0 Views

        เมื่อเห็นว่าหยกด้านในเต็มไปด้วยสีเขียว ตัวเนื้อหยกใสกระจ่างแวววาวราวกับสีโปร่งใส และบริเวณรอบๆ ก็จัดว่าเป็นหยกชั้นดี ทำให้ทุกคนอดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาอย่างตกตะลึง

        “เป็นหยกชั้นเลิศจริงๆ! ไม่แน่อาจจะเป็นหยกสีเขียวล้วนเลยก็ได้”

        “ความโปร่งใสสูงมากจนถึงขั้นเป็นหยกเนื้อแก้ว หินหยกก้อนนี้พนันเสมอแล้วล่ะ หรือหากเป็นการพนันเจ๊ง แต่ก็คงสร้างความเสียหายไม่เท่าไรหรอก”

          ……

        คำวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบๆ ตัวไม่ได้ส่งผลต่อเฮ่อโย่วจ้างแต่อย่างใด เขายังคงฝนหินหยกต่อไป เพียงไม่นานลักษณะหยกภายในก็ปรากฏขึ้น

        เมื่อเห็นตัวหยกตรงกลางเป็นก้อนสีเขียวล้วน ทุกคนในที่แห่งนี้ต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน หยกก้อนนี้มีสีอมเหลืองอยู่บางส่วนและก็มีสีอมน้ำเงินอยู่บางส่วนตรงที่เป็นสีเขียวก็เป็นสีเขียวราวกับสีเขียวยอดใบอ่อนของต้นกล้าที่กำลังเติบโตอย่างสดใสมีชีวิตชีวา ไม่ว่าจะมองตรงมุมไหนก็ทำให้คนที่มองจับจ้องได้ไม่มีเบื่อ

        มรกต!!!

        ทุกๆ คนต่างอุทานอย่างตกตะลึง

        ถึงแม้ว่าสีเขียวตรงกลางจะมีขนาดเล็กเท่ากับนิ้วหัวแม่มือขนาดหนึ่งข้อครึ่งเท่านั้น แต่มรกตก้อนเล็กๆ ก้อนนี้ก็ทำให้มูลค่าของมันสูงขึ้นหลายสิบเท่า หรืออาจจะถึงขั้นหลายร้อยเท่า!

        พนันชนะแล้ว!

        พนันชนะแล้วจริงๆ!

        นี่คือความคิดที่สองที่ทุกคนคิดออกมา

        เฮ่อโย่วจ้างมองมรกตตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขายังคงมึนงงงอย่างไม่ได้สติ เขาเคยฝันว่าอยากจะตัดหินหยกได้มรกตออกมา แต่เนื่องจากมรกตเป็นอัญมณีที่หายากมาก และมีปริมาณน้อยมากจนโอกาสที่เกิดขึ้นแทบจะไม่มี

        แต่ ณ ช่วงเวลาที่มรกตได้ปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ กลับกลายเป็นว่าเขาทำอะไรไม่ถูก!

        เฮ่อหลันเยว่ยกมือขึ้นปิดริมฝีปากเล็กๆ ของตนเอง ดวงตาคู่โตเบิกกว้าง เธอมองมรกตที่อยู่ตรงกลางอย่างไม่คลาดสายตา ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความประหลาดใจอีกทั้งแฝงไปด้วยความหลงใหล ไม่มีหญิงสาวคนไหนที่จะไม่ชื่นชอบอัญมณีหยก ส่วนมรกตนั้นถือว่าเป็นหยกชั้นเลิศที่หาได้ยากมาก แม้กระทั่งชายหนุ่มก็ไม่สามารถหนีพ้นจากแรงดึงดูดนี้ได้ ดังนั้น สาวน้อยผู้นี้ก็ไม่มีทางเป็นข้อยกเว้น

        ณ เวลานี้ ท่านเฮ่อฉางเหอจึงลุกขึ้นยืน ท่านโน้มตัวลงมองผิวหน้าของหินหยกและเปรียบเทียบเส้นทั้งสองเส้นที่ตนเองและหลานชายของเขาได้ลากเอาไว้ เมื่อเขาได้เห็นว่าเส้นที่ลากออกมาทั้งสองเส้นนี้ได้ตัดลงตรงกลางมรกตพอดี ร่างของเขาก็เกิดอาการสั่นไหวขึ้น ใบหน้าแสดงความพิศวงออกมาทันที หากไม่ใช่เป็นเพราะหลินเยว่ การลงมีดของพวกเขาจะเป็นการทำลายมรกตก้อนนี้โดยตรง และก็จะทำให้มูลค่าของมันลดลงมากกว่า 10 เท่าอย่างแน่นอน!

        นั่นก็แสดงว่า การลงมีดครั้งนี้ของหลินเยว่เป็นการช่วยพวกเขาอย่างแท้จริง!

        เมื่อเฮ่อโย่วจ้างเห็นสีหน้าและการกระทำของคุณปู่ของตนเองจึงเข้าใจได้ทันที เขารีบหมุนตัวหันกลับไปมอง เมื่อเขาเห็นภาพเหตุการณ์ที่เหมือนกับท่านเฮ่อฉางเหอเห็นเมื่อสักครู่ ในใจของเขาเกิดความรู้สึกราวกับมีคลื่นยักษ์ขนาดใหญ่กำลังซัดสาดใส่ตัวเขา การตัดสินใจลงมีดของตัวเขาเองและคุณปู่เกือบจะเป็นการทำลายก้อนมรกตก้อนนี้เสียแล้ว! อันตรายจริงๆ! เสี่ยงมาก! ในใจของเขารู้สึกแอบดีใจ เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก ทันใดนั้น เขาพลันคิดถึงหลินเยว่ผู้ที่พยายามขัดขวางการลงมีดของพวกเขาอย่างบ้าคลั่ง แต่เมื่อเขามองไปทางหลินเยว่ เขาจึงพบว่า หลินเยว่ได้นอนกองอยู่บนพื้นและหมดสติไปเสียแล้ว

        “ช่วยด้วย! รีบช่วยเขาด้วย!”

        เสียงตะโกนของเฮ่อโย่วจ้างสามารถทำให้ผู้คนที่กำลังมองมรกตอย่างหลงใหลได้สติกลับมา เมื่อเห็นว่าหลินเยว่หมดสติ พวกเขาจึงรีบพุ่งเข้าไปหาหลินเยว่และพาเขาไปส่งที่โรงพยาบาล

        ตอนที่หลินเยว่ฟื้นขึ้นมาก็เป็นช่วงเวลาเช้าของวันที่สาม เมื่อลืมตาขึ้น เขาจึงพบว่าที่ด้านข้างของเขามีร่างงามของหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ และร่างงามนี้ก็เป็นความคุ้นเคยที่เขาเคยสัมผัสมาก่อน เขาจึงพูดเรียกเธอออกมา “ฉินเหยาเหยา”

        “อ้อ! คุณตื่นแล้ว!” ฉินเหยาเหยารีบผุดลุกขึ้นและพุ่งเข้าไปหาที่เตียงด้วยความดีใจ เธอพบว่าหลินเยว่ได้สติแล้วจริงๆ

        หลินเยว่คิดอยากจะลุกขึ้นนั่ง แต่เขากลับพบว่าตัวเองปวดเมื่อยไปทั้งตัวและรู้สึกไร้เรี่ยวแรง เขาจึงได้แต่นอนมองฉินเหยาเหยาพร้อมพูดยิ้มๆ “เธอมาถึงตั้งแต่เมื่อไรล่ะ?”

        เมื่อพูดประโยคนี้จบ เขาถึงรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังนอนอยู่บนเตียงคนไข้ในโรงพยาบาล ไม่ใช่นอนอยู่ที่บ้าน เขาจึงคิดถึงเหตุการณ์ในวันนั้นขึ้นมา เมื่อเขาตัดหินหยกแล้ว เขาก็รู้สึกหนักหัว และเพียงไม่นานเขาก็เริ่มปวดหัวและก็หมดสติไป น่าจะเป็นคนในโรงงานที่พาเขามาส่งยังโรงพยาบาล

        “มาถึงเมื่อวานตอนเช้า พอลงจากรถไฟก็โทรศัพท์หาคุณ แต่ใครจะไปรู้ว่ากลับเป็นสาวน้อยคนหนึ่งที่รับสายแทน เธอเป็นคนบอกฉันว่าคุณนอนอยู่ในโรงพยาบาล ฉันก็เลยรีบตามมาที่นี่” ฉินเหยาเหยาตอบกลับ

        “ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงตอนนี้เธอก็อยู่ที่นี่ตลอดเลยหรอ?” หลินเยว่ถามขึ้น

        ฉินเหยาเหยาพยักหน้าตอบกลับ เธอพูดด้วยความอ่อนใจ “ก็ฉันไม่มีกุญแจ ถ้าไม่อยู่ที่นี่แล้วจะให้ฉันไปอยู่ที่ไหนล่ะ?” เมื่อพูดจบ เธอก็กลอกตาใส่หลินเยว่

        เมื่อได้ยินว่าฉินเหยาเหยาดูแลเขามาทั้งวันทั้งคืน หลินเยว่ก็รู้สึกอบอุ่นในใจ

        “เดี๋ยวพอผมออกจากโรงพยาบาล พวกเราก็กลับไปที่บ้านเช่าด้วยกันนะ บ้านเช่าที่นี่ดีกว่าบ้านที่เราเคยพักในอำเภอเล็กๆ ที่นั่นเยอะเลย” หลินเยว่พูดต่อ

        “คุณจะรีบออกจากโรงพยาบาลทำไมล่ะ? คุณหมอบอกว่าร่างกายของคุณอ่อนเพลีย ควรจะอยู่สังเกตอาการอีกสองวัน” ฉินเหยาเหยารีบลบความคิดของหลินเยว่ที่ต้องการออกจากโรงพยาบาลออกทันที

        แต่ทว่าหลินเยว่กลับยิ้มพร้อมพูดขึ้น “ไม่ต้องตรวจอะไรแล้ว ผมรู้ดีว่าร่างกายของผมเป็นอย่างไร ก็แค่พักผ่อนไม่เพียงพอ” หลังจากเขาตื่นขึ้นมา หลินเยว่พบว่าตอนนี้เขารู้สึกดีกว่าแต่ก่อนมาก เหลือแค่รู้สึกปวดเมื่อยอ่อนเพลียเท่านั้น ที่เหลือก็ไม่ได้มีอาการอะไรอีก

        “ไม่ได้อยู่ดี ยังไงก็ต้องอยู่ดูอาการอีกสองวันก่อน” ฉินเหยาเหยาทำตัวเหมือนกับภรรยาสาวที่คอยดูแลใส่ใจสามี เธอมองหลินเยว่พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงที่ใครๆ ก็ฟังออกว่าเธอกำลังเป็นห่วง

        หลินเยว่ไม่อยากขัดใจเธอ ดังนั้น เขาจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา

        เขาถามขึ้น “วันนี้เพิ่งวันที่ 26 เอง เธอบอกว่าจะมาเดือนหน้าไม่ใช่หรอ ทำไมถึงมาก่อนล่ะ?”

        “ผิด!” ฉินเหยาเหยารีบพูดแก้ทันที “วันนี้เป็นวันที่ 27 แล้ว คุณหมดสติไป 2 วันแล้วนะ และเป็นเพราะฉันจัดการเรื่องที่นั่นเสร็จแล้ว ฉันก็เลยมาที่นี่ล่วงหน้าน่ะ”

        หลินเยว่จึงพยักหน้าเพื่อแสดงว่าเขาเข้าใจ

        พวกเขาทั้งสองอยู่ด้วยกันแบบนี้ตลอดครึ่งวันเช้า เมื่อถึงเวลาอาหารกลางวันถึงได้หยุดพัก พอถึงตอนบ่าย ร่างกายของหลินเยว่ก็ฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติพอสมควร ดังนั้น เขาจึงขอออกจากโรงพยาบาลโดยไม่สนใจคำห้ามปรามของฉินเหยาเหยา

        หลินเยว่ช่วยฉินเหยาเหยาลากกระเป๋าเดินทางของเธอกลับมา เขายิ้มฝืนๆ พร้อมพูดขึ้น “ทำไมเธอถึงยังโกรธอีกล่ะ” ตลอดเวลาที่เดินทางกลับมา ฉินเหยาเหยาไม่ได้พูดกับหลินเยว่เลยสักคำ ใบหน้างามทำท่าพองแก้มตลอดด้วยความโกรธ สาเหตุเป็นเพราะหลินเยว่ออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนด

        “ฉันไม่มีทางโกรธคนที่ไม่ใส่ใจดูแลสุขภาพของตัวเองหรอก เพราะเขาไม่คู่ควร!” ฉินเหยาเหยาเบ้ปากใส่หลินเยว่และพูดตอบกลับ

        หลินเยว่ได้ยินเช่นนี้จึงได้แต่ฝืนยิ้มและลูบจมูกของตัวเอง เขาเดินมุ่งหน้าไปยังบ้านพักที่เขาได้เช่าไว้

        เมื่อถึงบ้านใหม่ ความสนใจทั้งหมดของฉินเหยาเหยาก็ถูกเบี่ยงเบนไป เธอเดินสำรวจบริเวณทั้งหมดกลับไปกลับมา เห็นได้ชัดว่าเธอรู้สึกพอใจกับห้องนี้มาก ดังนั้น เธอจึงให้อภัยหลินเยว่ไปส่วนหนึ่ง

        ตอนกลางคืน ณ บ้านที่พวกเขาเช่าอยู่ด้วยกัน พวกเขาทั้งสองทานอาหารมื้อใหญ่ร่วมกัน และแน่นอนก็เป็นหลินเยว่ที่เป็นคนลงมือทำกับข้าว ฉินเหยาเหยาบอกว่านี่เป็นการลงโทษที่หลินเยว่ออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนด และเหตุผลนี้ก็ทำให้หลินเยว่ถึงกับหมดคำพูด

        …การออกจากโรงพยาบาลก่อนกำหนดแสดงกว่ากระผมสุขภาพไม่ค่อยดี กระผมสุขภาพไม่ค่อยดีคุณยังใช้ให้กระผมต้องลงมือลงแรงอีก!…

        “มาสิ ยินดีต้อนรับที่เธอมาถึงที่นี่” หลินเยว่ยกแก้วในมือที่มีเครื่องดื่มอยู่ในแก้วพร้อมพูดขึ้น

        ตอนแรกหลินเยว่เสนอว่าให้ดื่มแอลกอฮอล์ แต่พอเขาเสนอออกมาเท่านั้น กลับถูกดวงตาคู่โตของฉินเหยาเหยาจ้องเขม็งใส่เขาอยู่หลายนาที และสุดท้ายเธอก็กลอกตาขาวใส่หลินเยว่พร้อมพูดคำพูดที่ทำให้เขาแทบจะกระอักเลือด “เมาแล้วจะมั่วกันได้ง่าย คุณคิดจะทำเรื่องไม่ดีอย่างงั้นหรอ?”

        หลินเยว่คิดในใจว่าตัวเขาเองเป็นคนที่ดูไม่น่าไว้ใจขนาดนั้นเลยหรือ?

        แต่สุดท้ายเขาก็ได้แต่เลือกเครื่องดื่มอย่างอื่นด้วยความจำใจ ซึ่งก็คือน้ำผลไม้

        “ฮ่าๆ และก็เพื่อฉลองให้กับการหลุดพ้นจากความยากจนในอำเภอเล็กๆ ตรงนั้นของพวกเรา”

        พวกเขาดื่มหมดแก้วในรวดเดียวดูมีความสะใจอยู่บ้าง แต่หลินเยว่กลับรู้สึกว่ามันไม่ค่อยเข้ากัน เขาต้องดื่มน้ำผลไม้ด้วยมาดการดื่มแอลกอฮอล์ มันรู้สึกขัดใจจริงๆ นะ!

        ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงการดื่มน้ำผลไม้ แต่บรรยากาศภายในห้องรับแขกก็ดูรื่นเริงครึกครื้นผิดปกติ ทำให้ใบหน้างามของฉินเหยาเหยาเกิดเป็นริ้วแดงๆ มีเสน่ห์น่าดึงดูด ถึงไม่ใช่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ก็สามารถทำให้คนที่ดื่มรู้สึกเคลิบเคลิ้มได้เหมือนกัน เมื่อหลินเยว่ได้เห็นเสน่ห์อันน่าหลงใหลของเธอ เขาก็เริ่มเกิดอาการใจเต้นขึ้นมาบ้าง

        “คุณมองอะไรหรอ?” ฉินเหยาเหยากลอกตาใส่หลินเยว่

        “ไม่ได้มองอะไร” หลินเยว่รีบพูดปิดบังความรู้สึกของตัวเอง หลังจากนั้นเขาก็พูดด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ผมก็แค่เพิ่งรู้สึกเป็นครั้งแรกว่าคนที่ผมอาศัยอยู่บ้านเดียวกันเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง และก็ยังเป็นสาวงามเสียด้วย”

        “ครั้งแรก? หรือว่าแต่ก่อนฉันไม่ได้เป็นผู้หญิงอย่างงั้นหรอ? ดิฉันเป็นกุลสตรีที่ได้มาตรฐานเชียวนะ!” ฉินเหยาเหยาทำท่าราวกับลูกเสือตัวน้อยที่กำลังข่มขู่ เธอกำลังแยกเขี้ยวเล็กๆ ทั้งสองข้างที่แสนน่ารักของเธอใส่หลินเยว่ หลังจากนั้นเธอก็ทำท่าจัดผมให้เข้าทรง และแกล้งทำเป็นพูดรำพึง “ดิฉันเป็นสาวงามในแบบธรรมชาติ แน่นอนก็ต้องเป็นสาวสวยมากอยู่แล้ว ตอนแรกดิฉันคิดว่าความงามของดิฉันยังงามไม่พอ แต่ตอนนี้ดิฉันคิดว่าเป็นเพราะคุณตาไม่ดีมากกว่า หึ! มิน่าล่ะ!”

        หลินเยว่มองฉินเหยาเหยาด้วยสายตาหมดคำพูด เธอช่างไม่รู้จักถ่อมตัวเลยนะ! เขายังจำความรู้สึกแรกที่เห็นฉินเหยาเหยาสวยงามมีเสน่ห์ได้อยู่เลย ตอนแรกเขาคิดว่าถึงเธอจะไม่ใช่สาวไฮโซสูงศักดิ์ แต่อย่างน้อยก็น่าจะเป็นกุลสตรีอยู่บ้าง ใครจะคาดคิดว่าเธอกลับเป็นสาวแสบอย่างนี้กันล่ะ!

        “เด็กน้อยหลินเยว่ คุณรู้สึกชอบพี่สาวอย่างฉันแล้วใช่ไหมล่ะ พี่สาวยินดีเปิดโอกาสให้คุณตามจีบพี่ได้นะ” ดวงตากลมโตของฉินเหยาเหยาก็กะพริบเป็นประกายใส่หลินเยว่ ใบหน้าดูราวกับสาวน้อยบริสุทธิ์

        “พรวด……”

        เมื่อหลินเยว่ได้ยิน เขาก็พ่นน้ำผลไม้ที่อยู่ในปากของเขาออกมาทันที อีกทั้งพ่นใส่บนตัวของฉินเหยาเหยา

        ฉินเหยาเหยารู้สึกตกใจ ตัวของเธอเลอะไปด้วยน้ำผลไม้ เวลานี้สติของเธอยังไม่กลับคืนมา

        หลินเยว่รู้จักอารมณ์ของฉินเหยาเหยาที่กำลังจะระเบิดขึ้นได้เป็นอย่างดี เขาตกใจจนรีบหยิบกระดาษเช็ดปากบนโต๊ะอาหารขึ้นมาพร้อมกับเช็ดที่ใบหน้าของเธออย่างร้อนใจ ขณะที่เขาเช็ดนั้นเขาก็พูดขอโทษอย่างร้อนรน “ขอโทษนะ ขอโทษนะ ผมไม่ได้ตั้งใจจริงๆ!”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)