0 Views

        หลินเยว่พยักหน้าพร้อมพูดขึ้น “ของแท้ใบนี้เวลาสะท้อนใต้แสงไฟจะได้ประกายที่ใสกระจ่างและนุ่มนวล ส่วนของปลอมกลับเป็นแสงขมุกขมัว ดูทื่อๆ ด้านๆ ตอนที่มองของแท้เป็นครั้งแรกจะให้ความรู้สึกสว่างกระจ่างใส แต่ของปลอมนั้นกลับให้ความรู้สึกหม่นหมองแทนครับ”

        เมื่อท่านเฮ่อฉางเหอได้ยินคำพูดของหลินเยว่ ท่านอดไม่ได้ที่จะพยักหน้ารับ “คุณสังเกตสิ่งเหล่านี้ออกมาได้แสดงว่าคุณก็ใส่ใจมากทีเดียว อีกทั้งคุณก็ฉลาดหัวไวไม่เลวเลย การสังเกตสีก็เป็นวิธีการพิจารณาว่าเป็นของแท้หรือของปลอมที่ดีวิธีหนึ่ง แต่วิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่จะสามารถตัดสินได้อย่างเด็ดขาด เพราะมีเพียงเครื่องเคลือบลอกเลียนแบบที่ทำออกมาไม่ค่อยดีถึงจะมีสีที่ไม่สวย แต่หากเป็นของลอกเลียนแบบเกรดสูง สีของมันก็แทบจะไม่แตกต่างจากของแท้เลยทีเดียว”

        “ผมถือโอกาสนี้พูดเกี่ยวกับลักษณะเด่นของเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวเลยละกัน แล้วต่อไปผมจะพูดถึงลักษณะเด่นของเครื่องเคลือบแต่ละชนิดเรียงตามลำดับราชวงศ์ของจีนนับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันให้คุณฟัง โดยใช้เครื่องเคลือบที่มีในหรงเล่อเซวียนมาเปรียบเทียบดูทีละชิ้น หากที่นี่ไม่มีก็ให้ไปหาเอาจากข้างนอก หากเจอของปลอมก็ยิ่งดี คุณจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องเคลือบปลอมไงล่ะ ตอนนี้ฝีมือในการทำของปลอมล้ำลึกมาก ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญในการพิสูจน์เครื่องเคลือบต้องพัฒนาไปตามยุคสมัยด้วย ทุกครั้งที่ผมอธิบาย ผมจะอธิบายแค่รอบเดียว หากไม่เข้าใจก็ให้ถาม ถ้าจำไม่ได้ก็กลับไปหาข้อมูลเอง ห้ามจดช็อตโน้ตเด็ดขาด ต้องใช้สมองจำเท่านั้น!”

        หลินเยว่พยักหน้าอย่างตั้งใจ เขาจดจำคำพูดทั้งหมดของท่านเฮ่อฉางเหอไว้ในสมอง

        ท่านเฮ่อฉางเหอรู้สึกพอใจกับปฏิกิริยาของหลินเยว่เป็นอย่างมาก ดังนั้น เขาจึงชี้ไปยังแจกันเคลือบเอกรงค์หูช้างสีถั่วเขียวของแท้ใบนั้นและเริ่มอธิบายขึ้นมา

        “สีถั่วเขียวถือเป็นหนึ่งในเครื่องเคลือบสีเขียวที่ถูกแยกประเภทออกมา มีต้นกำเนิดมาจากเตาเผาหลงเฉวียนในสมัยราชวงศ์ซ่ง ตอนแรกสีถั่วเขียวกับสีเขียวลูกพลัมถูกจัดเป็นสีประเภทเดียวกัน ต่อมาในภายหลังทั้งสองสีนี้ถึงได้มีจุดเด่นเป็นของตัวเอง ช่วงก่อนสมัยราชวงศ์หมิง สีถั่วเขียวจะมีสีที่เข้าใกล้สีเหลือง แต่เมื่อถึงสมัยราชวงศ์ชิง สีนี้จึงกลายเป็นสีเขียวที่ใกล้เคียงกับสีเขียวบริสุทธิ์ สีถั่วเขียวนี้จะเป็นสีเขียวอมเหลือง สีเคลือบของมันจะมีความมันวาวน้อยกว่าสีเขียวอมฟ้าและสีเขียวลูกพลัม”

        “เดี๋ยวผมจะหาเครื่องเคลือบสีเขียวอมฟ้าและสีเขียวลูกพลัมที่เกี่ยวข้องมาให้คุณลองเปรียบเทียบดู ในช่วงสมัยราชวงศ์หมิง เทคนิคการเผาเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวค่อนข้างได้มาตรฐานแล้ว โดยปกติจะเป็นสีเขียวประกายเหลืองเป็นหลัก และสีเขียวนี้จะมีความสวยสง่ามากกว่าแต่ก่อน ส่วนสีเขียวในสมัยราชวงศ์ชิงจะเป็นสีที่ดูสวยสง่าละมุนละไม หากเป็นสีอ่อนจะเป็นเหมือนกับสีของน้ำทะเลสาบ หากเป็นสีเข้มจะเป็นสีเขียวแกมเหลือง และส่วนที่เคลือบจะมีความหนา”

        “ช่วงสมัยราชวงศ์ชิง ขณะที่มีการผลิตเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวนั้น ยังมีการเพิ่มสีต่างๆ แต่งเติมลงไปบนเครื่องเคลือบและทำการเผารอบที่สอง สีเคลือบที่ดูสวยสง่าในตอนแรกเมื่อถูกส่งเสริมให้เด่นขึ้นด้วยสีสันต่างๆ แล้ว ก็ทำให้เครื่องเคลือบยิ่งดูมีเสน่ห์สะดุดตามากยิ่งขึ้น นับตั้งแต่ในสมัยราชวงศ์ชิงตอนกลางเป็นต้นไป ก่อนที่จะนำเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวไปเผาจะมีการเขียนลายเส้นลงบนผิวก่อน หลังจากนั้นถึงจะนำเข้าสู่เตาเผา เมื่อเผาเสร็จจะได้เป็นลวดลายที่โดดเด่นขึ้นมา แต่ความโปร่งใสของเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวจะสู้เครื่องเคลือบเอกรงค์สีขาวไม่ได้เลย ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุให้เครื่องเคลือบลายครามสีถั่วเขียวสู้เครื่องเคลือบสีถั่วเขียวที่ถูกแต่งเติมสีสันลงบนผิวเคลือบไม่ได้เลย”

        เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่านเฮ่อฉางเหอก็หยุดพูดชั่วครู่ แล้วถึงได้เอ่ยปากต่อ “มีบางอย่างคุณอาจจะยังไม่ค่อยเข้าใจ ตอนนี้ให้จดจำไปก่อน ต่อไปผมจะค่อยๆ ทำการเปรียบเทียบทีละอย่างให้คุณเห็นเอง แล้วค่อยนำมาเชื่อมโยงกับข้อมูลที่เคยอธิบายไปก่อนหน้านี้ เพราะความรู้เกี่ยวกับเครื่องเคลือบไม่ใช่โครงสร้างแบบเส้นตรง แต่มันเหมือนกับเครือข่ายที่มีความซับซ้อนมาก คุณต้องรู้จักเรียนรู้และนำไปใช้แบบบูรณาการ”

        เดิมทีหลินเยว่กำลังรู้สึกเครียดกับคำศัพท์เฉพาะทางต่างๆ แต่เมื่อเขาได้ยินท่านเฮ่อกล่าวเช่นนี้ เขาจึงรีบพยักหน้าตอบรับ หลังจากนั้นจึงทบทวนสิ่งที่ท่านเฮ่อฉางเหอพูดเมื่อสักครู่อีกครั้ง พร้อมทั้งจดจำชื่อสีเครื่องเคลือบเหล่านั้นออกมาเป็นพิเศษเพื่อกลับไปถึงบ้านเขาจะได้ไปค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม

        ต่อมาท่านเฮ่อฉางเหอก็หยิบเศษเครื่องเคลือบสองสามชิ้นนั้นขึ้นมา พร้อมทั้งชี้ไปยังผิวนอกของเครื่องเคลือบและเอ่ยขึ้น “เมื่อสักครู่ที่คุณวิเคราะห์ออกมาก็วิเคราะห์ได้ไม่ผิดเลย สีเคลือบพวกนี้มีความโปร่งใสไม่มาก ดูขุ่นมัว อีกทั้งสีเขียวของมันดูราบเรียบไร้ชีวิตชีวาและมีสีสดมากจนเกินไป”

        ระหว่างการบรรยาย ท่านเฮ่อก็หยิบเศษเครื่องเคลือบอีกชิ้นขึ้นมา เมื่อหลินเยว่มองดู เศษชิ้นนั้นกลับเป็นส่วนของก้นแจกัน

        ท่านเฮ่อฉางเหอพลิกเศษชิ้นนั้นโดยให้ส่วนก้นกลับขึ้นมาอยู่ด้านบน บนผิวเครื่องเคลือบมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า “ทำขึ้นในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงแห่งราชวงศ์ชิง” ท่านเฮ่อชี้ไปที่ตัวหนังสือเหล่านั้นพร้อมพูดขึ้น “ตัวอักษรเหล่านี้มีลายเส้นกระจัดกระจาย ดูไม่มีพลัง ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าถูกเขียนขึ้นมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ ไม่มีชีวิตชีวา แล้วคุณดูตรงนี้” ระหว่างที่พูด ท่านเฮ่อก็วางเศษเครื่องเคลือบลง แล้วหยิบแจกันของแท้ขึ้นมาเอียงดู ตัวอักษรตรงก้นแจกันก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าสายตาของพวกเขาทั้งคู่ “นี่เป็นการประทับลงไปก่อนที่จะทำการเผา แต่ละขีดแต่ละเส้นจะมีความหนักแน่นจริงจัง ไม่ทำให้ผู้มองเกิดความรู้สึกลังเลหรือไม่เด็ดขาดเลยสักนิด”

        หลินเยว่พยักหน้าตาม เขาก็มีความรู้สึกเหมือนกับสิ่งที่ท่านเฮ่อฉางเหอพูดออกมาเช่นกัน ตัวอักษรใต้ก้นแจกันก็เหมือนกับตัวแจกันที่มีความกระชับหนักแน่นและมีพลังด้วยนั่นเอง

        หลังจากนั้น ท่านเฮ่อฉางเหอก็นำแจกันเคลือบเอกรงค์หูช้างสีถั่วเขียวของแท้วางกลับคืนไปยังตำแหน่งเดิมของมัน แล้วหยิบเศษเครื่องเคลือบขึ้นมาส่งให้กับหลินเยว่ ท่านให้หลินเยว่พูดลักษณะเด่นของเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวออกมา ถึงแม้ว่าหลินเยว่จะได้ฟังเพียงครั้งเดียวแต่เขากลับพูดได้ละเอียดดีทีเดียว ทำให้ท่านเฮ่อฉางเหอรู้สึกประหลาดใจและก็รู้สึกพอใจมากเช่นกัน

        เมื่อบรรยายเครื่องเคลือบเอกรงค์สีถั่วเขียวจบแล้ว ท่านเฮ่อฉางเหอเห็นว่าหลินเยว่มีความเข้าใจเป็นอย่างดี ท่านจึงบรรยายเกี่ยวกับประวัติและการพัฒนาเครื่องเคลือบในสมัยราชวงศ์ชิงรวมทั้งสีของเครื่องเคลือบทั้งหมดต่อโดยไม่สนใจว่าหลินเยว่จะสามารถซึมซับความรู้ได้มากน้อยแค่ไหน และการบรรยายครั้งนี้ท่านก็บรรยายไปจนถึงเวลาสองทุ่มถึงได้เสร็จสิ้น

        พวกเขาทั้งสองคนทานอาหารค่ำด้วยกันอีกครั้ง โดยหลินเยว่เป็นผู้ออกค่าอาหารมื้อนี้ เขารู้ธรรมเนียมปฏิบัติเป็นอย่างดี เขาจึงไม่มีทางให้อาจารย์เลี้ยงอาหารตนเอง และยิ่งไม่มีทางพูดว่าพวกเรามาหารค่าอาหารกันเถอะ ลูกศิษย์เลี้ยงอาหารอาจารย์เป็นเรื่องที่สมควรทำ ส่วนท่านเฮ่อฉางเหอก็ทานอาหารที่หลินเยว่เลี้ยงตนด้วยความยินดี

        ระหว่างการรับประทานอาหาร ท่านเฮ่อฉางเหอนำกุญแจของหรงเล่อเซวียนมอบให้กับหลินเยว่ ท่านบอกให้เขาไปช่วยดูแลร้านของหรงเล่อเซวียนช่วงเช้าทุกวันตลอดหนึ่งเดือนนี้ เนื่องจากบนสินค้าวัตถุโบราณจะมีป้ายราคาอยู่ทุกชิ้น หลินเยว่จึงรู้ว่าต้องขายในราคาเท่าไร อีกทั้งเขายังสามารถฝึกทักษะการพูดในเวลาเดียวกัน

        อาหารมื้อนี้พวกเขาทั้งสองทานกันอย่างมีความสุข แต่กลับทำให้ฉินเหยาเหยาที่กำลังรอหลินเยว่อยู่ในบ้านต้องทุกข์ใจแทน

        เมื่อหลินเยว่กลับถึงบ้านที่เขาเช่าไว้ เขาถึงพบว่าโทรศัพท์มือถือของเขาแบตหมดและมันได้ปิดเครื่องโดยอัตโนมัติไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนคนที่รอต้อนรับการกลับบ้านของเขาก็คือฉินเหยาเหยา แต่ตอนนี้เธอกำลังเกรี้ยวกราดราวกับแม่เสือสาว เมื่อเห็นว่ากับข้าวบนโต๊ะอาหารยังไม่พร่องเลยสักนิด อีกทั้งฉินเหยาเหยาก็มีท่าทางเหมือนคนกำลังหิวจนดูซีดเซียว ในใจของหลินเยว่ก็รู้สึกทั้งสงสารและอบอุ่น เขาจึงทั้งปลอบและง้อฉินเหยาเหยาเป็นเวลาครึ่งชั่วโมงเต็มถึงได้ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกดีขึ้น หลังจากนั้นเขาก็กลับเข้าห้องส่วนตัวของตัวเอง เขายังไม่ลืมว่าตัวเองยังต้องฝึกผ่าธูปต่อ เพราะสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวกำหนดว่าความใฝ่ฝันของเขาจะสามารถเกิดขึ้นจริงได้หรือไม่

        หลินเยว่ทำตามขั้นตอนเหมือนเมื่อคืนอีกครั้ง เขาจุดธูปเสร็จแล้วจึงปิดไฟ หลังจากนั้นจึงหยิบมีดแล้วลงมือผ่าธูปทีละครั้ง ทุกครั้งที่ลงมีดเขาต้องพยายามปรับตำแหน่งมุมมองอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ว่าเขาจะปรับอย่างไรก็ตาม นอกจากการบังเอิญผ่าไปโดนแล้ว เขาก็ยังไม่สามารถผ่าธูปได้ตรงๆ เลยสักครั้ง

        การฝึกอย่างบ้าคลั่งของหลินเยว่ทำให้แขนขวาของเขารู้สึกปวดเมื่อยจนแทบจะทนไม่ไหว ความปวดเมื่อยครั้งนี้เริ่มปรากฏขึ้นตอนที่ธูปเผาไหม้ไปประมาณสองในสาม ถึงแม้ว่าเขาจะปวดเมื่อยจนแทบจะทนไม่ไหว แต่หลินเยว่ก็ยังคงฝืนต่อไป เขารู้สึกว่าแขนที่ยกมีดมันหนักขึ้นกว่าเดิมในทุกครั้งที่ลงมีด และเขาก็รู้สึกปวดเมื่อยมากขึ้นทุกครั้งที่ลงมีดเช่นกัน เมื่อธูปดอกนี้ถูกเผาไหม้จนหมด หลินเยว่ก็แทบจะหมดสติเสียแล้ว ขณะที่เห็นว่าเปลวไฟจุดแดงๆ ค่อยๆ มอดดับ ภาพเบื้องหน้าของหลินเยว่พลันกลายเป็นความมืดสนิท และเขาก็ล้มตัวหมดสติทันที ขณะที่ตัวของเขายังไม่ทันตกถึงเตียง เสียงกรนของเขากลับดังสนั่นขึ้นไปทั่วทั้งห้องนอน

        เช้าวันถัดมาก็ยังคงเป็นฉินเหยาเหยาที่เป็นคนปลุกให้หลินเยว่ตื่น เมื่อหลินเยว่ลุกขึ้นในตอนเช้า เขารู้สึกว่าอาการของเขาดีกว่าแต่ก่อนมากทีเดียว ถึงแม้ว่าแขนขวายังคงปวดเมื่อย แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมากนัก

        ระหว่างที่รับประทานอาหารเช้า ฉินเหยาเหยาถามหลินว่าสองวันนี้เขาเป็นอะไร ทำไมถึงได้ตื่นสายขนาดนี้ หลินเยว่จึงบอกเรื่องที่เขากำลังศึกษาเกี่ยวกับเครื่องเคลือบให้เธอฟัง และบอกว่าตัวเองรู้สึกอ่อนเพลียเท่านั้น แต่เขาไม่ได้เล่าเรื่องที่เขาใช้มีดผ่าธูปกับเธอ เพราะหากเป็นคนปกติทั่วไป หากรู้ว่าเขาถือมีดอีโต้ผ่าธูปในห้องของตัวเองทุกคืน คนเหล่านั้นคงคิดว่าเขาเสียสติไปแล้วมากกว่า

        เมื่อฉินเหยาเหยาได้ยินเช่นนี้ เธอจึงกำชับให้หลินเยว่ดูแลสุขภาพให้ดี หลินเยว่ก็พูดให้เธอรักษาสุขภาพเช่นกัน อาหารมื้อนี้จึงเป็นการดูแลใส่ใจซึ่งกันและกันตลอดทั้งมื้อ


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)