0 Views

        “เอ่อ เรื่องนี้…… เป็นเพราะผมเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก่อน” หลินเยว่ได้แต่ตอบออกมาเช่นนี้

        “คุณเคยศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้?” ชายวัยกลางคนมองหลินเยว่ด้วยสายตาข้องใจ “คุณเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งของที่นี่ใช่ไหมล่ะ? แล้วทำไมถึงได้มั่นใจถึงขนาดนี้? หากไม่รู้แต่แกล้งทำเป็นรู้ คุณต้องรับผิดตามกฎหมายด้วยนะ”

        หลินเยว่ฟังออกว่าอีกฝ่ายรู้สึกรับไม่ได้ว่าชามลายครามที่ตนเองมีไว้ในครอบครองกลับเป็นเพียงของปลอมใบหนึ่งเท่านั้น เขาจึงพูดอย่างจนปัญญาพร้อมถอนหายใจ “นี่เป็นเพียงการสันนิษฐานของผม คุณจะไม่เชื่อก็ไม่เป็นไร”

        การพูด “ประนีประนอม” ของหลินเยว่ทำให้ชายวัยกลางคนรู้สึกมีความหวังมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นจึงถามขึ้น “เคยได้ยินมาว่าร้านวัตถุโบราณมักจะพูดถึงของแท้ให้กลายเป็นของปลอม หลังจากนั้นจึงรับซื้อในราคาที่ถูกลง เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงใช่ไหม?” ระหว่างที่พูด ชายวัยกลางคนผู้นี้ก็กวาดตาสำรวจหลินเยว่ด้วยความข้องใจ

        ถึงหลินเยว่จะเป็นคนใจเย็นแค่ไหน แต่เมื่อถูกอีกฝ่ายพูดจาแบบนี้ใส่หน้า เขาจึงรู้สึกโกรธขึ้นมาบ้าง หลังจากนั้นเขาจึงพูดลงเสียงหนัก “ผมไม่รู้ว่าคุณได้ยินข่าวลือแบบนี้มาจากที่ไหน และผมก็ไม่รู้ว่าร้านอื่นๆ เป็นอย่างไร แต่ว่าหรงเล่อเซวียนของพวกเราไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้อย่างเด็ดขาด และผมเองก็ไม่มีทางทำเรื่องแบบนี้อย่างเด็ดขาดเช่นกัน หวังว่าคุณควรจะเข้าใจถึงจุดนี้ให้ชัดเจน และอย่าไปสงสัยคนอื่นอย่างไร้เหตุผล”

        “มันก็ไม่แน่หรอกนะ” ชายวัยกลางคนรำพึงรำพัน “มีใครไม่รู้บ้างว่าร้านวัตถุโบราณอย่างพวกคุณเจ้าเล่ห์ขนาดไหน!”

        หลินเยว่พยายามระงับความโกรธภายในใจของตัวเอง น้ำเสียงของเขาจึงมีความเย็นชามากขึ้น “หากไม่มีธุระอะไรแล้ว คุณก็สามารถกลับไปได้ หากคุณต้องการรอท่านเฮ่อ รบกวนคุณช่วยนั่งอยู่ทางด้านข้าง”

        “หึ! นี่คิดจะไล่คนอื่นหรืออย่างไร? หรือว่าถูกผมพูดแทงใจดำ? ที่แท้ร้านวัตถุโบราณก็ไม่ได้เป็นร้านที่ดีสักเท่าไรหรอกนะ? หรงเล่อเซวียนก็ไม่ได้ดีสมกับคำเล่าลือเลยสักนิด!” ชายวัยกลางคนหุ่นลงพุงผู้นี้รู้สึกไม่ยอมแพ้ เขาจึงเริ่มแสดงความโกรธออกมาและพูดจาเอะอะโวยวายขึ้น

        “กรุณาอย่าพูดจาสบประมาทหรงเล่อเซวียนครับ!” ดวงตาทั้งสองข้างของหลินเยว่เริ่มเกิดประกายไฟแห่งความโกรธ มือของเขากำหมัดไว้ทั้งสองข้าง เขาพยายามควบคุมอารมณ์ที่ต้องการจะต่อยคนอยู่ในใจทันที

        “สบประมาท? ผมพูดจาดูถูกอย่างไรหรอ? ผมก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง! แค่พนักงานกระจอกๆ คนหนึ่งทำไมถึงกล้าบอกว่าชามลายครามที่ผมซื้อมาเป็นของปลอมล่ะ ผมว่านะคุณไม่มีความรู้อะไรเลยแต่กลับพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้าออกมามากกว่า ทั้งๆ ที่ชามใบนี้เป็นของแท้แต่กลับพูดให้กลายเป็นของปลอม” ชายวัยกลางคนพูดจาแฝงไปด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย

        “พูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า? คุณบอกว่าผมพูดจาสุ่มสี่สุ่มห้า? หากชามใบนี้ของคุณเป็นของแท้ ผมยอมเอาหัวของผมนำลงมาให้คุณเตะแทนลูกฟุตบอลเลยก็ได้! แล้วคุณกล้าไหมล่ะ?” หลินเยว่โกรธจนถึงที่สุด จนสุดท้ายกลับหัวเราะออกมาเพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้ช่างน่าตลกสิ้นดี เขาจึงถามอีกฝ่ายขึ้น

        ท่าทีดุดันของหลินเยว่ทำให้ชายวัยกลางคนเกิดความลังเล ทำให้ท่าทีของทั้งสองฝ่ายเริ่มกลับกัน ทางหลินเยว่แข็งกร้าวขึ้น แต่ทางชายวัยกลางคนกลับอ่อนลง อันที่จริงชายวัยกลางคนดูเป็นรองกว่าหลินเยว่เล็กน้อย เขาจึงพูดกระอึกกระอักอยู่ในลำคอ “คุณพูดจาไม่มีเหตุผล ผมไม่คุยกับคุณแล้ว”

        “ใครกันแน่ที่ไม่มีเหตุผล? คุณถือเครื่องลายครามมาที่นี่แต่ไม่ยอมหาท่านเฮ่อกลับมาหาผม ผมมีเจตนาดีช่วยคุณพิสูจน์ให้ แต่คุณไม่รู้สึกขอบคุณผม เรื่องนี้ผมก็ไม่ว่าอะไรหรอก แต่คุณกลับพูดจาดูหมิ่นหรงเล่อเซวียนและผม การกระทำแบบนี้มันมีเหตุผลตรงไหน? ถ้าไม่เชื่อก็ไม่ต้องเชื่อหรอกนะ” หลินเยว่ก้าวขึ้นไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วจ้องตากับอีกฝ่ายด้วยสายตาโกรธจัด

        ชายวัยกลางคนตกใจสะดุ้งเฮือก เขารีบร่นถอยหลังไปหนึ่งก้าวทันที เมื่อเห็นว่าหลินเยว่ไม่ได้ก้าวเท้าตามมา ใจที่กำลังแกว่งอยู่ก็ค่อยๆ รู้สึกสงบลง แต่ถึงชายผู้นี้จะรู้สึกตกใจกลัวขนาดไหน แต่การแสดงออกทางภายนอกของเขายังคงแข็งกร้าวอยู่ เขาพูดเหน็บแนมขึ้น “คิดอยากจะลงไม้ลงมืออย่างงั้นหรอ? อย่าคิดว่าหรงเล่อเซวียนของพวกคุณที่เป็นร้านเก่าแก่แล้วจะสามารถรังแกลูกค้าได้นะ ผมไม่หลงกลพวกคุณหรอก คุณพูดว่าเป็นของปลอมแล้วมันจะเป็นของปลอมจริงๆ หรือไง ถ้าแน่จริงก็เอาหลักฐานมายืนยันสิ”

        “แล้วทำไมผมต้องเอาหลักฐานมาให้คุณด้วยล่ะ?” ณ เวลานี้ หลินเยว่ก็หัวเราะออกมาจริงๆ

        “ก็เพราะ……” ชายวัยกลางคนกลับไม่รู้ว่าควรจะพูดอย่างไรดี เพราะอีกฝ่ายจะเอาหลักฐานออกมายืนยันหรือไม่ก็ตาม ล้วนเป็นสิทธิ์ของฝ่ายนั้น ตัวชายวัยกลางคนเองจะไปเรียกร้องอะไรได้ล่ะ เขาจึงเปลี่ยนคำพูดอย่างหน้าด้านๆ “ถ้าอย่างนั้นทำไมคุณถึงบอกว่าเป็นของปลอมล่ะ?”

        “ผมไม่อยากทะเลาะกับคุณ คุณรีบออกไปเถอะนะ จะของจริงหรือของปลอมผมก็ได้พูดออกไปหมดแล้ว หากคุณมีเจตนาก่อกวนอีก ผมจะแจ้งตำรวจแล้วนะ!” หลินเยว่ไม่อยากทะเลาะกับคนเช่นนี้จริงๆ มันน่าอายน่ะ!

        “ผมว่าคุณคงไม่รู้จะพูดอะไรมากกว่า” ชายวัยกลางคนพูดจาดูถูกพร้อมหัวเราะเยาะ

        คาดไม่ถึงว่าเขาพูดดีๆ ด้วยแล้วอีกฝ่ายก็ยังไม่ยอมเลิกราอีก ต้องการให้เขาเอาจริงหรืออย่างไร!

        ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หลินเยว่จึงไม่คิดจะเกรงใจอีกต่อไป เขามองหน้าอีกฝ่ายด้วยสายตาดูถูก “ใช้เงินไปหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนเพื่อซื้อของปลอมชิ้นหนึ่ง หากเป็นผม ผมคงไม่กล้าออกมาเดินข้างนอกให้ขายขี้หน้าคนอื่นเขาหรอกนะ คุณเข้าใจไปเองว่าคุณรู้จักดีใช่ไหมล่ะ? ผมว่านะคุณนั่นแหละที่ไม่รู้แต่แกล้งทำเป็นรู้! คุณเคยเห็นอักษรที่เขียนลงนามบนเครื่องลายครามในสมัยรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิงมี 4 ตัวอักษรด้วยหรือ? คุณไม่รู้แม้กระทั่งความรู้พื้นฐานเช่นนี้ยังคิดจะใช้เงินหนึ่งแสนห้าหมื่นหยวนไปซื้อของปลอมมาอีก ช่างน่าตลกสิ้นดี! หากเป็นผม ผมคงล้างมืออำลาวงการแล้วล่ะ หรือไม่ก็ไปหาที่ซ่อนตัวในที่ที่ไร้ผู้คน จะได้ไม่ต้องอายคนอื่นเขา!”

        หลินเยว่พูดออกมาอย่างไม่ไว้หน้าโดยไม่มีคำหยาบเลยสักคำ แต่ทว่ากลับเป็นการว่าอีกฝ่ายได้เจ็บแสบทีเดียว

        หลังจากว่าเสร็จ หลินเยว่ก็รู้สึกสบายตัวสบายใจขึ้นมาชั่วขณะ

        คนแบบนี้สมควรโดนว่าจริงๆ!

        “คุณ……ดี! ดี! ดี!” ชายวัยกลางคนหน้าเสียอย่างยิ่ง เขาชี้หน้าหลินเยว่พร้อมพูดขึ้น “ในที่สุดผมก็ได้เห็นความอวดดีของหรงเล่อเซวียนแล้วจริงๆ  คุณคอยดูนะ หากผมไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปป่าวประกาศข้างนอกผมคงไม่ใช่คนสกุลจาง!”

        “เอาไปป่าวประกาศข้างนอก? หากคุณไม่ได้พูดบิดเบือนความจริงแล้วละก็ เดี๋ยวก็รอดูละกันว่าคนที่ขายหน้าจะเป็นใครกันแน่! หากผมได้ยินว่ามีข่าวลือที่จงใจทำลายภาพลักษณ์ของหรงเล่อเซวียนเผยแพร่อยู่ข้างนอก เพื่อปกป้องชื่อเสียงของหรงเล่อเซวียนไม่ให้เกิดความเสียหาย ผมก็ยินดีที่จะไปแจ้งตำรวจว่าใครบางคนเป็นผู้ต้องสงสัย!”

        หลินเยว่มองชายวัยกลางคนผู้นี้ด้วยสายตาเย็นชา

        “คุณ……”

        “หึ!”

        ชายวัยกลางคนขึงตาใส่หลินเยว่แรงๆ พร้อมทั้งส่งเสียงสบถด้วยความโกรธ หลังจากนั้นเขาจึงหมุนตัวออกไปจากหรงเล่อเซวียน

        หลังจากที่ชายวัยกลางคนจากไป หลินเยว่ถึงกับส่ายศีรษะอย่างอดใจไม่ไหว คนประเภทนี้ก็มีด้วยหรือ เขามีเจตนาดีแท้ๆ แต่กลับถูกมองว่าเป็นตัวร้าย คนแบบนี้สักวันคงจะเจอกับปัญหาใหญ่

        หลังจากนั้นเพียงไม่นาน ท่านเฮ่อฉางเหอก็มาถึงหรงเล่อเซวียน หลินเยว่จึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่ทั้งหมดตามความเป็นจริงให้ท่านเฮ่อฟัง และปิดท้ายด้วยคำพูด “คนผู้นั้นบอกว่าเขาจะไปพูดทำลายชื่อเสียงของหรงเล่อเซวียน หรือว่าการที่ผมทำไปแบบนี้มันเป็นการจัดการที่ไม่ถูกต้องเหมาะสมหรือเปล่าครับ?”

        ท่านเฮ่อฉางเหอส่งเสียงหึในลำคอ แล้วก็โบกมือไปมา “คุณจัดการเรื่องนี้ได้ดีแล้ว คนแบบนี้ควรจะว่าเขาแรงๆ เพื่อระบายความโกรธ คนที่คิดโลภในสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่กลับไม่ยอมเชื่อคนอื่นแบบนี้ หากเป็นผม ผมจะต้องลงไม้ลงมือไล่เขาออกไปอย่างแน่นอน ครั้งถัดไปหากเจอคนแบบนี้อีกคุณก็ลงมือไล่เขาออกไปเลย ไม่ต้องสนใจความคิดเห็นของผม เพราะนี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ส่วนเรื่องชื่อเสียงของหรงเล่อเซวียน แค่ข่าวลือประโยคสองประโยคพวกนี้ไม่สามารถทำอะไรได้หรอก”

        หลินเยว่พยักหน้ารับคำ ในใจของเขากำลังคิดว่าหากเจอเหตุการณ์แบบนี้ในครั้งถัดไปเขาจะทำตามคำพูดของท่านเฮ่อโดยการลงมือไล่คนประเภทจริงหรือเปล่า

        “คุณพูดลักษณะเด่นของชามใบนั้นอีกครั้งซิ” ท่านเฮ่อฉางเหอก็ถามต่อขึ้นมาทันที

        ดังนั้น หลินเยว่จึงพูดลักษณะเด่นของชามใบนั้นอย่างละเอียดโดยที่เขาไม่ได้ใส่ความคิดเห็นส่วนตัวลงไปเลยสักนิด ในขณะเดียวกันเขาก็พูดสิ่งที่เขาสรุปไว้ออกมา

        “การลงนามใช้ตัวอักษรจีน 4 ตัว อีกทั้งลักษณะรูปแบบตัวอักษรก็ไม่สอดคล้องกับสูตร 6 ตัวอักษรในสมัยราชวงศ์หมิง ดังนั้น ผมจึงสรุปว่าชามใบนั้นเป็นของปลอม การลงนาม 4 ตัวอักษรโดยปกติจะปรากฏขึ้นในสมัยราชวงศ์ชิง ผมจึงคิดว่ามันเป็นของปลอมที่ทำขึ้นในช่วงสมัยจักรพรรดิคังซีจนถึงจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงครับ”

        เมื่อพูดจบ หลินเยว่จึงมองท่านเฮ่อตาไม่กะพริบ เขาต้องการฟังความคิดเห็นของท่านเฮ่อ

        “ฮ่าๆ……”

        ท่านเฮ่อฉางเหอตบบ่าของหลินเยว่พร้อมหัวเราะเสียงดัง เขาพูดชมเชยหลินเยว่ด้วยคำพูดและการกระทำ “ทำได้ดีทีเดียว ตอนแรกผมคิดว่าคุณจะเข้าใจความรู้ที่คุณเรียนมาในช่วงหลายวันมานี้ได้ประมาณ 30 – 40% เท่านั้น ซึ่งก็ถือทำได้ดีแล้ว แต่คาดไม่ถึงว่าคุณจะยอดเยี่ยมขนาดนี้ สามารถเข้าใจเนื้อหาได้ถึง 80 – 90% ช่างเกิดความคาดหมายของผมจริงๆ”

        เมื่อเห็นว่าการสรุปของตัวเองไม่ผิดพลาด หลินเยว่จึงถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมื่อได้ยินท่านเฮ่อฉางเหอเอ่ยชมตนเอง เขาจึงรีบพูดถ่อมตน “เป็นเพราะท่านสอนได้ดีครับ”

        เมื่อได้ยินหลินเยว่พูดเช่นนี้ ท่านเฮ่อฉางเหอก็หัวเราะเสียงดังยิ่งกว่าเดิม ทำให้คนที่เดินผ่านหน้าร้านหรงเล่อเซวียนถึงกับต้องหันมามองอย่างสนใจ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)