0 Views

        หลินเยว่พยักหน้าตอบ “เมื่อก่อนผมเรียนทางด้านศิลปะการออกแบบครับ ปกติผมจะรู้สึกสนใจสิ่งของที่มีความสวยงามและดูมีจิตวิญญาณมากเป็นพิเศษ ผมรู้สึกว่าการแกะสลักเป็นความมหัศจรรย์อย่างหนึ่ง สิ่งของทุกสิ่งทุกอย่างเมื่ออยู่ในมือของช่างแกะสลักแล้วจะกลายเป็นสิ่งสวยงามเหนือสิ่งอื่นใด ไม่มีสิ่งใดมาเทียบเคียงได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันถูกใส่จิตวิญญาณความมีชีวิตชีวาลงไปแล้วก็ทำให้น่าหลงใหลมากยิ่งขึ้นครับ ผมคิดว่าของชิ้นหนึ่ง เช่น ไม้ หยกหรือหิน หากวัสดุเหล่านี้ค่อยๆ กลายเป็นบุคคลหรือสิ่งของที่มีความงดงามขึ้นทีละนิดด้วยฝีมือของตัวเอง มันคงเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อย่างมากครับ”

        เมื่อท่านฉางไท่ได้ยินเช่นนี้ก็พยักหน้าเห็นด้วย ความชอบและความสนใจจะเป็นแรงบันดาลใจในการเรียนรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง แต่ไม่รู้ว่าความชอบและความสนใจของคนตรงหน้านี้จะมีความต่อเนื่องยาวนานได้นานสักเท่าไร มีคนจำนวนมากที่มีความสนใจเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น แต่การเรียนรู้ด้านการแกะสลักจะต้องผ่านการฝึกฝนที่ซ้ำซากจำเจ หลังจากที่พวกเขาต้องสัมผัสกับความน่าเบื่อหน่ายเป็นที่สุดเหล่านั้น พวกเขาก็จะรู้สึกท้อถอยและล้มเลิกไปในที่สุด คนแบบนี้เขาเห็นมาเยอะมากแล้ว

        ท่านเฮ่อฉางเหอนั่งฟังคนหนุ่มและคนสูงวัยทั้งสองคนคุยกันอยู่ด้านข้าง เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดแทรกอย่างไรดี เพราะการเลือกลูกศิษย์ของอีกฝ่ายไม่ใช่สิ่งที่เขาสามารถเข้าไปก้าวก่ายได้เลย การจะรับเป็นศิษย์หรือไม่เป็นเรื่องของอีกฝ่ายโดยตรง เขาเป็นได้เพียงคนกลางที่คอยแนะนำเท่านั้น

        “อืม ดูแล้วคุณมีความสนใจทางด้านแกะสลักจริงๆ แต่ก่อนคุณเคยเรียนทางด้านนี้ไหม” ท่านฉางไท่ถามขึ้นอีกครั้ง

        หลินเยว่แสดงสีหน้าที่เต็มไปด้วยความเสียดายพร้อมส่ายศีรษะ “ไม่เคยครับ หลังจากผมเรียนจบมหาวิทยาลัย ผมคิดอยากเรียนทางด้านนี้มาตลอดแต่ไม่มีใครสอนผม ต่อมาผมเข้าไปทำงานในโรงงานแปรรูปหยกแห่งหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่ผลิตภัณฑ์หยกจากโรงงานแห่งนี้ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนแกะสลักขึ้น แต่เป็นเครื่องจักรทำขึ้นทั้งหมด ตอนนั้นผมรู้สึกขัดใจมาก เพราะความจริงหยกเป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ แต่กลับถูกพวกเขาทำราวกับเป็นของทื่อๆ แทนน่ะครับ”

        “แต่ก่อนคุณทำงานอะไรหรือ?”

        “เป็นช่างตัดหินหยกในโรงงาน ตอนนี้ทำงานอยู่ที่หรงเล่อเซวียนกับท่านเฮ่อครับ”

        และเวลานี้ท่านเฮ่อฉางเหอถึงได้มีโอกาสพูดขึ้นอย่างได้จังหวะ “ถึงแม้ว่าหลินเยว่จะยังหนุ่มอยู่ แต่เขามีฝีมือการตัดหินหยกดีที่สุดในโรงงานของพวกเรา”

        “อ้อ อย่างงั้นรึ? ถ้าพูดอย่างนี้ก็แสดงว่าสายตาของคุณที่จับจ้องใบเลื่อยต้องมีความแม่นยำมากสิ?” และเวลานี้ ในที่สุดสายตาของท่านฉางไท่ก็เริ่มแสดงความสนใจขึ้นมา

        “ก็พอได้อยู่ครับ ท่านเฮ่อบอกว่าความสามารถของผมยังมีความแตกต่างจากเซียนช่างตัดหินหยกจริงๆ อยู่มากพอสมควรน่ะครับ” หลินเยว่พูดด้วยความขัดเขินเล็กน้อย เขาไม่กล้าพูดคุยโวต่อหน้าท่านปรมาจารย์ทั้งสองหรอก

        ท่านฉางไท่ได้ยินคำตอบของหลินเยว่จึงพยักหน้า เขารู้สึกพอใจกับการถ่อมตัวของหลินเยว่เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นจึงพูดขึ้น “ขอผมดูมือของคุณหน่อยได้ไหม?”

        “มือ?” หลินเยว่รู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ เขารู้สึกไม่เข้าใจความหมายของท่านฉางไท่สักเท่าไร แต่เขาก็ลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้าของท่านฉางไท่ และยื่นมือทั้งสองข้างของตนเองออกไป

        มือทั้งสองข้างของหลินเยว่เรียวยาว ทั้งยังขาวเนียนอย่างไม่น่าเชื่อ มือของเขาไม่เหมือนมือของผู้ชายเลยสักนิด มือของเขาคู่นี้เรียวสวยมากกว่าผู้หญิงอีกหลายคน และมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่เห็นมือของเขาแล้วได้แต่รำพึงรำพัน “มือคู่นี้อยู่กับคนผิดตัวจริงๆ” และประโยคนี้ก็ทำให้หลินเยว่รู้สึกอึดอัดทำตัวไม่ถูก

        เมื่อท่านฉางไท่เห็นมือทั้งสองข้างของหลินเยว่แล้ว ดวงตาของเขาเกิดเป็นประกายบางอย่างขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ หลังจากนั้นเขาจึงขยับนิ้วของหลินเยว่ดู แล้วส่งยิ้มเพื่อเป็นการบอกให้หลินเยว่กลับไปนั่งที่เดิม

        หลังจากนั้น ท่านฉางไท่ก็ไม่ได้เอ่ยปากพูดถึงเรื่องการแกะสลักอีกเลย เขาได้แต่คุยเรื่องราวทั่วๆ ไปกับท่านเฮ่อฉางเหอและหลินเยว่เท่านั้น พวกเขาทั้งสามพูดคุยกันจนถึงตอนเที่ยง หลังจากนั้นจึงรับประทานอาหารเที่ยงที่บ้านของท่านฉางไท่ ตอนนี้หลี่ชิงเมิ่งก็อยู่เป็นเพื่อนทางด้านข้างเช่นกัน ถึงแม้ว่าจะมีผู้อาวุโสสองท่านอยู่ด้วย แต่ใบหน้าของเธอยังคงไม่มีรอยยิ้มใดๆ มีแต่เพียงสายตาของเธอที่ส่งประกายตาอ่อนโยนออกมาเป็นบางครั้ง เธอมีสภาพราวกับน้ำแข็งแกะสลักที่ไม่มีวันหลอมละลายนับพันปี เพียงแต่ว่าเธอยังหลงเหลืออารมณ์ความรู้สึกของมนุษย์อยู่บ้าง

        ท่านฉางไท่ก็เป็นเหมือนชายชราที่มีความเมตตาทั่วๆ ไปคนหนึ่ง เขากับท่านเฮ่อฉางเหอดื่มเหล้าสนทนากันอย่างมีความสุข บางครั้งเขาจะเล่าถึงประสบการณ์รวมทั้งการปฏิบัติตัวและการใช้ชีวิตให้กับหลินเยว่และหลี่ชิงเมิ่ง พวกเขาทานอาหารมื้อนี้กันอย่างรื่นเริง แต่ในใจของหลินเยว่กลับมีแต่ความกังวล

        ท่าทีของท่านฉางไท่เช่นนี้ทำให้หลินเยว่รู้สึกเศร้าใจและผิดหวัง หรือว่ามือคู่นี้ของเขาไม่เหมาะสมที่จะเป็นช่างแกะสลักอย่างงั้นหรือ? เพราะเหตุใดนับตั้งแต่ท่านฉางไท่มองมือคู่นี้ของเขาแล้ว ท่านก็ไม่มีการเอ่ยถึงการแกะสลักอีกเลยล่ะ?

        จนกระทั่งตอนบ่ายสอง ขณะที่พวกเขากำลังจะบอกลานั้น ในใจของหลินเยว่จึงเริ่มมีความหวังเล็กๆ ขึ้นมาบ้าง เนื่องจากท่านฉางไท่ได้เรียกเขาเข้าไปคุยในห้องหนังสือเป็นการส่วนตัว

        ท่านฉางไท่ไม่มีการพูดนอกเรื่องเลย พอท่านเริ่มเอ่ยปากก็พูดเข้าเรื่องทันที “การเรียนด้านการแกะสลักไม่สามารถเรียนรู้ได้ภายในวันเดียว คุณสามารถทนรับความเจ็บปวดที่เกิดจากการเรียนพวกนี้ได้หรือเปล่า?”

        “ได้ครับ!” หลินเยว่พยักหน้าตอบกลับอย่างมั่นใจ ในใจของเขาเริ่มเกิดการคาดหวังบางอย่าง

        “เวลาตอบก็อย่ามั่นใจขนาดนี้ ความเจ็บปวดบางอย่างไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาทั่วๆ ไปจะทนรับได้เลย คนที่เคยผ่านประสบการณ์นั้นด้วยตัวเองถึงจะเข้าใจความรู้สึกนั้นได้อย่างดี ในเมื่อคุณคิดจะเรียนการแกะสลักก็แสดงว่าคุณมีความสนใจทางด้านนี้ ก่อนอื่นคุณต้องจำจุดนี้ไว้ให้ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการแกะสลักถือเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่ง รองลงมามันถึงจะเป็นสิ่งที่คุณนำไปใช้หาเลี้ยงชีพ หากคุณทำไม่ได้ ถึงคุณจะได้เริ่มเรียนรู้การแกะสลักแล้ว แต่คุณคงไม่สามารถเรียนรู้ได้อย่างลึกซึ้ง” เมื่อท่านฉางไท่พูดจนถึงส่วนท้าย น้ำเสียงของท่านก็กลายเป็นน้ำเสียงเข้มงวดจริงจัง

        หลินเยว่ก็พยักหน้าอย่างจริงจังเช่นกัน เขาไม่มีทางยอมให้เงินเน่าๆ มาฟาดหัวเพื่อทำลายศิลปะแขนงนี้อย่างเด็ดขาด เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็ยังสามารถใช้พลังพิเศษมาพนันหินหยกได้ในอนาคต ดังนั้น เขาสามารถหาเงินได้จากทางอื่น เขาจึงไม่มีความจำเป็นที่จะใช้การแกะสลักมาทำเงินใดๆ ทั้งสิ้น

        “เอาล่ะ สิ่งที่ควรพูดก็พูดไปหมดแล้ว ผมจะบอกวิธีการฝึกให้คุณวิธีหนึ่ง เมื่อกลับไปถึงบ้านแล้ว ตอนกลางคืนให้คุณจุดธูปธรรมดาดอกหนึ่งและปักตั้งขึ้นในห้องของคุณ หลังจากนั้นให้คุณหยิบมีดขึ้นมา จะเลือกใช้มีดอะไรก็ได้ แต่ห้ามเปิดไฟ หลังจากนั้นให้คุณใช้มีดผ่ากลางธูปดอกนั้นท่ามกลางความมืดที่เห็นเพียงเปลวไฟบนปลายธูปเท่านั้น ผมให้เวลาคุณ 1 เดือน ให้โอกาสคุณลงมีด 10 ครั้ง โดยคุณต้องสามารถผ่ากลางธูปได้อย่างน้อย 6 ดอก มิฉะนั้นแล้ว ถึงโชคชะตาจะนำพาพวกเราสองคนให้มาพบกัน แต่คงไม่มีวาสนาได้เป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันหรอก หลังจากวันนี้อีก 1 เดือนให้คุณมาที่บ้านผมเพื่อให้ผมตรวจสอบผลงานของคุณ”

        ให้ใช้มีดผ่ากลางธูปธรรมดาท่ามกลางความมืดสนิทในตอนกลางคืน?

        การลงมีด 10 ครั้งต้องมีอย่างน้อย 6 ครั้งที่ผ่ากลางธูปได้?

        ให้เวลา  1 เดือน?

        หลินเยว่มองท่านฉางไท่ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ นี่เป็นบททดสอบสำหรับเขา แต่มันเป็นเรื่องที่ไม่มีทางทำสำเร็จใช่หรือเปล่า?

        ระยะเวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งเดือน ไม่มีใครทำได้สำเร็จหรอก!

        หลินเยว่พลันรู้สึกว่าความฝันของเขาเริ่มลอยห่างออกไปไกลขึ้นทุกที เขาแค่คิดอยากเรียนการแกะสลักเท่านั้น แต่ทำไมมันต้องยากขนาดนี้เลยหรือ?

        แต่เพียงไม่นานนัก หลินเยว่ที่กำลังตกอยู่ในภวังค์ความเศร้าและความท้อถอยก็เริ่มฟื้นตัวกลับขึ้นมาอีกครั้ง ก็ลองสู้ดูสักตั้งสิ ในเมื่ออีกฝ่ายพูดออกมาแบบนี้นั่นก็แสดงว่าต้องมีคนสามารถฝึกสำเร็จได้ภายในหนึ่งเดือน มิฉะนั้นแล้ว ก็หมายความว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการรับเขาไว้เป็นศิษย์ตั้งแต่แรก ในเมื่อไม่อยากรับเขาเป็นศิษย์ทำไมจะต้องพูดจาเกริ่นนำมาตั้งมากมายขนาดนี้ ดังนั้น เงื่อนไขข้อที่ 2 จึงไม่น่าจะเป็นไปได้ ถ้าอย่างนั้นก็มีเพียงเงื่อนไขข้อแรกแล้วล่ะ!

        ในเมื่อมีคนสามารถทำได้สำเร็จ หลินเยว่ก็มั่นใจว่าเขาจะทำได้สำเร็จเช่นกัน

        เขาจึงพยักหน้าตอบรับท่านฉางไท่อย่างหนักแน่น “ได้ครับ อีกหนึ่งเดือนผมจะมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ”

        ท่านฉางไท่มองหลินเยว่ด้วยสายตาประหลาดใจ เขารู้สึกสงสัยกับการตอบรับของหลินเยว่อย่างไม่มีข้อแม้ หลังจากนั้นเขาจึงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

        “คุณห้ามบอกเรื่องนี้กับตาแก่เฮ่อฉางเหอ หากเขารู้เรื่องนี้ผมจะไม่เปิดโอกาสนี้ให้กับคุณอีกเลย!”

        เมื่อได้ยินน้ำเสียงหนักแน่นจริงจังของท่านฉางไท่ หลินเยว่จึงพยักหน้าตอบรับ

        เพียงไม่นานนัก หลินเยว่จึงตามท่านเฮ่อฉางเหอออกมาจากบ้านของท่านฉางไท่

        ระหว่างทาง ท่านเฮ่อฉางเหอเห็นสีหน้าท้อใจลึกๆ ของหลินเยว่ เขาจึงถามขึ้น “ตอนอยู่ในห้องหนังสือ ตาแก่คนนั้นพูดอะไรกับคุณหรือ?”

        “ไม่ได้พูดอะไรเป็นพิเศษครับ ก็แค่พูดคุยธรรมดาเท่านั้นครับ” หลินเยว่จำได้เป็นอย่างดีว่าเขากับท่านฉางไท่ทำสัญญากันไว้อย่างไร

        “แค่พูดคุยกันธรรมดา?” ท่านเฮ่อฉางเหอมองหลินเยว่ด้วยสายตาที่แฝงความนัยลึกๆ บางอย่าง เขายิ้มออกมาเล็กน้อย หลังจากนั้นก็ไม่ได้ถามอะไรอีกเลย

        รอจนกระทั่งท่านเฮ่อฉางเหอและหลินเยว่กลับไป ท่านฉางไท่จึงอ่านหนังสืออยู่ในห้องหนังสือเพียงคนเดียว และ ณ เวลานี้เอง หลี่ชิงเมิ่งยกชาถ้วยหนึ่งเข้ามาในห้อง

        “อาจารย์คะ เชิญท่านดื่มน้ำชาสักหน่อยนะคะ”

        หลี่ชิงเมิ่งนำถ้วยชาวางตรงด้านข้างของโต๊ะ ขณะที่เธอกำลังจะเตรียมถอยออกไปนั้น เธอกลับได้ยินคำถามที่ท่านฉางไท่ถามขึ้น “ชิงเมิ่ง คุณรู้ไหมว่าคนหนุ่มที่มากับตาแก่เฮ่อคนนั้นมาที่นี่ทำไม?”

        หลี่ชิงเมิ่งส่ายศีรษะ สายตาของเธอแสดงความข้องใจออกมาชั่วครู่

        “ฮ่าๆ เขามาขอคารวะอาจารย์ แต่ว่าผมจะรับหรือไม่คงต้องรอดูผลงานของเขาในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้าก่อน”

        ท่านฉางไท่ยกถ้วยชาขึ้นมาและจิบขึ้นหนึ่งคำ สายตาที่เขามองไปนอกหน้าต่างเต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้งบางอย่าง

        หลี่ชิงเมิ่งที่อยู่ข้างๆ ก็ยังคงสีหน้าเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง เธอทำเพียงพยักหน้ารับด้วยสีหน้าราบเรียบ

        ตลอดทางที่กลับมาจากบ้านท่านฉางไท่ หลินเยว่ก็เอาแต่คิดถึงคำพูดของท่าน เอามีดผ่ากลางธูปที่จุดขึ้นมาท่ามกลางความมืดสนิท การผ่า 10 ครั้งจะต้องมีอย่างน้อย  6 ครั้งที่ผ่าลงกลางธูป เขาจะสามารถทำสำเร็จจริงๆ หรือ? เขาควรจะทำอย่างไรดีล่ะ?

        หลินเยว่คิดภาพในสมองกลับไปกลับมา… เขาฝึกผ่าธูป แต่ยิ่งอยากผ่าให้ลงตรงกลางมากสักเท่าไร เขาก็ยิ่งผ่าไม่ถูกเท่านั้น ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นเหมือนเปลวไฟบนเทียนไขที่อยู่ท่ามกลางสายลมพัดกระหน่ำ และมีโอกาสจะถูกลมพัดดับได้ตลอดเวลา

        หลินเยว่ถอนหายใจออกมาหนักๆ ช่างเถอะ อย่างมากอีกหนึ่งเดือนเขาก็ไปที่บ้านท่านฉางไท่และบอกเล่าตามความเป็นจริง แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นเขาจะต้องพยายามอย่างสุดกำลัง เขาจะใช้พลังสิบสองเท่าเพื่อลองดู

        เพียงไม่นานนัก รถของท่านเฮ่อฉางเหอก็มาถึงทางแยกตรงที่หลินเยว่ขึ้นรถในตอนแรก เขาค่อยๆ ลงจากรถ ขณะที่เขาเตรียมอำลาต่อท่านเฮ่อฉางเหอ ท่านเฮ่อกลับเลื่อนกระจกรถลง เขามองหลินเยว่ด้วยสายตาที่แฝงด้วยความนัยบางอย่างพร้อมพูดขึ้น “ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม พยายามทำให้เต็มที่ก็พอ หากคุณกับฉางไท่ไม่มีวาสนาต่อกันจริงๆ มันก็ไม่ได้เป็นตัวบอกอะไรเลย อย่างมากก็แค่หาอาจารย์คนใหม่ ประเทศจีนมีผู้มีความสามารถนับพันนับหมื่น จะต้องมีสักคนที่มีความเหมาะสมที่จะเป็นอาจารย์ของคุณ ยังมีอีกเรื่อง การรับเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์เป็นเพียงขั้นตอนแรกเท่านั้น หากลูกศิษย์คิดอยากพัฒนาต่อ ลูกศิษย์ก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร ฝึกฝนต่อด้วยตัวเอง ถึงจะมีอาจารย์ที่เก่งขนาดไหน หากตัวเองไม่ศึกษาค้นคว้าต่อก็คงไม่ได้ผล โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเรียนด้านการแกะสลัก สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ได้ขึ้นอยู่กับฉางไท่ แต่ขึ้นอยู่กับตัวคุณเอง”

        เมื่อได้ฟังคำพูดของท่านเฮ่อฉางเหอก็ราวกับเป็นการเรียกสติของหลินเยว่ให้กลับคืนมา ทำให้หลินเยว่ที่กำลังหมกมุ่นกับความคิดของตัวเองอยู่นั้นตื่นขึ้นทันที


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)