0 Views

        ขบวนรถม้าถูกฝูงชนขวางอยู่จนต้องจอดนิ่ง ผู้คนที่สัญจรไปมาบนถนนและ เหล่าสาวใช้ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่ที่อยู่บนรถม้าของจวนตนเองต่างออกมาชมความคึกคัก ในขณะที่เหตุการณ์กำลังยุ่งวุ่นวายอยู่นั้น ก็ได้ยินเสียงดังมาจากหน้าประตูเมือง

        “ใครกันมาขวางทางไว้ ถอยออกไปๆ”

        สายตาของผู้คนเลื่อนไปมองด้านหลัง มีรถม้าอีกขบวนโผล่มาจากอีกด้านหนึ่ง ผู้นั่งอยู่บนหลังอาชาตัวพ่วงพีก็คือคุณชายจากตระกูลสูงวัยหนุ่มแน่นท่าทางหยิ่งทะนง บ่าวชายผู้ติดตามที่ขนาบอยู่สองด้านกำลังเอ่ยปากไล่คนให้หลบทาง

        เนื่องจากรถม้าเคลื่อนมาเร็ว กลุ่มคนจึงรีบแยกย้ายออกไปข้างทางอย่างรวดเร็ว

        รถม้าที่ตกแต่งอย่างหรูหรางดงามสองสามคัน เป็นรถที่มาส่งเหล่าคุณชายจนมาถึงที่เกิดเหตุ

        “นี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น” คุณชายท่าทางเย็นชาผู้หนึ่งซึ่งดูเเหมือนว่าจะเป็นผู้นำกลุ่ม เห็นทุกอย่างที่อยู่เบื้องหน้า ใบหน้าพลันแข็งกร้าวเผยความไม่พอใจออกมาหลายส่วน

        “รถชนคน รถชนคน” ชายชราที่นอนอยู่บนพื้นเห็นคนเริ่มมามุงกันอย่างคึกคักก็ยิ่งตะโกนเรียกร้องความสนใจ กอดขาของตนเองกลิ้งเกลือกอยู่ที่พื้น ท่าทางคล้ายเจ็บจนลุกไม่ขึ้น ความสนใจของทุกคนจึงถูกดึงไปที่คนบนพื้น และมองไปยังรถม้าที่อยู่ตรงข้าม

        “น้องสาม นี่เป็นรถของเจ้าหรือ” น้ำเสียงตื่นเต้นดังขึ้นดึงดูดสายตาผู้คนทั้งหมด ใบหน้าสะสวยอ่อนหวานโผล่ออกมาจากรถคันที่อยู่ด้านหลังของคุณชายท่าทางเย็นชาผู้นั้น

        นางแต่งกายด้วยอาภรณ์สีสว่างสดใสขับเน้นให้ใบหน้าพริ้มเพรายิ่งดูงดงามเจิดจรัส มวยผมบนศีรษะปักปิ่นทองฝังไข่มุกเป็นรูปดอกไม้ สวมตุ้มหูหยกสีเขียวมรกต ในความสง่างามเผยความอ่อนหวานชดช้อยเหมาะสม แม้จะแต่งกายมาอย่างพิถีพิถัน แต่กลับดูเป็นธรรมชาติไร้ที่ติ

        เป็นโฉมสะคราญผู้งามสง่าและสุขุมนุ่มลึก

        ทันทีที่ได้ยินเสียง โม่เสวี่ยถงซึ่งอยู่ในรถม้าคันแรกร่างกายแข็งเกร็งอย่างเห็นได้ชัด กระแสเย็นยะเยือกสายหนึ่งพาดผ่านดวงตากระจ่างใส

        โม่เสวี่ยหมิ่น!

        นางจะลืมชื่อคนที่ตนเองเกลียดชังเข้ากระดูกดำผู้นั้นได้อย่างไร แม้จะตกนรกซ้ำ หรือต้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารอีกกี่รอบก็ไม่มีวันลืมเลือน…

        โม่เสวี่ยหมิ่นดักรอนางอยู่ที่นี่จริงๆ ซ้ำยังปรากฏออกมาได้จังหวะพอดีอีกด้วย…

        “พี่หญิงใหญ่? พี่หญิงใหญ่ได้ข่าวจึงมารับข้าหรือ ที่นี่คนเยอะไม่ใช่เวลามาพูดคุย น้องสาวต้องขอขอบคุณพี่หญิงใหญ่เจ้าค่ะ” น้ำเสียงอ่อนหวานที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยนทอดผ่านออกจากรถ เสียงไพเราะน่าฟังเช่นนั้นทำให้ทุกคนที่อยู่โดยรอบพากันเงียบเสียงลงฉับพลัน ธิดาสกุลไหนกันหนอเพียงแค่เสียงที่ได้ยินยังมีเสน่ห์เย้ายวนถึงเพียงนี้

        ชายหนุ่มรูปงามประดุจหยกที่อยู่ในรถม้าหรูหราวางหนังสือในมือลง ดวงตาพราวระยับเผยความรู้สึกสนใจออกมาแจ่มแจ้ง นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเงี่ยหูฟังรายละเอียดด้านนอกอย่างตั้งใจ

        “ใครกันหรือ” ผู้ที่เป็นผู้นำในขบวนรถของโม่เสวี่ยหมิ่นก็คือโหยวเยวี่ยเฉิงรัฐทายาท[1]หมิงกั๋วกง เวลานี้ดวงตาของเขาเหลือบไปหาโม่เสวี่ยหมิ่น เอ่ยถามพลางมุ่นคิ้วขมวด

        “เป็นน้องสาวคนที่สามของบ้านข้าเอง เพิ่งเดินทางจากเมืองอวิ๋นเฉิงมาเมืองหลวง คิดไม่ถึงว่าจะมาก่อเรื่องแบบนี้ขึ้น แต่ไหนแต่ไรน้องสามถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ย่อมไม่รู้จะจัดการกับเรื่องนี้อย่างไรเป็นแน่” โม่เสวี่ยหมิ่นก้าวลงมาจากรถ ชุดกระโปรงสีชมพูปักลายผีเสื้อที่สวมใส่ยิ่งขับผิวกายนางให้ดูขาวกระจ่างราวกับหิมะ กล่าวคำอธิบายต่อโหยวเยวี่ยเฉิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หลังจากนั้นก็รับหมวกเหวยเม่าที่ต่อชายด้วยแพรไหมสีนิลมาสวมอย่างสง่าผ่าเผย

        คำกล่าวนี้แม้ฟังดูจะเป็นการช่วยอธิบายให้โม่เสวี่ยถง แต่กลับเป็นการป้ายความผิดไปที่นางโดยตรง ชี้ให้เห็นว่านางเป็นคนหยิ่งผยอง แค่เข้าเมืองมาก็ใช้อำนาจบาตรใหญ่สั่งให้คนบังคับรถชนคน แววตาของโหยวเยวี่ยเฉิงดำทะมึนขึ้นหลายส่วน แม้ว่าเขาจะติดนิสัยลูกผู้ดีมีเงินอยู่บ้าง แต่กลับทนเห็นการกระทำที่วางอำนาจกดขี่ข่มเหงผู้อื่นไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นเขายังร่ำเรียนวรยุทธ์ ตำแหน่งหน้าที่ในกองทัพก็มิใช่ตำแหน่งที่วันๆ ไม่ต้องทำอะไร เขามีกองกำลังที่ห้าวหาญเป็นของตนเอง เมื่อครู่เพราะได้ยินน้ำเสียงอันไพเราะอ่อนหวานของโม่เสวี่ยถง จึงทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีด้วย แต่ทันทีที่ได้ฟังคำพูดของโม่เสวี่ยหมิ่นก็พลันเปลี่ยนมาเป็นความไม่พอใจ

        “น้องสาวคนที่สามของคุณหนูใหญ่โม่ที่อยู่เมืองอวิ๋นเฉิงน่ะหรือ ใช่น้องสาวคนที่เขาลือกันว่าไม่ชอบพูดจา และมักก้าวร้าวไร้มารยาทกับผู้ใหญ่ ทั้งพิณหมากอักษรภาพวาดล้วนไม่ชำนาญสักอย่างใช่หรือไม่” ม่านรถอีกด้านหนึ่งถูกยกขึ้น คุณหนูใหญ่อีกคนหนึ่งถามขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น

        “ข่าวลือนั้นมีข้อผิดพลาด น้องสามของบ้านข้าเป็นคนดีคนหนึ่ง แม้พิณหมากจะไม่ค่อยดีนัก… แต่เรื่องอื่นๆ ล้วนเหลวไหลทั้งสิ้น” โม่เสวี่ยหมิ่นพูดตะกุกตะกักแก้ต่างให้โม่เสวี่ยถง แม้ว่าภาพลักษณ์จะเป็นพี่สาวผู้แสนดีที่ปกป้องน้องสาว แต่ก็ทำให้ผู้ฟังเกิดความแคลงใจในตัวโม่เสวี่ยถงและยิ่งรู้สึกยอมรับมากขึ้น

        เมื่อกล่าวจบ โม่เสวี่ยหมิ่นก็หมุนตัวไปหาโม่จิ่นที่อยู่ด้านหลังและกล่าวอย่างอ่อนโยน “โม่จิ่น เอาเงินไปมอบให้ท่านลุงผู้นั้น บอกเขาให้ไปรักษาขาก่อน หากมีปัญหาจริงๆ สามารถไปหาพวกเราที่จวนโม่ได้ทุกเมื่อ ถูกรถชนได้รับบาดเจ็บเช่นนี้ หากมัวแต่อยู่ที่นี่ไม่รีบไปรักษาจะไม่ทันกาล เกิดถูกตัดขาขึ้นมาจริงๆ ต่อไปคงหมดทางทำมาหากินแล้ว” ท่าทางอ่อนโยนมีเมตตาสงสารต่อคนตกยาก ทำให้คนรู้สึกดีด้วย

        โม่จิ่นรีบหยิบเงินก้อนหนึ่งไปมอบให้ถึงมือของชายชรา ทั้งยังกล่าวด้วยความใส่ใจ ว่าออกจากถนนสายนี้ไปไม่ไกลจะมีโรงหมอแห่งหนึ่ง ให้เขารีบไปรักษา

        คนหนึ่งหยิ่งผยองชนคนแล้วยังทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นั่งอยู่แต่ในรถ ไม่เผยใบหน้า ให้ความรู้สึกเหมือนจะปัดเรื่องให้พ้นทาง

        ส่วนอีกคนมาพูดปลอบโยนอย่างนุ่มนวลอ่อนหวาน ทั้งยังให้คนนำเงินมาให้เป็นค่ารักษา ไม่ปัดความรับผิดชอบ ทั้งยังบอกด้วยว่าหากมีปัญหาก็สามารถไปหาที่จวนโม่ได้โดยตรง

        ระหว่างทั้งสองคนใครเป็นฝ่ายมีชัย มองแค่ปราดเดียวก็ประเมินได้แล้ว

        สายตาดูหมิ่นเหยียดหยามของผู้คนต่างพุ่งไปที่รถม้าของโม่เสวี่ยถง

        ชายชราที่ล้มกลิ้งอยู่ที่พื้น พอได้รับเงินก็หน้าตาชื่นบานยิ้มจนไม่เห็นดวงตา ลุกขึ้นมานั่งทันที แล้วหันไปทางโม่เสวี่ยหมิ่นประสานมือคำนับขอบคุณไม่หยุดปาก กล่าวว่านางคือเทพธิดามาจุติโดยแท้ จึงมีจิตใจงดงามเพียงนี้ ทั้งยังกล่าวตัดพ้อต่อว่าสวรรค์ช่างไม่มีตา ไฉนจึงให้เทพธิดาผู้ดีงามต้องมีน้องสาวชั่วร้ายเยี่ยงนี้

        มีชายหนุ่มคนหนึ่งจากข้างทางวิ่งเข้ามาช่วยประคองชายชราให้ลุกขึ้นอย่างมีน้ำใจ แล้วก็เดินจากไป

        เพียงแค่คนหายไปก็ไม่มีหลักฐานใดให้ขุดคุ้ยได้อีก โม่เสวี่ยหมิ่นช่างร้ายนัก เสียดายเมื่อชาติภพก่อนนางนึกว่าอีกฝ่ายยื่นมือเข้าช่วยเหลือด้วยน้ำใสใจจริง นางจึงมอบความจริงใจให้ จนกระทั่งเกือบวาระสุดท้ายของชีวิต ถึงได้กระจ่างแจ้งว่าผู้ที่สร้างโศกนาฏกรรมให้ชีวิตนางก็คือพี่สาว ‘ผู้แสนดี’ ผู้นี้เอง

        โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะอยู่ในส่วนลึกของหัวใจ พลางร้องถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลออกไปนอกรถ “ช้าก่อน… ท่านผู้อาวุโส ท่านควรจะรอให้ความจริงกระจ่างแจ้งก่อนมิใช่หรือ พี่หญิงใหญ่เพิ่งมาถึงแท้ๆ แต่ไฉนจึงยืนกรานหนักแน่นนักว่าข้าเป็นคนชนเขาเล่า”

        ประโยคแรกนางกล่าวกับชายชรา แต่ประโยคหลังกลับมุ่งมาที่โม่เสวี่ยหมิ่น

        “น้องสาม รถชนคนก็ควรจะรับผิดชอบ ไม่ต้องกลัวหรอก เมื่อกลับไปถึงจวน ท่านพ่อจะต้องช่วยเจ้าจัดการปัญหานี้ได้แน่ ไม่เป็นไรนะ ไม่ต้องกลัว” น้ำเสียงอ่อนโยนราวกับกำลังพูดปลอบโยนโม่เสวี่ยถง แต่ความนัยที่ซ่อนอยู่กลับยิ่งกว่าพิษร้าย

        โม่เสวี่ยถงหัวเราะเยาะในใจ แต่น้ำเสียงยังคงเต็มไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนหวาน กล่าวด้วยความฉงนสนเท่ห์ “รถของข้าไปชนคนเสียที่ไหน จวนโม่ส่งรถมารับข้าเพียงแค่สองคัน รวมทั้งบ่าวไม่กี่คนเหล่านี้ หรือพี่หญิงใหญ่คิดว่าอนุภรรยาคนหนึ่งจะส่งรถมารับข้ามากมายถึงเพียงนั้น”

        ตำแหน่งขุนนางของโม่ฮว่าเหวินมิได้สูงมากนัก เมื่อมาอยู่ในเมืองหลวงที่เต็มไปด้วยขุนนางสูงศักดิ์มากมายยิ่งไม่ได้อยู่ในสายตาใคร คุณหนูลูกผู้ดีมีเงินจะออกเดินทางก็ใช้รถเพียงแค่สามคัน โม่เสวี่ยถงเป็นบุตรสาวของขุนนางขั้นห้าธรรมดาผู้หนึ่ง แม้ว่าจะเดินทางไกลก็เป็นไปไม่ได้ที่จะใช้รถเกินกว่าสามคัน ยิ่งไปกว่านั้นผู้เป็นอนุภรรยาคนหนึ่งจะให้เกียรติบุตรสาวภรรยาเอกถึงขั้นส่งรถไปรับเป็นพิเศษมากมายถึงเพียงนั้นเชียวหรือ

        ใบหน้าของโม่เสวี่ยหมิ่นที่ซ่อนอยู่ภายใต้หมวกม่านเหวยเม่าพลันดำทะมึน ไฉนนางจึงคิดไม่ถึงว่าโม่เสวี่ยถงผู้ขี้ขลาดอ่อนแอ นับตั้งแต่มารดาของตนจากไป จะกล้าต่อปากต่อคำกับตนเองอย่างเยือกเย็นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ได้ อีกทั้งแต่ละคำที่กล่าวมาล้วนขยี้ตรงจุดจนนางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ แต่โม่เสวี่ยหมิ่นมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ตนเองอย่างดีเยี่ยม เพียงชั่วพริบตาก็สามารถกลับมาพูดคุยด้วยรอยยิ้มดังเดิม

        “น้องสาม เรื่องเล็กแค่นี้ไม่มีปัญหาหรอก ท่านพ่อไม่โทษเจ้าแน่ รีบกลับบ้านไปเถอะ คนในจวนรู้ว่าเจ้าจะกลับมา ต่างเฝ้ารออยู่นานแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นที่นี่เดี๋ยวพี่สาวจะช่วยเจ้าจัดการเองดีหรือไม่” โม่เสวี่ยหมิ่นช้อนตาขึ้นมองแล้วกล่าวด้วยวาจาอ่อนหวาน น้ำคำเต็มไปด้วยความใส่ใจ สร้างภาพลักษณ์พี่สาวผู้แสนดีที่เอาใจใส่น้องสาวอย่างยิ่ง แต่กลับมิได้แยแสต่อคำพูดของโม่เสวี่ยถงก่อนหน้านี้เลย

        แววตาของทุกคนจ้องไปที่โม่เสวี่ยถงอย่างไม่พอใจ ผู้เป็นพี่สาวยอมรับความผิดแทนทั้งหมดถึงเพียงนี้ แต่ผู้เป็นน้องสาวกลับยืนกรานไม่ยอมรับความผิดของตนเอง ช่างดื้อด้านไร้เหตุผลโดยแท้

        โม่เสวี่ยหมิ่นช่างเล่นละครได้เก่งกาจนัก! ดวงตาของโม่เสวี่ยถงแฝงไปด้วยการเหยียดหยัน เสแสร้งแกล้งทำเป็นอ่อนโยนหรือ นางก็ทำได้

        โม่เสวี่ยถงรับหมวกม่านเหวยเม่าจากโม่หลันมาสวม ก่อนจะเดินลงมาจากรถอย่างแช่มช้าภายใต้การประคองของสาวใช้ อาภรณ์สีขาวพลิ้วไหวไปตามแรงลม ยิ่งทำให้นางดูบอบบางและอ่อนแอ แม้มิได้เอ่ยวาจาใดๆ ก็ทำให้คนนึกอยากรักใคร่ทะนุถนอม

        “ขอบคุณในความกรุณาของพี่หญิงใหญ่มากเจ้าค่ะ แต่รถคันนี้ไม่ใช่รถของน้องสาวจริงๆ พี่หญิงใหญ่เองก็เพิ่งมาถึง แล้วไฉนจึงยืนยันเป็นมั่นเหมาะว่ารถคันนี้เป็นของข้าแน่ เพราะรู้จักกับคนบังคับรถหรือรู้ว่ารถม้าคันนี้เป็นของจวนเรา หรือว่าพี่สาวรู้มานานแล้วว่า…” คำถามที่โม่เสวี่ยถงเอ่ยออกมาทั้งหมด นางใช้น้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวานทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกที่ดี ยิ่งเมื่อเอ่ยมาถึงช่วงท้ายสิ่งที่นางยังพูดไม่จบกลับทำให้คนต้องขบคิด

        โหยวเยวี่ยเฉิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้าง มุ่นคิ้วขมวดมองไปยังสตรีที่อยู่ตรงข้าม

        เห็นนางร่างเล็กนิดเดียว ยามที่ยืนอยู่ตรงนั้นแม้จะดูอ่อนแอ แต่การแสดงออกกลับเหมาะสมไม่ต่ำต้อยไม่อวดดี ไม่มีความหยิ่งผยองแม้แต่น้อย ทำให้เขาอดเหลือบมองโม่เสวี่ยหมิ่นซึ่งอยู่ด้านข้างด้วยความแคลงใจไม่ได้

        “…”

        รอยยิ้มของโม่เสวี่ยหมิ่นแข็งค้างบนใบหน้าไร้วาจาไปชั่วขณะ ได้แต่อ้าปากพะเยิบๆ แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา เบื้องลึกในดวงตามีเงามืดพาดผ่าน ตัวโง่งมไร้ค่าเปลี่ยนมาเป็นคนฝีปากกล้าเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน

        คนบังคับม้าซึ่งยังนั่งอยู่บนรถมองคนนั้นที มองคนนี้ที ทันใดนั้นก็กลอกตารอบหนึ่ง ก่อนจะร้องตะโกนเสียงดังหันมาทางโม่เสวี่ยถง “คุณหนูสาม บ่าวติดตามคุณหนูมาตลอดทาง ไฉนพอเกิดเรื่องขึ้นจึงทอดทิ้งบ่าวเช่นนี้ ที่บ้านของบ่าวยังมีพ่อแก่แม่เฒ่าอายุแปดสิบกับลูกเด็กเล็กแดงต้องเลี้ยงดู คุณหนูสามจะทิ้งบ่าวเช่นนี้ไม่ได้นะขอรับ”

        พูดจบก็รีบลงจากม้า กระโจนเข้ามาคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าของโม่เสวี่ยถง แล้วร้องห่มร้องไห้ประหนึ่งจะล่มฟ้าพลิกแผ่นดิน

        หัวคิ้วของโหยวเยวี่ยเฉิงขมวดเข้าหากัน ข้ารับใช้ของผู้มีชาติตระกูลที่ไหนจะแสดงกิริยาเช่นนี้ ต่อหน้าฟ้าดินและผู้คนมากมายยังไม่รู้จักแยกแยะสถานะนายบ่าว หากไปสัมผัสถูกตัวของผู้เป็นนายเข้า ก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทำให้ชื่อเสียงเสียหาย ผู้ที่ไม่รู้จักธรรมเนียมแบบนี้จะเป็นคนของตระกูลสูงศักดิ์ได้อย่างไรกัน

        การกระทำของคนบังคับรถช่างโง่เง่าโดยแท้ ไม่รู้ว่าอี๋เหนียงไปขุดตัวโง่งมเช่นนี้มาจากไหน โม่เสวี่ยหมิ่นนึกโมโหอยู่เงียบๆ แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว นางได้แต่ต้องเดินหน้าต่อไป นางจงใจไม่ตอบคำถามของโม่เสวี่ยถงก่อนหน้านี้ แต่กลับเปลี่ยนเรื่องพูดอย่างแนบเนียน “น้องสาม เรื่องเกิดขึ้นไปแล้ว เป็นใครก็ไม่ยอมรับทั้งนั้น เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ที่นี่ให้พี่สาวจัดการก็พอแล้ว”

        “คุณหนูผู้นี้ชนคนแล้วยังไม่รู้จักยอมรับ เมื่อเป็นคนรถของบ้านเจ้าก็ย่อมเป็นคนของเจ้าด้วย ดูรถสองสามคันที่อยู่ข้างหลังของนางสิ เหมือนกับรถคันนี้ทุกอย่าง ต่อให้คิดบิดพลิ้วอย่างไรก็ปัดความรับผิดชอบไม่พ้นอยู่ดี” ชายชราที่ถูกคนประคองขึ้นมา ดวงตากลอกกลิ้ง เอ่ยปากบ่นพึมพำ แม้ว่าเสียงไม่ดังมาก แต่ก็เพียงพอให้ทุกคนได้ยินอย่างชัดเจน สายตาของพวกเขาจึงเลื่อนไปที่รถม้าอีกสองคันด้านหลังของโม่เสวี่ยถง แม้แต่รายละเอียดเล็กน้อยก็เหมือนกันจริงๆ เห็นได้ชัดว่าเป็นรถขบวนเดียวกัน

        “เมื่อพี่หญิงใหญ่ก็เห็นด้วยกับคำชาวบ้าน และยืนยันว่าเป็นรถที่มากับน้องสาวแน่นอน และเป็นรถของจวนโม่ของเราด้วย เช่นนั้นจะให้น้องสาวดูให้ชัดหน่อยได้หรือไม่ว่าภายในรถวางอะไรไว้บ้าง น้องสาวเดินทางมาจากเมืองอวิ๋นเฉิงเพิ่งมาถึงเมืองหลวงก็มีรถโผล่ขึ้นมาพุ่งชนคน จากนั้นก็อ้างว่าเป็นรถของน้องสาว จู่ๆ น้องสาวก็มีรถเพิ่มขึ้นมา แม้แต่ตนเองก็ยังไม่รู้ เมื่อเป็นเช่นนี้ เฉินมามา ไปเปิดรถให้ทุกคนดู ว่ารถที่นางยืนยันมั่นเหมาะคันนั้นเป็นรถของข้าจริงหรือไม่”

        เมื่อคำพูดนี้กล่าวขึ้น ทุกคนต่างพยักหน้า จะใช่รถของจวนโม่จริงหรือไม่แค่ตรวจดูเดี๋ยวก็รู้

        ใครจะพูดอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ ความจริงย่อมมีพลังในการโน้มน้าวใจคนได้

        คนบังคับรถเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หน้าตื่น รีบกระโดดไปขวางไว้ บอกว่าของบรรทุกมามากมาย เป็นตายอย่างไรก็ไม่ให้ใครตรวจสอบ

        “เมื่อเป็นคนที่ติดตามคุณหนูมาตลอดทาง คุณหนูอนุญาตให้ทุกคนดูได้ เจ้าเป็นแค่คนบังคับรถมีสิทธิพูดอะไรด้วยหรือ ไม่รู้ว่าขนของดีอะไรมาบ้าง ตามมาตั้งแต่เมืองอวิ๋นเฉิง ครึ่งทางแล้วยังหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ให้ใครเห็น พอมาถึงเมืองหลวงกลับโผล่มาก่อเรื่องขึ้น แล้วโบ้ยความผิดมาให้คุณหนูอีก…”

        เฉินมามามองเหตุการณ์ด้วยความโกรธเคืองมานานแล้ว ไหนเลยจะยอมให้คนผู้นั้นพูดจาเหลวไหลได้อีก นางยกมือโบกเรียกบ่าวอาวุโสสองคนให้ตามมา ส่วนหลี่มามาถูกกักตัวไว้บนรถ แล้วเฉินมามาก็ปีนขึ้นไปบนรถเลิกม่านดูด้วยตนเอง

………………………………………………………………………………………………..

        [1] รัฐทายาท หรือ ซื่อจื่อ หมายถึงทายาทผู้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่อจากบิดา


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)