0 Views

        โม่เสวี่ยถงนั่งเอนกายพิงตั่งในรถม้า ดำดิ่งอยู่ในห้วงความคิด สวี่มามากับสาวใช้คนอื่นๆ นึกว่านางไม่สบาย จึงไม่กล้าเข้าไปรบกวน ภายในรถเงียบกริบ ได้ยินเพียงเสียงกุบกับของเกือกม้าดังแว่วมาเท่านั้น

        เรื่องอนุภรรยาสกุลหลี่ของฉินเจิ้งผู้นั้น นางจงใจเปิดโปงออกมาเอง ส่วนเรื่องของตนเองเนื่องจากโม่จู๋ถูกโบยจนตายไปแล้ว แม้อวี้ซื่ออยากจะปกปิดเพียงใดย่อมไม่อาจปิดบังไว้ได้

        เกิดเรื่องราวฉาวโฉ่สองเรื่องติดกัน ฮูหยินผู้เฒ่าฉินย่อมแคลงใจต่ออวี้ซื่อแน่นอน แผนการทำร้ายบุตรอนุภรรยาครานี้มีหลักฐานพยานหนาแน่น แค่ทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าเกิดหวาดระแวง รู้สึกว่าอวี้ซื่อเป็นคนใจดำอำมหิต ภายหน้าหากตนเองคิดจะจัดการกับนางก็ไม่ต้องเปลืองแรงอีกต่อไป

        กล่าวกันว่าฉินเจิ้งเป็นบุตรกตัญญู เชื่อฟังคำพูดของมารดาเป็นอย่างยิ่ง

        และก่อนกลับเมืองหลวง นางต้องทำใจให้นิ่งตรองให้กระจ่างว่าจะรับมือกับสองแม่ลูกตัวร้ายจอมลวงโลกอย่างไรบ้าง

        แล้วทุกสิ่งก็เป็นไปตามที่โม่เสวี่ยถงคาดการณ์ไว้ ตั้งแต่หลี่อี๋เหนียงเกิดเรื่อง อวี้ซื่อก็ถูกกักบริเวณ แม้แต่อำนาจนายหญิงก็ถูกริบคืนกลับไป หลังจากฉินซื่อยึดอำนาจการจัดการภายในจวนทั้งหมดมาไว้ที่ตนเองแล้ว ก็พลันนึกได้ว่าครานี้โม่เสวี่ยถงจมน้ำเกือบตาย ภายใต้การดูแลของนางจะให้เกิดเรื่องแบบนี้ภายในจวนอีกไม่ได้ จึงปฏิบัติต่อโม่เสวี่ยถงอย่างดียิ่ง

        วันเวลาในช่วงนี้ไม่มีการชิงดีชิงเด่น ไม่มีการเล่นเล่ห์เพทุบาย มีแต่การรอคอยอย่างสงบ เฝ้ารอผู้มาจากเมืองหลวง นางคำนวณเวลาดูแล้วก็อีกไม่นาน ภายในสองสามวันนี้น่าจะมาถึง โม่เสวี่ยถงให้คนแอบเก็บสัมภาระเตรียมไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ครานี้นางจะต้องกลับไปให้ได้!

        ณ เรือนชิงเวย ในอีกสองสามวันต่อมา

        “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ฮูหยินผู้เฒ่าให้รีบไปด่วนเลยเจ้าค่ะ ดูเหมือนว่าจะมีคนมาจากที่บ้าน” ม่านประตูถูกเลิกขึ้น โม่เหอวิ่งหน้าตื่นเข้ามาอย่างรวดเร็ว ยังไม่ทันปาดเหงื่อให้แห้งก็ละล่ำละลักรายงานเรื่องที่ฉินซื่อให้คนมาแจ้งอีกรอบ สาวใช้คนสนิทในเรือนชิงเวยต่างทราบว่าคุณหนูของตนวางแผนไปจากที่นี่มานานแล้ว ตั้งหน้าตั้งตาคอยให้วันนี้มาถึงโดยเร็ว บัดนี้ย่อมตื่นเต้นดีใจกันถ้วนหน้า

        “มีคนมารับคุณหนูจริงๆ ด้วย ด้านนอกเตรียมรถม้าไว้พร้อมแล้วเจ้าค่ะ” เมื่อคิดได้ว่าทุกอย่างไม่ผิดจากที่คุณหนูของตนคาดการณ์ไว้แม้แต่น้อย ดวงตาของโม่เหอก็ทอประกายวิบวับมองโม่เสวี่ยถงอย่างเลื่อมใสศรัทธา

        “โม่หลัน มาช่วยข้าแต่งตัว โม่เหอ ให้คนข้างนอกรอไปก่อนเถอะนะ” โม่เสวี่ยถงหยักยิ้มเล็กน้อย ยื่นมือไปเกาะแขนโม่เหอค่อยๆ หยัดกายจากตั่งลุกขึ้นมานั่ง

        รถม้าเพิ่งถึงหน้าประตูใหญ่ยังไม่ทันเข้ามาจอดด้วยซ้ำ ทางฮูหยินผู้เฒ่าฉินกลับส่งคนมาตามเสียแล้ว ให้ตนเองผู้เป็นนายต้องไปคอยบ่าวรับใช้ ดูท่าคุณหนูอย่างนางจะไม่มีความสำคัญในสายตาของคนสกุลโม่และสกุลฉินไปแล้วจริงๆ กระมัง

        นางเป็นคุณหนู บุตรีแห่งสกุลโม่ ไม่จำเป็นต้องรีบไปพบคนรับใช้!

        ระลอกคลื่นเย็นเยียบแผ่ซ่านผ่านริมฝีปากที่ทอยิ้ม ครานี้นางจะให้คนพวกนั้นได้เห็นว่า แท้ที่จริงแล้วใครคือธิดาสายตรงแห่งสกุลโม่กันแน่!

        “เจ้าค่ะ คุณหนู” เมื่อได้ยินคำสั่งจากโม่เสวี่ยถงแล้ว สาวใช้โม่เหอก็ราวกับได้ความมั่นใจเต็มเปี่ยม หมุนตัวออกไปด้วยสีหน้าท่าทางสดชื่นกระฉับกระเฉง

        หลังจากโม่เสวี่ยถงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดแต่งทรงผมเรียบร้อย เมื่อไปถึงเรือนโซ่วอัน ก็พบฮูหยินผู้เฒ่าฉินกำลังคุยหญิงรับใช้เก่าแก่สองคนด้วยท่าทางเกรงใจ

        ม่านประตูถูกเลิกขึ้น โม่เสวี่ยถงปรากฏตัวที่หน้าประตู เนื่องจากยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ให้มารดา นางจึงสวมอาภรณ์เรียบง่ายสีขาวทั้งตัว ซึ่งทำให้ใบหน้าที่ดูซูบซีดอิดโรยยิ่งน่าสงสารจับใจ เมื่อเห็นหญิงรับใช้เก่าแก่สองคนที่มาจากบ้านบิดา ใบหน้าผอมฉายแววตระหนกเล็กน้อยราวกับไม่รู้ว่าที่นี่มีคนนอก แต่ก็ก้มศีรษะลงแล้วเดินไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าฉิน

        ฉินซื่อเห็นท่าทางว่าง่ายของนางแล้วก็อารมณ์ดีไม่น้อย เรียกโม่เสวี่ยถงมานั่งข้างกายด้วยความเมตตารักใคร่ สาวใช้ยกน้ำชามาให้ นางก็รับมาถือไว้

        “ท่านนี้คงเป็นคุณหนูสามของพวกเรากระมัง ฮูหยินบอกว่าคุณหนูสามมีความกตัญญูเป็นที่สุด เห็นจะเป็นจริงดังว่า ดูโดดเด่นไม่แพ้คุณหนูคนอื่นๆ ในจวนเลย เกือบจะเทียบได้กับคุณหนูใหญ่แล้ว บัดนี้คุณหนูใหญ่เป็นยอดพธูผู้มีความสามารถล้ำเลิศขึ้นชื่อในเมืองหลวง คุณหนูสามก็คงมิได้ด้อยไปกว่า ต้องลำบากเหล่าไท่ไท่ช่วยเลี้ยงดูคุณหนูสามจนงดงามราวกับบุปผา ดูไปแล้วช่างเหมือนกับอดีตฮูหยินจริงๆ” หญิงรับใช้อาวุโสที่อยู่ด้านซ้ายอายุราวสี่สิบห้าสิบปีลุกนำขึ้นมาก่อน ใช้สายตามองพิจารณาโม่เสวี่ยถงตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม บิดผ้าเช็ดหน้ากล่าวชื่นชม แต่ความไม่พึงใจภายใต้เบื้องลึกของดวงตายากปิดบังซ่อนเร้นได้

        โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะในใจ นี่คงจะมาวางอำนาจล่ะสิ ฮูหยินที่กล่าวถึงก็คือฟางอี๋เหนียงกระมัง

        “โม่เหอ ตบปาก!” ทันทีที่หญิงรับใช้อาวุโสผู้นั้นกล่าวจบ โม่เสวี่ยถงก็เอ่ยเสียงเย็นเยียบ แล้วกระแทกถ้วยชาในมือลงที่โต๊ะอย่างแรง

        โม่เหอเห็นยายแก่ปากพล่อยกล้าเอ่ยคำว่า ‘ฮูหยิน’ ต่อหน้าคุณหนู ก็เดือดเป็นฟืนเป็นไฟอยู่นานแล้ว เมื่อเห็นคุณหนูของตนให้สัญญาณก็ย่างเท้าเข้าไป แล้วสะบัดมือตบปากทั้งสองข้างของหญิงรับใช้อาวุโสผู้นั้นอย่างแรง จนมามาผู้นั้นถอยหลังไปห่างออกไปสองสามก้าวเกือบจะล้มลง ฉินซื่อซึ่งอยู่ด้านข้างตะลึงพรึงเพริด แววตาพลันนิ่งขรึม ยกถ้วยน้ำชาขึ้นดื่มเงียบๆ สงวนวาจา

        “พบข้าแล้วไม่คารวะ มามาผู้นี้เป็นถึงสาวใช้อาวุโสของจวนโม่ ฟางอี๋เหนียงช่างอบรมได้ดีเหลือเกิน จึงรู้จักแต่อนุนายตน ไม่รู้จักเจ้านายคนอื่นๆ หลังท่านแม่จากไป ตำแหน่งฮูหยินที่ว่านี้ใครเป็นผู้ยกขึ้นมา หรือจะบอกว่าท่านพ่อลืมคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อหน้าดวงวิญญาณของท่านแม่ว่าจะไม่ยกใครขึ้นมาเป็นภรรยาเอกไปแล้ว มามาท่านนี้คิดให้ดีก่อนค่อยพูดเถิด” โม่เสวี่ยถงเปลี่ยนไปจากปรกติ จากที่เคยนุ่มนวลอ่อนหวาน บัดนี้นางจ้องมามาผู้นั้นกล่าวเน้นทีละคำด้วยวาจาร้ายกาจ “แล้วใครเป็นผู้ให้ท้ายเจ้าจนเหิมเกริมถึงขนาดกล้ายกลูกอนุมาเปรียบเทียบกับคุณหนูลูกภรรยาเอกเยี่ยงนี้”

        หลี่มามาตกตะลึงกับคำถามของโม่เสวี่ยถงจนอ้าปากค้าง พูดอะไรไม่ออก

        นางเป็นอาวุโสเก่าแก่ที่ฟางอี๋เหนียงให้ความสำคัญที่สุด ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเห็นโม่เสวี่ยถงอยู่ในสายตา ดังนั้นครานี้จึงใช้ฟางอี๋เหนียงกับโม่เสวี่ยหมิ่นมาข่มอย่างไม่เกรงใจเหมือนตลอดเวลาที่ผ่านมา แค่นางพูดว่า ‘ฮูหยิน’ หากคุณหนูสามก็ไม่คัดค้าน เรื่องนี้ก็นับว่าสำเร็จไปครึ่งหนึ่งแล้ว เหลือแค่หาโอกาสเหมาะสมแล้วนำเรื่องนี้เผยให้นายท่านรับทราบ โดยบอกว่าคุณหนูสามเห็นชอบแล้ว เพื่อเห็นแก่สถานะของคุณชายใหญ่และคุณหนูใหญ่ นายท่านจะต้องยกอี๋เหนียงขึ้นมาเป็นภรรยาอย่างถูกต้อง ถึงเวลานั้นตนเองก็จะเป็นดั่งขุนนางผู้มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ของฟางอี๋เหนียง ด้วยเหตุนี้หลี่มามาจึงยกเรื่องนี้ขึ้นมากล่าวด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม

        แต่คิดไม่ถึงว่าคุณหนูผู้อ่อนแอจะร้ายกาจได้ถึงเพียงนี้ ไม่ทันไรก็ให้สาวใช้ตบหน้านางอย่างไม่ไว้ไมตรี หลังจากถูกถามจนจุกพูดไม่ออก ครั้นมองไปรอบด้านก็เห็นแต่สายตายิ้มเยาะเหยียดหยันของทุกคน ไม่มีผู้ใดเห็นใจแม้แต่คนเดียว ก็พลันรู้สึกอับอายจนกลายเป็นโทสะ

        ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาเมื่ออยู่หน้าฟางอี๋เหนียงนางมักได้รับเกียรติสูงสุดเสมอ ไม่เคยน้อยหน้าอับอายผู้ใด ไหนเลยจะเคยถูกสาวใช้เล็กๆ อายุแค่สิบกว่าปีตบได้ พลันรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก จึงยืดคอเชิดหน้ากล่าวอย่างเอาเรื่อง “คุณหนูถือสิทธิอันใดมาตบข้า ข้าเป็นคนของอี๋เหนียง ตีสุนัขยังต้องดูเจ้านาย คุณหนูสามหักหน้าอี๋เหนียงเช่นนี้ กลับไปถึงเมืองหลวงแล้วจะมองหน้าอี๋เหนียงได้อย่างไร”

        “คุกเข่า!” โม่เสวี่ยถงตวาดเสียงดุดัน ดวงตาเย็นเฉียบประดุจน้ำแข็งฉายแววกร้าว

        ทุกคนที่อยู่ในห้องไม่เคยเห็นโม่เสวี่ยถงบันดาลโทสะเช่นนี้มาก่อน ต่างจ้องมองนางอย่างตะลึงพรึงเพริด

        หลี่มามาซึ่งเผชิญหน้าอยู่หัวใจหนาวสะท้าน รู้สึกเพียงว่าโม่เสวี่ยถงที่อยู่เบื้องหน้าเต็มไปด้วยพลังและการวางอำนาจ กดดันจนนางแทบหายใจไม่ออก หัวใจเต้นโครมครามวุ่นวายไปหมด ชั่วขณะนั้นก็สิ้นลาย เข่าอ่อนทรุดกายคุกเข่าลง

        “ฟางอี๋เหนียงเป็นเพียงอนุภรรยาที่ไม่อาจเชิดหน้าชูตาได้ ทว่าไม่เพียงแต่เรียกตนเองว่าฮูหยินเท่านั้น กระทั่งบ่าวข้างกายยังกล้าเหิมเกริมเรียกตนเองว่าข้ากับคุณหนูลูกภรรยาเอก บ้านสกุลโม่ไร้ระเบียบเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน กลับเมืองหลวงครานี้ เหล่าไท่จวินของจวนเราคงต้องการคำอธิบายจากท่านเขยแน่นอน ว่ายกฐานะฮูหยินใหม่ตั้งแต่เมื่อไร ไฉนจึงปล่อยให้อนุภรรยามาระรานคุณหนูสายตรงอย่างเปิดเผยได้” เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเปี่ยมไปด้วยพลังอำนาจเช่นนี้ เฉินมามาแห่งจวนฝู่กั๋วกงก็รู้สึกดีใจแทนนายท่านผู้เฒ่าของตนเองเป็นอย่างยิ่ง รีบเดินเข้ามาช่วยปะทะริมฝีปากกับหลี่มามา

        บัดนี้หลี่มามาก็ตระหนักชัดแจ้งแล้ว ไหนเลยจะกล้าต่อคำ ขณะนั้นก็กัดฟันรับความพ่ายแพ้ หายใจฮึดฮัดคุกเข่าอยู่ที่พื้นเช่นนั้น จนแล้วจนรอดก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นเข้ามาคารวะโม่เสวี่ยถง

        “มามาท่านนี้ก็คือท่านป้าหลี่ สาวใช้อาวุโสที่รับใช้ข้างกายฟางอี๋เหนียงมิใช่หรือ ไม่ใช่ว่าฟางอี๋เหนียงเป็นผู้เคร่งครัดในกฎระเบียบเป็นที่สุดหรอกหรือ ไฉนคนรับใช้ข้างกายจึงไร้ระเบียบถึงเพียงนี้ ถึงขั้นแยกไม่ออกแม้แต่ความแตกต่างของฮูหยินกับอี๋เหนียง” โม่หลันกล่าวประชดประชัน

        หลี่มามาคุกเข่าที่พื้นไม่ได้รับอนุญาตให้ลุกขึ้นก็โมโหอยู่แล้ว คราวนี้มาได้ยินคำกล่าวของโม่หลันอีก ก็แทบอดใจไม่ไหวอยากแผลงฤทธิ์เดชออกมาตรงนั้น แต่เมื่ออยู่ที่นี่นางเป็นเพียงบ่าวผู้หนึ่ง เมื่อไม่มีฟางอี๋เหนียงคอยหนุนก็ไม่กล้าแสดงฤทธิ์เดชออกมา ได้แต่กัดฟันกล้ำกลืนความโกรธแค้นเอาไว้ภายใน อัดอั้นตันใจจนใบหน้าแดงก่ำ แม้แต่เปล่งเสียงออกมาสักประโยคก็ยังพูดไม่ออก

        “คุณหนูสามเจ้าคะ เป็นบ่าวที่โง่งม หูตาเลอะเลือนไปเองเจ้าค่ะ” หลี่มามาได้แต่ก้มหน้า เมื่อเห็นว่าโม่เสวี่ยถงยังมีสีหน้าเย็นชาก็รู้ว่านางยังโกรธอยู่ จึงกัดฟันโขกศีรษะกับพื้นอย่างแรงสองสามครั้ง หน้าผากชนกับพื้นที่ลาดด้วยแผ่นหินจนเกิดเสียงดังปึงปัง จนยายแก่อย่างนางต้องลอบกัดฟันด้วยความเจ็บปวด

        “แม้แต่ฮูหยินกับอี๋เหนียงหลี่มามายังแยกไม่ออกก็นับว่าโง่งมอย่างแท้จริง ไม่สู้รอข้ากลับเมืองหลวงก่อน จะบอกกับท่านพ่อให้ช่วยเลือกสาวใช้อาวุโสดีๆ ให้กับฟางอี๋เหนียงสักสองสามคน จะได้โละข้ารับใช้ที่หูตามักจะฝ้าฟางไม่รู้จักแยกแยะบ้านหลักบ้านรองออกไปบ้าง” จนกระทั่งอีกฝ่ายหน้าผากเขียวปูดออกมา โม่เสวี่ยถงจึงเอ่ยปากว่าไปตามเหตุผลอย่างช้าๆ สีหน้านิ่งไม่สะทกสะท้าน ลูบรอยย่นที่ปลายแขนเสื้อของตนเองให้เรียบคล้ายไม่แยแส

        หลี่มามาใจหายวาบ ครานี้นางจึงระวังตัวไม่กล้าต่อปากต่อคำอีก ด้วยเกรงว่าจะพลาดพลั้งไปยั่วโมโหแม่เสือสาวตนนี้เข้า

        ฝ่ายโม่เสวี่ยถงก็ไม่คิดจะตอแยกับหลี่มามาที่ยังคุกเข่าอยู่อีกต่อไป หันมาหาเฉินมามาแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอบอุ่นมีมารยาท “ท่านนี้คือท่านป้าเฉินใช่หรือไม่ ท่านยายสุขภาพเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”

        “เหล่าไท่จวินสบายดีเจ้าค่ะ คิดถึงแต่คุณหนู อยากจะให้กลับไปโดยเร็ว พอเห็นคุณหนูส่งจดหมายมาก็ดีใจมีความสุขจนกินข้าวได้เยอะขึ้นอีกครึ่งถ้วยเชียวเจ้าค่ะ แต่ด้วยรู้สึกไม่วางใจ จึงให้บ่าวมารับคุณหนูกลับไปเป็นการเฉพาะ” เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงถามถึงนายหญิงเฒ่า เฉินมามาก็หัวเราะคิกคักอย่างเบิกบานใจ มีความสุขแทนเจ้านายของตน

        คิดไม่ถึงว่าคุณหนูที่ดูนุ่มนวลอ่อนโยนผู้นี้ พอเจอหน้ากันก็จัดการยายแก่หยิ่งผยองผู้นั้นจนราบคาบ ทำให้เฉินมามาอดลอบยกนิ้วชื่นชมอยู่เงียบๆ ไม่ได้ ช่างเก่งกล้ายิ่งนัก! คุณหนูไม่ดูอ่อนแอไร้ความสามารถดังคำเล่าลือเลยสักนิด เฉินมามาจึงพูดคุยอย่างสนิทชิดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

        ทั้งสองต่างสนทนากันไปเรื่อยๆ เจตนาปล่อยให้หลี่มามาคุกเข่าจนแห้งเหี่ยวคาอยู่ตรงนั้น

        ผ่านไปครู่ใหญ่ โม่เสวี่ยถงพลันทำทีคล้ายเพิ่งนึกได้ว่าหลี่มามายังคุกเข่าอยู่ที่พื้น จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงเฉยชา “หลี่มามารีบลุกขึ้นเถิด ดูสิข้ามัวแต่ตื่นเต้นดีใจคุยกับเฉินมามาเพลินไปหน่อย จนลืมไปเลยว่าท่านยังคุกเข่าอยู่ที่นี่ด้วย เมื่อครู่ยังตำหนิว่ามามาอยู่แท้ๆ ข้ากลับเป็นเองเสียได้”

        นี่คือการใช้เหตุผลที่หลี่มามากล่าวอ้างเมื่อครู่มาฉีกหน้าเจ้าตัว หลี่มามาแทบอดกลั้นไม่ไหว อยากลุกขึ้นมาชี้หน้าด่าโม่เสวี่ยถงใจจะขาด แต่ก็ไม่กล้า ทำได้เพียงปั้นหน้าชื่นและกล่าวด้วยรอยยิ้มเสแสร้ง “คุณหนูสามกล่าวกระไรเช่นนี้ เป็นบ่าวที่เลินเล่อไปเอง มัวแต่ดีใจที่ได้พบคุณหนูจนลืมคารวะตามธรรมเนียมมารยาท บ่าวเป็นฝ่ายผิดจริง ทำให้คุณหนูได้เห็นเรื่องชวนขบขันเสียแล้ว”

        เห็นนางมีท่าทางน่าสังเวชเยี่ยงนี้ โม่เสวี่ยถงก็ตีสีหน้าเย็นชา ไม่คิดเอาเรื่องอีกต่อไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)