เขายังมองไม่เห็นของจริงเลยสักชิ้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)