0 Views

        เหล่าสาวใช้มองออกว่าโม่เสวี่ยถงอารมณ์ไม่ดีนัก จึงไม่กล้าพูดอะไรมากมาย ต่างพากันถอยออกไป

        ภายในห้องเงียบสงบลง หญิงสาวน้ำตาหลั่งริน ริมฝีปากกระจุ๋มกระจิ๋มราวกับผลอิงเถาขบเม้มแน่น เพียรระงับความโศกเศร้าที่เอ่อท้นในหัวใจ ชาติภพก่อนนางผิดพลาดอะไรกันแน่ ไฉนจึงไม่เคยเคลือบแคลงสงสัยสาเหตุการตายของมารดาเลย ก่อนที่ตนเองจะตายถึงเพิ่งรู้ว่าการเสียชีวิตของมารดาเป็นฝีมือของฟางอี๋เหนียง รอยยิ้มเหิมเกริมร้ายกาจประหนึ่งยาพิษของโม่เสวี่ยหมิ่นคล้ายมาปรากฏเบื้องหน้าสายตาอีกครั้ง

        ชาติภพนี้ นางต้องค้นหาสาเหตุการตายของมารดาให้กระจ่างแจ้ง ชำระหนี้แค้นคืนความเป็นธรรมให้มารดา…

        วันที่โม่เสวี่ยหมินจับนางกรอกสุราพิษ คำพูดที่กล่าวไว้ไม่กระจ่าง บอกแต่ว่าการตายของมารดาเกิดจากการกระทำของฟางอี๋เหนียง เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือด ชีวิตนี้นางจะต้องเปิดโปงความชั่วร้ายของพวกนางสองแม่ลูกให้ผู้คนรับรู้ให้ได้

        ก่อนมารดาจะตายได้ฝากคำพูดหนึ่งไว้ ว่าให้นางไปเอากำไลหยกชิ้นหนึ่งซึ่งวางอยู่ในห้องหนังสือของบิดาเก็บไว้เป็นที่ระลึก นางเกิดรู้สึกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก นี่ต้องเป็นสิ่งสำคัญมากเป็นแน่ ชาติภพที่แล้วมีหลายเรื่องที่ละเลยไป แม้แต่การเสียชีวิตของมารดา นางก็วินิจฉัยแยกแยะไม่ออก…

        โม่เสวี่ยถงรู้เกี่ยวกับช่องลับในห้องหนังสือของโม่ฮว่าเหวินนานแล้ว นี่คือสิ่งที่มารดาบอกเอาไว้ก่อนลาโลกไปเพียงไม่กี่วัน

        โม่เสวี่ยถงอยู่ในเรือนจื่อเถิงได้ไม่นาน หมิงมามาก็สั่งให้คนยกสำรับมื้อเที่ยงมาให้ แต่นางไม่รู้สึกอยากอาหารเลยจริงๆ ขยับตะเกียบเพียงเล็กน้อย แล้วก็เลยออกไปยังห้องหนังสือของบิดา

        นางเปิดดูช่องลับ ด้านในมีกำไลหยกวิจิตรประณีตวงหนึ่ง เนื้อสีเขียวแกมน้ำเงินประหนึ่งสระมรกตใสไร้ตำหนิ แค่มองก็รู้ว่าเป็นหยกชั้นเลิศ

        หลังจากออกจากห้องหนังสือของบิดาก็ไปห้องฟางอี๋เหนียง ขณะที่ออกมาก็ยังมีของติดแขนเสื้อมาด้วยหลายชิ้น

        นางกลับเมืองหลวงครานี้ก็เพื่อสะสางบัญชีแค้นให้ตนเอง บุตรชายและอีกหลายชีวิต แล้วจะไม่เตรียมการให้พรั่งพร้อมได้อย่างไรเล่า

        แม้สีหน้าจะดูอ่อนแอแต่กลับแจ่มใสดียิ่ง เมื่อถึงยามค่ำยังกินข้าวได้มากกว่าเดิมถึงครึ่งถ้วย สวี่มามาถึงกับท่องอมิตาพุทธ พร่ำพูดว่าดีเหลือเกินที่ได้กลับมาบ้านเดิม คุณหนูจึงมีความสุขกินข้าวได้มากขึ้น

        พอกินข้าวเสร็จ โม่เสวี่ยถงก็ไปที่เรือนของมารดาอีกครั้ง นางให้โม่อวี้เฝ้าอยู่หน้าประตู แล้วเดินเข้าไปข้างในเพียงคนเดียว

        ภายในเรือนเงียบสงบ ใบไม้ร่วงกลาดเกลื่อนเต็มพื้น สายลมฤดูสารทขับขาน ได้ยินเพียงเสียงม่านพลิ้วไหว นางกลืนความโศกเศร้าที่ไม่อาจบรรยายไว้ภายในดวงตา กัดริมฝีปากแล้วค่อยๆ ย่างกรายผ่านเข้าประตูเรือน

        แต่ขณะที่นางกำลังก้าวเข้าไปก็ถูกพลังแข็งแกร่งสายหนึ่งลากจนเซถลา ลำคอของนางถูกตรึงไว้ด้วยมือใหญ่ เสียงกระซิบเย็นยะเยือกดังขึ้นข้างหู “หุบปาก”

        คนผู้นั้นลากโม่เสวี่ยถงหายวับเข้าไปหลังฉากบังตา ช่องแคบรอยต่อด้านหลังเตียงไม้ขนาดใหญ่เวลานี้กลายเป็นที่หลบซ่อนได้อย่างเหมาะเจาะ เดิมทีร่างกายของโม่เสวี่ยถงก็อ่อนแออยู่แล้ว ไหนเลยจะมีแรงขัดขืน แค่เขากระชากทีเดียวนางก็ถูกลากเข้าไปอยู่ด้านในนั้นแล้ว แผ่นหลังเล็กแนบชิดกับแผงอกแกร่ง ลำคอรู้สึกตีบตันคล้ายจะขาดอากาศหายใจ

        อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายสังเกตได้ว่านางกำลังหายใจลำบาก จึงคลายมือที่รัดคออยู่ให้หลวมออกเล็กน้อย

        “ช่วยเบาแรงหน่อยเถิด… อยากได้สิ่งใด… ก็ไปหยิบเอาเองได้เลย” โม่เสวี่ยถงยืนนิ่งไม่ขัดขืน กดเสียงต่ำกระซิบบอก

        คนผู้นั้นได้ยินแล้วก็คลายมืออีกเล็กน้อย นางสูดหายใจลึกเอาอากาศเข้าไป ขณะที่คิดจะกล่าวบางอย่าง มือใหญ่ก็พลันยื่นเข้ามาอุดปากนางไว้ “หากอยากมีชีวิตอยู่ก็จงหุบปากซะ”

        ไม่ทันที่นางจะมีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ หน้าต่างด้านขวาที่ติดกับเตียงก็มีเสียงปึง! ก้องกังวาน บัดนี้ได้เวลาจุดโคมแล้ว เมื่อได้ยินเสียงแบบนี้ในห้องที่เงียบสนิท เป็นใครก็คงสงบไม่ลง

        โม่เสวี่ยถงเอี้ยวศีรษะมองคนชุดดำซึ่งเข้ามาทางหน้าต่างอย่างตื่นตระหนก เท้าแตะขอบหน้าต่างเพียงเล็กน้อยก็กระโดดเข้ามาด้านใน เนื่องจากคิดว่าแค่มานั่งประเดี๋ยวเดียวก็จะไป ตอนที่เข้ามาจึงมิได้จุดโคม อาศัยแสงสว่างรำไรจากนอกหน้าต่างก็เห็นว่าคนชุดดำผู้นั้นเข้ามารื้อค้นสิ่งของของมารดาไม่หยุด

        โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่โต๊ะเครื่องแป้ง กล่องเครื่องประดับที่มารดาทิ้งไว้สองสามใบก็ถูกเปิดค้นจนหมด เดิมทีก็เป็นเพียงกล่องเปล่าไม่มีสิ่งใดด้านใน แต่ก็ถูกรื้อจนเกลื่อนกลาดเต็มโต๊ะ คนผู้นั้นตรวจตราถี่ยิบ มีหลายครั้งที่หยิบเครื่องประดับไปส่องดูที่หน้าต่าง แต่แล้วก็ทำสีหน้าผิดหวังและวางลง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่สิ่งของที่เขาตามหา

        หรือว่าของพวกนี้คุณภาพยังไม่ดีพอ? โม่เสวี่ยถงรู้สึกงุนงง เดี๋ยวนี้โจรจะขโมยของต้องดูคุณภาพก่อนแล้วค่อยหยิบไปด้วยหรือ

        “คุณหนู สวี่มามาเตรียมรถพร้อมแล้ว ให้พวกเรากลับได้แล้วเจ้าค่ะ”

        ชายชุดดำที่อยู่ด้านในนิ่งงัน แล้วรีบเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วกระโดดออกไปทางหน้าต่าง หายไปในชั่วพริบตา

        “ให้สาวใช้ของเจ้าออกไป” เสียงที่ปัดเฉียดข้างหูเย็นยะเยือกไม่มีความอบอุ่นเป็นมิตรแม้แต่น้อย มือที่ปิดปากอยู่คลายออกแล้วเลื่อนลงมากดที่ลำคอของนางแทน โม่เสวี่ยถงเชื่อว่าแค่ตนเองพูดอะไรไม่ถูกต้องออกไป มือคู่นั้นคงบีบคอนางให้ตายคามือ

        “โม่อวี้ เจ้ารอก่อน เดี๋ยวข้าช่วยท่านแม่จัดเก็บข้าวของเสร็จเรียบร้อยค่อยออกไป” โม่เสวี่ยถงหายใจเฮือกใหญ่สองครั้งก่อนกล่าวเสียงเรียบ สถานการณ์แบบนี้นางต้องจำยอมไปก่อน แต่ต่อให้มีโม่อวี้มาเพิ่มอีกคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของผู้ที่อยู่ด้านหลังอยู่ดี

        “เจ้าปล่อยข้าเถอะ ข้าไม่ร้องหรอกน่า ของพวกนั้นเป็นของเจ้าทั้งหมดนั่นแหละ” โม่เสวี่ยถงดึงมือของคนผู้นั้นเบาๆ แล้วชี้ไปที่กำไลข้อมือหลายชิ้นที่วางกองยุ่งเหยิงอยู่บนโต๊ะ เป็นนัยว่าให้เขาวางใจได้ นางไม่ทำเรื่องสิ้นคิดแน่นอน

        คนผู้นั้นตะลึงงัน คล้ายคิดไม่ถึงว่าสตรีที่ดูบอบบางเช่นนางจะเรียบง่ายตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้ มือจึงคลายลง เพียงแต่ยังคงบังคับให้นางอยู่ด้านหน้าและมือก็ยังคงจับไหล่ของนางอยู่ “เจ้าก็คือคุณหนูสามจวนโม่ที่ลือกันว่าอ่อนแอไร้ความสามารถผู้นั้นเองหรือ คิดไม่ถึงว่าจะมีกิริยาท่าทางแบบนี้ ไม่เห็นเหมือนที่ร่ำลือสักเท่าไรเลยนี่”

        ด้วยท่ายืนแบบนี้ทำให้นางไม่อาจเห็นหน้าเขา แต่นางก็ไม่คิดจะมองอยู่แล้ว

        “ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนฉลาด รีบปล่อยข้าแล้วเอาของพวกนี้ไปเถอะ” โม่เสวี่ยถงหัวเราะเสียงเย็น ยื่นมือเรียวงามไปเคาะสองมือที่ยังวางอยู่บนไหล่ของนาง

        “เจ้าคือคุณหนูสามสกุลโม่จริงๆ หรือ” คนผู้นั้นดูคล้ายจะนึกสนใจขึ้นมา หากไม่ตอบคำถามก็ไม่ยอมเลิกราเป็นแน่แท้ ท่าทางสุขุมเยือกเย็นของนางดูไม่คล้ายสาวน้อยผู้อ่อนแอแม้แต่ส่วนเสี้ยว

        “ใช่ ขอถามอีกครั้ง ตอนนี้เจ้าจะปล่อยข้าไปได้หรือยัง” โม่เสวี่ยถงกล่าวอย่างเหลืออด

        “เอาของมีค่าในเรือนมารดาเจ้าออกมาให้หมด ข้าหาใช่โจรกระจอก ของแค่นี้ไม่อยู่ในสายตาข้าสักนิด” บุรุษที่อยู่ด้านหลังยิ้มเล็กน้อย แล้วบังคับให้โม่เสวี่ยถงเดินไปข้างหน้าช้าๆ มือของเขายังคงกดอยู่บนไหล่ของนาง แต่ด้วยแรงบีบทำให้นางรู้ว่าเพียงเขาออกแรงอีกนิด ไหล่ของนางก็สามารถหักได้ง่ายๆ

        โม่เสวี่ยถงยอมเดินไปหน้าโต๊ะตามแรงผลักของเขา ของที่วางกระจัดกระจายอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งเป็นเครื่องประดับจากทองและหยก แม้จะไม่มีชิ้นไหนที่ดูสะดุดตา แต่ก็เป็นของเก่าแก่ของมารดาทั้งสิ้น นางยื่นมือเข้าไปควานหาของในตู้ ทว่าก็หยิบออกมาได้แต่ของจำพวกทองก้อน เงินก้อน ไข่มุกและหยกเพียงไม่กี่ชิ้น นี่คือของที่ซุกซ่อนอยู่ในโต๊ะเครื่องแป้งของมารดาซึ่งอยู่ช่องในสุด หากไม่สังเกตให้ดีจะมองไม่เห็น

        “ช่างกระจอกยิ่งนัก แค่นี้เอาไปให้ขอทานเถอะ” บุรุษที่อยู่ด้านหลังกล่าวเสียดสี “มารดาของเจ้าไม่ทิ้งสมบัติที่พอเชิดหน้าชูตาไว้ให้เจ้าบ้างเลยหรือ”

        “ของดีๆ ของแม่ข้าล้วนรวมอยู่ในสินเดิม ของเหล่านั้นบิดาข้านำกลับเมืองหลวงไปหมดแล้ว” คิ้วเรียวดังกิ่งหลิวมุ่นขมวดเล็กน้อย ขณะกล่าวเสียงเรียบ

        “มารดาเจ้ามอบสินเดิมให้บิดาของเจ้าทั้งหมดเลยหรือ ไม่ใช่ว่าควรทิ้งไว้ให้ผู้เป็นบุตรสาวหรืออย่างไร” บุรุษที่อยู่ด้านหลังยังถามไม่รู้จักจบสิ้นราวกับเด็กน้อยที่อยากรู้อยากเห็น ไม่เหลียวแลแก้วแหวนเงินทองที่วางอยู่หน้าโต๊ะแม้แต่น้อย

        “แล้วจะให้ทิ้งไว้ ให้คนมาขโมยเช่นนั้นหรือ” โม่เสวี่ยถงแววตาเป็นประกายเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน

        “ตัวเป็นบุตรสาว แม้แต่สินเดิมของมารดายังรักษาไว้ไม่ได้ มิน่าเล่าข้างนอกจึงลือกันว่าเจ้าเป็นคนอ่อนแอไร้ความสามารถ คนอย่างเจ้าอยู่เฝ้าที่นี่ดีแล้ว ไม่ต้องรีบร้อนกลับเมืองหลวงหรอก” พอคำพูดประชดประชันประโยคนี้หลุดออกมา โม่เสวี่ยถงก็ดิ้นรนขัดขืนทันที

        เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันจนบุรุษที่อยู่ด้านหลังไม่ทันระวัง ขณะที่คิดจะบีบไหล่ของนางให้แน่นขึ้น เขาพลันรู้สึกเจ็บแปลบที่เท้าและหันมาตวาด “เจ้าจะทำอะไรของเจ้า” พูดยังไม่ทันขาดคำ มือซ้ายที่วางอยู่บนไหล่นางก็เจ็บแปลบขึ้นมาอีก พอเลื่อนสายตาขึ้นมอง ก็พบว่าหญิงสาวดึงมือเขาไปกัดจนจมเขี้ยว

        “เมื่อเจ้ามีเวลาว่างมาเฝ้ามองข้า ก็ย่อมรู้ว่าข้าคิดจะทำสิ่งใด แต่ไหนแต่ไรมา ใครร้ายมาข้าก็ร้ายตอบ ไม่ว่าเจ้าจะมีเหตุผลใดมาจับตามองข้า ข้าก็หวังว่าเจ้าจะถ่างตาดูให้ชัด ว่าของที่ข้าให้ได้ก็มีแค่เครื่องประดับเล็กๆ น้อยๆ ไม่มีมากไปกว่านี้ ในเมืองอวิ๋นเฉิงมีคนร่ำรวยกว่าข้าตั้งมากมาย แต่เจ้าไม่มีปัญญาเลือกคนเอง กลับมาปล้นสตรีอ่อนแอตัวคนเดียวเช่นข้าเสียนี่” โม่เสวี่ยถงเยือกเย็นอย่างน่าประหลาด สะบัดมือเขาทิ้งอย่างฉับพลัน แล้วหยิบถ้วยแก้วบนโต๊ะขว้างลงพื้น

        เสียงดังโครมครามท่ามกลางความเงียบสงัดยามราตรีดังทอดไปไกล

        “คุณหนู เกิดเรื่องอะไรหรือไม่เจ้าคะ” น้ำเสียงตื่นตระหนกของโม่อวี้ดังขึ้นหน้าประตู ตัวยังมาไม่ถึง แต่เสียงกลับล่วงหน้ามาก่อนแล้ว

        “เจ้าไม่อยากมีชีวิตต่อไปแล้วใช่หรือไม่” คนผู้นั้นกดเสียงต่ำลงพลางตวาดใส่ มือข้างที่ไม่ถูกกัดบีบแขนของหญิงสาวอย่างแรง จนแขนเรียวเล็กแทบจะหัก

        “เจ้าจะบันดาลโทสะสังหารข้าเลยก็ได้นะ แต่ว่ามันจะคุ้มกันหรือ ของพวกนี้เดิมทีเจ้าก็หยิบฉวยไปได้โดยไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำ แต่กลับรั้งอยู่ให้คนของข้าโขกสับ หากเดาไม่ผิด เจ้าคงมีเป้าหมายอื่นใช่หรือไม่ แม้ว่าข้าจะไม่ใช่คนสำคัญอะไร แต่หากตายไปก็ทำให้เจ้าเดือดร้อนได้เหมือนกัน คนในเมืองอวิ๋นเฉิงจะต้องหาวิธีไขคดีให้กระจ่างเพื่อรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับบิดาข้าเป็นแน่ ดูไปแล้ววรยุทธ์ของเจ้าก็คงไม่เลว บางทีอาจหนีไปได้ แต่เรื่องที่เจ้าต้องจัดการย่อมทำไม่สำเร็จ อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องยังไม่ได้ไปถึงจุดที่เลวร้ายขนาดนั้น แค่ยอมอดกลั้นถอยคนละก้าวคลื่นลมย่อมสงบ แม้ว่าข้าจะกัดท่านระบายอารมณ์ไปทีหนึ่ง แต่ก็มิได้ส่งเสียงดังให้ใครช่วย เจ้าอยากทำอะไรก็ทำไป น้ำบ่อไม่ยุ่งน้ำคลอง แบบนี้ก็นับว่าเสมอกันทั้งสองฝ่าย” โม่เสวี่ยถงพูดอย่างใจเย็น

        พอได้ยินบุรุษผู้นี้บอกให้นางไม่ต้องรีบกลับเมืองหลวง นางก็รู้แล้วว่าผู้มาต้องไม่ใช่หัวขโมยธรรมดาแน่นอน เขารู้ได้อย่างไรว่านางจะกลับเมืองหลวง นางไม่คิดว่าตนเองจะมีราคาค่างวดให้ยอดฝีมือคนหนึ่งต้องมาเฝ้าจับตามองถึงเพียงนั้น

        ดังนั้นคนผู้นี้จะต้องมีเป้าหมายอื่น แต่ถือโอกาสจับตามองเรื่องของนางไปด้วย คนแบบนี้ไม่มีทางยอมให้ตนเองต้องเสียงานใหญ่ เพื่อคนที่ไม่เกี่ยวข้องเพียงคนเดียวแน่นอน

        นางมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า คนผู้นี้ไม่อาจแตะต้องตนเองได้

        บุรุษที่อยู่ด้านหลังลมหายใจหนักหน่วงขึ้น แม้ว่าโม่เสวี่ยถงที่อยู่ด้านหน้าจะได้ยินเสียงขบกรามกรอด แต่ทันใดนั้นก็รู้สึกมีลมอุ่นร้อนวูบมากระทบใบหู ขณะที่นางยังไม่มีท่าทีตอบสนองใดๆ ก็รู้สึกปวดแปลบที่ใบหู เขากัดนาง! แล้วน้ำเสียงซึ่งพยายามระงับอารมณ์อย่างเต็มที่ก็ดังตามมา “ข้าก็กัดเจ้าทีหนึ่งเหมือนกัน จำไว้ด้วยว่ายังติดหนี้ข้าอยู่”

        ทันทีที่กล่าวจบ คนผู้นั้นก็กระโดดออกไปทางหน้าต่างหายตัวไปในพริบตา

        “คุณหนู” ประตูถูกผลักเข้ามาอย่างแรง โม่อวี้กับสวี่มามาวิ่งหน้าตื่นอ้อมฉากบังตาเข้ามา เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงนั่งสงบนิ่งอยู่ที่นั่น ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก

        “ข้าไม่ทันระวังทำแก้วของมารดาตกแตกเสียแล้ว” โม่เสวี่ยถงพยายามระงับความตื่นเต้นในหัวใจ นางรู้สึกขอบคุณที่วันนี้ฟ้ามืดเร็ว เวลานี้จึงมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้เพียงรางๆ เท่านั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นใบหน้าแดงก่ำของนาง แม้ว่าตอนนี้จิตใจจะสงบลงแล้ว แต่นางก็เป็นเพียงหญิงสาวที่เก็บตัวอยู่ในหอห้อง มือข้างหนึ่งที่วางอยู่บนโต๊ะยังสั่นระริกอย่างไม่อาจควบคุมได้

        ในชีวิตทั้งสองชาติภพของนาง ยังไม่เคยมีประสบการณ์อันคลุมเครือชวนให้อึดอัดใจเช่นนี้มาก่อน แต่กลับถูกหัวขโมยที่ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาคนหนึ่งล่วงเกินเอาได้ แล้วจะไม่ให้ตื่นกลัวและอับอายได้อย่างไร

        “คุณหนูไม่เป็นอะไรก็ดีแล้วเจ้าค่ะ” สวี่มามากับโม่อวี้ค่อยรู้สึกเบาใจ สาวใช้อีกคนเข้ามาเก็บกวาดข้าวของที่กระจัดกระจายทั้งบนโต๊ะและใต้โต๊ะ โม่เสวี่ยถงให้โม่อวี้นำเครื่องประดับทั้งหมดของมารดาเก็บใส่กล่องให้เรียบร้อยแล้วนำไปด้วย นี่เป็นของที่มารดาทิ้งไว้ให้ ผู้อื่นอาจมองข้าม แต่นางกลับรักและหวงแหนยิ่ง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)