0 Views

        นั่นสิ การรับเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น หากลูกศิษย์คิดอยากพัฒนาต่อ ลูกศิษย์ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนต่อด้วยตัวเอง แล้วทำไมเขาถึงต้องยึดติดว่าใครเป็นอาจารย์ของเขาถึงขนาดนี้? หากเขาไม่สามารถคารวะท่านฉางไท่ให้เป็นอาจารย์ของเขาได้ เขาก็แค่เปลี่ยนอาจารย์คนใหม่เท่านั้นเอง เขาไม่เชื่อหรอกว่าความสามารถและความพยายามของเขาจะไม่สามารถพัฒนาฝีมือการแกะสลักให้ก้าวหน้าต่อไปได้

        เมื่อคิดตกแล้ว หลินเยว่จึงโค้งคำนับท่านเฮ่อฉางเหออย่างหนักแน่นจริงจังพร้อมพูดด้วยความจริงใจ “ท่านเฮ่อ ขอขอบคุณคำพูดเตือนสติของท่านเป็นอย่างมาก ผู้น้อยได้รับการชี้แนะแล้ว”

        ท่านเฮ่อฉางเหอมองหลินเยว่ด้วยความชื่นชม เขาพยักหน้าอย่างพอใจพร้อมพูดขึ้น “พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมไปร้านวัตถุโบราณหรงเล่อเซวียนที่ตั้งอยู่บนถนนหินหยกวัตถุโบราณล่ะ ผมจะรอคุณอยู่ที่นั่น”

        หลินเยว่พยักหน้ารับคำ ท่านเฮ่อฉางเหอนั่งรถจากไปท่ามกลางการโบกมือร่ำลาของหลินเยว่

        ก่อนที่หลินเยว่จะกลับบ้าน เขาไปตลาดสดเพื่อซื้อมีดอีโต้เหมาะมือเล่มหนึ่ง และซื้อธูปที่มีขนาดเล็กกว่านิ้วก้อยเล็กน้อยมาหนึ่งห่อ เขาต้องเริ่มจากธูปที่มีขนาดใหญ่ก่อน เขาไม่ควรคาดหวังเกินตัว รอให้เขาเกิดความคุ้นเคยก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นธูปแบบอื่น เขาต้องค่อยๆ เดินไปทีละก้าวๆ

        เมื่อเขากลับถึงบ้านก็เป็นเวลาเพียงประมาณบ่ายสามโมงกว่าๆ หลินเยว่จึงเก็บล้างจานชามที่เขายังไม่ได้จัดการในตอนเช้า หลังจากนั้นจึงรีบวิ่งกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขาเพื่อเตรียมทดลองการผ่าธูปในช่วงเวลากลางวัน

        ก่อนอื่น เขาแบ่งหนังสือที่วางอยู่บนโต๊ะออกเป็นสองกองเพื่อใช้หนีบธูปที่เขาเพิ่งซื้อมา หลังจากนั้นเขาจึงหยิบมีดอีโต้ขึ้นมา เนื่องจากตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เขาสามารถมองเห็นธูปได้เลยจึงไม่จำเป็นต้องจุดธูปก่อน ส่วนตอนกลางคืนเป็นเพราะมองไม่เห็น จึงจำเป็นต้องจุดธูปนั่นเอง

        หลังจากเตรียมตัวพร้อมแล้ว หลินเยว่จึงเล็งไปยังปลายบนสุดของธูปดอกนั้น และใช้มีดผ่าลงไป ตอนแรกเขาคิดไปเองว่าเขาตัดหินหยกมา 2 ปี เขาจะสามารถเล็งตำแหน่งและกะน้ำหนักในการลงมีดได้อย่างแม่นยำ แต่ทว่าเขาก็ต้องผิดหวังเสียแล้ว การลงมีดครั้งนี้ไม่เพียงแต่จะไม่ได้ผ่าลงตรงกลางแล้ว ยังคลาดเคลื่อนไปถึง 2 เซนติเมตรเลยทีเดียว นอกจากนี้เขายังพบอีกว่าตอนที่เขาลงมีดนั้นเขากลับผ่าเบี้ยวอีกต่างหาก ซึ่งพฤติกรรมนี้สำหรับการแกะสลักและการผ่าธูปแล้วถือเป็นความผิดพลาดอย่างมหันต์

        ในเวลาเดียวกัน การลงมีดในครั้งนี้ทำให้หลินเยว่เข้าใจความแตกต่างระหว่างสิ่งของเคลื่อนไหวได้กับสิ่งของเคลื่อนไหวไม่ได้อย่างแท้จริง การตัดหินหยกต้องการเพียงสายตาเฉียบคมที่สามารถกะตำแหน่งได้พอดี และมีความชำนาญในการตัดก็พอแล้ว แต่การผ่าธูปนั้นนอกจากจะต้องมีสายตาเฉียบคมในการกะตำแหน่งได้พอดีแล้ว ตอนที่ลงมีดยังจำเป็นต้องมีความหนักแน่น รวดเร็ว และแม่นยำอีกด้วย ระดับความยากสูงขึ้นมากทีเดียว

        แต่หลินเยว่กลับไม่รู้สึกท้อใจเลยสักนิด เขายกมีดขึ้นและผ่าอีกครั้ง ผ่าไม่ถูก……

        ผ่าอีกครั้ง ผ่าไม่ถูก……

        ผ่าอีกครั้ง ผ่าไม่ถูก……

          ……

        หลินเยว่ผ่าต่อเนื่องอยู่ 50 ครั้ง มือของเขาทั้งเมื่อยและล้าจนเหมือนจะหลุดออกจากตัว ผลลัพธ์ที่ออกมาก็คือ เขาผ่าถูก 2 ครั้ง และทั้ง 2 ครั้งที่ผ่าได้ถูกนั้นเป็นเพราะเขาเอียงมีดอย่างไม่ตั้งใจจนมีดเคลื่อนไปโดนธูป แต่ไม่ใช่การที่คมมีดผ่าลงไปตรงกลางเลยสักนิด

        ดูจากสถานการณ์นี้ เขาควรจะลองเปลี่ยนมีดแล้วล่ะ

        หลินเยว่มองมีดอีโต้ที่อยู่ในมือพร้อมถอนหายใจ มีดอีโต้เล่มนี้หากนำมาใช้หั่นผักหั่นเนื้อก็ดีอยู่ แต่หากนำมาใช้ผ่าธูปแล้วมันไม่มีความเหมาะสมเลยสักนิด ทั้งจับไม่ถนัดมือแล้วยังเป็นอุปสรรคต่อความแม่นยำอีกด้วย ความดีหนึ่งเดียวของมันก็คือความหนัก เขาสามารถใช้มีดอีโต้ในการฝึกแรงแขนและข้อมือได้เป็นอย่างดี

        หลินเยว่หยุดพักชั่วครู่ เขาหมุนข้อมือเพื่อเป็นการผ่อนคลาย หลังจากนั้นเขาก็ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจลงในการผ่าธูปครั้งนี้ เมื่อถึงเวลาอาหารค่ำตอนหกโมงครึ่ง หลินเยว่ไม่รู้ตัวว่าเขาได้ผ่าธูปไปกี่ครั้งแล้ว ข้อมือและแขนของเขาชาตลอดทั้งแขน ตลอดบ่ายนี้ สิ่งที่ทำให้เขาดีใจที่สุดก็คือเขาสามารถผ่ากลางธูปได้ครั้งเดียวโดยบังเอิญ มีเพียงครั้งเดียวจริงๆ เพราะครั้งอื่นๆ ล้วนเป็นเพราะมีดเอียงไปโดนอย่างไม่ตั้งใจ

        เมื่อฉินเหยาเหยากลับมาถึงบ้าน เธอจึงเห็นหลินเยว่นอนแผ่หราอยู่บนโซฟาด้วยความเหนื่อยอ่อน เธอจึงรีบเดินไปด้านข้างของเขาและถามขึ้น “หลินเยว่ คุณเป็นอะไร?”

        “ทำงานบ้านเหนื่อยน่ะ ตอนนี้แขนขวาทั้งแขนชาไปหมด ไม่รู้สึกอะไรแล้ว” ขณะที่พูด หลินเยว่ก็ทำหน้าตาดูน่าสงสารไปด้วย

        “ทำงานบ้าน?” ฉินเหยาเหยาอึ้งไปทันที เธอมองเขาอย่างข้องใจ “ทำงานบ้านมันเหนื่อยขนาดนี้เลยหรอ?”

        “ใช่สิ!” น้ำเสียงของหลินเยว่เต็มไปด้วยความมั่นใจ “เธอรู้หรือเปล่า ผมปัดกวาดเช็ดถูห้องรับแขกทั้งหมด 3 รอบ แม้กระทั่งเพดานก็ทำความสะอาดแล้วนะ”

        “อ้อ? อย่างงั้นหรอ?” ฉินเหยาเหยาพูดล้อเขาพร้อมหัวเราะ เธอยื่นมือออกมาถูตรงใต้โต๊ะสำหรับวางชุดน้ำชา หลังจากนั้นเธอจึงยกมือยื่นให้หลินเยว่ดู “นี่คืออะไรหรอ?”

        หลินเยว่สีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ทว่าเขาก็ถือว่าเป็นคนหน้าหนาคนหนึ่ง เมื่อเห็นว่าบนนิ้วมือของฉินเหยาเหยามีฝุ่นหนาๆ เกาะอยู่ เขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบอย่างหน้าตาเฉย “ตรงนี้ผมยังไม่ทันได้ทำความสะอาดก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว และที่สำคัญก็คือผมเก็บส่วนนี้ไว้ให้คนที่มาทีหลังอย่างเธอจะได้มีงานบ้านทำบ้าง ต่อไปเวลาเธอแต่งงานออกเรือนไปจะได้รู้จักทำงานบ้านเป็น……”

        ยังไม่ทันรอให้หลินเยว่พูดจบ กระเป๋าถือสีขาวใบหนึ่งก็ลอยมากระแทกบนใบหน้าของเขา

        “โอ๊ย……”

        นับตั้งแต่เมื่อวานที่เขารู้จากปากของเฮ่อหลันเยว่ว่าฉินเหยาเหยามีความรู้สึกที่ดีกับเขา การกระทำรวมทั้งท่าทีของหลินเยว่ที่มีต่อเธอจึงเปลี่ยนไป แต่ก่อนเขาคิดว่าเธอเป็นเพียงเพื่อนคนหนึ่ง แต่ตอนนี้เขากลับพยายามสร้างสถานการณ์ที่ดูคลุมเครือเพื่อสานสัมพันธ์ให้เป็นคนพิเศษ

        เขาจะสร้างสถานการณ์ที่ดูคลุมเครือมากขึ้นเรื่อยๆ

        ฮ่าๆ ……

        บนโต๊ะอาหาร หลินเยว่พลันหลุดหัวเราะออกมาอย่างไม่รู้ตัว

        “คุณหัวเราะอะไร? หัวเราะได้เจ้าเล่ห์ดูสัปดนมาก หรือว่าคิดจะไปล่อลวงสาวสวยบ้านไหนล่ะ?” ฉินเหยาเหยาหยิบตะเกียบขึ้นมาเคาะบนชามของหลินเยว่ หลังจากนั้นจึงกลอกตาแรงๆ ใส่เขา

        หลินเยว่เกิดอาการใจกระตุก เขาจึงรีบทำท่าจริงจังราวกับสุภาพบุรุษที่ถูกคนอื่นเข้าใจผิดพร้อมพูดขึ้น “เธออย่าพูดให้ผมดูสกปรกร้ายกาจขนาดนั้นสิ เธอรู้จักคำนี้หรือเปล่า สิ่งที่คล้ายกันมักจะรวมตัวอยู่ด้วยกัน คนประเภทเดียวกันก็จะรวมกลุ่มอยู่ด้วยกันน่ะ? ถ้าผมดูสกปรกร้ายกาจ เธออย่าลืมนะว่าพวกเราอยู่ด้วยกันมาหลายเดือนแล้ว”

        “ขอร้องล่ะ อย่าพูดให้ดูคลุมเครือขนาดนี้เลยได้ไหม พวกเราเนี่ยนะอยู่ด้วยกัน? อย่างมากก็แค่ร่วมเช่าบ้านเดียวกันเท่านั้นเอง ถ้าคุณคิดอยากจะอยู่ด้วยกันกับฉัน ชาตินี้คงไม่มีวันเป็นจริง ส่วนชาติหน้าฉันอาจจะยอมให้คุณรอต่อแถวก่อนก็ได้”

        ฉินเหยาเหยาคีบเนื้อชิ้นหนึ่งจากในชามข้าวของหลินเยว่และวางใส่ปากเล็กๆ ของตัวเอง สีหน้าของเธอดูมีความสุขจริงๆ

        “เฮ่ย นั่นเป็นกับข้าวในชามผมนะ!”

        “คาดไม่ถึงว่าคุณจะเป็นคนขี้งกแบบนี้ ฉันไม่ได้กินเนื้อบนตัวคุณสักหน่อย ทำไมต้องร้องเอะอะโวยโวยเสียงดังขนาดนั้นด้วยล่ะ?”

        “……”

        ……

        เป็นเพราะการต่อล้อต่อเถียงกันระหว่างพวกเขาทำให้อาหารมื้อนี้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว หลินเยว่ไม่รู้สึกแปลกๆ หรือปรับตัวไม่ทันแต่อย่างใด แต่เขากลับรู้สึกว่าสถานการณ์แบบนี้มันดีกว่าความสัมพันธ์แบบเก่า อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถทำตัวตามสบาย และก็สามารถเปิดใจให้กันจริงๆ ไม่ว่าสุดท้ายความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาจะเป็นอย่างไร แต่หนุ่มเวอร์จิ้นที่อายุเริ่มเยอะแบบเขาก็ควรจะต้องเริ่มคิดเผื่อคนรุ่นลูกของเขาแล้วล่ะ มันถึงเวลาที่เขาควรจะมองหาแม่ของลูกของเขาได้แล้ว

        หลังทานอาหารเสร็จแล้ว หลินเยว่ล้างจานชามด้วยใบหน้าสลด หลังจากนั้นจึงกลับเข้าห้องส่วนตัวเพื่อปฏิบัติภารกิจที่ยังไม่สำเร็จของตัวเองต่อ ถึงแม้ว่าเขาอยากจะดูโทรทัศน์เป็นเพื่อนฉินเหยาเหยา แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถทำได้ เขาจำเป็นต้องต่อสู้เพื่อความฝันของตัวเอง อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ต้องลองดูสักตั้งก่อน

        ฉินเหยาเหยามองเบื้องหลังของหลินเยว่ด้วยความรู้สึกแปลกๆ สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลาย รอจนกระทั่งหลินเยว่ปิดประตูลง เธอจึงค่อยๆ ดึงสายตากลับมา เวลานี้ ภาพบนหน้าจอโทรทัศน์ไม่สามารถดึงความสนใจจากเธอได้เลย

        ครั้งนี้หลินเยว่ต้องการทดลองผ่าธูปท่ามกลางความมืดที่มองไม่เห็นอะไรเลยดู เมื่อเทียบกับสถานการณ์ตอนกลางวัน เขาก็พอรู้ว่าระดับความยากมันจะสูงแค่ไหน

        เขาจุดธูป ใช้หนังสือหนีบธูปไว้ ลากม่านปิด หลังจากนั้นจึงปิดไฟ สภาพภายในห้องก็ตกอยู่ในความมืดมิดทันที มีเพียงเปลวไฟแดงๆ ตรงปลายธูปที่เกิดความสว่างอยู่รำไร

        หลินเยว่ใช้เวลาปรับสายตาอยู่ชั่วครู่ เมื่อเขารู้สึกคุ้นกับความมืดเป็นอย่างดีแล้ว เขาจึงค่อยๆ เดินไปหยุดตรงหน้าธูปดอกนั้นพร้อมยกมีดขึ้น เขาพยายามรวบรวมสมาธิ และกดมีดลงไป

        เป็นการผ่าความว่างเปล่าอีกครั้ง……

        ท่ามกลางความมืดมิด มีดอีโต้ก็เหมือนกับตกอยู่ในความมืดโดยไม่ได้ส่งผลใดๆ กับแสงสว่างน้อยๆ ตรงนั้นได้เลย จุดแดงๆ ท่ามกลางความมืดยังคงสว่างเหมือนเช่นเคย

        หลินเยว่ขมวดคิ้วลึก เขาคิดไว้อยู่แล้วว่าการผ่าธูปตอนกลางคืนต้องมีความยากมากขึ้น แต่คาดไม่ถึงว่ามันจะยากมากขนาดนี้ เขาไม่สามารถควบคุมจุดออกแรงได้เลย หรือแม้กระทั่งทิศทางของมีดก็ยากที่จะควบคุมได้ ดังนั้น จึงไม่มีทางที่จะผ่ากลางธูปได้อย่างแม่นยำ

        หลินเยว่ยกมีดขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้เขาไม่ได้เร่งร้อนที่จะลงมีด แต่กลับสังเกตรอบๆ ก่อน เขาคำนวณระยะห่างระหว่างมีดกับธูป รวมทั้งความยาวของแขนตัวเอง หลังจากนั้นเขาจึงจำลองท่ายืดแขนลงมีดผ่าเพื่อดูว่าแนวทางการลงมีดเป็นอย่างไร เมื่อเขาคำนวณทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลินเยว่จึงลงมืออย่างเด็ดขาด ไม่มีความลังเลเลยสักนิด

        และก็เป็นการผ่าความว่างเปล่าอีกครั้ง……

        หลินเยว่ยกมีดขึ้นอย่างจนปัญญา เขาพบว่าเขาไม่สามารถใช้การคำนวณส่วนต่างๆ เพื่อออกแบบการผ่าธูปได้เลย เพราะการผ่าธูปเป็นการกระทำที่เกิดจากความชำนาญและความคุ้นเคยทั้งสิ้น

        ผ่าต่อไปเถอะ อย่างมากก็ผ่าสักแสนครั้งล้านครั้ง คงต้องมีสักวันที่เขาจะสามารถฝึกได้สำเร็จ

        มีดในมือของเขาก็กดลงอีกครั้ง

        และก็เป็นการผ่าความว่างเปล่า……

        ……

        หลินเยว่ตกอยู่ในภวังค์การฝึกฝน มือขวาที่จับมีดของเขานั้นไร้ความรู้สึกอย่างสิ้นเชิง ตอนนี้เขาทำทุกอย่างราวกับเครื่องจักร ครั้งแรกผ่าไม่ถูก ทำครั้งที่สอง ครั้งที่สองผ่าไม่ถูก ทำครั้งที่สาม ครั้งที่สามผ่าไม่ถูก……

        ธูปดอกแรกก็ถูกเผาไหม้จนหมดไปอย่างรวดเร็ว

        หลินเยว่วางมีดในมือลง เขาคิดจะใช้มือขวายกขึ้นเปิดไฟในห้อง แต่ทว่าขณะที่เขาคิดจะยกมือขึ้นนั้น เกิดความปวดร้าวทะลุผ่านเข้าสู่สมองของเขา เขาอดไม่ได้ที่จะสบถออกมา หลังจากนั้น ความปวดร้าวบริเวณแขนก็แผ่กระจายไปทั่วร่างกายอย่างรวดเร็ว ตอนแรกเขาคิดจะเปิดไฟเพื่อเปลี่ยนธูปดอกใหม่และฝึกต่อ แต่ตอนนี้มือขวาของเขาไม่ยอมให้เขาเคลื่อนไหวใดๆ ได้อีก เมื่อคิดว่าวันพรุ่งนี้ยังมีการนัดหมายไว้กับท่านเฮ่อฉางเหอ หลินเยว่จึงได้แต่ฝืนยิ้มอย่างจนปัญญา

        วันนี้คงไม่สามารถฝึกต่อไปได้แล้วล่ะ

        เมื่อความคิดนี้ปรากฏขึ้นมา หลินเยว่ที่เอนตัวลงนอนบนเตียงโดยยังไม่ได้เปลี่ยนชุดก็พาร่างกายอันอ่อนเพลียเข้าสู่ภวังค์ในความฝันทันที……

        เช้าวันถัดมา หากไม่ได้ฉินเหยาเหยาปลุกหลินเยว่ให้ตื่นในตอนเช้า เขาคงนอนหลับเลยไปจนถึงตอนบ่าย หลินเยว่รีบทานอาหารเช้าและมุ่งหน้าตรงไปยังถนนหินหยกของคุนหมิงทันที

        ถนนหินหยกวัตถุโบราณของคุนหมิงไม่สามารถเอาถนนจากอำเภอเล็กๆ ที่เขาเคยอยู่มาเปรียบเทียบได้เลย ถนนเส้นนี้เป็นถนนซอกแซกยาวเหยียดจนมองไม่เห็นสุดปลายถนน ส่วนร้านค้าทั้งสองข้างทางถูกตกแต่งแบบโบราณ เป็นบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่อลังการ สร้างความตื่นตาตื่นใจ

        เมื่ออยู่บนถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้แล้วจะรู้สึกเหมือนกับอยู่ในสมัยโบราณ เขาสามารถใช้สายตาของคนนอกมองกาลเวลาที่เปลี่ยนไป และสัมผัสกับความใหญ่โตหรูหราของบ้านเมืองในยุคสมัยนั้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)