0 Views

        ขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นมาถึง โม่เสวี่ยถงกำลังดื่มยาที่เจ้าอาวาสวัดเป้าเอินช่วยจัดหามาให้

        “น้องสาม อยู่ดีๆ เหตุใดจึงป่วยหนักเช่นนี้ได้ พี่หญิงใหญ่รู้สึกไม่วางใจจึงรีบมาหาทันทีเลย” โม่เสวี่ยหมิ่นเดินมาหน้าเตียงของโม่เสวี่ยถง เห็นสีหน้าของนางซีดเซียวจึงรู้ว่านางป่วยจริง ริมฝีปากก็เผยรอยยิ้มบางๆ

        สตรีผู้หนึ่งถูกคนจับได้ว่านัดพบกับบุรุษระหว่างมาสวดมนต์ภาวนาให้มารดา เป็นใครก็ย่อมตื่นตระหนกจนขวัญหนีดีฝ่อ ทำอะไรไม่ถูก แม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะเฉลียวฉลาดขึ้นกว่าเมื่อก่อนแล้วอย่างไร ก็ยังคงมาติดกับดักอยู่เหมือนเดิมมิใช่หรือ

        แม้จะนึกลำพองอยู่ในใจ แต่กลับมิได้เผยออกมาให้เห็นบนใบหน้าแม้แต่น้อย รีบนั่งลงข้างเตียงและรับถ้วยยาจากมือของโม่อวี้มาป้อนให้โม่เสวี่ยถงด้วยตนเอง

        “ขอบคุณพี่หญิงใหญ่มากเจ้าค่ะ สุขภาพข้าไม่ดี แค่ต้องลมหนาวเท่านั้นเอง ลำบากพี่สาวต้องเดินทางมาถึงที่นี่” สีหน้าของโม่เสวี่ยถงดูอิดโรย นั่งพิงหมอนใบใหญ่ พยายามฝืนยิ้มออกมาให้เห็นขณะกล่าวด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

        “พี่น้องบ้านเดียวกันจะกล่าวเช่นนี้ไปทำไม นับว่ายังโชคดี ข้าถามโม่หลันแล้ว แค่พักผ่อนบำรุงสักหน่อยเดี๋ยวก็ดีขึ้น อย่างไรก็ยังไม่ต้องกลับไปหรอก ส่วนทางท่านพ่อข้าจะช่วยพูดให้เองว่าน้องสามป่วยหนักไม่อาจเดินทางไปไหนได้” โม่เสวี่ยหมิ่นแววตาอ่อนโยน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

        ความคิดของโม่เสวี่ยหมิ่นช่างลึกล้ำยิ่งนัก ที่ต้องการรั้งนางไว้ที่นี่ก็เพื่อทำให้การนัดหมายพลอดรักกับซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็นจริงเสียก่อนค่อยไปล่ะสิ

        โม่เสวี่ยถงพลิกมือกลับขึ้นมากุมมือพี่สาวเอาไว้ แล้วยิ้มให้ด้วยความซาบซึ้ง กล่าวเสียงอ่อนหวาน “ขอบคุณพี่สาวมากเจ้าค่ะ เรื่องครั้งที่แล้วข้าไม่ดีเอง หากสามารถทัดทานท่านพ่อได้ พี่สาวก็คงไม่ต้อง…”

        สีหน้าของโม่เสวี่ยหมิ่นเข้มขึ้นโดยพลัน นั่นเป็นเรื่องที่นางไม่อยากให้ใครพูดถึงมากที่สุดในเวลานี้ นางนึกดูแคลนสองพี่น้องของบ้านตนคู่นี้เป็นที่สุด คนหนึ่งก็ขี้ขลาดอ่อนแอ อีกคนก็โง่เง่าไร้มารยาท คิดไม่ถึงว่าครานี้นางต้องเสียเรื่องและอับอายขายหน้าเพราะโม่เสวี่ยฉงน้องสาวผู้โง่เง่า แต่ใบหน้าของนางกลับแสร้งยิ้มกลบเกลื่อน “เรื่องมันผ่านไปแล้วก็ช่างเถิด ไม่เกี่ยวอันใดกับน้องสาม เป็นพี่หญิงใหญ่ที่ประมาทเลินเล่อ จึงทำเรื่องเสียมารยาทต่อหน้าน้องสาม”

        “พี่หญิงใหญ่เกรงใจไปแล้ว วันนี้กับวันวานจะเหมือนกันได้อย่างไร” โม่เสวี่ยถงผลักชามในมือของนางออก โคลงศีรษะกล่าวด้วยรอยยิ้ม โม่หลันซึ่งอยู่ด้านข้างส่งผลไม้เชื่อมมาให้พร้อมกับผ้าเช็ดมือ

        โม่เสวี่ยหมิ่นใจกระตุกวูบอย่างน่าประหลาด รู้สึกเหมือนว่าโม่เสวี่ยถงเจตนาบอกใบ้บางอย่าง หรือว่าตนเองจะแสดงท่าทางดีใจมากเกินไป ทำให้โม่เสวี่ยถงมองอะไรออก

        ในขณะที่หัวใจกระสับกระส่าย แต่ใบหน้ายังคงยิ้มอย่างสนิทสนม “ดูน้องสามพูดเข้าสิ พี่หญิงใหญ่นั่งคัดลอกบัญญัติเตือนสตรีตลอดสองวันที่ผ่านมานี้ แล้วก็รีบมาทีนี่อย่างเร่งร้อน ตอนนี้เห็นน้องสามดีขึ้นแล้ว ค่อยรู้สึกเบาใจขึ้นหน่อย”

        “พี่หญิงใหญ่ดูสีหน้าเหน็ดเหนื่อยนะเจ้าค่ะ สองวันนี้คงจะไม่ได้นอนเต็มที่ ห้องที่อยู่ติดกันจัดไว้เรียบร้อยแล้ว พี่สาวก็เข้าไปพักผ่อนสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงเกาะมือของโม่เยี่ยแล้วนอนลงอีกครั้ง สีหน้าดูอ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง

        “เช่นนั้นน้องสามก็พักผ่อนเถิด ข้าจะไปล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย” โม่เสวี่ยหมิ่นลุกขึ้น ตอนนี้นางอยากจะปลีกตัวออกไปสักครู่ สถานการณ์แท้จริงแล้วเป็นเช่นไร ถึงตอนนี้นางก็ยังไม่กระจ่าง แต่จุดหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือ เมื่อคืนจะต้องเกิดอะไรขึ้นกับซือหม่าหลิงอวิ๋นและโม่เสวี่ยถงแน่นอน

        เพียงแค่นางรู้ต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน แล้วเผยแพร่เรื่องนี้ออกไป ผู้สูงศักดิ์จากตระกูลใหญ่โตที่มาไหว้พระขอพรบนเขามีมากมายนัก ต่อให้โม่เสวี่ยถงคิดจะปิดบังเพียงใดก็ย่อมปิดไม่มิด

        ดังนั้นโม่เสวี่ยหมิ่นจึงไม่รั้งอยู่ในห้องนานเกินไป ไม่ช้าก็พาโม่จิ่นออกไปจากประตูเรือน

        “คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูใหญ่ออกไปแล้วจริงๆ ด้วยเจ้าค่ะ จะให้โม่เยี่ยตามไปดูไหม” โม่อวี้ร้องบอกเสียงเบา นางแสร้งนั่งทำงานเย็บปักอยู่ข้างประตูหน้าต่าง แต่แท้จริงแล้วเฝ้าจับตามองความเคลื่อนไหวของโม่เสวี่ยหมิ่นอยู่ตลอดเวลา

        โม่เสวี่ยถงที่นอนอยู่บนเตียงลืมตาขึ้น ดวงตาประกายหยาดน้ำมองไปนอกหน้าต่าง ยิ้มกล่าวเรียบๆ “ไม่ต้องออกไปหรอก เดี๋ยวก็มีคนตามพี่หญิงใหญ่ออกไปเองแหละ”

        แน่นอนว่าไม่ต้องตามโม่เสวี่ยหมิ่นไป เพราะการไปครานี้ย่อมต้องไปพบซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็นแน่แท้ เมื่อวานโม่เฟิงลงมือหนักเอาการ พอให้ระบายอารมณ์ได้ วันนี้ถึงซือหม่าหลิงอวิ๋นคิดจะลงจากเขาก็เป็นไปไม่ได้ ตอนที่โม่อวี้ไปเชิญเจ้าอาวาสมา ท่านเจ้าอาวาสก็กล่าวว่ามีผู้มาแสวงบุญท่านหนึ่งขึ้นเขามาตอนกลางคืนจึงพลัดหกล้มได้รับบาดเจ็บ ศีรษะได้รับการกระทบกระเทือน ให้พวกนางเดินระมัดระวังกันด้วย

        “ให้ซวงเยี่ยออกไป บอกว่าข้าใช้ให้นำเงินไปบริจาคค่าธูปและน้ำมันตะเกียง พวกเจ้าต้องดูแลข้าจึงไปไม่ได้ ให้นางไป” สีหน้าอิดโรยของโม่เสวี่ยถงเผยรอยยิ้มงามพิลาส

        “คุณหนู ซวงเยี่ยจะไปหาเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อหรือไม่ หากนางไปพบปะกับคุณหนูใหญ่เข้าพอดีจะทำอย่างไร” โม่อวี้ถามด้วยความไม่เข้าใจ

        “น้องต้องไปหาพี่หญิงใหญ่แน่ และจะต้องตามพี่หญิงใหญ่ไปหาซื่อจื่อด้วย เมื่อวานนางเป็นคนส่งถุงหอมให้ซือหม่าหลิงอวิ๋น พี่หญิงใหญ่จะไม่ถามนางให้รู้ความได้อย่างไรเล่า” โม่เสวี่ยถงแม้ว่าจะยิ้ม แต่ก้นบึ้งดวงตากลับเย็นชาอย่างร้ายกาจ โม่เสวี่ยหมิ่นไม่ใช่คนบุ่มบ่าม หากความจริงยังไม่กระจ่างชัดออกมาตรงหน้า นางไม่มีทางผลีผลามทำสิ่งใดเด็ดขาด

        ชาติภพก่อน เพื่อส่งตนเองให้ถึงที่ตาย นางค่อยๆ ไล่ต้อนที่ละก้าว จนสุดท้ายจึงค่อยกระชากหน้ากากจอมปลอมเผยสีหน้าอำมหิตของตนเองออกมา พี่สาวผู้แสนดีของนางคนนี้ ไม่ถึงที่สุดจะไม่มีวันกระทำสิ่งใดโดยประมาทแน่นอน

        “โม่อวี้ เจ้าไปเตรียมเก็บสัมภาระ อีกประเดี๋ยวจะได้ออกเดินทาง โม่หลัน… มานี่ ประคองข้าออกไปล้างหน้า” โม่เสวี่ยถงจับมือโม่หลันแล้วค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง นางไม่มีเรี่ยวแรงจริงๆ แม้ว่าไข้จะลดลงแล้วอย่างน่าประหลาด แต่ทั้งตัวยังคงไร้เรี่ยวแรงอยู่ แค่ลุกขึ้นมานั่งก็หน้ามืดแล้ว โม่หลันตกใจรีบโอบรับนางไว้

        “คุณหนู ร่างกายของคุณหนูเป็นแบบนี้จะเดินทางได้อย่างไร รอพรุ่งนี้ค่อยลงจากเขาดีกว่านะเจ้าคะ” โม่หลันกล่าวด้วยความห่วงใย

        “ไม่ได้ อีกประเดี๋ยวพี่หญิงใหญ่ก็จะลงเขาแล้ว ข้าต้องตามไป หากไม่ไปก็แสดงว่าเป็นน้องสาวที่แล้งน้ำใจ ยิ่งไปกว่านั้นเวลานี้…” ริมฝีปากของโม่เสวี่ยถงเผยแววยิ้มเยาะหยัน นางเกาะแขนโม่หลันตั้งสติให้มั่นแล้วลงจากเตียงต่อไป หากโม่เสวี่ยหมิ่นเกิดเรื่อง นางผู้เป็นน้องสาวที่แสนดีก็ไม่ควรรั้งอยู่บนภูเขาอีกต่อไป

        ชาติภพก่อน โม่เสวี่ยหมิ่นอาศัยชื่อเสียงที่ดีงามเหยียบย่ำนางเพื่อไต่ขึ้นสู่ที่สูง ในที่สุดก็ยังกระทืบซ้ำส่งนางไปถึงปรโลก โลหิตไหลหลั่งอาบขุมนรก ชาตินี้นางก็จะทำลายชื่อเสียงดีงามของโม่เสวี่ยหมิ่นทีละน้อย กระชากหน้ากากจอมปลอมของนางออกมา ให้นางไม่มีวันได้เกาะกิ่งสูงขึ้นมามีเกียรติมีฐานะ และค่อยๆ เหยียบย่างไปสู่ความตายทีละก้าว

        หนี้เลือดของผู้คนมากมายที่จมลึกอยู่ในความตายที่สิ้นหวัง ก่อเกิดเป็นพิษร้ายแห่งความเกลียดชัง…

        โม่เสวี่ยถงคิดถึงตรงนี้ก็ล้างหน้าเสร็จพอดี นางฝืนกินขนมเปี๊ยะไปสองสามชิ้น ส่วนโม่เสวี่ยหมิ่นที่อยู่ทางนั้นก็เกิดเรื่องขึ้น

        โม่เสวี่ยหมิ่นพาโม่จิ่นออกจากประตูมา มองไปยังเรือนด้านข้าง ที่หน้าประตูไม่มีคนเฝ้าและเปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง แต่จากมุมนี้มองเข้าไปก็เห็นได้ว่าภายในมีองครักษ์เฝ้าอยู่สองคน ดูแล้วน่าจะเป็นคนจากตระกูลสูงศักดิ์ เดิมทีตอนที่นางกับซือหม่าหลิงอวิ๋นวางแผนร่วมกัน โม่เสวี่ยหมิ่นจองเรือนหลังนี้ไว้ ส่วนซือหม่าหลิงอวิ๋นเองก็จองเรือนด้านข้างที่อยู่ติดกัน

        แต่ต่อมาได้ยินว่าเรือนหลังนี้มีคนอยู่นานแล้ว และยังเป็นบุคคลที่ไม่อาจล่วงเกินได้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นไม่มีทางเลือกจึงต้องย้ายไปเรือนรับรองหลังอื่น

        “คุณหนูใหญ่ คุณหนูใหญ่เจ้าคะ” ขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นกำลังยกเท้าจะก้าวไปทางนั้น พลันได้ยินเสียงคนเรียกจากด้านหลังจึงหันศีรษะไปมอง ก็เห็นสาวใช้คนหนึ่งอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปร่างหน้าตานับว่าพอใช้ได้วิ่งเข้ามาหา ดวงตาสดใสมีชีวิตชีวาดูสะสวยมีเสน่ห์ โม่เสวี่ยหมิ่นมองอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้รู้สึกดีเท่าใด

        “เจ้าเป็นใคร” โม่จิ่นก้าวออกมาจากด้านข้างขวางสาวใช้ผู้นั้นไว้ เอ่ยถามเสียงแข็ง

        ซวงเยี่ยอ่านสีหน้าคนเป็น เมื่อเห็นโม่เสวี่ยหมิ่นยืนอยู่บนขั้นบันไดสูง สายตาที่มองลงมาเผยความไม่พอใจ จึงรีบมองซ้ายมองขวาแล้วกดเสียงต่ำเข้ามากระซิบบอกใกล้ๆ

        “บ่าวชื่อซวงเยี่ยเป็นคนที่ฟางอี๋เหนียงส่งมาอยู่ข้างกายคุณหนูสามเจ้าค่ะ เมื่อวานมาพร้อมกันกับคุณหนูสาม ของสิ่งนั้นบ่าวก็เป็นคนส่งไปเจ้าค่ะ”

        ฟางอี๋เหนียงเตรียมคนไว้ แล้วส่งถุงหอมของโม่เสวี่ยถงมาให้ เรื่องนี้อยู่ในแผนการของโม่เสวี่ยหมิ่น แต่คนทำงานฟางอี๋เหนียงกลับเป็นคนคัดเลือก โม่เสวี่ยหมิ่นรู้สึกจนใจกับสายตาในการเลือกเฟ้นคนของมารดายิ่งนัก สาวใช้ผู้นี้สะสวยเกินไป แค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ยังรู้สึกได้ นี่ไม่ดูเป็นจุดเด่นดึงดูดสายตาผู้คนมากเกินไปหน่อยหรือ

        “เมื่อวานนี้เจ้าพบซื่อจื่อหรือไม่” แม้ไม่ชอบ แต่ก็ต้องถามนางให้รู้เรื่อง

        “พบเจ้าค่ะ ซื่อจื่อไปดื่มสุรากับสหายที่เชิงเขา บ่าวนำของส่งไปให้เป็นการเฉพาะ สหายอีกสองท่านของซื่อจื่อก็เห็นเจ้าค่ะ” เมื่อซวงเยี่ยคิดถึงเรื่องที่ฟางอี๋เหนียงรับปากนางว่าหากงานสำเร็จ จะให้นางเป็นสาวใช้ข้างห้องของนายน้อยก็ดีใจเป็นที่สุด คำพูดยิ่งกล่าวก็ยิ่งเพิ่มความใกล้ชิดสนิทสนมขึ้นเรื่อยๆ

        โม่เสวี่ยหมิ่นหันศีรษะไป แล้วเดินจับมือโม่จิ่นเข้าไปด้านใน ซวงเยี่ยแค่เห็นก็รู้ว่าคุณหนูใหญ่อนุญาตให้ตนเองตามไปได้ ก็รีบวิ่งตามหลังไปทันที

        ซวงเยี่ยไม่ได้เป็นคนทึ่มทื่อเหมือนชิวหลิง นางมองเห็นรูปการณ์ภายในเรือนหลังของจวนโม่อย่างชัดเจนมานานแล้ว การติดตามคุณหนูใหญ่ผู้นี้ย่อมแตกต่างกับการติดตามคุณหนูสามผู้อ่อนแออมโรค หากฟางอี๋เหนียงถูกยกขึ้นเป็นภรรยาเอก ผู้ที่ใหญ่สุดในเรือนหลังย่อมเป็นใครไปไม่ได้นอกจากคุณหนูใหญ่ผู้นี้ และนายน้อยก็เป็นพี่ชายแท้ๆ ของคุณหนูใหญ่ ไม่ว่าจะมองอย่างไรการติดตามคุณหนูใหญ่ย่อมมีอนาคตที่สดใสแน่นอน

        ที่พักของซือหม่าหลิงอวิ๋นอยู่ไม่ไกลจากเรือนของโม่เสวี่ยถงมากนัก แม้จะกล่าวว่าแยกเป็นฝั่งตะวันตกกับตะวันออก แต่นับจากเรือนของโม่เสวี่ยถงมา ทางทิศตะวันออกทั้งหมดล้วนเป็นเรือนของบุรุษ ตลอดทางโม่เสวี่ยหมิ่นก็ถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานด้วยท่าทีที่ไม่อบอุ่นและไม่เย็นชาจนเกินไป แต่กลับพบว่าสิ่งที่ซวงเยี่ยรู้มีไม่มากนัก สุดท้ายก็โมโหจนไม่ถามอะไรอีก

        นางตัดสินใจไปถามซือหม่าหลิงอวิ๋นด้วยตนเอง เมื่อเข้าใจสถานการณ์แน่ชัด ค่อยว่ากัน

        เมื่อเดินมาถึงนอกเรือนของซือหม่าหลิงอวิ๋น โม่เสวี่ยหมิ่นก็หยุดอยู่กับที่ หันกลับไปพูดกับซวงเยี่ย “เจ้าเข้าไปเชิญซื่อจื่อให้ออกมาคุยกัน” แม้ว่าเวลานี้ในเขตที่พักจะเงียบสงบ แต่ก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกใครมาพบเห็นเข้า หากบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วถูกคนเห็นจะลำบาก นางต้องระมัดระวังตนเอง ไม่ให้ตกเป็นที่ติฉินนินทาของชาวบ้าน

        “เจ้าค่ะ” ซวงเยี่ยดีใจจนออกนอกหน้าที่โม่เสวี่ยหมิ่นใช้งานตนเอง รีบผลักประตูเดินเข้าไปทันที

        ไม่ช้าก็วิ่งออกมาแจ้งอย่างรีบร้อน “คุณหนูใหญ่ เกิดเรื่องแล้ว ซื่อจื่อได้รับบาดเจ็บ ตอนนี้ยังนอนบนเตียงอยู่เลยเจ้าค่ะ”

        ได้รับบาดเจ็บ? โม่เสวี่ยหมิ่นนึกประหลาดใจ และรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีอย่างบอกไม่ถูก จึงมองซ้ายมองขวา เห็นไม่มีคนจึงพาสาวใช้สองคนเดินเข้าไปด้านในอย่างเร่งรีบ นางรู้สึกหวั่นใจอยากรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยด่วน จึงมิได้นำพาสิ่งใดมากนัก

        บ่าวรับใช้ของซือหม่าหลิงอวิ๋นกำลังต้มยาอยู่ในชายคา เมื่อเห็นโม่เสวี่ยหมิ่นเข้ามาก็ไม่สนใจเตาไฟอีก รีบวางพัดในมือลงแล้วเข้ามาคารวะโม่เสวี่ยหมิ่นอย่างรีบร้อน

        “ซื่อจื่อเล่า ให้เขาออกมา ข้าจะคุยเพียงสองสามประโยคแล้วจะไป”

        “เรียนคุณหนู เมื่อคืนซื่อจื่อถูกคนทุบตี เพิ่งฟื้นขึ้นมาดื่มยาแล้วก็หลับไปเมื่อครู่นี้เองขอรับ” บ่าวรับใช้กล่าวด้วยสีหน้าลำบากใจ

        เมื่อคืนถูกคนทุบตี? คำพูดของบ่าวผู้นั้นราวกับฟ้าฟาดลงมากลางหัวใจของโม่เสวี่ยหมิ่น นางบีบมือของโม่จิ่นที่ประคองตนเองไว้อย่างแรง พยายามข่มความหวาดหวั่นในหัวใจเอาไว้ แล้วถามต่อไปอีก “แล้วเรื่องนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ราบรื่นดีหรือไม่”

        โม่จิ่นถูกนางบีบมือจนรู้สึกเจ็บแต่ไม่กล้าพูด ได้แต่ขมวดคิ้วอดทนไว้

        โม่เสวี่ยถงไม่สนใจว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะถูกใครตีมา หรือถูกตีด้วยสาเหตุใด ตอนนี้สิ่งที่นางปรารถนาจะได้ยินที่สุดก็คือทุกอย่างราบรื่น โม่เสวี่ยถงเข้ามาติดหลุมพรางที่นางวางไว้อย่างไร้อุปสรรค แต่ลางสังหรณ์ไม่ดีในหัวใจกลับยิ่งรุนแรงขึ้น สีหน้าของนางพลันขาวซีดโดยไม่รู้ตัว

        “ไม่ขอรับ เมื่อคืนซื่อจื่อยังไม่ทันพบกับคุณหนูสามก็ถูกดักตีเสียก่อน สหายของซื่อจื่อเห็นกระดาษที่หล่นลงมาจากถุงหอมก็โกรธจัดวิ่งออกไปเลย” บ่าวของซือหม่าหลิงอวิ๋นเห็นพี่น้องสองคนนั้นอ่านข้อความบนกระดาษแล้วก็เดินจากไปด้วยความโมโห จนถึงบัดนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าบนกระดาษแผ่นนั้นเขียนว่าอย่างไร ถึงทำให้คุณชายทั้งสองมีท่าทางขุ่นเคืองถึงเพียงนั้น ก่อนจะจากไปยังถลึงตาใส่ตนเองราวกับเป็นศัตรูคู่แค้นเยี่ยงนั้น พอนึกถึงตรงนี้ก็รู้สึกหนาวหัวใจขึ้นมาโดยพลัน

        ในถุงหอมมีกระดาษตั้งแต่เมื่อไร

        “โม่จิ่น พวกเรารีบไปกันเถอะ” โม่เสวี่ยหมิ่นขบกรามกรอด ภายในใจร้อนรุ่มรู้สึกว่าไม่ดีแล้ว จึงหมุนตัวออกมาโดยไม่ถามสิ่งใดอีก

        “โอ้… ที่แท้ก็เป็นคุณหนูใหญ่ที่นัดหมายกับซื่อจื่อไว้จริงๆ ด้วย คงเป็นห่วงซื่อจื่อที่เมื่อคืนถูกทำร้ายใช่ไหมเล่า วันนี้ก็เลยรีบขึ้นเขามาแต่เช้า พี่ชายทุกท่านยังไม่เชื่อกันอีกหรือ เป็นอย่างไรเล่า กล้าพนันก็ต้องกล้ายอมรับความพ่ายแพ้ จำได้ว่าผู้แพ้ต้องจ่ายคนละสิบตำลึงเงินนะ” เสียงของชายหนุ่มท่าทางไม่เป็นโล้เป็นพายลอยมาจากหน้าประตู

        โม่เสวี่ยหมิ่นพลันรู้สึกหมดแรง แทบเป็นลมล้มพับไปตรงนั้น


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)