0 Views

        หลังจากคุยกับท่านเฮ่อฉางเหอเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินเยว่ก็เดินเล่นรอบๆ โรงงานไปเรื่อยๆ เขาตั้งใจฟังช่างผู้ชำนาญทั้งหลายวิพากษ์วิจารณ์หินหยก เพราะทุกครั้งที่หลินเยว่ฟังช่างเหล่านี้แสดงความคิดเห็น เขามักจะได้ความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ

        ผ่านไปไม่นานหนัก หลินเยว่พลันรู้สึกว่ามีคนกำลังสะกิดเขาอย่างเบาๆ ทางด้านหลัง เมื่อเขาหันหน้ากลับไปมองจึงพบว่าเป็นใบหน้าเล็กๆ อันงดงามไร้ที่ติของสาวน้อยผู้หนึ่ง

        “สะ…… สวัสดี” สาวน้อยตรงหน้าก็คือสาวน้อยที่เขาเห็นตอนที่เขาเพิ่งมาถึงที่โรงงาน เธอคือคนที่ยืนอยู่ข้างๆ ท่านเฮ่อฉางเหอและเฮ่อโย่วจ้างคนนั้น และตอนนี้สาวน้อยผู้นี้ก็กำลังจ้องเขาตาโตอยู่ การกระทำของเธอทำให้เขาไม่รู้ว่าควรจะทำตัวอย่างไรดี

        “สวัสดีค่ะ พี่หลินเยว่” เฮ่อหลันเยว่ส่งยิ้มหวานบริสุทธิ์ให้กับหลินเยว่ หลังจากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน

        “คุณรู้จักผม? คุณชื่ออะไรหรือครับ?” หลินเยว่คาดไม่ถึงว่าเขาจะมีชื่อเสียงขนาดนี้ สาวน้อยน่ารักเบื้องหน้าคนนี้ยังรู้จักชื่อเขาเสียด้วย

        “ใช่สิคะ พี่หลินเยว่เก่งขนาดนี้ หนูจะไม่รู้จักพี่ได้อย่างไรล่ะ หนูชื่อเฮ่อหลันเยว่ พี่เฮ่อโย่วจ้างเป็นพี่ชายของหนู คุณปู่เฮ่อฉางเหอเป็นคุณปู่ของหนู”

        “ที่แท้ก็คือคุณหนูเฮ่อนั่นเอง คุณหนูมาหาผมมีธุระอะไรหรือเปล่าครับ?” หลินเยว่ถามขึ้น

        “มีสิคะ พี่หลินเยว่บอกหนูได้ไหมคะว่าวันนั้นพี่เอาชนะพี่ชายและคุณปู่ของหนูได้อย่างไร? หนูรับรองว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับคนอื่น” ดวงตากลมโตของเฮ่อหลันเยว่จ้องมาที่เขา เธอทำหน้าเหมือนเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็นมากจริงๆ

        “เอ่อ…… เรื่องนี้……ผมก็บอกไปแล้วไม่ใช่หรอว่าผมเองก็ไม่รู้เหมือนกัน อีกอย่างผมก็ไม่ได้ชนะพี่ชายและคุณปู่ของคุณหนูสักหน่อย ผมก็แค่ค่อนข้างโชคดีเท่านั้นเอง” หลินเยว่รู้สึกไม่กล้าสบตาดวงตาที่มีแต่ความบริสุทธิ์ของเฮ่อหลันเยว่

        เขารู้สึกว่าการพูดโกหกต่อหน้าสายตาอันบริสุทธิ์แบบนี้ถือว่าเป็นความผิดอย่างมหันต์ และตอนนี้เขาก็กำลังทำความผิดอย่างมหันต์นั้นเสียด้วย!

        “พี่หลินเยว่ไม่เชื่อเยว่เยว่” เฮ่อหลันเยว่ทำปากยู่ขึ้น เธอมองหลินเยว่ด้วยสีหน้าเศร้าสลด

        หลินเยว่รู้สึกตกใจจนสะดุ้งเฮือกอย่างกะทันหัน สีหน้าของสาวน้อยผู้นี้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินไปหรือเปล่า เมื่อสักครู่ยังมีใบหน้าสดใสราวกับพระอาทิตย์แต่ตอนนี้กลับมีสีหน้าสลดราวกับมีเมฆทึบปกคลุมอยู่

        “ผมไม่ได้โกหกคุณหนูจริงๆ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น……” หลินเยว่รู้สึกว่ามือไม้ของเขาทำอะไรไม่ถูก เขาไม่รู้ว่าควรจะปฏิบัติต่อสาวน้อยตรงหน้าอย่างไรดี

        “พี่หลินเยว่กำลังโกหกหนู! หนูจะไปฟ้องคุณปู่ของหนู บอกคุณปู่ว่าพี่รังแกหนู!” ระหว่างที่พูด เฮ่อหลันเยว่ก็หมุนตัวทำท่าจะวิ่งไปยังทิศที่ท่านเฮ่อฉางเหออยู่

        “อย่านะ!” หลินเยว่รีบคว้ามือของเฮ่อหลันเยว่เอาไว้ หากเขายอมให้เธอพูดอะไรขึ้นมาจริงๆ เขาคงไม่มีโอกาสพูดแก้ต่างให้ตัวเองพ้นผิดหรือพูดปัดความรับผิดชอบได้เลย ราวกับเป็นการตกลงไปในแม่น้ำเหลืองแล้วไม่มีวันล้างได้สะอาด เขาจึงรีบพูดขึ้น “คุณหนูอย่าบิดเบือนความหมายที่ผมพูดได้หรือเปล่าครับ ผมไม่รู้จริงๆ ว่าเกิดอะไรขึ้น… จริงๆ นะ”

        เฮ่อหลันเยว่ทำสีหน้าราวกับว่าเธอกำลังถูกรังแกอย่างหนัก เธอโอดครวญพร้อมทั้งมองไปทางหลินเยว่ “พี่หลินเยว่บอกว่าเยว่เยว่ไม่มีเหตุผล!”

        เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลินเยว่รู้สึกว่าบนศีรษะของเขากำลังเกิดภาพอีกากำลังบินผ่าน และทิ้งไว้เพียงเครื่องหมายจุดๆๆ ……

        เขารู้สึกหมดคำพูดจริงๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะพูดกับเฮ่อหลันเยว่อย่างไรดี เพราะหากเขาพูดอะไรผิดพลาดไป ก็จะกลายเป็นว่าเขาจะมีความผิดเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกระทง ดังนั้น เขาจึงนิ่งเงียบและมองเฮ่อหลันเยว่ด้วยสีหน้าอึ้งๆ แทน เขาเตรียมจะใช้กลยุทธ์ “ไร้เสียง” ในการต่อกรกับเธอ

        แต่ทว่าวิธีการของหลินเยว่กลับไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

        “พี่หลินเยว่ยอมรับโดยปริยายแล้ว” เฮ่อหลันเยว่พูดด้วยสีหน้ามั่นใจ

        ยอมรับโดยปริยาย?

        ยอมรับโดยปริยายเรื่องอะไร?

        ยอมรับโดยปริยายเรื่องที่คุณหนูไร้เหตุผล?

        หลินเยว่รู้สึกว่าเขากำลังจะสติแตก เขาไม่สามารถต่อว่าเธอได้ และก็ไม่สามารถทำร้ายเธอได้เหมือนกัน ในที่สุดเขาจึงพูดอย่างคนหมดปัญญา

        “ผมขอพูดอย่างชัดเจนอีกครั้งว่า ผมไม่ได้โกหกคุณหนู และก็ไม่ได้รังแกคุณหนู ยิ่งไปกว่านั้นผมก็ไม่ได้บอกว่าคุณหนูไร้เหตุผล คุณหนูพูดออกมาเถอะว่าคุณหนูต้องการจะทำอะไรกันแน่ครับ?” ในเมื่อทำตัวไร้เหตุผลเช่นนี้ แสดงว่าเธอกำลังมีวัตถุประสงค์อะไรบางอย่างอยู่

        และก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ เฮ่อหลันเยว่รีบเปลี่ยนใบหน้าอันแสนเศร้าสลดของเธอให้กลายเป็นใบหน้ายิ้มแย้มสดใส หลังจากนั้นเธอก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ใส่หลินเยว่พร้อมถามขึ้น “พี่หลินเยว่คะ พี่สาวสุดสวยที่ไปดูแลพี่ที่โรงพยาบาลเป็นแฟนของพี่ใช่ไหมคะ?”

        “ไม่ใช่” หลินเยว่ตอบกลับโดยไม่ต้องคิด หลังจากนั้นเขาก็มองเฮ่อหลันเยว่อย่างสงสัยพร้อมถามขึ้น “คุณหนูถามเรื่องนี้ทำไมล่ะครับ?” เขาไม่เชื่อหรอกนะว่าอีกฝ่ายจะพูดอ้อมโลกขนาดนี้เพื่อถามถึงเรื่องเล็กๆ แค่นี้เอง

        “เป็นไปได้อย่างไรคะ? เมื่อวานหนูโทรศัพท์หาพี่สาวแค่ครั้งเดียว หลังจากนั้นพี่สาวก็รีบมาที่โรงพยาบาลทันที พี่สาวสุดสวยจะไม่ได้เป็นแฟนของพี่ได้อย่างไร พี่สาวเขาสวยขนาดนี้ แล้วก็ยังใส่ใจพี่มากเลยนะ” ใบหน้าเล็กๆ ของเฮ่อหลันเยว่แสดงสีหน้าออกมาว่าเธอไม่เชื่ออย่างเด็ดขาด

        “ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรทั้งนั้นแหละ เดี๋ยวนะ! คุณหนูบอกว่าคุณหนูเป็นคนโทรศัพท์หาเธออย่างงั้นหรอครับ?” หลินเยว่มองเฮ่อหลันเยว่อย่างข้องใจ

        “ใช่สิ พี่สาวสุดสวยคนนั้นดีกับพี่จะตาย พอรับสายโทรศัพท์จากหนู พี่สาวก็รีบออกเดินทางมาจากอำเภอเล็กๆ แห่งนั้นทันทีเพื่อมาดูแลพี่เลยนะ พี่หลินเยว่ พี่สาวเขาดีกับพี่ขนาดนี้ทำไมถึงไม่ใช่แฟนของพี่ล่ะ?” เฮ่อหลันเยว่ถามอย่างสงสัย

        “ไม่ใช่สิ! เธอเป็นคนโทรศัพท์หาผมแล้วคุณหนูเป็นคนรับสายไม่ใช่หรือ? ทำไมถึงกลายเป็นว่าคุณหนูเป็นคนโทรศัพท์หาเธอได้ล่ะ?” หลินเยว่เริ่มรู้สึกสับสนกับข้อมูลนี้ เฮ่อหลันเยว่ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโกหกเขา แต่ทำไมฉินเหยาเหยาต้องโกหกเขาด้วยล่ะ?

        หรือว่าจะมีอะไรแอบแฝงอยู่? หรือว่าเธอไม่ต้องการให้เขารู้ความจริงบางอย่างหรือเปล่า?

        ดวงตาของเฮ่อหลันเยว่กลอกไปมา หลังจากนั้นเธอก็พูดด้วยน้ำเสียงอันอ่อนหวาน “พี่หลินเยว่โง่จัง พี่สาวสุดสวยคนนั้นต้องชอบพี่แน่ๆ เลย แต่ก็เป็นเพราะว่าพี่สาวเขาอายก็เลยไม่อยากให้พี่รู้ ดังนั้น พี่สาวเขาถึงได้พูดอย่างนี้กับพี่ไงล่ะ พี่หลินเยว่โง่จริงๆ!”

        หลินเยว่รู้สึกตกตะลึงไปชั่วขณะ ฉินเหยาเหยาชอบเขาอย่างนั้นหรือ?

        เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาในหลายๆ เรื่อง รวมทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวาน หลินเยว่ก็รู้สึกว่าคำอธิบายนี้ก็สมเหตุสมผลเป็นอย่างมาก เขาอดไม่ได้ที่จะดีใจอยู่ในใจ

        หลังจากนั้นเขาก็รู้สึกสงสัยกับอีกคำถามหนึ่ง เขาจึงถามเฮ่อหลันเยว่ออกไป “คุณหนูรู้เบอร์ของเธอได้อย่างไรล่ะ แล้วทำไมถึงโทรหาเธอได้หรอ?”

        “โง่จัง หนูก็แค่หยิบโทรศัพท์ของพี่ขึ้นมา พอเห็นว่าบนหน้าจอมีเบอร์โทรศัพท์เบอร์นี้ที่พี่โทรออกอยู่บ่อยๆ หนูก็เลยกดโทรออกไป คาดไม่ถึงว่าหนูจะทายได้ถูกต้องจริงๆ ทำไมหนูถึงฉลาดแบบนี้ล่ะ! อิอิ……” เฮ่อหลันเยว่ปรบมือพร้อมยิ้มอย่างน่ารัก ราวกับว่าเธอกำลังปรบมือชื่นชมกับความฉลาดของตัวเอง

        หลินเยว่เบะปากเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นใครชมตัวเองแบบนี้มาก่อน ตอนที่เขาอยู่ที่อำเภอชาง เขารู้จักคนเพียงไม่กี่คน ทำให้คนที่เขาโทรหาบ่อยที่สุดก็คือฉินเหยาเหยา

        และเวลานี้เองที่เขาเห็นดวงตาของเฮ่อหลันเยว่กลอกไปมาอีกครั้งโดยบังเอิญ หัวใจของเขาเต้นกระตุกอย่างตกใจ เขารู้สึกว่าเขาต้องรีบหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด

        “คุณหนูเฮ่อหลันเยว่คนดี พี่ยังมีธุระต่อ ต้องขอตัวก่อนนะครับ”

        หลังจากพูดจบ หลินเยว่ก็ไม่รอให้เฮ่อหลันเยว่คิดอะไรได้ทัน เพราะตัวของเขานั้นรีบโกยแนบออกไปไกลอย่างทันที

        เฮ่อหลันเยว่ไม่ได้วิ่งตามหลินเยว่ไป แต่เธอกลับหยิบสมุดบันทึกเล่มสวยขนาดเล็กขึ้นมาจากในกระเป๋าด้วยท่าทีสดใสผ่อนคลาย หลังจากนั้นเธอจึงเปิดด้านในขึ้นพร้อมทั้งหยิบปากกาขึ้นมาและเริ่มขีดๆ เขียนๆ เป็นข้อความดังนี้……

        “ปี 200X เยว่เยว่แสนฉลาดวางแผนหลอกถามพี่ชายหลินเยว่ที่แสนซื่อบื้อให้สารภาพความจริงเกี่ยวกับเรื่องราวระหว่างเขาและพี่สาวสุดสวยคนนั้น เยว่เยว่แสนฉลาดช่วยพี่ชายหลินเยว่ที่แสนซื่อบื้อให้รู้ความจริงเรื่องที่พี่สาวสุดสวยชอบเขา เยว่เยว่แสนฉลาดได้ทำความดีอันยิ่งใหญ่เรื่องหนึ่ง เยว่เยว่ต้องมีอายุยืนยาวนับร้อยปี คุณปู่ก็ต้องมีอายุยืนยาวนับร้อยปี และพี่ชายก็เช่นกัน พี่ชายหลินเยว่ที่แสนซื่อบื้อจะทำอย่างไรกับพี่สาวสุดสวยคนนั้นนะ? เยว่เยว่แสนฉลาดจะติดตามเรื่องนี้ต่อไป เยว่เยว่แสนฉลาดจะต้องประสบความสำเร็จในเรื่องนี้อย่างแน่นอน หวังว่าพี่สาวเทพธิดาฉางเอ๋อจะช่วยปกป้องคุ้มครองเยว่เยว่แสนฉลาดคนนี้ด้วยเถิด”

        หลังจากเขียนเสร็จ เฮ่อหลันเยว่ก็ปิดสมุดบันทึกแสนรักเล่มเล็กของเธอลงอย่างพอใจ ส่วนบนหน้าสมุดบันทึกเล่มเล็กเล่มนี้มีตัวหนังสือที่เขียนไว้อย่างสะดุดตาว่า “นักสืบสาวเยว่เยว่”

        ไม่รู้ว่าหากหลินเยว่ได้เห็นสมุดบันทึกเล่มนี้เขาจะถึงกับกระอักเลือดออกมาหรือไม่? เพราะตัวเขาถูกคนอื่นเรียกว่าไอ้ซื่อบื้อ อีกทั้งยังกลายเป็นพระเอกในสมุดบันทึกของคนอื่นเสียด้วย

        ณ เวลานี้ หลินเยว่ก็กำลังครุ่นคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างเขาและฉินเหยาเหยาอย่างเงียบๆ เมื่อยิ่งคิดทบทวนเขาก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เฮ่อหลันเยว่พูดก็มีเหตุผล ในใจของเขาเกิดความรู้สึกหวานซึ้งขึ้นทันที

        “คาดไม่ถึงว่าสาวน้อยคนนี้จะมี EQ สูง แต่เธอก็ออกจะแสบไปหน่อย”

        หลินเยว่ได้แต่รำพึงเบาๆ คนเดียว

        ตอนช่วงเวลาค่ำ ฉินเหยาเหยากลับมาถึงบ้านด้วยท่าทางระแวดระวัง ราวกับว่าเธอเป็นกระต่ายน้อยที่กลัวว่าจะต้องเจอกับสุนัขจิ้งจอกตัวร้าย ก่อนจะเดินเข้ามาในบ้าน เธอยังแอบชะโงกหน้าเข้ามาสังเกตการณ์ก่อนว่ามีศัตรูอยู่ในบ้านหรือไม่ หลังจากมั่นใจว่าไม่มีใครแล้ว เธอจึงค่อยๆ เดินย่องเข้ามาในบ้านและคิดจะพุ่งตัวตรงเข้าไปในห้องส่วนตัวของเธอทันที

        “เธอไม่กินข้าวก่อนหรอ?” หลินเยว่ยกจานกับข้าวออกมาจากทางห้องครัวพอดี เมื่อเห็นเบื้องหลังของฉินเหยาเหยา เขาจึงถามขึ้น

        ฉินเหยาเหยารู้สึกตกใจกับเสียงของหลินเยว่เป็นอย่างยิ่ง เธออุทานออกมาหนึ่งคำ และในชั่วพริบตาเธอก็พุ่งตัวตรงเข้าไปในห้องของตัวเองทันที ภายในห้องรับแขกเหลือแต่เพียงเสียงของเธอที่ลอยออกมา “ฉันกินข้าวมาจากข้างนอกแล้ว!”

        หลินเยว่เหลือบกลับไปมองกับข้าวที่เขาทำเองกับมืออยู่ชั่วขณะ แล้วได้แต่ถอนหายใจอย่างอ่อนใจ เฮ่อ น่าเสียดายจัง!


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)