0 Views

        หลินเยว่รีบหลบตัวไปอีกทาง เขาพยายามหนีออกห่างจากมือของชายวัยกลางคน พร้อมทั้งพูดกับอีกฝ่ายด้วยความโกรธจัด “คุณรีบเก็บเงินของคุณไปเลย ผมไม่มีทางรับเงินของคุณแน่ๆ หากคุณยังคิดจะยัดเยียดให้ผมอีก ขอความกรุณาให้คุณออกไปเถอะ”

        หลินเยว่รู้สึกโกรธจริงๆ อีกฝ่ายคิดว่าเขาเป็นคนแบบไหนกัน เขาไม่ใช่คนที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวหรอกนะ

        ชายวัยกลางคนเห็นว่าหลินเยว่โกรธขึ้นจริงๆ เขาจึงค่อยๆ ลดมือลง พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยเป็นธรรมชาตินัก “พ่อหนุ่ม คุณเป็นอะไรไปล่ะ ผมไม่ได้มีเจตนาร้ายเลยสักนิด”

        “พูดออกมาเถอะ คุณมาที่นี่เพื่ออะไรกันแน่?” หลินเยว่ค่อยๆ ควบคุมความโกรธของตัวเองลงและถามชายวัยกลางคนขึ้นมา

        ชายวัยกลางคนจึงวางเครื่องลายครามในมือลงบนโต๊ะตัวหนึ่ง หลังจากนั้นจึงพูดขึ้น “ผมมาหาท่านเฮ่อเพื่อขอให้ท่านเฮ่อช่วยพิสูจน์ว่าเครื่องลายครามใบนี้เป็นของแท้หรือไม่”

        “คุณพูดตรงๆ ก็พอแล้วไม่ใช่หรอ แล้วจะมายัดเยียดเงินใส่ผมทำไมล่ะ?”

        หลินเยว่ถามด้วยความสงสัย ระหว่างที่พูดเขาก็แอบรำพึงในใจว่าแรงข้อมือและแรงแขนของชายวัยกลางคนผู้นี้ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ เมื่อสักครู่มีจังหวะเคลื่อนไหวตัวเยอะขนาดนี้ แต่มือของเขากลับกอดเครื่องลายครามได้แน่นมาก

        เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเยว่ ชายวัยกลางคนกลับมีสีหน้าทุกข์ใจ เขาจึงพูดขึ้น “ผมไม่รู้จักกับท่านเฮ่อเป็นการส่วนตัว หากจู่ๆ ผมขอให้ท่านเฮ่อพิสูจน์ให้ ท่านคงไม่ยอมพิสูจน์ให้ผมหรอก หากใครก็ไม่รู้สักคนสามารถมาขอให้ท่านเฮ่อพิสูจน์ได้ ท่านเฮ่อก็คงต้องยุ่งกับเรื่องพวกนี้จนแย่แน่ๆ ดังนั้น ผมถึงขอให้คุณช่วยผมหน่อย ช่วยขอร้องท่านเฮ่อให้หน่อยนะ”

        หลินเยว่ได้ยินเช่นนี้จึงพยักหน้า ท่านเฮ่อไม่สามารถช่วยทุกคนพิสูจน์ได้หรอก เพราะหากท่านพิสูจน์ให้จริงๆ ท่านคงไม่ต้องค้าขายกันพอดี ซ้ำยังคงต้องยุ่งจนไม่เป็นอันทำอะไร

        หลินเยว่พลันคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาได้ เขาจึงถามขึ้น “มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งอยู่ห่างจากถนนเส้นนี้ไม่ไกลนัก คุณก็ไปพิสูจน์ที่นั่นสิ ทำไมถึงต้องมาที่นี่ด้วยล่ะ?”

        “เรื่องนี้……” ชายวัยกลางคนอึกอักอยู่เป็นนานถึงได้พูดขึ้น “ที่นั่นพิสูจน์ไม่ดี ผมรู้สึกเชื่อมั่นในตัวท่านเฮ่อมากกว่า”

        หลินเยว่รู้สึกว่าชายวัยกลางคนผู้นี้มีเรื่องบางอย่างแอบซ่อนอยู่ในใจ เขาจึงไม่ได้เซ้าซี้ถามต่อ แต่กลับพูดขึ้น “เรื่องนี้ผมคงช่วยคุณไม่ได้หรอก ผมไม่ได้สนิทกับท่านเฮ่อขนาดนั้น คงช่วยคุณไม่ได้จริงๆ”

        ตอนนี้เขายังไม่ทันได้ขอคารวะท่านเฮ่อเป็นอาจารย์แต่กลับพาเรื่องยุ่งยากมาหาท่านเต็มไปหมดมันคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก โชคดีที่เขาไม่ได้รับเงินไว้ หากเขารับเงิน เขาคงรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ หากท่านเฮ่อฉางเหอรู้ว่าเขาขายอาจารย์ด้วยเงิน 2,000 หยวน เกรงว่าเขาคงจะถูกท่านเฮ่อขับไสไล่ส่งออกไปจากที่นี่เป็นแน่

        ชายวัยกลางคนได้ยินเช่นนี้ก็คิดจะควักเงินขึ้นมาอีกครั้ง แต่หลินเยว่มือไวตาไวยิ่งกว่า เขาจึงห้ามปรามพร้อมพูดขึ้น “คุณอย่าทำเช่นนี้อีกเลย ผมไม่มีทางรับเงินจากคุณหรอกนะ เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องเงินเลยสักนิด”

        “ไม่สามารถยกเว้นเป็นกรณีพิเศษจริงๆ หรือ?” ชายวัยกลางคนถามขึ้นด้วยสีหน้าทุกข์ใจ

        หลินเยว่ส่ายศีรษะอย่างจนปัญญา ถึงแม้ว่าเขาคิดอยากจะช่วย แต่ทว่าเขาในฐานะลูกศิษย์ของท่านเฮ่อ เขาไม่มีทางช่วยเรื่องแบบนี้อย่างแน่นอน เขาจึงพูดขึ้น “หากคุณคิดอยากจะหาท่านเฮ่อให้ท่านเฮ่อช่วยพิสูจน์จริงๆ แล้วล่ะก็ คุณก็รอให้ท่านเฮ่อกลับมาแล้วคุณก็ขอร้องท่านด้วยตัวเองสิ แต่จะให้ผมเป็นคนกลาง ผมทำไม่ได้หรอก”

        ชายวัยกลางคนถอนหายใจเพราะทำอะไรไม่ถูก เขาอุ้มเครื่องลายครามขึ้นมาและเตรียมจะเดินออกไปนอกร้าน แต่แล้วกลับถูกหลินเยว่เรียกไว้

        “เดี๋ยวก่อน!”

        “ที่คุณถืออยู่ในมือคือเครื่องลายครามในช่วงรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิงใช่ไหม?”

        หลินเยว่พูดออกมาอย่างประหลาดใจ เมื่อวานเขาเพิ่งได้เรียนรู้จากท่านเฮ่อฉางเหอเกี่ยวกับลักษณะเด่นของเครื่องลายครามในช่วงรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิงพอดี คาดไม่ถึงว่าวันนี้จะมีคนเดินเอาของชิ้นนี้มาให้ดูถึงที่

        “พ่อหนุ่ม คุณรู้จักชามใบนี้ด้วยหรือ?” ชายวัยกลางคนพูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจ และยังแฝงไปด้วยความดีใจอีกด้วย

        หลินเยว่พยักหน้ารับ เขาถามขึ้น “ขอผมดูหน่อยได้ไหม?”

        เมื่อเห็นว่าหลินเยว่ก็รู้เรื่องเกี่ยวกับเครื่องลายครามอยู่เหมือนกัน ชายวัยกลางคนจึงทำตัวเหมือนกับคนที่ร้อนใจจึงขอร้องให้คนช่วยไปทั่ว เขาจึงยื่นมือออกมาเพื่อจะส่งเครื่องลายครามให้กับหลินเยว่

        หลินเยว่เห็นการกระทำเช่นนี้จึงรีบพูดขึ้น “การส่งเครื่องเคลือบจะไม่ส่งมือต่อมือ คุณวางมันไว้บนโต๊ะก่อนเถอะนะ”

        ชายวัยกลางคนเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว เขาจึงวางชามลายครามลงบนโต๊ะทันที

        การส่งเครื่องเคลือบจะไม่ส่งมือต่อมือเป็นกฎโดยปริยายในวงการวัตถุโบราณ ที่มีกฎเช่นนี้เพื่อเป็นการป้องกันเหตุการณ์การส่งเครื่องเคลือบระหว่างคนสองคนแล้วมีใครคนใดคนหนึ่งจับไม่อยู่จนทำให้เครื่องเคลือบตกแตก เพราะเหตุการณ์เช่นนี้จะถามหาความรับผิดชอบจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงไม่มีทางพูดได้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เวลาจะส่งเครื่องเคลือบนั้นจึงต้องวางเครื่องเคลือบไว้บนโต๊ะก่อน แล้วอีกฝ่ายค่อยหยิบเครื่องเคลือบขึ้นมาจากโต๊ะอีกที ตอนที่หลินเยว่ได้ยินกฎข้อนี้จากปากของท่านเฮ่อฉางเหอ หลินเยว่ก็รู้สึกว่าผู้อาวุโสในวงการสะสมวัตถุโบราณช่างมีสมองล้ำเลิศจริงๆ เพราะสามารถคิดวิธีที่ดีเยี่ยมเช่นนี้ออกมาได้

        หลินเยว่ใช้มือทั้งสองข้างยกชามขึ้นมาสังเกตอย่างละเอียด

        นี่คือชามลายครามเขียนลวดลายดอกปทุมโบตั๋นก้านเกลียว ตัวชามถูกวาดเป็นลวดลายดอกไม้สีคราม ดอกไม้แต่ละดอกถูกเรียงร้อยต่อเนื่องกัน ถึงแม้ว่าอาจจะดูค่อนข้างซับซ้อนและสับสน แต่กลับให้ความรู้สึกว่ามีความสวยงามน่าดึงดูด ตัวชามด้านหนึ่งมีภาพดอกโบตั๋นที่เห็นได้อย่างชัดเจน ใบโบตั๋นมีลักษณะเหมือนรอยหยักของใบเลื่อย บริเวณขอบนอกเป็นสีขาว สามารถมองเห็นลายเส้นใยของใบไม้ได้อย่างชัดเจน ตัวใบไม้วาดเป็นรูปตีนไก่ ตรงดอกมีเป็นลักษณะเป็นเถาเลื้อย ขอบก้นชามไม่มีการตกแต่งอื่นๆ มีเพียงลายโค้งสีครามสองเส้น ดูเหมือนเรียบง่าย แต่เทคนิคในการทำไม่ง่ายเลยสักนิดเดียว

        แต่ทว่าหลินเยว่รู้สึกว่าสีครามที่เขาเห็นอยู่เบื้องหน้านี้มีสีสดจนเกินไป ทำให้ดูไม่ค่อยเข้ากัน อีกทั้งเครื่องลายครามก่อนที่จะเข้าเตาเผาในรัชศกเฉิงฮว่าจะขาวสะอาด มีความละเอียด โครงสร้างสวยงามและมีความบาง สีเคลือบมีความหนาและมีความโดดเด่นแวววาว มีความโปร่งแสง หากนำไปส่องไฟ จะสามารถเห็นเนื้อของเครื่องลายครามออกเป็นสีแดง แต่สีเคลือบของชามชิ้นนี้กลับดูหยาบ อีกทั้งมองไม่เห็นเนื้อสีแดงด้านใน

        หลินเยว่ดูตรงขอบปากชามอีกครั้ง ปากชามเรียบเป็นระดับเดียวกัน มีความลื่นและละเอียด ไม่ทำให้เกิดความรู้สึกว่าของชิ้นนี้ทำขึ้นมาอย่างหยาบๆ หลังจากนั้นเขาจึงดูที่ก้นชามอีกครั้ง เขารู้สึกว่าก้นชามใบนี้มีปัญหาบางอย่าง

        ตรงขอบฐานมีความกว้างและหนา ผิวด้านใต้ของมันก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยมากจนเกินไป โดยปกติเครื่องลายครามในช่วงรัชศกเฉิงฮว่าจะมีฐานขอบโค้งเป็นวงกลม ซึ่งชามใบนี้กลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น

        ตัวอักษรที่เขียนอยู่ตรงก้นชามยิ่งไม่ถูกต้องเข้าไปใหญ่ บนนั้นเขียนไว้ว่า “ทำขึ้นในรัชศกเฉิงฮว่า” ซึ่งเป็นตัวอักษรจีน 4 ตัว อีกทั้งยังถูกเขียนตัวอักษรด้วยสีเขียวบนพื้นสีดำ แต่เครื่องลายครามในรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิงจะไม่มีการเขียนอักษรจีน 4 ตัวเลย แต่จะเขียนว่า “ทำขึ้นในรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิง” เป็นอักษรจีน 6 ตัวแบ่งเป็น 2 บรรทัด และไม่มีการเขียนตัวอักษรด้วยสีเขียวบนพื้นสีดำทั้งสิ้น ดังนั้น หลินเยว่จึงสรุปออกมาว่าชามใบนี้เป็นการเลียนแบบชามในสมัยรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิง อย่างมากก็เป็นเพียงชามที่ทำขึ้นในช่วงจักรพรรดิคังซีหรือเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิงเท่านั้น

        หลินเยว่วางชามกลับลงบนโต๊ะอีกครั้ง

        ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านข้างเห็นว่าหลินเยว่สังเกตเสร็จแล้ว เขาจึงถามขึ้นอย่างร้อนใจ “นี่เป็นของแท้หรือเปล่า?”

        หลินเยว่ไม่ได้บอกผลการสรุปของเขา แต่เขากลับถามออกไป “ชามใบนี้คุณซื้อมาด้วยราคาเท่าไหร่?”

        “หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน เป็นอย่างไรบ้าง? เป็นของปลอมหรือ?” ชายวัยกลางคนหน้าเสียพอสมควร เขาจ้องไปที่ใบหน้าของหลินเยว่โดยไม่ละสายตาเลยสักนิด ราวกับว่าเขากำลังกลัวว่าอีกฝ่ายจะพูดผลลัพธ์ที่ตนเองไม่อยากได้ยิน

        “หนึ่งแสนห้าหมื่นหยวน?” หลินเยว่คิดทบทวนความรู้ที่ท่านเฮ่อฉางเหออธิบายให้เขาฟังเมื่อวานนี้ เขาจึงลองประเมินค่าชามใบนี้ดู และก็รู้ว่าอีกฝ่ายต้องขาดทุนอย่างแน่นอน อีกทั้งขาดทุนเป็นจำนวนเงินที่ไม่น้อยเสียด้วย มูลค่าของวัตถุโบราณต้องดูว่าใครเป็นคนซื้อของชิ้นนั้น หากให้คนที่ชื่นชอบสิ่งเหล่านี้มาซื้อ พวกเขาย่อมยินดีซื้อในราคาที่สูง หากให้คนอื่นๆ มาซื้อของชิ้นนี้ พวกเขาย่อมให้ราคาที่ต่ำ หลินเยว่ไม่กล้าระบุราคาออกมา เขาจึงได้แต่พูดตามความเป็นจริงเท่านั้น

        “ชามใบนี้ไม่ใช่ชามในสมัยรัชศกเฉิงฮว่าแห่งราชวงศ์หมิง แต่เป็นของเลียนแบบที่ทำขึ้นในระหว่างสมัยจักรพรรดิคังซีและจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง”

        “ของเลียนแบบ?” ชายวัยกลางคนมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันที สีหน้าของเขาดูแย่มาก หลังจากนั้นจึงถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความท้อใจ “เป็นของในสมัยราชวงศ์ชิงก็น่าจะมีมูลค่าอยู่บ้างใช่ไหม น่าจะขายได้ในราคาเท่าไหร่หรือ?”

        “เรื่องนี้ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก”

        หากหลินเยว่เป็นเพียงบุคคลตัวคนเดียว เขาถึงจะกล้าประเมินราคาออกมา แต่ตอนนี้เขาอยู่ในฐานะคนของหรงเล่อเซวียน อีกทั้งตอนนี้เขาถูกอีกฝ่ายมองว่าเป็นพนักงานของหรงเล่อเซวียน หากเขาประเมินราคาสูงมากจนเกินไป แล้วอีกฝ่ายต้องการขายให้กับหรงเล่อเซวียน นั่นก็จะกลายเป็นว่าเขาทำตัวเองแท้ๆ ทีเดียว

        “คุณรู้ได้อย่างไรว่าชามใบนี้เป็นของปลอม?” ชายวัยกลางคนจึงถามต่อด้วยความสงสัย เพราะคนตรงหน้าเป็นเพียงพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น เพราะเหตุใดคนคนนี้จึงมั่นใจว่าชามลายครามใบนี้เป็นของแท้หรือของปลอม?

        เมื่อคิดได้ว่าตอนนี้หลินเยว่มีสถานะเพียง “พนักงาน” ของหรงเล่อเซวียนเท่านั้น ชายวัยกลางคนจึงเริ่มคิดในใจว่าชามลายครามใบนี้อาจจะไม่ได้เป็นของปลอมตามที่หลินเยว่พูดจริงๆ ก็ได้


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)