0 Views

        ค่ำคืนเงียบสงัดผ่านไปโดยไร้วาจา…

        วันรุ่งขึ้นโม่เสวี่ยถงตื่นแต่เช้าและปฏิบัติเช่นเดียวกับเมื่อวาน เริ่มต้นจากเข้าร่วมทำวัตรเช้ากับเหล่าหลวงจีน หลังจากนั้นก็นิมนต์เจ้าอาวาสมาสวดอุทิศส่วนกุศลให้มารดา นางก็ฟังสวดจนถึงยามมะเมียแล้วรีบรับประทานอาหารกลางวัน ตลอดช่วงบ่ายก็มีกิจกรรมบำเพ็ญกุศลต่อ เนื่องจากโม่เสวี่ยหมิ่นกำหนดไว้สามวัน วันนี้เป็นวันหลักที่สำคัญ ดังนั้นจึงมีพิธีกรรมถึงเย็นย่ำจึงออกมาจากวิหาร

        วิหารแห่งนี้ไม่ใช่หอกลางของวัดเป้าเอิน เนื่องจากมีไว้เพื่อใช้สวดอุทิศส่วนกุศล ดังนั้นสถานที่จึงค่อนข้างเปลี่ยวและอยู่ห่างไกลออกมา โม่เยี่ยและโม่หลันอยู่ข้างกายนางเพียงสองคน โม่เยี่ยถือโคมส่องทางให้อยู่ด้านหน้า ส่วนโม่หลันค่อยประคองโม่เสวี่ยถงเดินตามอยู่ด้านหลัง

        “คุณหนูเจ้าคะ เมื่อตอนบ่ายซวงเยี่ยแอบออกไปข้างนอกครั้งหนึ่งเจ้าค่ะ ชิวหลิงรั้งโม่อวี้ไว้ให้ช่วยสอนนางปักผ้า และยังถามว่าโม่เยี่ยเข้าจวนมาตั้งแต่เมื่อไร โม่อวี้บอกไปว่าโม่เยี่ยเป็นหญิงกำพร้าที่คุณหนูเคยให้ความช่วยเหลือไว้เมื่อตอนที่อยู่เมืองอวิ๋นเฉิง เข้าเมืองหลวงครานี้ก็เพื่อมาขออาศัยอยู่กับญาติแต่หาไม่พบ ขณะกำลังจนตรอกไม่มีที่ไปก็มาพบกับคุณหนูโดยบังเอิญ ดังนั้นจึงขอติดตามคุณหนูเสียเลยเจ้าค่ะ”

        เมื่อโม่เยี่ยต้องมาอยู่กับโม่เสวี่ยถงในเรือนชั้นในก็ต้องมีสถานะที่เหมาะสม การตามหาญาติไม่พบและได้มาเจอผู้มีพระคุณอีกครั้ง แผนการนี้โม่เสวี่ยถงเป็นคนคิดเสนอขึ้นมา

        โม่เสวี่ยถงมุ่นคิ้วเล็กน้อยถามว่า “ตอนซวงเยี่ยกลับมามีสิ่งใดผิดปรกติหรือไม่”

        “โม่อวี้บอกว่าหลังจากซวงเยี่ยกลับมาก็อยู่กับพวกนางตลอด ระหว่างนั้นมีคนนอกมาส่งสำรับอาหาร ซวงเยี่ยออกไปแค่ครั้งเดียว นอกจากนั้นก็ไม่มีสิ่งใดผิดปรกติเจ้าค่ะ” โม่หลันกล่าวอย่างเป็นปรกติ

        คิ้วเรียวของโม่เสวี่ยถงมุ่นขมวดเล็กน้อย เดินไปพร้อมกับโม่หลันได้สองก้าวก็พลันหยุดชะงัก “โม่หลัน วันนี้เห็นซือหม่าหลิงอวิ๋นหรือไม่”

        “ไม่เห็นเจ้าค่ะ ได้ยินหลวงจีนน้อยบอกว่าเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อมีนัดกับสหาย ดังนั้นจึงรั้งอยู่ต่อที่นี่ ช่วงกลางวันก็ออกไปเยี่ยมสหายข้างนอก ดังนั้นจึงไม่อยู่ทั้งวันเจ้าค่ะ”

        ในแผนการร้ายของโม่เสวี่ยหมิ่น ซือหม่าหลิงอวิ๋นจะไม่อยู่ได้อย่างไร โม่เสวี่ยถงกำผ้าเช็ดหน้าในมือแน่น มองไปตามทางที่อยู่เบื้องหน้า นี่เป็นอีกคืนที่ฟ้ามืดสนิท ไม่รู้ว่าสองสามวันนี้อากาศไม่ดีหรือมีสาเหตุมาจากสภาพอากาศบนภูเขาเป็นเช่นนี้กันแน่ นอกจากแสงโคมส่องทางแล้ว รอบด้านล้วนมืดมิด แม้แต่ยื่นมือมาตรงหน้ายังมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้าของตนเอง

        ขณะมองสำรวจไปโดยรอบ พลันได้ยินเสียงคนอยู่ด้านหน้า ผู้มาดูเหมือนว่าจะไม่ได้มีเพียงคนเดียว โคมไฟสองดวงถูกยกสูง มีเสียงบุรุษคุยกันดังลอยมา

        โม่เสวี่ยถงหยุดเดินและมองซ้ายมองขวาทันที แม้ว่าที่นี่จะไม่มีเรือนชั้นใน แต่ผู้มาล้วนเป็นบุรุษ นางเป็นสตรีที่อยู่แต่เรือนหลังหากหลบได้ก็ต้องหลบ แต่เวลานี้พวกนางกำลังเดินอยู่ตรงกลางระหว่างอารามสองหลัง นอกจากทางเดินเล็กๆ เส้นนี้ ก็ไม่มีทางให้หลบเลี่ยงได้เลย

        “คุณหนู…” โม่หลันก็ตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าว ในใจเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีนัก

        ขณะที่ฝ่ายพวกนางยังไม่ทันมีปฏิกิริยาใดๆ ทางนั้นก็มีเสียงหัวเราะลอยมา “พี่ซือหม่า ท่านอย่าหาคิดหาวิธีสลัดพวกเราทิ้งเสียให้ยาก ที่มาที่นี่ก็เพื่อมานัดพบกับสาวงามใช่หรือไม่ หากไม่ใช่ว่าพี่น้องเราเฉลียวฉลาด ท่านก็คงหาทางหลบหนีแน่นอน วันนี้ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางสลัดพวกเราทิ้งได้หรอก”

        “พี่เหอ พี่หลิง ข้าผู้น้องมิได้นัดหมายกับสาวงามคนใดทั้งสิ้น พวกท่านรีบกลับไปก่อนเถิด ฟ้ามืดขนาดนี้แล้วเดี๋ยวจะลงเขากันอย่างไร” คำพูดของซือหม่าหลิงอวิ๋นดูลนลานตื่นเต้นทำให้คนยิ่งสงสัย

        “วันนี้พวกเราสองพี่น้องไม่ลงเขาแล้ว อย่างไรก็ต้องได้เห็นว่าคนงามรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ถึงทำให้พี่ซือหม่าถึงกับวางใจไม่ลง ต้องรีบเดินทางกลับวัดมาเยี่ยงนี้ ถุงหอมที่สาวใช้ผู้นั้นส่งมาให้ก็ทำได้งดงามจริงๆ พี่ซือหม่าหวงแหนยิ่งกว่าอะไรดี หากไม่ใช่สาวงามล่ะก็ ท่านจะรีบร้อนกลับมาเช่นนี้หรือ” เสียงที่ดังตามมาท่าทางไม่ยอมลดราวาศอกง่ายๆ

        “มีนัดกับสาวงามเป็นความสุขอย่างหนึ่งของบุรุษเช่นพวกเรา ดูจากแสงโคมที่อยู่ไกลๆ ดวงนั้น คือจุดหมายปลายทางที่จะไปใช่หรือไม่ ไหนๆ พวกเราพี่น้องก็อยู่ที่นี่กันพร้อมหน้า ก็ขอชะเง้ออยู่ห่างๆ จะเป็นไรไป ไม่รบกวนท่านกับคนงามจู๋จี๋กันหรอกน่า” เสียงแหลมเล็กของบุรุษอีกคนดังขึ้น

        “คุณหนู ฝ่ายตรงข้ามมากันหกคน มีสามคนที่เป็นบ่าวชายเจ้าค่ะ” โม่เยี่ยกล่าวเตือน ร่างของนางยืนนิ่ง เงาร่างสูงที่สะท้อนภายใต้แสงตะเกียงยิ่งทอดยาว

        ชั่วพริบตาที่ได้ยินเสียงสนทนา โม่เสวี่ยถงพลันรู้สึกถึงความหนาวเย็นพุ่งเข้ามาปะทะ เล็บแหลมคมจิกเข้าเนื้อ

        โม่เสวี่ยหมิ่นช่างร้ายกาจนัก!

        มาเพื่อสวดอุทิศบุญให้มารดา แต่กลับนัดหมายพบปะกับบุรุษเป็นการส่วนตัวแล้วถูกคนพบเห็นเข้า อีกทั้งยังมีพยานวัตถุที่ทิ้งไว้อีก…

        หรือว่าชาตินี้ตนเองยังจะต้องซ้ำรอยเดิมกับชาติปางก่อน และต้องตายอย่างไม่เป็นธรรมซ้ำอีกหรือไร ภายใต้ก้นบึ้งดวงตากลายเป็นสีแดงก่ำดั่งโลหิต ราวกับทุกข์ทรมานอยู่ท่ามกลางกองไฟที่แผดเผาในวันนั้น…

        ไม่! นางไม่ยอมให้แผนชั่วของพวกเขาประสบความสำเร็จเด็ดขาด นางยอมตายแต่ไม่ยอมตกอยู่ในสภาพน่าเวทนาแบบนั้นอีกแล้ว เบื้องหน้าสายตาราวกับเห็นภาพวันที่ตนเองนอนตายตาไม่หลับอีกครั้ง ความโศกเศร้าและเกลียดชังทำลายหัวใจจนแหลกเหลว นางชี้ขึ้นฟ้าแล้วกล่าวคำสาบานไว้…

        “โม่เยี่ย เจ้าสามารถพาคนเหาะขึ้นที่สูงได้กี่คน” นางเอ่ยถามอย่างเยือกเย็น

        “บ่าวพาคนเหาะขึ้นต้นไม้ได้เพียงคนเดียวเจ้าค่ะ” โม่เยี่ยกล่าวเสียงเบา เข้าใจความหมายของนางในฉับพลัน

        “คุณหนูขึ้นไปกับโม่เยี่ยเถิดเจ้าค่ะ บ่าว… บ่าว…” โม่หลันกัดฟันมองไปโดยรอบ นางย่อมไม่อาจให้ใครเห็นได้ นางเป็นสาวใช้ข้างกายคุณหนู ต่อให้ไม่เห็นผู้เป็นนาย แต่เห็นบ่าวเช่นนาง เสียงเล่าลือเรื่องการพบปะส่วนตัวก็ย่อมไม่พ้นตกไปอยู่ที่คุณหนูอยู่ดี

        “โม่เยี่ย พาโม่หลันขึ้นต้นไม้” โม่เสวี่ยถงกล่าวเสียงเย็น สายตาเลื่อนไปที่มุมกำแพง

        “คุณหนู…”

        “มือของเจ้ามีบาดแผล ไม่สามารถแช่น้ำได้” โม่เสวี่ยถงโบกมือห้ามอย่างไม่ลังเล หยุดคำพูดของนาง บาดแผลของโม่หลันไม่อาจถูกน้ำได้จริงๆ

        เสียงจากทางเดินใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

        “พี่เหอ พี่หลิง ข้าไม่ได้นัดหมายส่วนตัวกับสาวงามคนใดจริงๆ สาวใช้ผู้นั้นก็เป็นคนในจวนข้าเอง ถุงหอมนั่นก็ไม่ใช่ของแทนใจอะไร เป็นของที่น้องสาวทำมาให้เท่านั้น เชิญพี่ชายทั้งสองลงเขาไปเถิด ที่พักบนภูเขาทั้งเล็กและคับแคบ คนเยอะขนาดนี้คงอยู่กันไม่ไหวหรอก” เมื่อเห็นแสงตะเกียงอยู่ด้านหน้า ซือหม่าหลิงอวิ๋นก็หมุนตัวมา กางมือขวางไว้พลางกล่าวด้วยท่าทางลนลานกึ่งขอร้อง

        คุณชายเหอกับคุณชายหลิงที่ตามมาแค่มองก็รู้ว่ามีละครสนุกให้ชม ไหนเลยจะยอมปล่อยไปง่ายๆ

        พวกเขาชอบทำอะไรตามใจจนเคยตัว คนหนึ่งก็ดึงซือหม่าหลิงอวิ๋นไว้ อีกคนก็ผลักมือเขาออกแล้วหัวเราะหึๆ จากนั้นก็เดินไปยังจุดที่มีแสงสว่างจากโคมไฟ ไม่คิดมาก่อนว่าเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อผู้ประพฤติตัวถูกทำนองคลองธรรมเสมอมา จะนัดพบกับสตรียามค่ำคืนเช่นนี้ ยังมีเรื่องชู้สาวเรื่องไหนที่จะงดงามหวานซึ้งไปกว่านี้อีก

        “พี่ซือหม่า ท่านอย่าโกหกไปเลย ดูสิ ร้อนตัวจนเหงื่อท่วมศีรษะหมดแล้ว ไม่เป็นไรหรอกน่า น้องชายก็แค่ดูเฉยๆ เท่านั้นเอง” คุณชายเหอปัดมือของซือหม่าหลิงอวิ๋นที่ยื่นออกมาขวางไว้ออกไป แล้วหัวเราะอย่างนึกสนุก ขณะที่เดินเข้าไปได้เพียงสองก้าว จู่ๆ ก็มีคนวิ่งพุ่งเข้ามา ยังไม่ทันมองอย่างถี่ถ้วนก็รู้สึกว่าศีรษะของตนเองไปชนถูกอะไรเข้า เสียงวิ้งๆ ดังก้องอยู่ในหัว รู้สึกว่ามีเงาร่างแข็งแกร่งพลิ้ววูบผ่านไป

        “มีคน…” คุณชายเหอกล่าวออกมาเพียงแค่นั้นก็ล้มตึงลงไปที่พื้น

        ซือหม่าหลิงอวิ๋นกำลังนึกกระหยิ่มใจว่าแผนการสำเร็จ ก็ผลักไสคุณชายหลิงอย่างทีเล่นทีจริง ทันใดนั้นก็สัมผัสได้ถึงสิ่งผิดปรกติ รีบหันศีรษะกลับไป ขณะที่ยังไม่ทันเห็นอย่างชัดแจ้ง เบื้องหน้าสายตาก็ถูกกระสอบคลุมไว้ ยังไม่ทันขัดขืนร่างกายก็ถูกทุบด้วยท่อนไม้สองสามครั้ง เรื่องเกิดขึ้นกะทันหันทำให้เขารับไม่ทัน อีกทั้งถูกคลุมหัวมัดมือมัดเท้า ไหนเลยจะสู้อีกฝ่ายได้ ถูกซัดไม่กี่ทีก็ล้มกลิ้งลงที่พื้น

        คุณชายหลิงที่อยู่ด้านหลังตกใจถอยหลังกรูด เดิมทีเขาก็เป็นแค่คุณชายเสเพลไม่เอาไหนคนหนึ่ง บัดนี้หลบอยู่ด้านหลังบ่าวชายสามคนที่คุ้มกันเขาอยู่ ดวงตาเบิกกว้างจ้องมองบุรุษผู้หนึ่งท่าทางเหมือนเป็นบ่าวรับใช้ มือถือท่อนไม้ใหญ่ท่อนหนึ่ง ตีไปไม่กี่ที ซือหม่าหลิงอวิ๋นที่อยู่ในกระสอบก็แน่นิ่งไม่ขยับ ไม่มีแม้แต่จะส่งเสียงขัดขืนสักแอะ

        “ครั้งหน้าหากยังกล้ามาล่วงเกินคุณหนูใหญ่บ้านข้าอีก เจ้าถึงที่ตายแน่” บ่าวชายหน้าตาดุร้ายลากซือหม่าหลิงอวิ๋นที่ถูกทุบจนสลบไปแล้วออกมาจากกระสอบ คุกเข่าลงพลิกร่างเขาขึ้นมาแล้วค้นตัว ไม่ช้าก็คลำเจอถุงหอมสีแดงในอกเสื้อของซือหม่าหลิงอวิ๋น

        บ่าวชายผู้นั้นฉีกทำลายถุงหอมนั้นเสีย ก่อนโยนกะน้ำหนักในมือเบาๆ แล้วลุกขึ้นอย่างพึงพอใจ แผดเสียงหัวเราะเยาะเยาะหยัน แล้วลากไม้ท่อนใหญ่วิ่งเข้ามาทางคุณชายหลิงที่ตัวสั่นงันงกอยู่ตรงนั้น ชายหนุ่มกลัวจนหัวหด ไหนเลยจะกล้าร้องสักแอะ ยามนี้เขาสูงมืดสนิท หากถูกตีจริงๆ แม้แต่สถานที่ร้องทุกข์ก็ยังไม่มี

        บ่าวชายที่ก่อเหตุนำถุงหอมใส่เข้าไปในอกเสื้อ แล้วโยนท่อนไม้ทิ้งหยิบโคมไฟขึ้นมาจากพื้น ก้าวเท้าฉับๆ เข้ามา คุณชายหลิงนึกว่าเขายังคิดจะทำร้ายคนต่อก็กลัวจนตัวสั่น ขณะที่กำลังจะคิดจะกล่าวบางอย่างออกไป คนผู้นั้นกลับเดินผ่านไปไม่เหลียวมองพวกเขาแม้แต่แวบเดียว

        รอจนกระทั่งแสงตะเกียงผ่านไปไกลแล้ว คุณชายหลิงค่อยถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ผลักบ่าวรับใช้ที่ขวางอยู่ด้านหน้าออกไป ขณะที่กำลังคิดว่าจะเข้าไปดูซือหม่าหลิงอวิ๋นที่ถูกซ้อมจนสลบไปกับพี่ชายเหอผู้เคราะห์ร้ายที่อยู่ด้านหน้า

        “คุณชาย มาดูนี่สิขอรับ นี่เป็นของที่คนผู้นั้นทำตกไว้” บ่าวรับใช้ของซือหม่าหลิงอวิ๋นและคุณชายเหอเห็นว่าไม่มีอันตรายแล้ว ก็รีบเข้าไปช่วยเหลือเจ้านายของตน บ่าวของคุณชายหลิงที่ยืนเฝ้าอยู่ข้างกายเขาดวงตาพลันสว่างวาบ ร้องบอกพลางชี้ไปที่กระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งตกอยู่ที่พื้น

        “ไหนล่ะ เก็บมาดูซิ” หัวใจของคุณชายหลิงเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เขาเกือบจะถูกคนทำร้ายโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่ไปด้วย จะไม่คิดสืบหาต้นตอของเรื่องให้กระจ่างได้อย่างไร

        “เป็นของที่หลุดออกมาจากถุงหอมที่อยู่ในอกเสื้อของซื่อจื่อขอรับ เมื่อครู่ตอนที่คนผู้นั้นโยนของในมือ บ่าวเห็นชัดเจนเลยขอรับ” บ่าวชายวิ่งเข้ามาแล้วส่งให้คุณชายหลิงอย่างพินอบพิเทา

        ทันทีที่เปิดอ่าน สีหน้าของคุณชายหลิงก็ทะมึนราวกับถูกคลุมด้วยหมอกทึบ ขยำกระดาษในอุ้งมือด้วยอารมณ์เดือดดาล มองซือหม่าหลิงอวิ๋นที่ถูกทำร้ายจนบาดเจ็บสาหัสนอนหมอบอยู่กับพื้นเรียกเท่าไรก็ไม่ฟื้นด้วยแววตาขุ่นเคือง

        “เมื่อครู่นี้เกิดอะไรขึ้น” คุณชายเหอซึ่งโดนลูกหลงเพียงเบาะๆ อยู่อีกด้านลูบหัวสะบัดศีรษะไปมาแล้วลุกขึ้นยืน “ถูกสาวงามตีเอาหรือนี่” คุณชายท่านนี้ถูกตีจนมึนไปแล้ว แต่ยังจำเรื่องก่อนหน้าได้อยู่

        “สาวงามบ้าบอที่ไหน หญิงสามานย์ชั้นต่ำชัดๆ ท่านดูเอาเองเถิด” คุณชายหลิงส่งกระดาษที่ขยำจนเป็นก้อนกลมในมือให้อีกฝ่ายด้วยความโมโห

        เมื่อคลี่กระดาษออกดูเห็นอักษรที่อยู่ด้านใน คุณชายหลิงก็โกรธจัด ฉีกกระดาษแผ่นนั้นจนกลายเป็นผุยผง แผดเสียงด่าทอดังลั่น “เจ้าคนชั่วช้า เจ้าคนถ่อย กล้าใช้บิดาเป็นเหยื่อล่อเลยหรือ บิดาเข้าป่าไปตีห่านทุกวัน วันนี้จะต้องสั่งสอนห่านที่กล้ามาจิกตาเสียหน่อย”

        “พวกเราไป จะปล่อยพวกเขาไปง่ายๆ แบบนี้ไม่ได้เด็ดขาด”

        “บิดาจะลงเขาไปป่าวประกาศเรื่องเหม็นโฉ่น่ารังเกียจของพวกเขาให้ผู้คนรู้กันทั่ว ไป!”

        ทั้งสองเดินตามกันไป ต่างฝ่ายต่างพาคนของตนเองถือโคมกระดาษออกไปด้วยอารมณ์เดือดดาล ไม่แยแสซือหม่าหลิงอวิ๋นที่นอนสลบเหมือดจะตายแหล่มิตายแหล่อยู่ที่พื้นแม้แต่น้อย มองไปโดยรอบมีแต่ความมืดมิด บ่าวผู้นั้นเป็นพวกขี้ขลาดตาขาว พอลากซือหม่าหลิงอวิ๋นขึ้นหลังได้ก็เดินโซซัดโซเซไปกลับไปตามทางเดิม

        เมื่อเสียงเท้าเดินเลือนหายไปแล้ว สถานที่แห่งนี้ก็มืดสนิทและเงียบสงัดลงชั่วขณะ

        ผ่านไปครู่ใหญ่ บนต้นไม้สูงก็มีเงาคนสองคนกระโดดลงมา หนึ่งในนั้นวิ่งโซซัดโซเซไปที่โอ่งเลี้ยงปลาขนาดใหญ่ที่อยู่ข้างวัด ร้องเรียกเบาๆ อย่างร้อนใจ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ ยังสบายดีอยู่หรือไม่”

        โม่เยี่ยรีบดึงตัวโม่เสวี่ยถงที่ถูกแช่จนตัวแข็งไปแล้วครึ่งหนึ่งขึ้นมาจากน้ำ ทั่วร่างของนางเปียกชุ่ม ใบหน้าและริมฝีปากขาวซีดไร้สีเลือด อาภรณ์ห่มร่างเพียงบางเบาเมื่อต้องลมก็หนาวสั่นจนเกือบหมดสติ

        ถึงจะอยู่ในสภาพเช่นนี้ แต่ดวงตาประกายหยาดน้ำคู่นั้นก็ยังคงเยือกเย็นอยู่เช่นเดิม แม้แต่โม่เยี่ยซึ่งถูกมอบให้โม่เสวี่ยถงไปแล้ว ก็ยังรู้สึกเลื่อมใสดรุณีน้อยผู้เป็นนายใหม่ของตนอย่างแท้จริง ใครจะคิดว่าสาวน้อยบอบบางผู้เลอโฉมจะอำมหิตต่อตนเองได้ถึงเพียงนี้ ค่ำคืนปลายสารทฤดูบนหุบเขา หนาวเหน็บไม่ต่างกับเหมันต์ฤดู ทั้งยังแช่อยู่ในถังน้ำลึกเพียงนี้ แม้แต่ผู้มีวรยุทธ์ติดกายเช่นนางก็ยังไม่แน่ว่าจะทานทนได้

        นางถอดชุดคลุมตัวนอกของตนเองแล้วห่อหุ้มร่างน้อยของโม่เสวี่ยถง โม่หลันซึ่งร้องไห้จนกลายเป็นมนุษย์น้ำตาไปแล้ว รีบหยิบผ้าแพรขึ้นมาเช็ดหยดน้ำบนใบหน้าของโม่เสวี่ยถง “คุณหนู… บ่าวบอกว่าบ่าวขอเป็นคนลงไปอยู่ในถังน้ำเอง คุณหนูก็ไม่ยอม สุขภาพของคุณหนูเดิมทีก็ไม่แข็งแรงอยู่แล้ว จะทนรับไหวได้อย่างไร”

        โม่เสวี่ยถงปรับตัวอยู่นานจึงหาเสียงของตนเองพบ กล่าวขึ้นด้วยเสียงแหบแห้ง “ข้าไม่เป็นไร มือของเจ้า… ไม่อาจแช่อยู่ในน้ำได้”

        กล่าวจบก็ฝืนทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างกายพลันอ่อนยวบล้มพับในอ้อมอกของโม่เยี่ย ร่างที่สั่นเทาเมื่อครู่แน่นิ่งไปไม่รู้สึกตัวใดๆ อีก

        “เจ้าค่อยๆ เดินตามหลังมา ข้าจะกลับไปก่อน” โม่เยี่ยเห็นอาการของนางไม่ดีแล้ว ก็พูดกับโม่หลันประโยคหนึ่ง ก่อนอุ้มโม่เสวี่ยถงเหาะทะยานไปอย่างรวดเร็ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)