0 Views

        หลังจากมื้ออาหารค่ำโม่เสวี่ยถงก็ได้รับแจ้งว่าให้นางไปที่วิหารด้านซ้ายของลานวัดเพียงคนเดียวห้ามพาคนไปด้วย ผู้มาเร้นกายอยู่ในความมืดเห็นหน้าไม่ชัด จากการสัมผัสตามความรู้สึกน่าจะเป็นองครักษ์ผู้หนึ่ง สิ่งที่นางหยิบให้โม่หลันดูเป็นกระดาษที่มีตราสัญลักษณ์ประทับอยู่ ดูจากสภาพของกระดาษก็รู้ได้ว่ามีอายุยาวนาน

        ซวงเยี่ยกับชิวหลิงถูกโม่อวี้ลากไปช่วยกันปักผ้าเช็ดหน้าที่โม่เสวี่ยถง ‘ชื่นชอบ’ อย่างเร่งด่วนที่เรือนรับรองด้านข้าง

        ตอนแรกไม่ว่าจะพูดอย่างไรโม่หลันก็ไม่ยอมให้โม่เสวี่ยถงไปคนเดียว แต่โม่เสวี่ยถงยืนกรานหนักแน่นว่าจะไปผู้เดียวให้ได้ เมื่อไม่มีทางเลือกจึงจำใจต้องตกลง

        โม่เสวี่ยถงเดินไปเพียงลำพังบนถนนสายเล็กๆ ที่เงียบสงัด ไม่ว่าชาติก่อนหรือชาตินี้ นางก็เก็บตัวอยู่แต่ภายในเรือนชั้นใน ไหนเลยจะเคยลักลอบออกไปพบคนแปลกหน้าเพียงลำพังในยามวิกาลที่มืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือทั้งห้าแบบนี้ แม้นางตอนนี้นางจะสงบนิ่ง แต่ก็รวบนิ้วมือลงมากำแน่น เหงื่อเย็นชุ่มอยู่ในอุ้งมือทั้งสองข้าง

        แต่นางไม่กล้าเสี่ยงฝ่าฝืนความประสงค์ของฝ่ายตรงข้าม เพราะตนเองก็ต้องการองครักษ์เงาสองคนนี้เป็นอย่างยิ่งเช่นกัน จึงไม่อาจไม่ทำตามคำขอของอีกฝ่ายได้

        วิหารแห่งนั้นแท้จริงแล้วไม่ไกลนัก เมื่อยืนอยู่ในเรือนก็สามารถเห็นสถานที่แห่งนั้นอยู่รางๆ ดังนั้นโม่เสวี่ยถงจึงไม่กลัวหลงทาง

        หนทางเล็กแคบไม่มีแสงจันทร์นำทางแม้แต่น้อย คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด ความเงียบสงัดแผ่คลุมไปทั่วบริเวณ ทุกสิ่งดูแปลกประหลาดไปหมด มีเพียงเสียงย่างเท้าที่แผ่วเบาของนางแทรกขึ้นทำลายความสงบเงียบนี้ โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากแน่น ภายในใจรู้สึกหวิวไหวและหวาดหวั่นโดยสัญชาตญาณ นางหยุดยืนหันไปมองเรือนที่พักของตน มองเห็นเงาตะคุ่มของโม่หลันยืนโดดเดี่ยวที่ประตูภายใต้แสงโคมสีเหลืองนวลที่ส่องสว่างอยู่ลิบๆ

        นางหลับตาปี๋หวาดกลัวยิ่ง รู้สึกราวกับกำลังเดินไปสู่ความมืดมิดอันไร้ขอบเขต

        ฉับพลันเบื้องหน้าสายตาก็มีแสงสว่างวาบ ท่ามกลางกองเพลิงลุกโชนก็คือตัวนางที่มีโลหิตไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด ความเจ็บปวดแบบนั้น แม้ชีวิตจะหาไม่ก็ไม่อาจลบเลือนไปได้…

        หากว่าชาติหน้ายังมี ต่อให้ตนเองต้องกลายเป็นผีร้ายในแดนโลกันต์ก็ยินยอมใช้กายเป็นเครื่องพลี ขอเพียงได้ลากคนเหล่านี้ลงนรกไปพร้อมกัน

        นางสูดหายใจเรียกความมั่นใจอีกครั้ง ดึงปิ่นชิ้นหนึ่งออกจากมวยผมมาถือ แล้วกำปลายด้านแหลมของปิ่นปักผมไว้ในอุ้งมือจนรู้สึกเจ็บ แต่กลับยังคงกดเอาไว้แน่น ใช้ความเจ็บปวดจากของมีคมมาควบคุมความรู้สึกไม่ปลอดภัยและหวาดหวั่นพรั่นพรึงในเบื้องลึกของหัวใจ

        แท้จริงแล้วทางเดินสายนั้นไม่ไกลเลย แต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้สึกเหมือนอยู่ห่างไกลมาก ริมฝีปากสีชมพูระเรื่อถูกกัดจนขาวซีด ได้ยินเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมครามอยู่ในอก

        ในที่สุดก็เห็นประตูวิหารอยู่เบื้องหน้า นางมีทีท่าลังเลเล็กน้อย มิได้เข้าไปทันที สัญชาตญาณสั่งให้นางแนบหน้าเข้ากับประตู แอบมองลอดช่องว่างเข้าไปด้านใน

        “อะไรกัน ธิดาสกุลใหญ่โตมาทำเสียมารยาทด้วยการเกาะประตูแอบมองผู้อื่นได้ด้วยหรือ” ลมหายใจอุ่นปัดเฉียดข้างหู โม่เสวี่ยถงสะดุ้งเฮือกมีปฏิกิริยาโต้กลับ พลันขยับมือข้างที่ถือปิ่นไว้จ้วงแทงออกไปด้วยสัญชาตญาณ

        “โอ… ที่แท้ก็เจ้านี่เอง!” เสียงหัวเราะราวกับคนเกียจคร้านเจือความประหลาดใจดั่งลอยลมมาจากแดนไกล มือเล็กที่ยื่นออกมาถูกมือแกร่งคู่หนึ่งที่มาจากด้านหลังรวบไว้ ประตูวิหารที่แง้มอยู่ครึ่งหนึ่งถูกผลักให้เปิดออก แสงตะเกียงจากด้านในลอดออกมาทาบไล้บนใบหน้าของชายหนุ่มที่อยู่ตรงข้าม

        ชั่วพริบตานั้น นางรู้สึกหัวหมุนติ้วไปหมด ได้ยินเพียงเสียงประตูวิหารถูกกระแทกให้เปิดออก

        “เข้าไปกันเถอะ” ชายหนุ่มจูงมือนางเข้าไปด้านใน ประตูวิหารถูกปิดลงอย่างไร้สุ้มเสียง เมื่อได้รับแสงสว่างจากตะเกียง ความอบอุ่นจากแสงไฟดูเหมือนจะส่งผ่านมาถึงร่างกายของนาง โม่เสวี่ยถงค่อยรู้สึกตัวกลับมาเป็นปรกติ พลันสะบัดมือออกจากการจับยึด ถอยห่างออกไปสองสามก้าวแล้วเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง

        ที่แท้ก็ชายหนุ่มร้ายกาจจอมบุ่มบ่ามผู้นั้นเอง เป็นเขาไปได้อย่างไร!

        โม่เสวี่ยถงมองใบหน้าหล่อเหลาร้ายกาจที่อยู่เบื้องหน้าอย่างตกตะลึง แม้ว่าจะพบเจอกันเป็นครั้งที่สองแล้ว แต่รูปโฉมของเขาก็ยังคงทำให้นางสับสนว้าวุ่น รู้สึกอึดอัดหายใจไม่ทั่วท้องอยู่เช่นเดิม

        แววตากระจ่างสดใสดั่งอัญมณีหลากสีที่ทอประกายระยิบระยับ ดวงตาเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อย ทำให้คนสัมผัสถึงความอ่อนโยน รู้สึกคล้ายถูกจับจ้องด้วยความรักใคร่ สตรีใดที่ถูกเขามองล้วนใบหน้าร้อนฉ่าใจเต้นอย่างอดไม่ได้ จมลึกอยู่ในห้วงความหลงใหลจนถอนตัวไม่ขึ้น ผมยาวดำสนิทราวกับราตรีถูกตรึงไว้ด้วยปิ่นไม้เพียงชิ้นเดียว ปอยผมลุ่ยลงมาบางส่วน แต่ยังคงดูสูงส่งสง่างามอย่างไม่อาจละสายตาได้

        ทั่วทั้งร่างกายเปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดเหลือร้าย สีหน้าท่าทางเยี่ยงนั้นราวกับเกิดมาเพื่อปั่นป่วนหัวใจคนให้รู้สึกสับสน วูบไหวใจเต้น ถูกสะกดอยู่ในดวงตาที่อบอุ่นอ่อนโยนของเขาโดยไม่รู้ตัว

        “ทำไมหรือ รู้สึกว่าข้าหน้าตาดีใช่หรือไม่ อันที่จริงคุณชายเช่นข้าก็ยังพึงพอใจเจ้าอยู่ ข้อเสนอคราที่แล้วยังนับให้อยู่นะ” ชายหนุ่มหล่อร้ายราวกับปีศาจเห็นนางแลดูจริงจังขึ้นมาก็กระเซ้าเสียงทุ้มต่ำ “วันนี้ไม่แต่งเป็นสาวใช้ ไม่กลัวว่า ‘คุณหนู’ ของเจ้าจะมาพบเข้าหรอกหรือ” เขาจงใจเน้นคำว่าคุณหนูให้ดังและหนักแน่นขึ้น ดวงตาเป็นประกายคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้มจ้องมองหญิงสาว มิได้เก็บเรื่องที่นางสะบัดมือหลุดจากตนเองมาใส่ใจ

        ที่แท้เขาก็รู้นานแล้วว่านางไม่ใช่สาวใช้!

        โม่เสวี่ยถงยังจำข้อเสนอของเขาตอนที่อยู่ระหว่างทางผ่านไปจุดพักม้าได้ จึงถอยหลังกรูดไปสองสามก้าว ย่อกายคารวะอย่างนอบน้อม ถือโอกาสช่วงที่สมองยังว่างเปล่าปั่นความคิดในหัวอย่างรวดเร็ว

        ตอนนั้นนางพบคนผู้นี้ที่ทางเดินลับ ดูท่าทางจะไม่ใช่คนเมืองอวิ๋นเฉิง แต่จากที่เห็นที่นี่เวลานี้ การแต่งกายเรียบง่ายไม่อาจปกปิดความสูงศักดิ์ที่เผยชัดออกมาจากภายใน อาภรณ์สีม่วงตัวใหญ่ชุดเดิม นอกจากชายแขนเสื้อที่ปักลายอย่างวิจิตรงดงาม ก็มองสถานะของเขาไม่ออก แต่คนแบบนี้จะเป็นเพียงคนที่ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปได้หรือ

        ไม่น่าเชื่อว่าความลับที่มาพร้อมกับตัวนางจะเกี่ยวข้องกับเขาด้วย!

        ข้อสรุปก็คือคนผู้นี้มีสถานะสูงส่ง แต่กลับอันตรายอย่างยิ่ง หากไม่อยากถูกจับเข้าปิ้งก็ควรอยู่ให้ห่างไว้ ยิ่งไกลเท่าไรได้ยิ่งดี ดวงตาที่เหมือนคนเจ้าชู้ การกระทำตื้นเขินเรียบง่ายไม่มีอะไร แต่กลับซุกซ่อนความดำมืดไว้ภายในจิตใจ แม้ดูเหมือนจะอบอุ่นอ่อนโยน แต่ยามใดที่เผลอไผล เขาก็สามารถปลิดชีพเจ้าได้ทุกเมื่อ

        คนผู้นี้ไม่ควรเข้าไปยุ่งด้วยเด็ดขาด!

        “ขอถามตามตรง คุณชายมาด้วยเรื่องนี้ใช่หรือไม่” โม่เสวี่ยถงไม่อยากเสียเวลา นางถอยหลังอย่างรวดเร็วจนหลังชนประตูวิหารเพื่อเว้นระยะห่างกับเขา แล้วหยิบกระดาษแผ่นนั้นออกมาจากแขนเสื้อ ส่งมาที่หน้าเขาด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง

        โม่เสวี่ยถงมิได้มีท่าทางกระมิดกระเมี้ยนแม้แต่น้อย ทำให้เขารู้สึกทึ่ง ใบหน้าหล่อเหลาเผยรอยยิ้มมีเสน่ห์บาดใจ เขาไม่ได้ยื่นมือออกไปรับกระดาษจากมือของนางมา แต่กลับฉวยปิ่นปักผมในมือของนางไปพลิกดู แล้วเก็บเข้าแขนเสื้อของตนเองโดยไม่ยอมคืนให้

        “มอบสิ่งนี้ให้ข้าก็แล้วกัน ถือเป็นค่าชดเชยที่เจ้าปิดบังหลอกลวงคราที่แล้ว”

        “คุณชาย ท่านดูนี่…” แค่ปิ่นปักผมชิ้นเดียวโม่เสวี่ยถงมิได้ใส่ใจนัก เครื่องประดับที่นางพกมาด้วยครานี้ไม่มีสัญลักษณ์ที่แสดงถึงตัวนาง และยังเป็นของที่หลี่มามาช่วยซื้อมาให้ตอนที่ออกไปข้างนอกเมื่อเย็นวานนี้ ไม่มีความเกี่ยวข้องอันใดกับตนเอง นางชูกระดาษในมือขึ้นอีกครั้ง แสดงท่าทางให้เขารวบรวมสมาธิมาไว้ตรงนี้

        “สตรีที่เก็บตัวอยู่ในห้องหอเช่นเจ้าจะมีอันตรายอันใดนักหนา เรื่องในเรือนชั้นใน จำเป็นต้องใช้งานองครักษ์เงาเลยหรือ” ดูเหมือนว่าในที่สุดเขาก็ถามเข้าเรื่องเสียที ริมฝีปากหยักโค้งเล็กน้อยเป็นรอยยิ้ม ยื่นมือมารับกระดาษแผ่นนั้นไปดีดเล่นในมือ ไม่แม้แต่จะอ่านข้อความ ดวงตาหล่อเหลายังเหล่มาที่นางสีหน้าบอกอารมณ์ไปได้หลากหลาย

        คนผู้นี้เป็นปีศาจร้ายชัดๆ!

        แต่โม่เสวี่ยถงก็ไม่กล้าผ่อนคลายสัญชาตญาณป้องกันตัว ในค่ำคืนมืดมิดให้ออกมาพบเพียงคนเดียวแบบนี้ เดิมทีก็น่าระแวงสงสัยอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ที่มาของกระดาษแผ่นนี้นางก็ไม่รู้ชัด เพราะเหตุใดกระดาษเพียงแผ่นเดียวจึงสามารถขอองครักษ์เงาที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจากผู้อื่นได้ และมีความเกี่ยวข้องอะไรอยู่ภายใน

        นางกลัวว่าเขาจะถามอะไรละเอียดไปกว่านี้ แล้วหากตนเองตอบไม่ได้จะทำให้เสียเรื่อง

        บัดนี้สิ่งที่นางขาดแคลนที่สุดคือผู้ช่วย

        “คุณชายทราบได้อย่างไรว่าในเรือนชั้นในไม่มีอันตราย เรือนชั้นในสามารถทำร้ายคนได้อย่างไร้ร่องรอยยิ่งกว่าเรือนหน้าด้วยซ้ำ เกาทัณฑ์ในที่แจ้งหลบง่าย กระบี่ซ่อนในที่ลับยากป้องกัน” โม่เสวี่ยถงขบกรามกรอดตอบอย่างเย็นชา ภายใต้เบื้องลึกของดวงตาเต็มไปด้วยความเศร้าสลด ท่านแม่เป็นคนดีขนาดนั้น ยังต้องสังเวยชีวิตให้กับสงครามการห้ำหั่นของเรือนชั้นใน ถูกฟางอี๋เหนียงทำร้ายจนตาย แล้วจะไม่ให้เจ็บปวดหัวใจได้อย่างไร

        “อ้อ… หากกล่าวเช่นนี้ แสดงว่าการต่อสู้ในเรือนชั้นในของจวนโม่คงดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าการต่อสู้ของบุรุษอีกล่ะสิท่า” ชายหนุ่มเอ่ยปากพลายยิ้มอ่อนๆ ในดวงตาสีนิลเผยแววขบขันออกมาวูบหนึ่ง

        “คุณชายมาที่นี่วันนี้ ด้วยเรื่ององครักษ์เงาตามจดหมายลับที่ข้าถือครองอยู่ใช่หรือไม่” โม่เสวี่ยถงไม่ต้องการพัวพันใดๆ กับบุรุษแปลกหน้าแสนอันตรายผู้นี้ จึงยอบกายกล่าวเตือนด้วยความจนใจอย่างยิ่ง

        “จะว่าผิดก็ไม่ผิด ถ้าเป็นผู้อื่นข้าก็คงดูแค่กระดาษแผ่นนี้ แล้วก็ให้พาคนไปได้ตามสบายสองคน แต่หากเป็นเจ้าแล้วล่ะก็…” ชายหนุ่มรูปงามลูบคางเกลี้ยงเกลา แล้วกล่าวอย่างเอ้อระเหยไม่ทุกข์ร้อน “คุณหนูสามโม่ โม่เสวี่ยถงสินะ คุณชายเช่นข้ายินดีแสดงความจริงใจให้เจ้าเห็นอีกครั้ง”

        “…” นางขบริมฝีปากก่อนเอ่ยออกมา “ไม่ทราบว่าคุณชายหมายความว่าอย่างไร”

        คนอย่างเขารู้แม้แต่สถานะของนาง ก็ไม่น่าแปลกใจสักนิด

        “หากเจ้ายอมมาเป็นสาวใช้ข้างกายข้า อย่าว่าแต่องครักษ์เงาแค่สองคนเลย ต่อให้หมดทั้งกอง คุณชายเช่นข้าก็ยกให้เจ้าได้ ว่าอย่างไรเล่า” ชายหนุ่มฉวยรุกเข้ามาอย่างฉับพลัน ลมหายใจอุ่นร้อนรดลงข้างหูของนาง กล่าวพลางหัวเราะเบาๆ อย่างหยอกล้อ

        “คุณชายโปรดสำรวมด้วย” โม่เสวี่ยถงหลุบตาก้มศีรษะลง ใบหน้าเผยความเย็นชาห่างเหิน “ข้ามาที่นี่ก็ด้วยเรื่ององครักษ์เงาสองคนเท่านั้น”

        “เอาน่า จะตีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นนี้ไปไยเล่า ข้าไม่ได้จะกินเจ้าเสียหน่อย เมื่อเจ้าตัวไม่ยินดี คุณชายเช่นข้าก็ไม่ฝืนใจ เพราะหากเกิดเจ้าแยกเขี้ยวกางเล็บออกมา คนที่เสียเปรียบก็คงจะเป็นข้าคุณชายผู้นี้” เสียงลมหายใจอุ่นดูเหมือนจะขยับออกห่างจากนางเล็กน้อย เวลานี้นางจึงค่อยหายใจเข้าออกยาวๆ อย่างเต็มที่ได้ แต่ก็ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเขาจึงกล่าวเช่นนี้

        ชายหนุ่มในอาภรณ์สีม่วงปรบมือเบาๆ สองครั้ง ทันใดนั้นภายในวิหารก็มีชายหญิงคู่หนึ่งปรากฏตัวขึ้นในชั่วพริบตา

        ทั้งสองเดินเข้ามาตรงหน้าของชายหนุ่มอาภรณ์สีม่วงแล้วคุกเข่าลง

        “ฝ่ายหญิง ต่อไปให้เรียกว่าโม่เยี่ย ฝ่ายชายให้เรียกว่าโม่เฟิง คนหนึ่งจะเฝ้าอยู่ข้างกายเจ้า อีกคนจะติดตามอยู่ในที่ลับ เช่นนี้คงใช้ได้แล้วกระมัง”

        “ขอบคุณคุณชายมากเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก ในที่สุดปัญหาก็ได้รับการแก้ไขอย่างน่าพอใจ

        “ไปคารวะนายใหม่ของพวกเจ้าเสียสิ ต่อไปสตรีผู้นี้ก็คือนายของพวกเจ้าแล้ว”

        “คารวะนายหญิง” องครักษ์ทั้งสองยืนขึ้นก่อนจะหันมาคุกเข่าต่อหน้าโม่เสวี่ยถงอีกครั้ง โม่เฟิงเป็นชายหนุ่มอายุยี่สิบกว่าปี แววตาดุดัน แค่มองก็รู้ได้ว่าเป็นยอดฝีมือคนหนึ่ง โม่เยี่ยเป็นสตรีรูปร่างบอบบางแช่มช้อย หน้าตาสะสวยจนดูไม่ออกว่าเป็นวรยุทธ์

        นางยื่นมือไปประคองพวกเขาขึ้นมา หลังจากที่คนทั้งสองยืนขึ้นแล้ว โม่เสวี่ยถงก็หันไปหาชายหนุ่มอาภรณ์ม่วง “ขอบพระคุณคุณชายที่ช่วยเหลือ วันหน้าหากคุณชายต้องการสิ่งใด ข้าย่อมตอบแทนอย่างเต็มที่”

        “เพียงแค่เจ้ามีใจ วันหน้าจะต้องมีโอกาสได้ตอบแทนแน่”

        เห็นเขากล่าวกับตนเองด้วยท่าทางไม่ปรกติเช่นนี้ โม่เสวี่ยถงก็นึกหวาดกลัวเล็กน้อย กัดริมฝีปากทีหนึ่งก่อนจะอำลา “หากคุณชายไม่มีธุระอื่นใดแล้ว ข้าต้องขอตัวก่อน”

        “อย่าเพิ่งใจร้อน…” บุรุษอาภรณ์ม่วงสีหน้าเปลี่ยนกลับมาจริงจังโดยพลัน ในดวงตาสว่างวาบราวกับลูกไฟ ยกมือขึ้นโบก เงาร่างของโม่เฟิงและโม่เยี่ยหายวับไปทันตา “คุณหนูสามโม่ ข้าคิดว่าสิ่งที่พวกเราสนทนากันเมื่อครู่คงจะไม่แพร่ออกไปใช่หรือไม่”

        “เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยพบกับคุณชายมาก่อน ไม่เคยสนทนาใดๆ กับคุณชายทั้งสิ้น” โม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด

        “ไปเถิด” ครานี้น้ำเสียงของเขากลับมารื่นหู ไม่ข่มขวัญให้นางลำบากใจอีก แล้วโบกมือให้นางไป

        โม่เสวี่ยถงถอยออกมานอกประตู เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งตัว โม่เยี่ยที่เฝ้ารออยู่ด้านนอกเข้ามาประคองนาง จากนั้นทั้งสองก็ค่อยๆ เดินกลับไปตามทางเดิมที่มา

        “องค์ชาย เมื่อครู่นี้มีคนสองสามคนบุกเข้ามา เดินวนสำรวจอยู่ในที่พักขององค์ชายรอบหนึ่ง แล้วแฝงกายอยู่ใต้ต้นไม้นอกห้องขององค์ชาย ควรจัดการเช่นใดพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์คนหนึ่งเดินออกมาจากเงามืดภายในวิหารลึก แล้วเอ่ยถามด้วยความนอบน้อม

        “มาอีกแล้วหรือ เมื่อมาแล้วก็พาพวกเขาไปวนเล่นรอบๆ กินลมชมบรรยากาศยามราตรีของวัดเป้าเอินเสียหน่อย” ชายหนุ่มเลิกคิ้วงามขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ทว่าสีหน้ากลับเต็มไปด้วยไอหายนะเย็นยะเยือก ดวงตาพราวระยับภายใต้แสงตะเกียงฉายแววเยาะหยันบางๆ

        “พ่ะย่ะค่ะ ข้าน้อยจะไปหลอกล่อพวกเขาเดี๋ยวนี้”

        “ราตรีมืดมิดแบบนี้ ให้พวกเขาวนเล่นสักหลายๆ รอบหน่อยเล่า”

        “พ่ะย่ะค่ะ”


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)