0 Views

        ตรงนั้นยังมีคนอยู่ด้วยหรือ โม่เสวี่ยถงตื่นตระหนกชักมือกลับทันที แล้วมองไปยังทางแคบมืดมิดเบื้องหน้า เนื่องจากประตูเปิดแง้มอยู่ แสงสว่างจากตรงนี้ยิ่งทำให้จุดนั้นดูมืดสลัวจนมองสิ่งใดไม่ชัด เห็นเพียงรางๆ คล้ายว่าเป็นชายหนุ่มที่มีท่าทางสุภาพเรียบร้อยคนหนึ่ง

        “พี่ใหญ่ ท่านเดินนำไปก่อนเลย ข้ากำลังจะไปเดี๋ยวนี้” ชายหนุ่มตอบเสียงเนือยๆ หมุนตัวไปเพียงเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น แต่กลับบดบังครรลองสายตาของนางพอดี เขาหันกลับมายั่วยิ้ม จากนั้นก็วางมือลงไม่คิดตอแยอีก หันมาจัดเสื้อผ้าของตนเองให้เรียบร้อยก่อนจากไปอย่างสง่าผ่าเผย

        เสียงสองบุรุษคุยกันเบาๆ ดังลอยมาจากทางแคบด้านหน้า

        “น้องแปด หยอกเย้าสตรีอีกแล้วหรือ เจ้านี่นะ… เป็นแบบนี้ประจำ ยั่วจนชาวบ้านเขาโมโหหมดแล้ว” เสียงนุ่มนวลกล่าวเชิงติเตียน

        “อย่างไรก็แล้วแต่ นี่เป็นงานอดิเรกของข้า เมื่อพบสาวงามย่อมต้องแวะเข้าไปทักทายสักสองสามประโยค จะปล่อยให้คนงามถูกละเลยได้อย่างไร ใครรับไม่ได้ ข้าก็จนปัญญา” เสียงเกียจคร้านกล่าวอย่างไม่แยแส

        …

        เมื่อเสียงพูดคุยเงียบลงไปแล้ว โม่เสวี่ยถงจึงเพิ่งสัมผัสได้ว่าตนเองเหงื่อไหลเปียกชุ่มไปทั่วร่าง เมื่อครู่นางทั้งโมโหและตึงเครียดจึงไม่ได้สังเกต เวลานี้ถึงขั้นต้องประคองตัวกับกำแพง แข้งขาอ่อนแรง เหนื่อยล้าจนแทบจะเป็นลมอยู่รอมร่อ นางฝืนกัดฟันทนอย่างไร้จุดหมายอยู่ครู่ใหญ่ จึงค่อยๆ ฟื้นจากอาการหน้ามืดตาลาย

        ทันใดนั้นโม่หลันก็กลับมาช่วยประคองโม่เสวี่ยถงที่หมดแรงเอาไว้ นางบอกปัดกับสาวใช้ไปว่าแค่รู้สึกไม่ค่อยสบาย แล้วรีบขึ้นรถทันที คนบังคับรถม้าก็นึกแปลกใจ ตอนไปยังดีๆ ไฉนพอกลับออกมาแค่ยืนเฉยๆ ยังประคองตัวไม่อยู่ แต่เพราะสถานะที่แตกต่างจึงไม่กล้าเอ่ยถามสิ่งใด พลันได้ยินเสียงเร่งจากโม่หลันให้รีบออกรถอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

        สองนายบ่าวยังคงใช้ประตูรองด้านหลังที่ติดกับทางเข้าเรือนชิงเวยเข้ามาในจวน เดินไปตามระเบียงคดผ่านประตูกลางเข้าไป จู่ๆ ก็มีสาวใช้หน้าตาสะสวยสวมชุดสีเขียวเข้มโผล่ออกมา พอเห็นว่าเป็นโม่เสวี่ยถงก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เข้ามาประคองอีกด้านหนึ่งแล้วกดเสียงต่ำกระซิบบอก “คุณหนูเจ้าคะ สวี่มามาไม่วางใจ จึงให้บ่าวมาเฝ้าที่นี่ไว้ โม่เหอกำลังจัดการอบรมสาวใช้และบ่าวอาวุโสอยู่อีกห้องหนึ่ง รอคุณหนูกลับมาอยู่เจ้าค่ะ”

        “คงไม่มีผู้ใดมาหาถึงเรือนหรอกกระมัง?” โม่หลันรู้ว่าโม่เสวี่ยถงไม่มีแรงเอ่ยวาจา จึงเกริ่นนำขึ้นก่อน

        “ฮูหยินผู้เฒ่าส่งบ่าวอาวุโสคนหนึ่งมาดูคุณหนูเจ้าค่ะ ข้าจึงบอกไปว่าคุณหนูหลับอยู่ ไม่อาจรบกวน พรุ่งนี้หากคุณหนูตื่นมาและดีขึ้นแล้วก็จะไปคาวะเจ้าฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าค่ะ” โม่อวี้กล่าวอย่างคล่องแคล่ว

        ภายในลานสวนไม่มีใครสักคน สวี่มามานั่งอยู่ริมหน้าต่างเฝ้ามองไปด้านนอก เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเข้ามาอย่างรีบร้อน ท่าทางอ่อนระโหยโรงแรง น้ำตาก็เกือบไหลออกมา โม่เสวี่ยถงฝืนทำสีหน้ายิ้มแย้มออกมาให้นางเห็น เพื่อบอกว่าตนเองไม่เป็นอะไร

        โม่อวี้และโม่หลานช่วยกันปรนนิบัติให้นางดื่มน้ำแกงโสม หลังจากนั้นก็ประคองให้นอนลง ปลดม่านโปร่งบังตา แล้วจึงถอยออกไปอย่างเงียบเชียบพร้อมกับสวี่มามา

        วันต่อมาเมื่อตื่นขึ้นแล้ว แม้จะยังอ่อนแรงอยู่ แต่สีหน้ากลับดูผ่อนคลายขึ้น หลังจากล้างหน้าแต่งตัวแล้วก็ไปคารวะฮูหยินผู้เฒ่าที่เรือน ฉินซื่อเห็นนางสุขภาพอ่อนแอจึงมิได้รั้งตัวนางไว้ บอกให้นางพักผ่อนมากๆ โม่เสวี่ยถงความรู้สึกเฉียบไวสัมผัสได้ถึงความดำมืดที่เร้นอยู่ภายใต้ดวงตาของสตรีสกุลฉิน ริมฝีปากเผยรอยยิ้มบางๆ ออกมาให้เห็น

        หลังจากอำลาฉินซื่อมาแล้ว ก็เดินกลับเรือนกำชับบางอย่างกับสวี่มามาและโม่เหอ ทั้งสองหัวเราะคิกคักรับคำสั่งแล้วถอยออกไป

        “โม่อวี้ พี่ชายเซวียนช่วยหากล้วยไม้ชั้นเลิศมาให้ข้าแล้วหรือยัง” โม่เสวี่ยถงซึ่งนั่งเอนกายอยู่บนตั่งริมหน้าต่าง ช้อนตากระจ่างใสขึ้นมองแล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

        ช่วงเวลานี้ของชาติภพที่แล้วฉินอวี้เซวียนช่วยนางหาต้นกล้วยไม้ชั้นเลิศมาต้นหนึ่ง เพื่อส่งไปเป็นของขวัญเอาใจบิดาที่เมืองหลวง แต่ดอกไม้ต้นนี้กลับกลายเป็นไข่มุกที่ถูกปิดบังประกาย กระทั่งตนเองกลับจวนไปจึงพบว่าต้นกล้วยไม้ชั้นเลิศที่ตนเองอุตส่าห์ให้คนเสาะหามาให้นั้น ในที่สุดก็ตกไปอยู่ในพงหญ้ารกหน้าเรือนบ่าว ดูไม่แตกต่างอันใดกับวัชพืชไร้ค่า

        “นายน้อยเซวียนบอกว่าต้องใช้เวลาพอสมควร ให้คุณหนูรออีกสักหน่อยจะหามาให้แน่นอนเจ้าค่ะ” โม่อวี้ยิ้มพลางส่งน้ำชาที่ชงเสร็จใหม่ๆ มาให้ “แต่คุณหนูจะส่งต้นกล้วยไม้ต้นนี้ไปให้นายท่านหรือเจ้าคะ”

        “แป้งชาดควรกำนัลแก่สตรี บุปผาชั้นดีก็ย่อมต้องมอบให้คนรักบุปผา” โม่เสวี่ยถงไม่ได้ตอบคำถามโม่อวี้ตรงๆ นางหลุบตาลง แพขนตายาวงามงอนแผ่คลุมม่านตาทิ้งเงาทอดยาวไว้สองแถว สีหน้าลุ่มลึกขาวซีดเผยรอยยิ้มเรียบง่าย จากนั้นก็ดื่มชาคำหนึ่ง ละเลียดสัมผัสกลิ่นหอมอ่อนๆ ซึมซาบเข้าไปในหัวใจ

        โม่อวี้นึกว่ากล้วยไม้ต้นนั้นเป็นของที่จะมอบให้กับนายท่านจริงๆ จึงกล่าวอย่างไม่ค่อยพอใจ “นายท่านคงลืมคุณหนูไปนานแล้ว คุณหนูก็ยังเพียรแต่กตัญญู มีอะไรดีๆ ก็นึกถึงนายท่านก่อนเสมอ”

        “โม่อวี้ อย่าพูดเหลวไหล” โม่หลันซึ่งอยู่ข้างๆ ท้วงติง

        “ข้าไม่ได้พูดเหลวไหลสักหน่อย ดูคุณหนูตอนนี้สิ เป็นถึงขนาดนี้แล้วยังคิดถึงแต่นายท่าน แล้วนายท่านเล่า… เคยมีใจห่วงใยคุณหนูบ้างหรือไม่…” โม่อวี้ตัดพ้อในความไม่ยุติธรรม ยิ่งเห็นใบหน้าเล็กจ้อยของโม่เสวี่ยถงขาวซีดไร้สีเลือด ก็ตาแดงเรื่อ สะอึกสะอื้นในลำคอพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป

        พวกนางสองสามคนติดตามอยู่ข้างกายโม่เสวี่ยถงมาโดยตลอด ย่อมมองเห็นความตรอมตรมและความทุกข์ใจของนายตน

        “นายท่านอยู่ห่างไกลจากที่นี่ จะไปรู้เรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไร รอพวกเรากลับไปก่อน นายท่านย่อมจะดีแสนดีกับคุณหนูเหมือนเดิมแน่นอน” โม่หลันกล่าวอย่างอ่อนโยน

        โม่เสวี่ยถงดูเหมือนคนกึ่งหลับกึ่งตื่น ใบหน้าแข็งกร้าวดูผ่อนคลายลงเล็กน้อย แววตาคมดุดันค่อยอ่อนละมุนลง สาวใช้สองสามคนนี้ติดตามนางตลอดมาไม่หนีหายและไม่ทอดทิ้ง จนสุดท้ายก็ต้องตายเพราะตนเอง การได้เห็นพวกนางประชันริมฝีปากกันเวลานี้ ก็นับเป็นเรื่องที่ทำให้นางรู้สึกมีความสุข

        ในวันเดียวกัน จวนฉินเกิดเรื่องขึ้น แม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าก็ยังตกใจ แต่เรื่องนี้นางเป็นคนให้สวี่มามาคอยกวนคลื่นลมให้ปั่นป่วนอยู่เบื้องหลัง และตีแผ่ให้ผู้คนรู้กันทั่ว

        จวนฉินมีอนุภรรยาอยู่นางหนึ่งแซ่หลี่ เนื่องจากตั้งครรภ์จึงจากเมืองหลวงกลับมาอยู่อวิ๋นเฉิง ปรกติก็ได้รับการดูแลประคบประหงมอย่างใกล้ชิด ไม่ให้ได้รับการกระทบกระเทือนใดๆ ด้านอาหารการกินก็กินแต่ของดีๆ เพื่อจะได้คลอดทายาทผู้สืบสกุลออกมาอย่างปลอดภัย

        วันนี้หลี่อี๋เหนียงไม่มีอะไรทำ ร่างกายก็แข็งแรงปรกติดี จึงพาสาวใช้ออกไปเดินเล่นในสวน อยู่ดีๆ พลันนึกอยากกินอะไรขึ้นมา แต่ไม่ได้เรียกคนไปยกมาให้ กลับพาคนไปที่โรงครัวด้วยตนเอง พอไปถึงก็เห็นสาวใช้รุ่นใหญ่ที่รับใช้ข้างกายอวี้ซื่อกำลังไล่คนออกจากครัว แล้ว ‘ใส่ของ’ ลงไปในในรังนกเลือดที่นางกินเป็นประจำ

        ช่างมาเหนือชั้นยิ่งนัก เรื่องทำร้ายทายาทผู้สืบสกุลแบบนี้ถือเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย หลี่อี๋เหนียงจะไม่โวยวายขึ้นมาได้อย่างไรเล่า

        จึงนำเรื่องไปฟ้องร้องต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่า หลักฐานพยานครบครัน ไหนเลยอวี้ซื่อจะแก้ตัวได้ นางจึงถูกสั่งกักบริเวณ สาวใช้ที่ชื่ออวิ๋นซูถูกสั่งโบยจนตาย สาวใช้คนสนิทข้างกายของอวี้ซื่อก็ถูกขายออกนอกจวนไปหลายคน พอโม่เสวี่ยถงได้ฟังข่าวจากโม่เหอที่เรือนชิงเวย ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว

        ในชาติภพก่อนอวิ๋นซูกับอวี้ซือหรงใช้อุบายลอบทำร้ายตนเองอยู่ไม่น้อย ที่ตนเองต้องเสียโฉมก็ด้วยน้ำมือของอวี้ซือหรง ตอนนั้นอวิ๋นซูเป็นคนช่วยลงมือ หากไม่ใช่พวกนางจงใจถ่วงเวลาในช่วงที่ดีที่สุดของการรักษาออกไป ใบหน้าของตนเองก็ไม่ต้องมีแผลลึกถึงสองแผล และคงไม่ถูกซือหม่าหลิงอวิ๋นฉวยใช้เป็นจุดอ่อนในการโจมตี…

        เมื่อได้มีชีวิตใหม่อีกครั้ง ผู้คนมากมายและหลายเรื่องราวจึงเปลี่ยนไปเพราะการเปลี่ยนแปลงของโม่เสวี่ยถง นางจะต้องพลิกผันทุกเรื่องให้เป็นไปในทิศทางที่นางประเมินไว้ล่วงหน้าให้จงได้!

        ขณะที่กำลังนั่งขบคิดอยู่ริมหน้าต่าง ทันใดนั้นเสียงหัวเราะอย่างเบิกบานใจของสวี่มามาก็ลอยมา

        “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ มีข่าวดีแล้วเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้เฒ่าตอบตกลงแล้ว”

        สวี่มามายิ้มหน้าบานราวกับบุปผาเดินเข้ามา “ฮูหยินผู้เฒ่าอนุญาตให้คุณหนูกลับไปเรือนเดิมได้แล้วเจ้าค่ะ”

        “เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ไปกันเลย” ใบหน้าเล็กจ้อยที่งดงามของโม่เสวี่ยถงมีรอยยิ้มผลิบาน

        ปีกว่าแล้วที่ไม่ได้เห็นเรือนของมารดา ตอนนี้นางกำลังจะจากไป จะไม่ไปดูเสียหน่อยได้อย่างไร และยังมีหลักฐานบางอย่างที่นางจำเป็นต้องชิงมาให้ได้ก่อนที่ฟางอี๋เหนียงจะลงมือ

        เนื่องจากฉินซื่อตกลงแล้ว เช้าวันต่อมา สาวใช้ทั้งสามและสวี่มามาจึงตามโม่เสวี่ยถงกลับไปยังเรือนเดิม ที่นั่นเป็นบ้านพักขุนนางในเมืองอวิ๋นเฉิงของโม่ฮว่าเหวิน แต่บัดนี้เทียบไม่ได้กับในอดีตอีกแล้ว เรือนเดิมของจวนโม่ไม่มีเจ้านาย จึงกลายเป็นเรือนร้างดูทรุดโทรม

        ตามคำบอกเล่า เรือนบรรพบุรุษหลังนี้โม่ฮว่าเหวินได้ซื้อเอาไว้เมื่อครั้งยังรับราชการเป็นขุนนางอยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิง โม่เสวี่ยถงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด ถึงตอนนี้ก็สิบกว่าปีแล้ว หมิงมามาซึ่งเมื่อก่อนเคยรับใช้ข้างกายมารดาออกมารอที่หน้าประตู เมื่อเห็นรถม้าของโม่เสวี่ยถงหยุดลงก็รีบวิ่งมาต้อนรับที่หน้ารถ

        หมิงมามาเป็นแม่นมของโม่เสวี่ยถงเมื่อตอนที่นางเกิด ดังนั้นจึงเป็นผู้ใหญ่ที่นางให้ความเคารพ นางร้องทัก ‘ท่านป้า’ ด้วยความนับถือ แล้วยื่นมือไปช่วยประคอง หมิงมามาดีใจจนน้ำตาไหล เช็ดอย่างไรก็ไม่รู้จักแห้ง พวกนางต่างจูงมือกันเดินผ่านประตูจวนเข้าไปด้านใน

        จวนโม่ในเมืองอวิ๋นเฉิงไม่ได้กว้างใหญ่นัก มีเรือนหลักสามหลังเท่านั้นเอง นางไม่ได้แวะไปเรือนชิงเวยของตนเอง แต่ตรงไปยังเรือนจื่อเถิงของมารดา เมื่อก้าวผ่านประตูเข้าไปก็เห็นเบื้องหน้าปรากฏเงาดำสายหนึ่งพุ่งผ่าน โม่อวี้ไหวตัวเร็วที่สุด เพียงแวบเดียวก็ขยับกายมาขวางอยู่หน้าโม่เสวี่ยถง

        “ฮูหยิน ต้องเป็นฮูหยินกลับมาแน่ๆ เลย คิกๆๆ อิ๋งชุน ฮูหยินกลับมาแล้ว รีบไปยกม่านประตูขึ้นเร็วๆ เอ๋? ไม่ใช่ฮูหยินหรอกหรือ…” เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นราวกับคนสติไม่เต็ม ด้านหน้าของโม่อวี้มีหญิงสาวอ่อนวัยสวมชุดสีเขียวยืนอยู่ ดูท่าทางเหมือนจะงุนงงอย่างมาก หันหน้ามามองโม่เสวี่ยถงอย่างพิจารณาตั้งแต่หัวจรดเท้า ดวงตาฉายแววโง่งม

        หญิงสาวมองตรงนี้ที ตรงนั้นที แล้วจู่ๆ ปากก็ท่องบ่นอะไรบางอย่างออกมา ก่อนจะวิ่งออกไปอย่างตกใจทำอะไรไม่ถูก

        บรรยากาศภายในเรือนหนักอึ้งทำให้คนปวดแปลบในหัวใจขึ้นมาอย่างฉับพลัน

        “ท่านป้าหมิง เสวี่ยตงเป็นแบบนี้ตลอดเลยหรือ” โม่เสวี่ยถงนิ่งงันอยู่นาน สีหน้าจึงค่อยๆ กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง ทว่ามือที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อกำแน่น นี่เป็นครั้งแรกที่นางเห็นเสวี่ยตงในสภาพสติฟั่นเฟือน นางจะลืมได้อย่างไร ในคืนนั้นที่มารดาของนางเสียชีวิต มีสาวใช้เพียงสี่นางเฝ้าอยู่ข้างกาย

        แม้ว่าต่อมาบิดาจะออกมาจากห้องของอี๋เหนียง แต่ก็ไม่ทันได้เห็นหน้ามารดาของนางเป็นครั้งสุดท้าย

        นั่นเป็นเหตุให้นางเริ่มห่างเหินกับบิดา

        “ใช่ ฮูหยินจากไปแล้ว อิ๋งชุนวิ่งชนกำแพงจนตาย เซียงชิวก็ป่วยตาย เหอเซี่ยก็ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน เสวี่ยตงก็มากลายเป็นแบบนี้ เมื่อสองปีก่อนบิดามารดาของนางเห็นนางเสียสติอย่างนี้ก็ไม่อยากจะเลี้ยงแล้ว ถึงกับเอานางไปปล่อยทิ้ง แต่นายท่านเวทนาสงสารเห็นแก่ที่นางปรนนิบัติฮูหยินด้วยความจริงใจ จึงไปพานางกลับมาที่จวน ต่อมาคนในจวนก็ย้ายออกไปจนหมด เหลือก็แค่ไม่กี่คน นางจึงกลายเป็นสาวใช้จำเป็น ช่วยกวาดพื้นอยู่ในเรือนจื่อเถิงแห่งนี้” หมิงมามากล่าวพลางทอดถอนใจ

        “หาหมอดีๆ มาตรวจดูอาการนางเสีย คนข้างกายที่มารดาเหลือไว้มีไม่มากแล้ว” โม่เสวี่ยถงกล่าวขึ้นหลังจากนิ่งงันไปชั่วครู่ นิ้วมือหุบลงกำแน่น แม้แต่เล็บจิกเข้าเนื้อกลางฝ่ามือก็ยังไม่รู้สึก ร่างกายร้อนวูบวาบรู้สึกเลือดลมพลุ่งพล่าน

        “เจ้าค่ะ” หมิงมามารับคำแล้วเงยหน้าขึ้นคล้ายอยากจะพูดบางอย่าง แต่เมื่อเห็นใบหน้าเล็กจ้อยของนางดูอ่อนแอ ก็ได้แต่อ้าปากค้างพูดไม่ออก ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันอย่างน่าประหลาด

        “พวกเจ้าออกไปเถอะ ข้าอยากพักผ่อนสักครู่” เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ เมื่อนางหาเสียงของตนเองพบแล้วก็ยกมือขึ้นโบก ขณะกล่าวด้วยท่าทางอ่อนเพลีย


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)