0 Views

        หลังจากทานอาหารเสร็จ หลินเยว่จึงกลับมาที่โรงงานอีกครั้ง เขาพบว่าท่านเฮ่อฉางเหอ เฮ่อโย่วจ้าง และสาวน้อยที่มีรอยยิ้มงดงามราวกับเจ้าหญิงในเทพนิยายกำลังรอเขาอยู่

        ขณะที่เดินเข้ามาในโรงงาน หลินเยว่รู้สึกว่าคนงานในโรงงานต่างมองเขาด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ดูเหมือนว่าจะมีความเคารพยำเกรงและยังแฝงไปด้วย…… ความเลื่อมใสศรัทธา

        หลินเยว่ส่ายศีรษะ พวกเขาจะมาเลื่อมใสศรัทธาเขาได้อย่างไร เขาคิดเอาเองว่าเขาคงมองผิดไป ดังนั้น เขาจึงเดินเข้าไปหาทางท่านเฮ่อฉางเหอ

        “หลินเยว่ คุณมาแล้ว” เมื่อเห็นว่าหลินเยว่มาถึง ท่านเฮ่อฉางเหอจึงทักทายกับเขา

        “อรุณสวัสดิ์ท่านเฮ่อ” หลินเยว่รีบทักทายกลับ เขาเห็นว่าเฮ่อโย่วจ้างก็หันหน้ามาพยักหน้าให้กับเขาเช่นกัน ดังนั้น เขาจึงส่งยิ้มให้กับอีกฝ่ายอย่างมีมารยาท

        “เมื่อวันก่อนขอบใจคุณนะ ผมกล่าวหาคุณผิดไปจริงๆ หากไม่ใช่เป็นเพราะคุณ หินหยกก้อนนั้นก็คงจะตัดเจ๊งแล้วล่ะ” เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ในใจของท่านเฮ่อฉางเหอก็รู้สึกผิดกับอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้

        “ท่านไม่จำเป็นต้องขอโทษผมเลยครับ แค่ท่านไม่กล่าวโทษว่าเมื่อวันก่อนผมได้ล่วงเกินท่านไปก็พอแล้วล่ะครับ” หลินเยว่รู้สึกว่าท่านเฮ่อฉางเหอช่างไม่มีการวางมาดใหญ่โตใดๆ ทั้งสิ้น อีกทั้งเมื่อท่านทำผิดก็ยังคงรู้ตัวว่าตนเองผิด พร้อมทั้งกล่าวขอโทษทันที ท่านช่างเป็นคนที่มีความคิดก้าวหน้าจริงๆ เพราะสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อนนั้น หากเป็นตัวหลินเยว่เอง เขาคิดว่าเขาคงจะมีปฏิกิริยาที่รุนแรงยิ่งกว่าท่านเฮ่อฉางเหอเสียอีก

        “อืม คุณไม่โทษผมก็พอแล้ว อ้อ คุณรับบัตรใบนี้ไว้นะ” ท่านเฮ่อฉางเหอหยิบบัตรธนาคารใบหนึ่งออกมาจากในกระเป๋า และส่งให้กับหลินเยว่พร้อมพูดขึ้น “ข้างในบัตรมีเงินสองแสนหยวน รหัสผ่านคือเลข 6 จำนวน 6 ตัว”

        สองแสนหยวน!

        เมื่อได้ยินตัวเลขนี้ หลินเยว่เกิดอาการหัวใจเต้นแรงโดยอัตโนมัติ เขามองบัตรธนาคารใบนั้นด้วยสายตาลังเล

        “ฮ่าๆ รับไว้เถอะ มันเป็นสิ่งที่คุณสมควรได้รับ ความจริงอาจจะดูน้อยเกินไปด้วยซ้ำ” ท่านเฮ่อฉางเหอยัดบัตรธนาคารใบนี้ใส่มือของหลินเยว่อย่างไม่รอช้า หลังจากนั้นจึงพูดด้วยความเสียดายเล็กน้อย “เมื่อวันก่อนหากตัดหินหยกตามรอยเส้นที่พวกเราสองคนลากไว้ มรกตที่อยู่ด้านในคงถูกตัดพัง แต่ถึงแม้ว่าตอนหลังจะไม่ได้ตัดพัง แต่ด้านในมรกตก็ยังมีรอยตำหนิเล็กๆ อยู่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรอยตำหนิบนความงามพร้อมนั่นแหละ แต่ว่าสุดท้ายก็ยังสามารถทำกำไรได้บางส่วน ไม่ได้ขาดทุนน่ะ”

        และเวลานี้เอง เฮ่อโย่วจ้างที่อยู่ด้านข้างพลันถามคำถามหนึ่งขึ้นมา “คุณรู้ได้อย่างไรว่าตรงตำแหน่งนั้นมีสีเขียว?”

        คำถามนี้รบกวนจิตใจเขามาเป็นเวลา 3 วันแล้ว เขารู้สึกข้องใจเป็นอย่างมาก วันนั้นเขากลับมาสำรวจหินหยกก้อนนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง แต่ก็ยังไม่พบจุดสังเกตหรือร่องรอยน่าสงสัยใดๆ หากเขาสามารถตัดสินใจได้ใหม่อีกครั้ง เขาก็ยังคงเลือกที่จะตัดลงบนเส้นที่คุณปู่ของเขาลากไว้

        ท่านเฮ่อฉางเหอก็มองหลินเยว่อย่างสนใจเช่นกัน เพราะเขาก็อยากรู้ว่าหลินเยว่จะตอบคำถามนี้อย่างไร

        “เอ่อ…… ความจริงผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับ” หลินเยว่ทำเป็นเกาศีรษะเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาก็รู้สึกอึดอัดไม่แน่ใจเช่นกัน “ตอนนั้นผมแค่มีลางสังหรณ์อย่างรุนแรงขึ้นมาเฉยๆ ผมรู้สึกว่าต้องตัดหินหยกตรงตำแหน่งที่ผมวาดเท่านั้น หากเปลี่ยนมาเป็นตอนนี้ ผมคงไม่มีความกล้าบ้าบิ่นมากเหมือนตอนนั้นอย่างแน่นอน ตอนนี้กลับมาคิดดูอีกที ผมก็รู้สึกกลัวๆ อยู่เหมือนกันครับ”

        หลินเยว่ให้คำตอบที่คลุมเครือ และก็คำตอบนี้ก็ไม่สามารถทำให้ท่านเฮ่อฉางเหอและเฮ่อโย่วจ้างเชื่อเขาได้ เฮ่อโย่วจ้างยังคิดที่จะถามต่อ แต่กลับถูกท่านเฮ่อฉางเหอห้ามไว้ เป็นเพราะว่าท่านเฮ่อมองออกว่าหลินเยว่ไม่ต้องการพูดถึงเรื่องนี้ ในเมื่อไม่อยากพูด ถ้าอย่างนั้นก็อย่าถามต่ออีกเลย แต่ละคนย่อมมีความลับส่วนตัวกันทั้งนั้น

        ตลอดการสนทนานี้ เฮ่อหลันเยว่ที่อยู่ข้างๆ ก็ใช้ดวงตาคู่โตของเธอเอาแต่จ้องนิ่งไปทางหลินเยว่ เห็นได้ชัดว่าเธอก็รู้สึกสงสัยมากเช่นกัน

        หลังจากนั้น ท่านเฮ่อฉางเหอก็ดึงตัวหลินเยว่มายังอีกมุมหนึ่งของโรงงาน เขาต้องการคุยกับหลินเยว่เป็นการส่วนตัว

        “ท่านเฮ่อครับ ท่านมีเรื่องอะไรจะพูดกับผมใช่ไหมครับ?” หลินเยว่รู้สึกข้องใจกับการกระทำที่ผิดปกติของท่านเฮ่อฉางเหอ

        “หลินเยว่ คุณเคยคิดถึงเรื่องอนาคตบ้างหรือเปล่า? หรือว่าจะยอมเป็นช่างตัดหินหยกแบบนี้ต่อไป? หรือว่ายังมีแผนการอย่างอื่นอีก?” ท่านเฮ่อฉางเหอมองหน้าหลินเยว่พร้อมถามขึ้น

        หลินเยว่รู้สึกว่าคำถามของท่านเฮ่อฉางเหอมีความนัยบางอย่างแฝงอยู่ เขาจึงไม่ได้บอกแผนในอนาคตของเขาที่จะใช้พลังพิเศษมาพนันหินหยกให้ท่านเฮ่อฉางเหอฟัง แต่กลับหยั่งเชิงถามท่านเฮ่อฉางเหอแทน “ท่านเฮ่อครับ ท่านมีคำแนะนำที่ต้องการชี้แนะผู้น้อยใช่หรือเปล่าครับ ผู้น้อยยินดีรับฟังอย่างตั้งใจนะครับ”

        “ความจริงก็ไม่ได้มีอะไร ผมคิดว่าคุณเป็นคนไม่เลวเลยทีเดียว มีความอดทน ขยันหมั่นเพียร ที่สำคัญที่สุดคือรักความก้าวหน้า ตอนนี้ฝีมือการตัดหินหยกของคุณอยู่ในระดับที่สูงมากแล้ว แต่ถึงจะมีฝีมือสูงมากกว่านี้ แต่ก็เป็นได้เพียงช่างฝีมือธรรมดาๆ ที่ไม่สำคัญอะไรคนหนึ่ง หากใช้อาชีพนี้เอาไว้หาเลี้ยงครอบครัวก็ไม่เป็นปัญหาอะไร แต่ว่าหากคุณต้องการก้าวหน้าต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องยาก ดังนั้น ผมคิดอยากให้คุณลองศึกษาการแกะสลักและเทคนิคการแปรรูปหยกดู มันเป็นงานฝีมือที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง อีกทั้งงานนี้ต้องใช้เทคนิคการลงมีดระดับสูง ผมคิดว่าคุณเหมาะที่จะเรียนด้านการแกะสลักนี้ ดังนั้น ผมก็เลยอยากถามว่าคุณรู้สึกสนใจเรียนรู้งานทางด้านนี้ไหม พอดีผมรู้จักปรมาจารย์ด้านการแกะสลักอยู่คนหนึ่ง เขาอายุมากแล้ว อยากจะหาผู้สืบทอด ดังนั้น ผมก็เลยคิดถึงคุณ เป็นยังไงบ้าง สนใจไหม?” ท่านเฮ่อฉางเหอถามขึ้น

        เมื่อได้ยินคำถามของท่านเฮ่อฉางเหอ หลินเยว่เกิดความรู้สึกราวกับมีกระแสคลื่นยักษ์ซัดสาดใส่ตัวเขา เขาเรียนด้านศิลปะการออกแบบจากมหาวิทยาลัยชั้นปลายแถวแห่งหนึ่ง ดังนั้น เขาจึงอยากทำงานในด้านที่เขาชอบ เขาอยากเรียนรู้งานทางด้านการแกะสลักมาก ดังนั้น เขาถึงเข้ามาทำงานในวงการหยก เพราะวงการนี้มีช่างแกะสลักชั้นยอดมากมาย

        แต่ทว่าความฝันมักจะสวยงาม แต่ความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ เพราะไม่มีใครสักคนมาสอนเขาได้เลย ด้วยความหดหู่เขาจึงเลือกงานตัดหินหยกที่เป็นงานไม่ยากนักมาเป็นอาชีพทำมาหากิน ตั้งแต่เขาเริ่มทำอาชีพนี้ เขาก็ยังไม่เคยลืมจุดมุ่งหมายแรกที่เขาเคยวาดฝันไว้ นอกจากการตัดหินหยกแล้ว เขายังขอติดตามช่างแปรรูปหยกในโรงงานเพื่อศึกษาวิธีการแปรรูปหยกและการแกะสลัก แต่ทว่าโรงงานเล็กๆ แห่งนั้นไม่มีช่างผู้ชำนาญด้านการแกะสลักหยกเลยสักคน เพราะที่นั่นใช้เพียงเครื่องแกะสลักประทับพิมพ์ลงไปบนหยกโดยตรง ไม่มีความงามเชิงศิลปะเลยสักนิด ซึ่งทำให้เขารู้สึกผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง

        สองปีมานี้ เขาคิดอยากจะเรียนการแกะสลักอยู่ตลอดเวลา แต่โลกแห่งความจริงมักจะโหดร้ายเสมอ ในช่วงเวลาที่เขากำลังจะละทิ้งความฝันนี้ไปกลับมีคนมาบอกเขาว่าเขาสามารถเรียนการแกะสลัก ซ้ำยังจะให้เรียนจากปรมาจารย์ทางด้านนี้ มันทำให้จิตใจของเขารู้สึกราวกับฟื้นขึ้นมาจากความตาย

        หลินเยว่ตอบท่านเฮ่อฉางเหออย่างตื่นเต้นดีใจ เขารีบพูดทันที “ผมสนใจครับ สนใจมากครับ”

        ถึงแม้ว่าปฏิกิริยาของหลินเยว่ดูผิดปกติมากจนทำให้ท่านเฮ่อฉางเหอรู้สึกพิศวง แต่ทว่าเขาก็ยังคงรู้สึกดีใจกับการที่หลินเยว่ตอบรับที่จะศึกษาด้านการแกะสลัก พวกเขาทั้งสองปรึกษากันอยู่ชั่วครู่ เพราะเขาจะให้หลินเยว่ติดตามเขาไปที่บ้านฉางไท่ปรมาจารย์แห่งการแกะสลัก เพื่อให้อีกฝ่ายได้ลองเจอหลินเยว่ก่อน

        สุดท้าย ขณะที่หลินเยว่เตรียมจะเดินจากไปนั้น ท่านเฮ่อฉางเหอพลันถามขึ้นมาอีกหนึ่งคำถาม “หลินเยว่ คุณสนใจพวกวัตถุโบราณเครื่องเคลือบไหม?”

        เมื่อหลินเยว่ได้ยินเข้า เขาจึงหยุดก้าวเท้าทันที วัตถุโบราณเครื่องเคลือบ?

        สำหรับหลินเยว่แล้ว วัตถุโบราณเป็นสิ่งล้ำลึกที่ไม่สามารถคาดเดาได้ เพราะวัตถุโบราณพวกนี้จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวข้องหลายด้านมาก จำเป็นต้องมีความรู้ทางด้านประวัติศาสตร์หลากหลาย ต้องมีสายตาเฉียบแหลม แล้วยังต้องมีทักษะอื่นๆ อีก เขาขลุกอยู่บนถนนหินหยกวัตถุโบราณมา 2 ปี เขารู้ดีว่าวงการนี้เต็มไปด้วยกับดักเล่ห์กลมากขนาดไหน หากเขาไม่ระวังหรือมองพลาดไป ก็จะมีความเสี่ยงสูงมาก ถึงแม้ว่าอาจจะไม่เหมือนการพนันหินหยกที่อาจจะล้มละลายภายในคืนเดียว แต่ทว่าถึงจะมีเงินเยอะขนาดไหนก็ไม่สามารถมีโอกาสมองพลาดโดนหลอกได้หลายครั้งหรอกนะ

        ตอนนี้หลินเยว่รู้ตัวว่าท่านเฮ่อฉางเหอยินดีรับเขาไว้เป็นศิษย์ หากเป็นคนอื่นมาอยู่ในสถานะของหลินเยว่ พวกเขาต้องตอบตกลงโดยไม่ต้องคิดอย่างแน่นอน แต่ทว่าตอนนี้หลินเยว่ยังคิดอยากเรียนการแกะสลัก เขาไม่สามารถแบ่งความสนใจให้กับหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทั้งสองด้านนี้ไม่สามารถศึกษาได้สำเร็จในระยะเวลาสั้นๆ เขาควรจะตั้งใจเรียนการแกะสลักอย่างเดียวน่าจะดีกว่า หลังจากนั้นค่อยใช้พลังพิเศษตาทิพย์มาพนันหินหยก รอให้เขาได้หยกจากหินหยกที่เขาพนันได้เองแล้ว เขาก็จะนำหยกก้อนนั้นมาแกะสลักด้วยตัวเอง ถึงเวลานั้นมันคงจะเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

        ขณะที่หลินเยว่เตรียมจะตอบปฏิเสธนั้น เขาพลันสงสัยว่า พลังพิเศษของเขาสามารถใช้พิจารณาแยกแยะว่าวัตถุโบราณเหล่านั้นเป็นของแท้หรือของปลอมได้หรือเปล่า?

        เมื่อมีความคิดนี้ผุดออกมาก็ทำให้หลินเยว่รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เมื่อยิ่งคิดทบทวน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าน่าจะมีความเป็นไปได้สูง ดังนั้น สมองของเขาก็เกิดอาการร้อนวิชาจึงได้พยักหน้าตกลงไป

        ท่านเฮ่อฉางเหอเห็นหลินเยว่พยักหน้าตกลง เขาก็รู้สึกโล่งใจทันที หลานชายหลานสาวของเขาก็เก่งกาจมีความสามารถเหมือนกัน แต่ทว่าพวกเขาสนใจหยกเพียงอย่างเดียว แต่กลับไม่สนใจพวกวัตถุโบราณเครื่องเคลือบพวกนี้เลย ตัวท่านเฮ่อเองมีความรู้ความสามารถมากมายแต่กลับไม่มีผู้สืบทอดทางด้านนี้ จึงทำให้เขารู้สึกร้อนใจอยู่ไม่น้อย เมื่อเขาเจอหลินเยว่เก็บตกของแท้ได้ที่อำเภอชาง เขาจึงเกิดความคิดที่จะรับลูกศิษย์ขึ้นมา ตอนนี้เห็นว่าหลินเยว่ก็สนใจด้านนี้ ไม่แน่อาจจะทำให้เขาได้สมปรารถนาเพิ่มขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง

        “แล้วถ้าให้คนแก่อย่างผมสอนคุณ คุณจะยินดีไหม?” ท่านเฮ่อฉางเหอมองหลินเยว่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

        “ยินดีมากครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านรับสอนผม” หลินเยว่รีบพยักหน้าอย่างแรงเป็นการตอบรับจนดูเหมือนว่าเขาเกรงว่าท่านเฮ่อฉางเหอจะกลับคำ มีผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องเคลือบระดับปรมาจารย์มาสอนเขาด้วยตัวเอง หากเขาตั้งใจเรียนรู้ ก็ย่อมจะต้องได้ความรู้มากมาย

        “ดีมาก ต่อไปหากคุณมีเวลาก็ไปร้านวัตถุโบราณของหรงเล่อเซวียน ผมจะสอนคุณอยู่ที่นั่น”

        “ได้ครับ แต่ว่า…” หลินเยว่มีสีหน้าแสดงความลำบากใจ “ต่อไปผมต้องศึกษาด้านการแกะสลัก แล้วยังต้องศึกษาด้านวัตถุโบราณเครื่องเคลือบ หากผมยังคงตัดหินหยกอยู่ที่นี่อีก ถ้าอย่างนั้นผมก็คงจะไม่เหลือเวลาว่างสักเท่าไร อีกทั้งคงเป็นเรื่องยากที่จะทำทุกอย่างในเวลาเดียวกันน่ะครับ”

        “เรื่องนี้หรอ ตอนนี้คุณมีเงินสองแสนกว่าหยวนแล้ว ยังจะสนใจค่าแรงเดือนละสี่พันหยวนอีกหรือ? เงินจำนวนนี้เพียงพอให้คุณใช้ได้อีกสักระยะหนึ่ง ดังนั้น คุณไม่ต้องทำงานเป็นช่างตัดหินหยกอีกแล้ว หากวันไหนมีหินหยกที่ตัดยาก คุณค่อยมาจัดการก็พอแล้วล่ะ” ท่านเฮ่อฉางเหอพูดขึ้น

        หลินเยว่คิดอยู่ชั่วครู่ก็พยักหน้ารับ เพราะการตัดหินหยกนั้นไม่ใช่แผนการระยะยาวสำหรับเขา อีกทั้งต่อไปในอนาคตเขาคิดจะพนันหินหยกเป็นงานหลัก และนำการแกะสลักรวมทั้งวัตถุโบราณเป็นงานรอง ดังนั้น หากเขาทิ้งงานตัดหินหยกนี้ไป ก็จะทำให้เขามีเวลาอิสระเป็นของตัวเองอีกครั้ง อันที่จริง ที่หลินเยว่ตกลงรับปากเรื่องวัตถุโบราณและการแกะสลักนั้น เนื่องจากเขาต้องการลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะหากมีสักวันเขาไม่มีพลังพิเศษอีกแล้ว เขาจะทำอย่างไร ดังนั้น เขาจึงควรศึกษาหาความรู้ให้เยอะหน่อย เพราะอย่างไรการมีทักษะความสามารถเพิ่มขึ้นอีกสักอย่างก็ไม่ได้ทำให้ร่างกายหนักขึ้นเสียหน่อย

        หลินเยว่ถือโอกาสตอนที่เขายังมีพลังพิเศษอยู่ จึงไม่อยากทิ้งเรื่องการพนันหินหยกไป อันที่จริงไม่ใช่แค่การไม่ทิ้งนะ แต่เขาจำเป็นต้องกอบโกยกำไรมหาศาลด้วยซ้ำ ดังนั้น เขาจึงถามขึ้น “ท่านเฮ่อครับ ต่อไปผมจะขอติดตามท่านไปพนันหินหยกด้วยได้ไหมครับ?”

        “พนันหินหยก?” ท่านเฮ่อฉางเหอตกตะลึงไปชั่วขณะ หลังจากนั้นท่านก็คิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน ดังนั้น ท่านจึงยิ้มน้อยๆ “ไม่มีปัญหา แต่ว่าตอนนี้ผมไม่ค่อยได้พนันหินหยกแล้วล่ะ หากคุณอยากไปพนันหินหยก ก็ให้ไปกับโย่วจ้าง ตอนนี้ฝีมือของเขาก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าผมแล้ว เดือนหน้าเขาจะไปเถิงชง ถึงตอนนั้นคุณก็ไปกับเขาก็แล้วกัน”

        “ขอบคุณครับ” หลินเยว่พูดขอบคุณด้วยความซาบซึ้ง

        ท่านเฮ่อฉางเหอตบบ่าของหลินเยว่เบาๆ “ตั้งใจทำล่ะ” หลังจากนั้นท่านก็หมุนตัวเดินจากไป

        หลินเยว่มองเบื้องหลังของท่านเฮ่อฉางเหอด้วยความซึ้งใจ เป็นเพราะท่านอาวุโสผู้นี้ที่มอบโอกาสให้กับเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อไปในอนาคตเขาต้องคิดหาวิธีตอบแทนบุญคุณท่านผู้นี้อย่างแน่นอน หลินเยว่เป็นคนที่กตัญญูรู้คุณ แต่ก็เป็นคนที่เจ้าคิดเจ้าแค้นเช่นกัน สำหรับท่านเฮ่อฉางเหอแล้ว เขารู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณยิ่งนัก แต่สำหรับคนที่เคยทำร้ายเขาอย่างอู๋ไข่เสวียน เขาจะต้องใช้สองมือของเขาลงมือแก้แค้นเช่นกัน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)