0 Views

        ท่านเฮ่อฉางเหอไม่ต้องการให้ร้านของตัวเองมีพนักงานเป็นขโมย ดังนั้น ท่านจึงรีบเดินไปทางเคาน์เตอร์อย่างเร่งด่วน

        จังหวะที่ท่านเฮ่อฉางเหอหมุนตัวไปทางเคาน์เตอร์นั้น เซวียซานที่ถูกกดอยู่บนพื้นพลันพยายามดิ้นรนให้หลุดจากการจับกุมของหลินเยว่ แต่หลินเยว่ก็ไม่ได้ยอมให้เซวียซานดิ้นหลุดตามที่เขาต้องการ เพราะเขาได้ออกแรงกดมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อเซวียซานเห็นว่าดิ้นไม่หลุดแน่ๆ เขาจึงได้แต่ยอมรับชะตากรรม

        เพียงไม่นาน ท่านเฮ่อฉางเหอก็เดินพุ่งกลับมาด้วยความโกรธ ท่านพูดขึ้นด้วยสีหน้าเข้มจัด “ไม่มีข้อมูลการขายเลยสักนิด! ใบเสร็จที่คุณบอกอยู่ที่ไหน? แล้วแจกันหูช้างในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงใบนั้นอยู่ที่ไหน?”

        เซวียซานไม่รู้ว่าจะตอบกลับอย่างไร เขาจึงได้นอนรอรับชะตากรรมอย่างเงียบๆ

        “แจ้งตำรวจเถอะ” หลินเยว่พูดขึ้น

        “เฮ่อ!”

        ท่านเฮ่อฉางเหอถอนหายใจออกมาหนักๆ เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบายใจ ไม่ว่าจะเป็นใครหากได้รู้ว่าร้านของตัวเองมีขโมยอยู่หนึ่งคน อีกทั้งขโมยคนนั้นเป็นคนที่ตัวเองรับมาด้วยตัวเองก็คงมีความรู้สึกแย่ไม่แตกต่างกัน

        “ท่านเฮ่อ ท่านปล่อยผมไปเถอะครับ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมทำ จริงๆ นะครับ เป็นครั้งแรกที่ผมทำจริงๆ แจกันหูช้างใบนั้นวางอยู่ในตู้ใต้เคาน์เตอร์ ท่านปล่อยผมไปเถิด ท่านอย่าแจ้งตำรวจเลยนะครับ!”

        “ทำไมเมื่อตะกี๊คุณถึงไม่บอกว่าแจกันหูช้างอยู่ที่ไหนล่ะ?” ท่านเฮ่อฉางเหอพูดด้วยความโกรธจัด

        “คือ…คือ…” เซวียซานอึกอักอยู่เป็นนาน สุดท้ายก็พูดอะไรไม่ออกอยู่ดี

        อันที่จริงเซวียซานแอบวาดฝันไว้อย่างดี ในใจเขาคิดว่าโชคชะตาคงจะเข้าข้างเขา หวังว่าท่านเฮ่อฉางเหอจะใจอ่อนยอมไม่แจ้งความ หลังจากที่พวกเขาปล่อยตัวเองไปแล้ว เขาจะแอบหาโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่กลับมาที่นี่อีกครั้งและจะขโมยแจกันหูช้างออกไปอย่างเงียบๆ แต่น่าเสียดาย สิ่งที่เขาหวังไว้ไม่เกิดขึ้นจริง ไม่ว่าเขาจะพูดจาอ้อนวอนขนาดไหน สุดท้ายท่านเฮ่อฉางเหอก็แจ้งตำรวจอยู่ดี

        ตำรวจเดินทางมาถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว เขานำตัวเซวียซานและหลักฐานที่เกี่ยวข้องกลับไปด้วย ส่วนผู้ชายทั้ง 4 คนนั้นก็โชคร้ายเช่นกัน พวกเขาไปเจอกับพนักงานรักษาความปลอดภัยประจำถนนหินหยกนี้พอดี พวกเขาจึงถูกรวบตัวไว้ทั้งหมดและถูกนำส่งไปยังสถานีตำรวจพร้อมๆ กัน

        หลินเยว่และท่านเฮ่อฉางเหอในฐานะผู้เสียหายและพยานก็ต้องเดินทางไปยังสถานีตำรวจเช่นกัน

        คดีนี้ก็ถูกคลี่คลายอย่างรวดเร็ว แก๊ง 4 คนที่หลินเยว่เจอเป็นแก๊ง “ชนเครื่องเคลือบ” โดยเฉพาะจริงๆ พวกเขามีประวัติทางด้านนี้อยู่แล้ว แต่ตำรวจไม่เคยจับได้คาหนังคาเขาเท่านั้นเอง เนื่องจากการ “ชนเครื่องเคลือบ” แบบดั้งเดิมไม่สามารถหลอกคนในปัจจุบันได้แล้ว ดังนั้น พวกเขาทั้ง 4 คนจึงคิดแผนการการ “ชนเครื่องเคลือบ” แบบใหม่ขึ้นมา โดยส่วนแรกจะเหมือนกับการ “ชนเครื่องเคลือบ” แบบดั้งเดิม แต่เพื่อเป็นการสร้างสถานการณ์ให้ดูเหมือนจริงมากขึ้น พวกเขาจึงไปขอความร่วมมือจากเซวียซานพนักงานของหรงเล่อเซวียน และเป็นจังหวะเดียวกันที่เซวียซานกำลังไม่พอใจกับหน้าที่การงานของตัวเอง เขาจึงตัดสินใจที่จะลองเสี่ยงดู พวกเขาทั้ง 5 คนจึงร่วมมือกัน

        พวกเขาทั้ง 5 คนตัดสินใจเลือกเครื่องเคลือบที่หรงเล่อเซวียนมีอยู่แล้ว หลังจากนั้นจึงไปหาของลอกเลียนแบบเกรดดีหรือไม่ก็หาคนผลิตของชิ้นนั้น ที่พวกเขาวางแผนไว้ก็คือ พวกเขาหาคนที่จะไป “ชนเครื่องเคลือบ” ก่อน หลังจากนั้นจึงใช้ใบเสร็จเป็นหลักฐานว่าเครื่องเคลือบชิ้นนั้นเป็นของแท้ หากอีกฝ่ายไม่เชื่อก็จะพาคนคนนั้นไปหรงเล่อเซวียนเพื่อให้เซวียซานพนักงานของหรงเล่อเซวียนเป็นคนยืนยัน เนื่องจากชื่อเสียงของหรงเล่อเซวียนมีความน่าเชื่อถือมาแต่ไหนแต่ไร จึงทำให้คนอื่นๆ หลงเชื่อได้ง่าย

        เพื่อเป็นการอุดช่องโหว่ ทั้ง 5 คนจึงปรึกษากันให้เซวียซานซ่อนเครื่องเคลือบชิ้นนี้ไว้ก่อน เพื่อทำเป็นหลอกว่าได้ขายเครื่องเคลือบชิ้นนี้ออกไปแล้ว  รอจนกระทั่งพวกเขาได้รับเงินจากคนที่เขา “ชนเครื่องเคลือบ” แล้วจริงๆ พวกเขาก็จะเติมเงินให้ครบตามราคาของแท้ และทำการซื้อเครื่องเคลือบชิ้นนี้ออกมาแล้วนำไปขายต่อ หรือไม่ก็จัดการนำเงินที่หลอกมาได้แบ่งกันทันที ใบเสร็จปลอมก็เป็นสิ่งเซวียซานเตรียมไว้ล่วงหน้า เพราะไม่รู้ว่าวันไหนจะได้เจอผู้โชคร้ายคนนั้น ดังนั้น ในแต่ละวันเซวียซานจะเตรียมใบเสร็จปลอมสองใบหรือบางทีก็มีจำนวนมากกว่านั้น เพื่อจะได้สะดวกต่อการทำเรื่องหลอกๆ ให้กลายเป็นเรื่องจริงขึ้นมา

        พวกเขาทั้ง 5 คนวางแผนไว้เป็นอย่างดี แต่คาดไม่ถึงว่าแผนการลงมือรูปแบบใหม่เป็นครั้งแรกจะเลือก “ชนเครื่องเคลือบ” กับหลินเยว่ที่มีความคิดที่ละเอียดรอบคอบ และสิ่งที่คาดไม่ถึงยิ่งกว่าเดิมก็คือตอนที่พวกเขาไปหรงเล่อเซวียน พวกเขากลับได้เจอท่านเฮ่อฉางเหอที่ปกติไม่ได้มาที่ร้านมาหลายวันแล้ว จึงสรุปได้เพียง… พวกเขาทั้ง 5 คนนี้โชคร้ายจริงๆ

        ตอนที่หลินเยว่และท่านเฮ่อฉางเหอออกมาจากสถานีตำรวจก็เป็นเวลากลางวันแล้ว พวกเขาทั้งสองจึงรับประทานทานอาหารกลางวันในร้านอาหารที่ตั้งอยู่แถวๆ นั้น

        เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ที่เป็นคดีความขึ้นเช่นนี้ ทำให้สีหน้าของท่านเฮ่อฉางเหอดูไม่ค่อยสดใสนัก ท่านรู้สึกเสียใจพอสมควรทีเดียว

        ร้านของตัวเองมีขโมยเป็นพนักงานอยู่หนึ่งคน โชคดีที่ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่พวกเขาก่อเหตุโดยการดึงหรงเล่อเซวียนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย มิฉะนั้นแล้วชื่อเสียงของหรงเล่อเซวียนที่กว่าจะสร้างขึ้นมาได้ขนาดนี้อาจจะถูกทำลายตอนอยู่ในมือของท่านเฮ่อฉางเหอ

        หลินเยว่ไม่รู้ว่าจะปลอบท่านเฮ่อฉางเหออย่างไรดี อีกฝ่ายมีประสบการณ์มากกว่าเขามาก ชีวิตของท่านทานเกลือโดยรวมแล้วมากกว่าเขากินข้าวตลอดชีวิตเสียอีก ดังนั้น ท่านจึงไม่จำเป็นต้องให้เขาที่เป็นผู้น้อยเช่นนี้ไปพูดจาแนะนำอะไรเลย หลินเยว่จึงเปลี่ยนหัวข้อสนทนา ทำให้พวกเขาทั้งสองคุยกันเรื่องเครื่องเคลือบและเครื่องปั้นดินเผาแทน

        “เครื่องเคลือบมีต้นกำเนิดมาจากเครื่องปั้นดินเผา โดยค่อยๆ พัฒนาขึ้นมาจากการเผาเครื่องปั้นดินเผาเนื้อดินสีขาวและเครื่องปั้นดินเผาที่กดประทับด้วยแม่พิมพ์แข็ง ในการเผาเครื่องเคลือบจะต้องมีการเตรียมพร้อม 3 ประการ ประการแรก วัตถุดิบที่ใช้ในการทำเครื่องเคลือบต้องเป็นหินพอร์ซเลน ดินขาว หรือดินเกาลินที่มีส่วนประกอบเป็นแร่ควอตซ์และแร่เซริไซต์จำนวนมาก ประการที่สอง อุณหภูมิในการเผาจะต้องสูงกว่า 1,200 องศาเซลเซียส ประการที่สาม จะต้องเผาในอุณหภูมิสูงจนกระทั่งผิวของภาชนะกลายเป็นผิวเคลือบ……”

        ท่านเฮ่อฉางเหอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างต่อเนื่อง เวลานี้ท่านจึงเริ่มบรรยายเกี่ยวกับความเป็นมาของเครื่องเคลือบให้หลินเยว่ฟังบนโต๊ะอาหาร เมื่อได้พูดถึงเครื่องเคลือบ ท่านเฮ่อฉางเหอจึงลืมความไม่สบายใจเมื่อสักครู่ทันที

        หลินเยว่พยายามเก็บเกี่ยวความรู้เกี่ยวกับเครื่องเคลือบและเครื่องปั้นดินเผาอย่างเต็มที่ เขาทำตัวเสมือนฟองน้ำแห้งสนิทที่พร้อมดูดซับน้ำอย่างบ้าคลั่ง

        อาหารมื้อนี้ ชายหนุ่มสองวัยจึงใช้เวลาทานข้าวพร้อมทั้งพูดคุยกันเป็นเวลา 2 ชั่วโมง

        และเวลา 2 ชั่วโมงนี้ คนหนึ่งบรรยายอย่างสนุกตื่นเต้น อีกคนก็ตั้งใจฟังอย่างเคลิบเคลิ้ม

        หลังจากทานอาหารเรียบร้อยแล้ว หลินเยว่ก็เริ่มมีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมารวมทั้งเงื่อนไขในการผลิตเครื่องเคลือบเบื้องต้น ถึงแม้ว่าเขาจะจำได้เพียงนิดเดียว แต่ก็ถือเป็นการเปิดประตูสู่วงการใหม่สำหรับเขา และก็เป็นไปตามที่ท่านเฮ่อฉางเหอพูดไว้ การรับเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น หากลูกศิษย์คิดอยากพัฒนาต่อ ลูกศิษย์ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนต่อด้วยตัวเอง ดังนั้น ส่วนที่เขายังจำไม่ได้ เขาก็ต้องพึ่งตัวเองโดยการพยายามไปท่องจำในเวลาอื่น

        เดิมทีหลินเยว่พิจารณาถึงปัญหาสุขภาพของท่านเฮ่อฉางเหอ เขาจึงเสนอให้ท่านเฮ่อกลับบ้านไปพักผ่อนตอนกลางวันก่อน หลังจากพักผ่อนแล้วค่อยกลับไปหรงเล่อเซวียนอีกครั้ง

        แต่ท่านเฮ่อฉางเหอกลับส่งยิ้มให้หลินเยว่ รอยยิ้มนี้ดูมีเลศนัยเสียด้วย “กลับไปตอนนี้เลย พอถึงแล้วเดี๋ยวผมจะให้คุณดูอะไรบางอย่าง”

        รอยยิ้มที่มีเลศนัยของท่านเฮ่อฉางเหอทำให้หลินเยว่งุนงง แต่ก็สามารถทำให้หลินเยว่เกิดอาการอยากรู้ขึ้นมาเช่นกัน

        เมื่อกลับถึงหรงเล่อเซวียน ท่านเฮ่อฉางเหอพาหลินเยว่เดินไปยังเคาน์เตอร์ หลังจากนั้นเขาจึงเปิดตู้เพื่อหยิบเศษเครื่องเคลือบสองสามชิ้นและแจกันเครื่องเคลือบสีเขียวใบหนึ่งออกมาวางไว้บนเคาน์เตอร์

        “นี่คือเศษเครื่องเคลือบปลอมใบนั้นไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงไม่ได้นำส่งให้ตำรวจล่ะ? ส่วนอันนี้คือ… แจกันเคลือบเอกรงค์หูช้างสีถั่วเขียวในสมัยจักรพรรดิเฉียนหลงของแท้จริงๆ!” หลินเยว่อุทานด้วยความตกตะลึง

        ท่านเฮ่อฉางเหอยิ้มเล็กน้อยพร้อมพยักหน้าและพูดขึ้น “ใช่แล้ว นี่เป็นส่วนที่ผมแอบเก็บไว้เอง เดิมทีคิดจะหาของปลอมสักชิ้นแต่ก็มีความลำบากพอดู คาดไม่ถึงว่าจะได้ของสำเร็จรูปส่งถึงมือแบบนี้”

        ดวงตาทั้งสองข้างของหลินเยว่เบิกกว้าง เขาสำรวจแจกันเคลือบเอกรงค์หูช้างสีถั่วเขียวตรงเบื้องหน้าอย่างละเอียด นี่คือแจกันของแท้ที่มีมูลค่า 6 แสนหยวนเลยนะ!

        เมื่อตั้งใจสังเกต หลินเยว่จึงถูกแจกันใบนี้ดึงดูดความสนใจได้อย่างอยู่หมัด

        แจกันหูช้างวางอยู่ท่ามกลางแสงไฟเกิดเป็นประกายอันนุ่มนวลทำให้ผู้ที่มองดูเกิดความรู้สึกสบายใจและมีความสุข ผิวหน้าของเครื่องเคลือบมีความแวววาวเกลี้ยงเกลา สามารถใช้เป็นกระจกส่องหน้าได้เลยทีเดียว ซึ่งแสดงให้เห็นว่าฝีมือการทำเครื่องเคลือบชิ้นนี้สูงมากขนาดไหน ตรงคอขวดทั้งสองด้านมีเศียรช้างที่ดูเหมือนของจริงมาก ดวงตาโค้งกลมทั้งสองข้างของช้างที่จ้องมองอยู่ช่างดูน่าเกรงขามยิ่งนัก ในปากคาบวงแหวน มีความประณีตเป็นอย่างยิ่ง เพราะมองไม่เห็นร่องรอยในการต่อเติมเลยสักนิด ซึ่งดูเหมือนว่าของชิ้นนี้มีสภาพโดยธรรมชาติแบบนี้ตั้งแต่แรก หากจะเติมอะไรเพิ่มขึ้นไปสักนิดก็ดูเป็นส่วนเกิน แต่หากจะลดบางส่วนลงไปก็คงจะทำลายความงามของมันอย่างแน่นอน

        หลินเยว่อุทานอยู่ในใจ หลังจากนั้นเขาก็หยิบเศษเครื่องเคลือบสองสามชิ้นนั้นขึ้นมาส่องกับแสงไฟ ประกายของผิวเคลือบด้านนอกเมื่อสะท้อนกับแสงไฟกลับทำให้หลินเยว่รู้สึกผิดหวังเป็นอย่างมาก แสงของมันไม่ได้ดูสว่างนวลตาเลยสักนิด แต่กลับเป็นแสงขมุกขมัว ให้ความรู้สึกเหมือนกับว่าเต็มไปด้วยหมอกควันทีเดียว ช่างเป็นความรู้สึกที่แตกต่างจากของแท้อย่างสิ้นเชิง

        “มองออกหรือยัง?” ท่านเฮ่อฉางเหอรอให้หลินเยว่สำรวจจนเสร็จสิ้น เขาถึงได้ถามพร้อมรอยยิ้ม


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)