0 Views

        “รีบไปดูกัน ท่านหวังอีเตา ปรมาจารย์แห่งหยกจะตัดหินหยกแล้ว!”

        “ที่ไหน? อยู่ที่ไหน?”

        “โรงงานจางจี้ที่อยู่ด้านหน้าตรงนั้นไงล่ะ!”

        “ยังจะรออะไรอีก รีบไปสิ! รีบไปสิ!”

        ……

        บนถนนหินหยกวัตถุโบราณที่ค่อนข้างโทรมเส้นหนึ่ง ผู้คนจำนวนมากต่างวิ่งบอกข่าวกันอย่างต่อเนื่อง และเพียงไม่นานนัก สีหน้าของพวกเขาจึงเต็มไปด้วยความตื่นเต้นอย่างบ้าคลั่ง พวกเขาต่างวิ่งมุ่งตรงไปยังโรงงานจางจี้

        ในวงการการพนันหินหยก การตัดหินหยกเป็นสิ่งที่สามารถดึงดูดความสนใจได้มากที่สุดมาตลอด

        ภายในโรงงานจางจี้ หลินเยว่มองท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกที่อยู่ท่ามกลางผู้คนด้วยสายตาชื่นชม ในใจของเขาคิดว่าเมื่อไรตนเองถึงจะได้เป็นเหมือนท่านผู้นี้ที่สามารถลงมีดครั้งเดียวกลับได้ผลตอบแทนมูลค่ามหาศาล

        สำหรับเขาแล้วมันเป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ เท่านั้นแหละ เพราะเขาไม่ได้เป็นแม้กระทั่งนักพนันหินหยก อย่างมากเขาก็เป็นเพียงคนงานตัดหินหยกตัวเล็กๆ คนหนึ่งในโรงงานจางจี้เท่านั้นเอง

        เขาตัดหินหยกโดยไม่พบหยกด้านในต่อเนื่องถึง 31 ครั้งแล้ว เหตุการณ์แบบนี้โดยปกติมักเป็นเพียงความลับภายในโรงงานเท่านั้น แต่ไม่รู้ว่ามีไอ้บ้าที่ไหนป่าวประกาศเรื่องนี้ออกไป

        ผลลัพธ์ก็คือ บนถนนหินหยกวัตถุโบราณเส้นนี้ต่างรู้กันหมดว่าหลินเยว่มีฉายา “มีดเดียวเจ๊ง” ทำให้คนที่มาที่นี่เพื่อต้องการตัดหินหยกต่างระบุชื่อพร้อมนามสกุลว่าไม่ต้องการให้เขาสัมผัสหินหยก เพราะเกรงว่าความซวยของเขาจะติดไปด้วย นักพนันหินหยกมักมีความเชื่อเรื่องโชคชะตาความงมงายเหล่านี้ ดังนั้น เขาจึงกลายเป็นส่วนเกินของที่นี่ และได้แต่มองอยู่ห่างๆ เท่านั้น

        สองเดือนมานี้ เขาไม่ได้สัมผัสหินหยกอีกเลย หากเขาไม่สามารถตัดหินหยกจนพบหยกด้านในเพื่อลบล้างชื่อเสีย “มีดเดียวเจ๊ง” ได้ เกรงว่าวันพรุ่งนี้เขาคงถูกไล่ออกจากโรงงานแห่งนี้เป็นแน่แท้

        เดิมทีท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกเห็นแววของเขาและต้องการให้เขาเป็นคนตัดหินหยก ซึ่งนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่เขาจะได้ใช้โอกาสนี้ล้างมลทินให้กับตัวเอง แต่ใครจะคาดคิดว่าเขาจะถูกอู๋ไข่เสวียนสหายรักของเขาแทงเข้าข้างหลังโดยอีกฝ่ายไปบอกท่านหวังอีเตาว่าเขามีฉายา “มีดเดียวเจ๊ง”

        เมื่อท่านหวังอีเตาได้ยินเรื่องนี้สีหน้าของท่านก็เปลี่ยนไปทันที และไม่ว่าอย่างไรท่านก็ไม่ยอมให้หลินเยว่มีโอกาสสัมผัสหินหยกก้อนนี้เลย

        หลินเยว่สูญเสียโอกาสสุดท้ายที่จะพลิกสถานการณ์อันคับขันของตัวเอง เขาได้แต่กัดฟันกรอดมองอู๋ไข่เสวียนที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเครื่องตัดหินหยกด้วยสีหน้ากระหยิ่มยิ้มย่องอย่างโกรธแค้น

        ขณะที่หลินเยว่กำลังคิดอย่างเหม่อลอยนั้น ท่านหวังอีเตาปรมาจารย์แห่งหยกกำลังสังเกตหินหยกอยู่ท่ามกลางผู้คน เขาลุกขึ้นยืน หยิบปากกาหัวเล็กที่อยู่ด้านข้างขึ้นมาและลากเส้นบนหินหยกก้อนนั้นพร้อมพูดอย่างมั่นใจ “ตัดลงไปจากตรงนี้!”

        พลังจากท่านหวังอีเตาแผ่ออกมาทำให้ผู้คนที่อยู่รอบๆ ต่างส่งเสียงชื่นชม เมื่อมีเสียงชื่นชมเอ่ยขึ้นรอบๆ ตัว ใบหน้าแก่ชราของท่านหวังอีเตาที่มีอายุกว่าหกสิบปีจึงเริ่มแดงขึ้นเป็นริ้ว เขากุมมือคารวะให้กับทุกคน ดูเหมือนว่าเขากำลังดื่มด่ำกับเสียงปรบมือจากผู้คนที่อยู่ในบริเวณนั้น

        อู๋ไข่เสวียนค่อยๆ ปรับตำแหน่งใบเลื่อยเครื่องตัดหินหยก หลังจากปรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว เขาจึงเปิดสวิตช์ให้เครื่องตัดหินหยกทำงาน และในขณะเดียวกันเขาก็เหลือบมองหลินเยว่ที่กำลังยืนอยู่รอบนอกโดยไม่ให้ดูผิดสังเกตมากนัก

        “จะให้ดีขอให้ตัดเจ๊งเถอะโว้ย!” (การตัดเจ๊งคือการตัดหินหยกแล้วไม่มีหยกอยู่ภายในหินหยกหรือมูลค่าของหยกที่พบน้อยกว่าราคาที่ซื้อมา – ผู้แปล)

        หลินเยว่แอบแช่งในใจ เขารู้ดีว่าสายตาของอีกฝ่ายนั้นเป็นการข่มขู่และเยาะเย้ยใส่เขา

        ถึงแม้ว่าในใจของเขาคิดอยากให้ภายในหินหยกไม่มีหยก ขอให้ตัดเจ๊ง แต่หลินเยว่ยังคงอดไม่ได้ที่จะยืดคอชะโงกมองเข้าไปด้านใน การพนันหินหยกมีความตื่นเต้นยิ่งกว่าการพนันอื่นๆ เสียอีก เพราะต้องลุ้นสุดตัวว่าเมื่อตัดหินหยกแล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะทำให้ยากจนหรือร่ำรวยจากการลงมีดเพียงครั้งเดียว

        ใบเลื่อยของเครื่องตัดหินหยกค่อยๆ ลดระดับลง อู๋ไข่เสวียนตัดหินหยกอย่างระมัดระวัง เขาทำอย่างประณีตและแม่นยำ ในที่สุดใบเลื่อยก็ตัดลงพอดีกับตำแหน่งรอยเส้นที่ท่านหวังอีเตาลากไว้ได้อย่างเหมาะเจาะ

        เมื่อเสียง “ครืดๆ” ของใบเลื่อยที่เกิดจากการเสียดสีหยุดลง ผลของการตัดหินหยกก็จะได้เปิดเผยขึ้น

        ต่อไปนี้คือช่วงเวลาสำหรับการไขปริศนาเสียแล้ว

        จะยากจนหรือว่าร่ำรวย?

        หลินเยว่ตื่นเต้นเป็นอย่างมาก แต่อู๋ไข่เสวียนกลับรู้สึกตื่นเต้นมากกว่าเขาเสียอีก หากหินหยกที่ถูกคัดเลือกจากปรมาจารย์แห่งหยกยังสามารถตัดเจ๊งได้ เขาคงไม่ต้องคิดที่จะอยู่ในวงการนี้อีกต่อไป ผู้ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวในวงการหินหยกมานานอย่างท่านหวังอีเตากลับมีสีหน้าสงบนิ่ง แต่บางทีอาจเป็นเพราะเขารู้วิธีที่จะซ่อนความรู้สึกของตัวเองแล้วนั่นเอง

        การไขปริศนาจำเป็นต้องให้ท่านหวังอีเตาเป็นผู้ลงมือด้วยตัวเอง เขาเดินก้าวเข้าไปด้านหน้าอย่างมั่นคง นำเหล็กที่ล็อกหินหยกให้นิ่งอยู่กับที่ออก หลังจากนั้นมือของเขาจึงค่อยๆ ยื่นออกไปตรงผิวหน้าของหินหยก

        สายตาอันเฉียบคมของหลินเยว่พบว่ามือของท่านหวังอีเตากำลังสั่น ถึงแม้จะสั่นเพียงเล็กน้อย แต่ก็เกิดอาการมือสั่นขึ้นจริงๆ

        ดูจากสถานการณ์แล้ว สภาพจิตใจของปรมาจารย์แห่งหยกก็ไม่ได้นิ่งสักเท่าไรหรอกนะ!

        หลินเยว่เบะปาก ภาพลักษณ์ของปรมาจารย์แห่งหยกตามที่เล่าลือเริ่มเกิดความสั่นคลอนขึ้นในใจของหลินเยว่ หลังจากที่เขาได้ก้าวเข้ามาอยู่ในวงการนี้ สิ่งที่เขาได้ยินมากที่สุดก็คือตำนานการพนันหินหยกที่น่าตื่นเต้นเร้าใจของเหล่าปรมาจารย์แห่งหยกพวกนี้ ดังนั้น เขาจึงรู้สึกชื่นชมศรัทธาปรมาจารย์แห่งหยกเหล่านี้มาก อีกทั้งยังหวังอีกว่า สักวันหนึ่งเขาจะกลายเป็นปรมาจารย์แห่งหยกในยุคนี้เช่นกัน แต่เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องที่ยากขนาดไหน

        ปรมาจารย์แห่งหยกแต่ละท่านล้วนเป็นชายชรา ท่านที่อายุน้อยที่สุดก็มีอายุมากถึงกว่าห้าสิบปี หากคิดจะเป็นปรมาจารย์แห่งหยก นอกจากจะต้องมีประสบการณ์การพนันหินหยกมากมายแล้ว ยังจำเป็นต้องมีสายตาอันเฉียบคม และมีความรู้หลากหลายด้านประกอบกันอีกด้วย ในสามสิ่งนี้จะขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย แต่ส่วนตัวหลินเยว่เองกลับไม่มีความพร้อมเลยสักด้าน

        ในที่สุดผิวด้านนอกของหินหยกก็ถูกกำจัดออก สถานการณ์ภายในหินหยกก็ปรากฏสู่สายตาของทุกๆ คน

        “ซี้ด…”

        ทุกคนต่างสูดอากาศเย็นๆ เข้าไปหนักๆ พวกเขาตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้าเป็นอย่างมาก

        “ตัดได้แล้ว!” (การตัดได้คือการตัดหินหยกแล้วพบหยกอยู่ในหินหยก และหยกก้อนนั้นมีมูลค่าสูงกว่าราคาที่ซื้อมา – ผู้แปล)

        ไม่รู้ว่าใครเป็นคนร้องตะโกนออกมา ผู้คนต่างฮือฮาจนวงแทบแตก สีหน้าของแต่ละคนต่างปรากฏถึงความตื่นเต้นเร้าใจ เพราะการพนันหินหยกอัตราการตัดได้มีโอกาสเกิดขึ้นไม่ถึง 1% คาดไม่ถึงว่าวันนี้พวกเขาจะได้เห็นมันกับตา

        “ดูการทะลุผ่านของแสงสิ เพียงพอเลย!”

        “แล้วดูที่สีสิ เป็นสีเขียวสดใส เป็นหยกชั้นดีหายากเลยนะ!”

        “ดูชนิดของเนื้อหยกสิ ต้องเนื้อดีแน่ๆ ต้องเป็นหยกเนื้อน้ำแข็ง หรืออาจจะเป็นหยกเนื้อแก้วเลยก็ได้! เป็นหยกชั้นเลิศจริงๆ!”

        ……

        เวลานี้ แต่ละคนต่างวิพากษ์วิจารณ์หยกที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าอย่างเต็มที่ พวกเขาไม่ลังเลที่จะเอ่ยชมความงามของหยกออกมา เพราะในขณะเดียวกันพวกเขาก็สามารถแสดงให้เห็นว่าตนเองก็มีความรู้มากมาย

        เมื่อเห็นสถานการณ์เบื้องหน้าเช่นนี้ ท่านหวังอีเตาก็แสดงความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด เพราะสำหรับปรมาจารย์แห่งหยกแล้ว การตัดหินหยกท่ามกลางสายตาของสาธารณชนถือเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างยิ่ง หากตัดเจ๊งขึ้นมาอาจจะส่งผลต่อชื่อเสียงที่เขาสั่งสมมานานก็ได้ ดังนั้น โดยปกติบรรดาปรมาจารย์แห่งหยกจะไม่ตัดหินหยกท่ามกลางสายตาประชาชน แต่จะซื้อกลับไปตัดที่บ้านมากกว่า แต่ทว่าครั้งนี้ปรมาจารย์แห่งหยกก็ท้าพนันได้ประสบความสำเร็จจริงๆ !

        หลินเยว่ร่วมมุงเข้าไปกับกลุ่มผู้คน เขามองลอดผ่านช่องเล็กๆ จนได้เห็นตัวหยกที่แท้จริง ถึงแม้ว่าหยกประกายสดใสบนรอยตัดที่ราบเรียบของแผ่นหินหยกจะปรากฏออกมาเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ราวกับปลายของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น

        แต่ทว่าเพียงส่วนเล็กๆ ส่วนนี้กลับสามารถทำให้ผู้คนต่างชื่นชมกับความงามได้ไม่หยุดปาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีเขียวสดใสที่ปรากฏออกมาเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้ผู้คนมองตาเป็นประกาย เกิดเป็นความรู้สึกราวกับการอาบสายลมในฤดูใบไม้ผลิ อีกทั้งความโปร่งใสของเนื้อหยกที่ใสราวกับน้ำแข็ง ทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะต้องเอ่ยปากชื่นชม

        หยกชั้นเลิศ!

        หลินเยว่ถูกหยกเบื้องหน้าดึงดูดความสนใจไปจนหมดสิ้น เขาอดไม่ได้ที่จะอุทานอย่างชื่นชม เขาทำงานที่โรงงานมาสองปีแล้ว แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นหยกที่มีสี ความโปร่งใส และชนิดของเนื้อหยกที่สวยพร้อมขนาดนี้ เกรงว่าบนถนนหินหยกวัตถุโบราณที่ค่อนข้างโทรมเส้นนี้คงไม่ค่อยปรากฏหยกประเภทนี้สักเท่าไร!

        ท่านหวังอีเตากุมมือคารวะต่อผู้คนรอบๆ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อทุกคำชมที่ทุกๆ คนเอ่ยออกมา หลังจากนั้นเขาจึงกวักมือเรียกลูกน้องที่เขาพามาด้วยให้ยกหินหยกก้อนนี้ออกไป

        การตัดหินหยกสำเร็จลุล่วงด้วยดี ผู้คนรอบๆ ต่างค่อยๆ แยกย้ายกลับไป มีคนหลายคนเตรียมไปพนันหินหยกต่อ เพราะพวกเขาคิดว่าวันนี้เขาได้เห็นการตัดได้แล้ว พวกเขาต้องโชคดีอย่างแน่นอน ดังนั้น พวกเขาจึงขอลองวัดดวงเล่นๆ ว่าดวงของตัวเองจะเป็นอย่างไร

        ก่อนที่ท่านหวังอีเตาจะจากไป เขายกมือตบบ่าอู๋ไข่เสวียนด้วยความดีใจ หลังจากนั้นจึงยัดธนบัตรคุณปู่ประธานเหมาสีแดงเป็นปึกๆ ให้กับเขาเพื่อเป็นอั่งเปา น่าจะมีมูลค่า 2,000 หยวนโดยประมาณ เพราะเวลาตัดหินหยกได้หยกที่มีมูลค่าสูงแล้วก็ต้องมอบของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ให้กับช่างตัดหินหยกด้วยเป็นธรรมดา

        อู๋ไข่เสวียนยิ้มอย่างประจบพร้อมกับรับเงินไว้ ไม่รู้ว่าเขาพูดอะไรจึงทำให้ท่านหวังอีเตาพอใจมากขนาดนั้น

        หลินเยว่มองใบหน้าที่เต็มไปด้วยความประจบสอพลอของอู๋ไข่เสวียนอย่างดูถูก เพราะเหตุใดแต่ก่อนเขาถึงไม่เคยเห็นความต่ำช้าเลวทรามของอู๋ไข่เสวียนเลยล่ะ เขาช่างมองคนไม่ทะลุจริงๆ !

        อู๋ไข่เสวียนทำตัวราวกับบ่าวไพร่ตามส่งท่านหวังอีเตาถึงหน้าประตู หลังจากนั้นจึงโบกมืออำลา ท่าทีดูต่ำต้อยเช่นนี้ทำให้หลินเยว่อดใจแทบไม่ไหวจนเกือบจะคายอาหารที่ทานในช่วงเช้าออกมาทั้งหมด

        หลังจากท่านหวังอีเตาเดินจากไปไกลพอสมควร อู๋ไข่เสวียนจึงกลับมาที่โรงงานพร้อมยกมือขึ้นอวดเงินในมือใส่หลินเยว่ หลังจากนั้นเขาจึงขยับปากพูดกับหลินเยว่หนึ่งประโยคแล้วหัวเราะเสียงดังพร้อมเดินจากไป

        หลินเยว่โกรธจนหน้าเขียว เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าอู๋ไข่เสวียนขยับปากพูดอะไร

        อู๋ไข่เสวียนพูดว่า “แกไอ้อ่อน!”

        ไอ้คนชั่วทำเป็นอวดดี!

        หลินเยว่ส่งเสียงหึในลำคอ เขาเป็นช่างตัดหินหยกที่ฝีมือดีที่สุดคนหนึ่งในโรงงาน อู๋ไข่เสวียนมาที่โรงงานแห่งนี้เพียงสามเดือนเท่านั้น เขาติดตามหลินเยว่ทุกวัน ดังนั้น หลินเยว่จึงสอนเทคนิคทั้งหมดที่เขามีให้กับอู๋ไข่เสวียน แต่ทว่าหลินเยว่กลับคาดไม่ถึงว่า “สอนลูกศิษย์จนเป็นงาน แต่อาจารย์ต้องอดตาย” เพิ่งสอนอีกฝ่ายจนทำเป็นได้ไม่เท่าไร อีกฝ่ายกลับเมินหน้าทำเป็นไม่รู้จักกันทันที อีกทั้งยังคิดจะมาแทนที่ตำแหน่งของเขาเสียด้วย

        ตอนนี้หลินเยว่ต้องการโอกาสสักครั้ง โอกาสที่จะได้ตัดหินหยกที่เจอหยกภายใน หลังจากนั้นเขาก็จะเหยียบอู๋ไข่เสวียนแรงๆ อยู่ใต้ฝ่าเท้า เพื่อให้อีกฝ่ายรู้ว่าการกระทำความชั่วก็ต้องได้รับผลชั่วเป็นการตอบแทน และหลังจากนั้นเขาก็จะให้อู๋ไข่เสวียนไสหัวออกไป!

        แต่ทว่าฟ้าคงลิขิตไว้แล้วว่าเขาคงไม่มีโอกาสรอจนถึงวันนั้นเสียแล้ว

        เพราะว่าอู๋ไข่เสวียนเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกับเฮียจางเถ้าแก่โรงงานจางจี้ เฮียจางเป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ 35 ปี พวกเขาทั้งสองเดินมาถึงตรงหน้าของหลินเยว่

        เมื่อเห็นพวกเขาสองคนนี้ หัวใจของหลินเยว่เกิดอาการกระตุกอย่างแรง เขามีลางสังหรณ์ว่าความโชคร้ายกำลังถาโถมใส่ตัวเขา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกตำนานปรมาจารย์แห่งหยก” 

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/3540

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)