0 Views

        “หลินเยว่ สองเดือนมานี้นายไม่ได้ตัดหินหยกเลยสักก้อน ถึงนายจะเป็นช่างที่ฝีมือดีที่สุดในโรงงานของพวกเรา แต่ทุกคนบนถนนเส้นนี้ต่างรู้ฉายา ‘มีดเดียวเจ๊ง’ ของนายกันเป็นอย่างดี ต่อไปคงไม่มีใครกล้าเรียกนายให้ตัดหินหยกอีกแล้วล่ะ โรงงานของพวกเราเป็นเพียงโรงงานเล็กๆ คงเลี้ยงข้าวใครฟรีๆ ไม่ได้หรอก ดังนั้น นายไปเคลียร์ค่าแรงของเดือนนี้แล้วก็ออกไปเสียเถอะนะ”

        ถึงแม้ว่าเฮียจางจะเสียดายคนที่มีความสามารถอย่างหลินเยว่ แต่โลกแห่งความจริงอันแสนโหดร้ายปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าของทุกคน เขาจึงทำได้เพียงไล่อีกฝ่ายออกเท่านั้น

        “เฮียจาง ขอโอกาสผมอีกสักครั้งนะ ครั้งนี้ผมต้องตัดได้แน่ๆ หินหยกก้อนถัดไปผมต้องตัดได้แน่ๆ!” หลินเยว่พูดพร้อมแสดงสีหน้าอ้อนวอน ถึงแม้ว่างานงานนี้อาจจะไม่ได้ค่าแรงมากนัก แต่… ระหว่างที่เขากำลังรักษาโรคของตัวเองนี้ เขาก็ได้แต่พึ่งค่าแรงอันน้อยนิดของที่นี่ในการซื้อยาเพื่อรักษาตัวเอง

        เฮียจางถอนหายใจ เขาพูดขึ้น “หลินเยว่ เฮียก็อยากให้โอกาสนายนะ แต่มันไม่มีใครมาเรียกใช้นายให้ตัดหินหยกน่ะสิ ฉายามีดเดียวเจ๊งของนายมันถูกลือไปทั่วแล้วล่ะ”

        หลินเยว่ก้มศีรษะลง ในใจของเขามีแต่ความเจ็บปวด เพราะสิ่งที่เฮียจางพูดออกมาล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น คงไม่มีใครจะมาเรียกให้เขาตัดหินหยกอีกแล้ว

        แต่ก่อนเขาเป็นช่างที่ฝีมือดีที่สุดในโรงงาน ดังนั้น ไม่ว่าใครที่มายังถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้ต่างมาเรียกใช้บริการจากเขา และเขาก็ไม่เคยปฏิเสธผู้ใดเลย จึงทำให้เขามีฉายามีดเดียวเจ๊งอย่างในตอนนี้ไงล่ะ

        แต่ทว่า… ต่อไปนี้เขาจะไม่มีเงินมาซื้อยาเพื่อรักษาโรคของตัวเองแล้วสิ

        หลินเยว่รู้สึกหมดหนทาง สุดท้ายเขาก็ต้องพยักหน้ารับอยู่ดี

        เมื่อเห็นสภาพย่ำแย่ของหลินเยว่ อู๋ไข่เสวียนกลับรู้สึกลำพองใจมากยิ่งขึ้น เขายืนยืดคอเชิดหน้าต่อหน้าหลินเยว่

        หลินเยว่ไปเคลียร์ค่าแรงเดือนนี้ของตัวเอง เพราะเดือนที่แล้วเขาไม่ได้ตัดหินหยกเลยสักก้อน เขาจึงได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำจำนวน 600 หยวนเท่านั้น เดือนที่แล้วก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน

        เนื่องจากเขาต้องซื้อยารักษาตัวเอง อีกทั้งยังต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ทำให้เขาไม่มีเงินเก็บเหลือเลยสักนิด เดือนนี้เขาคงต้องใช้เงิน 600 หยวนนี้อยู่ให้รอดตลอดทั้งเดือน หากไม่สามารถหางานใหม่ได้ นอกจากเขาจะไม่สามารถรักษาตัวเองให้หายแล้ว แม้กระทั่งที่ซุกหัวนอนก็อาจจะไม่เหลือแล้วล่ะ!

        หลินเยว่เดินออกมาจากโรงงาน เขาถอนหายใจหนักๆ

        อนาคตช่างมืดมนเหลือเกิน!

        “ฮ่าๆ ……”

        มีเสียงหัวเราะเสียงดังของอู๋ไข่เสวียนลอยมาจากทางด้านหลัง เสียงที่ดังอยู่ห่างๆ ในตอนแรกก็ลอยใกล้เข้ามาขึ้นทุกที และสุดท้ายก็มาถึงด้านหลังของหลินเยว่

        “ผมว่าผมก็ทำตัวดีกับนายนะ แล้วยังคิดเสมอว่านายเป็นเพื่อนรัก แล้วทำไมนายถึงได้ทำร้ายผมล่ะ?” หลินเยว่ไม่ได้หันหน้ากลับไป เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ตอนนี้เขารู้สึกหดหู่เป็นที่สุด

        “ง่ายจะตาย เพราะนายกำลังขวางทางผมอยู่น่ะสิ หากผมต้องการปีนขึ้นสู่ที่สูง ผมก็ต้องเขี่ยนายออกไปก่อน! นายนี่น่าสงสารจริงๆ ผมไม่เคยเห็นใครที่โง่แบบนายมาก่อน แค่คำพูดสวยๆ ไม่กี่ประโยคก็ทำให้นายหลงตายใจได้แล้ว ฮ่าๆ …” อู๋ไข่เสวียนทำตัวราวกับพ่อไก่ที่ได้รับชัยชนะอันยิ่งใหญ่ เขาเชิดหน้าหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก

        เมื่อหลินเยว่ได้ยินเช่นนี้ เขาจึงถอนหายใจลึกๆ อย่างเงียบๆ หลังจากนั้นเขาจึงเงยหน้าขึ้นจ้องดวงตาของอู๋ไข่เสวียนพร้อมพูดเสียงเย็น “ทำเรื่องชั่วๆ มากๆ ระวังสักวันจะเข้าตัว สักวันนายจะต้องรู้สึกเสียใจกับการกระทำของนายในวันนี้… อย่างแน่นอน!”

        น้ำเสียงของหลินเยว่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ

        อู๋ไข่เสวียนตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นเขาพลันหัวเราะขึ้นมาเสียงดัง อีกทั้งพูดประชดใส่หลินเยว่ “น้ำหน้าอย่างนายเนี่ยนะ นายก็แค่ไอ้ขี้แพ้ ผมไม่กลัวที่จะบอกนายหรอกนะ ตอนนี้ผมไม่กลัวสักนิดว่านายจะรู้ความจริง… ผมเป็นคนปล่อยข่าวฉายามีดเดียวเจ๊งของนายเองน่ะแหละ รู้ไหมล่ะ ฮ่าๆ … มีดเดียวเจ๊ง นายไม่มีวันสลัดชื่อนี้ออกจากตัวเองได้ตลอดชีวิตหรอก!”

        หลินเยว่มองอู๋ไข่เสวียนด้วยสายตาคมลึก หลังจากนั้นเขาจึงเดินห่างออกไปเรื่อยๆ

        อู๋ไข่เสวียนมองเบื้องหลังของหลินเยว่อย่างหยิ่งผยอง และเดินกลับเข้าไปในโรงงานด้วยท่าทางสะใจอย่างเต็มที่……

        หลังจากกลับถึงห้องขนาดเล็กที่เขาและคนอื่นร่วมเช่าด้วยกัน หลินเยว่ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยท่าทางห่อเหี่ยว

        เมื่อเขาตกงาน เขาจึงต้องไปหางานอย่างอื่นทำ แต่ทว่า พอโรงงานแห่งอื่นได้ยินชื่อเสีย “มีดเดียวเจ๊ง” อันโด่งดังของเขา ถึงเขาจะมีฝีมือดีแค่ไหน แต่ก็ไม่มีใครกล้ารับเขาเข้าทำงาน

        เขาพบว่าเขามีเพียงแรงกายแต่ไม่มีทักษะอย่างอื่นอีกเลย เขามีเพียงใบปริญญาจากมหาวิทยาลัยชั้นปลายแถวเท่านั้น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์บ้าบออะไรเลยเช่นกัน!

        หลินเยว่ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ เขาเดินเข้าไปในห้องครัว เขาและคนที่เขาร่วมเช่าบ้านอยู่ด้วยกันได้ตกลงกันไว้แล้วว่าจะผลัดกันทำอาหารกันคนละวัน และวันนี้ก็ถึงตาเขาพอดี

        ครึ่งชั่วโมงผ่านไป หลินเยว่ยกจานกับข้าว 2 จานออกมาจากห้องครัว และเวลานี้เอง ประตูห้องด้านหน้าก็ถูกเปิดออก

        หญิงสาวใบหน้าสวยหวาน งดงามหมดจดคนหนึ่งเดินเข้ามา หญิงสาวผู้นี้ก็คือคนที่เช่าห้องร่วมกับหลินเยว่ เธอชื่อฉินเหยาเหยา ได้ยินมาว่าเธอทำงานเกี่ยวกับอัญมณี แต่ทว่าหลินเยว่กลับไม่เคยเจอเธอบนถนนหินหยกวัตถุโบราณเลยสักครั้ง เขาจึงรู้สึกเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

        “เธอกลับมาพอดีเลย ผมเพิ่งทำกับข้าวเสร็จพอดี” หลินเยว่ส่งยิ้มให้เธอ แต่ว่ารอยยิ้มของเขาอาจจะดูฝืนไปบ้าง มีใครบ้างที่ต้องเจอเรื่องเหมือนกับที่เขาเจอในวันนี้แล้วยังยิ้มออกบ้างล่ะ!

        “แน่นอนสิ จมูกฉันไวจะตาย ฉันตามกลิ่นอาหารของคุณกลับมาเลยนะ” ฉินเหยาเหยาพูดล้อเล่นออกมา เมื่อดูเธอจากภายนอกก็รู้ว่าวันนี้เธออารมณ์ดีมิใช่น้อย

        “ถ้าอย่างนั้นรีบกินกันเถอะ” หลินเยว่วางกับข้าวในมือลง หลังจากนั้นเขาจึงกลับเข้าไปในห้องครัวอีกครั้งเพื่อหยิบหมั่นโถวที่ซื้อมาตั้งแต่ตอนเช้าออกมา

        ระหว่างทานอาหารมื้อนี้ บรรยากาศเต็มไปด้วยความอึดอัด พวกเขาทั้งสองไม่มีการพูดคุยกันสักคำ ฉินเหยาเหยามองออกว่าหลินเยว่ไม่ค่อยสบายใจ ตอนแรกเธอคิดอยากจะถามออกมา แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้ถามออกมาจริงๆ

        หลังจากทานอาหารค่ำเสร็จ หลินเยว่ล้างจานชามเรียบร้อยแล้ว เขาจึงยกน้ำร้อนหนึ่งกาเดินกลับเข้าไปในห้องส่วนตัวของเขา

        ฉินเหยาเหยามองหลินเยว่อย่างสงสัย ทุกคืนเขาต้องยกน้ำร้อนหนึ่งกาเข้าไปในห้องของตัวเอง ไม่รู้ว่าเขาแอบทำอะไรลับๆ อยู่คนเดียว ตอนแรกเธอคิดว่าอีกฝ่ายอาบน้ำในห้องส่วนตัว แต่ตอนช่วงฤดูหนาวจัดเขาก็ทำแบบนี้ นั่นก็แสดงว่าไม่น่าจะเป็นการอาบน้ำแล้วล่ะ

        “ช่างเป็นคนที่แปลกประหลาดจริงๆ”

        ฉินเหยาเหยาส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ หลังจากนั้นเธอจึงเปิดโทรทัศน์ดูช่องที่เธอชอบที่สุดอยู่คนเดียว

        หลินเยว่เดินเข้าไปในห้อง เขาหยิบกะละมังสำหรับล้างหน้าออกมาจากใต้เตียง แต่กะละมังของเขาแตกต่างจากคนอื่นตรงที่ตรงก้นกะละมังของเขามีคราบสกปรกสีน้ำตาลเกาะเต็มไปหมด ดูเหมือนว่ามีการใช้งานมาอย่างโชกโชน

        หลินเยว่หยิบของที่ห่อด้วยกระดาษสีน้ำตาลออกมาจากชั้นด้านล่างจากในห้องครัว ด้านนอกเป็นกระดาษหนังวัวและถูกมัดไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง หลินเยว่ดึงเชือกออกอย่างรวดเร็ว เขานำยาจีนทั้งหมดเทลงในกะละมัง หลังจากนั้นจึงเทน้ำร้อนตามลงไป

        นี่คือยาที่เขาต้องใช้แช่ดวงตาในทุกๆ วัน นับตั้งแต่เขาอายุ 10 ขวบจนถึงตอนนี้รวมทั้งหมด 14 ปีเต็ม เขาต้องแช่ดวงตาด้วยยานี้มาตลอดโดยไม่เคยหยุดเว้นเลยสักวัน ตอนที่หลินเยว่อายุ 10 ขวบเขาเป็นโรคเกี่ยวกับตาชนิดหนึ่ง หลังจากนั้นสายตาของเขาก็แย่ลงอย่างรวดเร็ว จนสุดท้ายแทบจะมองไม่เห็น

        ภายหลังคนในครอบครัวของเขาได้สูตรยามาจากวัดลัทธิเต๋าแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในถิ่นบ้านเกิดของเขา ทางวัดบอกไว้ว่าหากใช้ยาชนิดนี้แช่ดวงตาก็จะสามารถลดอาการป่วยของโรคนี้ได้ และอาจจะมีสักวัน ที่สามารถรักษาโรคให้หายขาด

        ต่อมา หลินเยว่จึงแช่ดวงตาทุกๆ วันด้วยยาชนิดนี้ คาดไม่ถึงว่ามันจะใช้ได้ผลจริงๆ สายตาของเขาค่อยๆ ดีขึ้นอย่างช้าๆ และเขาก็ทำการแช่ดวงตาแบบนี้มาตลอด 14 ปี หรืออาจจะกล่าวได้ว่าดวงตาของเขาต้องพึ่งยาชนิดนี้มาตลอด หากเขาหยุดใช้ยาไปหนึ่งวัน ดีไม่ดีเขาอาจจะตกอยู่ในภาวะมองไม่เห็นเลยก็ได้

        ตอนที่หลินเยว่เรียนหนังสือ เขามักจะสวมแว่นตาเลนส์หนาเตอะมาตลอด แต่เป็นเพราะทางโรงงานไม่ต้องการช่างตัดหินหยกที่สวมแว่นตา ดังนั้น เขาจึงต้องเปลี่ยนมาใส่คอนแทคเลนส์แทน

        เนื่องจากการใส่คอนแทคเลนส์ไม่ใช่ดวงตาแท้ๆ ของตัวเอง หากสายตาของเขาสามารถหายกลับมาเป็นปกติได้ หลินเยว่เชื่อว่าฝีมือในการตัดหินหยกของเขาจะต้องดีขึ้นอีกขั้นอย่างแน่นอน แต่ทว่า สิ่งนี้กลายเป็นสิ่งที่เขาได้แต่วาดฝันเท่านั้นเสียแล้ว

        รอจนกระทั่งน้ำร้อนอุ่นกำลังพอดี หลินเยว่จึงถอดคอนแทคเลนส์ออกมาและวางให้เรียบร้อย เขาหยิบหลอดที่มีขนาดใหญ่ประมาณนิ้วหัวแม่มือวางลงตรงปาก เพราะเขาใช้หลอดๆ นี้สำหรับหายใจ เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว หลินเยว่เบิ่งลูกตาและแช่ใบหน้าของตัวเองลงในยาจีนสีน้ำตาลนั้นทันที

        ความรู้สึกแสบชาที่แสนคุ้นเคยถาโถมเข้าใส่ดวงตาของหลินเยว่อย่างรวดเร็ว

        แต่ทว่าหลังจากนั้นเพียงไม่นานเขาก็รู้สึกว่ามันผิดปกติ เมื่อก่อนเขาจะรู้สึกแสบชาต่อเนื่องไปเรื่อยๆ แต่วันนี้กลับดูเหมือนว่ามันกำลังส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง

        หรือว่าวันนี้เขาใส่ยาไม่ถูกต้อง?

        ยังไม่ทันรอให้หลินเยว่คิดอะไรได้ทัน ความรู้สึกแสบชากลับกลายเป็นความรู้สึกเจ็บปวดและบวมพอง ดวงตาของเขาพลันบวมขึ้นราวกับว่ามีลูกอะไรสักอย่างอยู่ในนั้น ดวงตาของเขาเจ็บปวดผิดปกติทันที

        แย่แล้ว!

        หลินเยว่ตัวสั่นไปทั้งร่าง เขาพลันคิดขึ้นมาได้ว่าตอนที่เขาไปที่ร้านขายยาครั้งที่ผ่านมา กระดาษสำหรับห่อยาหมดพอดี แต่เป็นเพราะว่ายาพวกนี้สามารถแบ่งออกเป็นสามส่วนได้อย่างง่ายดาย ดังนั้น เขาจึงให้ร้านขายยานำยาทั้งสามส่วนห่อไว้ด้วยกัน

        ตอนแรกหลินเยว่คิดว่าตอนที่เขากลับถึงห้อง เขาจะรีบแบ่งยาออกเป็นสามส่วนทันที แต่ทว่าพอดีมีเรื่องกะทันหันเกิดขึ้นเขาจึงลืมเรื่องนี้ไป

        ยาห่อนี้มีขนาดยาสามชุด!

        หรืออาจจะพูดง่ายๆ ได้ว่าเขากำลังใช้ยาที่มีประสิทธิภาพยาสามเท่าของปกติแช่ดวงตา!

        เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินเยว่ตกใจจนเหงื่อกาฬไหลไปทั่วร่าง เขาไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้มันจะส่งผลอย่างไรกันแน่ เขาจะไม่สามารถมองเห็นได้อีกต่อไป? หรือว่าเขาจะมีอาการเหมือนกับแต่ก่อน?

        แต่ตอนนี้เขาไม่สามารถคิดอะไรมากไปกว่านี้ ขณะที่เขาเตรียมยกใบหน้าขึ้นมาจากยาจีนนั้น กลับมีความเจ็บแสบแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน โดยเริ่มจากที่ดวงตาของเขาและทะลุทะลวงไปตามเส้นประสาทจนเข้าสู่สมอง เป็นความเจ็บปวดรวดร้าวราวกับอสรพิษร้าย

        หลินเยว่เจ็บปวดจนต้องอ้าปากออก เขาอยากจะกรีดร้อง แต่ทว่าตอนที่เขาอ้าปาก ยาจีนขมๆ ก็ทะลักเข้าไปในปากของเขา ทำให้เขาเกิดอาการหายใจลำบากขึ้นทันที

        หลินเยว่พยายามดิ้นรนจนในที่สุดก็สามารถยกใบหน้าขึ้นมาจากกะละมัง เขาไอแห้งๆ อยู่หลายครั้ง สติของเขาถึงได้เริ่มกลับคืนมา แต่ทว่าความเจ็บแสบจากดวงตาทำให้เขายังคงหลับตาต่อไป เขาส่งเสียงคำรามต่ำๆ ออกมาจากลำคอราวกับสัตว์ป่าที่ได้รับบาดเจ็บ

        หลินเยว่รู้สึกเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก เขายกมือทั้งสองปิดที่ดวงตาคู่นั้นของตนเอง ความเจ็บปวดนี้ทำให้เขาแทบอยากจะควักลูกตาของตัวเองออกมาเพื่อบรรเทาอาการเจ็บปวดลง แต่เพราะความเจ็บปวดนี้ทำให้มือของเขาเกิดอาการเป็นตะคริว เขาจึงไม่หลงเหลือเรี่ยวแรงใดๆ อีกเลย

        เวลาแต่ละวินาทีค่อยๆ เดินผ่านไป หลินเยว่ไม่กล้ากรีดร้อง เขาเกรงว่าจะเป็นการสร้างความตกใจให้กับฉินเหยาเหยาที่อยู่ด้านนอก เพราะถ้าถึงเวลานั้นเขาคงไม่สามารถอธิบายเรื่องทั้งหมดนี้ให้เธอฟังได้ เขาต้องการรักษาความลับของตัวเองเอาไว้ แต่ความรู้สึกเจ็บปวดจนถึงกระดูกทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะกรีดร้องออกมา เขาจึงได้แต่ครางเสียงต่ำเท่าที่จะทำได้เท่านั้นเอง

        ความเจ็บปวดเป็นระลอกๆ ทำให้สติของหลินเยว่ค่อยๆ รางเลือน จนในที่สุดเมื่อความเจ็บปวดระลอกสุดท้ายมาถึง หลินเยว่จึงหมดสติลงเพราะเขาไม่สามารถทนกับความเจ็บปวดได้อีกต่อไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)