0 Views

        ครั้งนี้โม่เสวี่ยถงพาโม่หลัน โม่อวี้และสาวใช้อีกสองคนมาด้วย

        สาวใช้อีกสองคนที่ตามมาเป็นคนที่ฟางอี๋เหนียงจัดหามาเพิ่มให้โม่เสวี่ยถง คนที่หน้าตาสะสวยชื่อว่าซวงเยี่ย ส่วนอีกคนที่ดูระมัดระวังตัวทุกฝีก้าวคือชิวหลิง เนื่องจากเมื่อคืนไม่ได้หลับอย่างเต็มที่ โม่เสวี่ยถงจึงเอนกายหลับพักสายตาบนรถ โม่หลันซึ่งอยู่อีกด้านก็พิงกรอบหน้าต่างงีบหลับ มีเพียงโม่อวี้ที่ยังมีสติแจ่มใสนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง

        เนื่องจากเจ้านายนอนหลับ สาวใช้สองสามคนที่ไม่ได้หลับก็ไม่ได้คุยกัน

        “พี่โม่อวี้ เหตุใดคุณหนูสามจึงดูเหนื่อยล้าเช่นนี้ สุขภาพไม่ค่อยดีหรือ” ซวงเยี่ยที่นั่งอยู่อีกด้านเห็นสีหน้าขาวกระจ่างของโม่เสวี่ยถงแลดูซีดเซียวลงอีกหลายส่วน ก็อดใจไม่ไหวกระซิบถามเสียงเบา

        “คุณหนูสุขภาพไม่ดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไปวัดเป้าเอินครานี้ก็นึกกังวลจนเมื่อคืนนอนไม่หลับ” โม่อวี้เหลือบตาขึ้นตอบเสียงเรียบ ไม่มีความรู้สึกดีต่อสาวใช้ที่ชื่อซวงเยี่ยผู้นี้สักนิด

        “อ้อ… พี่โม่อวี้…” ซวงเยี่ยยังอยากคุยต่อ แต่โม่อวี้ยกมือขึ้นโบกและชักสีหน้าเข้มให้นางหยุดพูดมาก

        ซวงเยี่ยอ้าปากค้าง เมื่อไม่มีทางเลือกก็จำต้องหุบปากลง

        ตลอดการเดินทางไร้บทสนทนาใดๆ เมื่อมาถึงประตูด้านหน้าหุบเขา โม่เสวี่ยถงก็เกาะมือของโม่อวี้ประคองตัวลงมาจากรถม้า ยามนี้ยังเช้าอยู่ บรรยากาศภายในลานวัดเงียบสงบอย่างยิ่ง ผู้มาจุดธูปไหว้พระยังไม่มาก มีเพียงเหล่าหลวงจีนน้อยที่กวาดลานวัดอยู่โดยรอบ เนื่องจากมีการแจ้งไว้ก่อนล่วงหน้า ทางวัดจึงส่งหลวงจีนน้อยอายุเจ็ดแปดขวบมารอที่หน้าประตู เมื่อเห็นคนมาก็หัวเราะหน้าชื่นกระวีกระวาดเข้ามาต้อนรับ

        โม่หลันพาซวงเยี่ยกับชิวหลิงไปจัดของเข้าห้องพัก ครั้งนี้โม่เสวี่ยถงจะบำเพ็ญภาวนาเป็นเวลาสามวัน ดังนั้นนางจะต้องพักที่นี่สองคืน

        โม่เสวี่ยถงพาโม่อวี้เข้าไปในวิหารด้วย

        แสงแรกแห่งอรุโณทัยจับขอบฟ้า สรรพสิ่งในพสุธาราวกับถูกคลี่คลุมด้วยแสงสีส้มอ่อน ย่างเข้าสู่ปลายฤดูใบไม้ร่วงแล้ว สายลมโบกโบยพัดพาความหนาวเย็นมาด้วย เสียงกวาดลานวัดที่ปัดผ่านใบหูสะท้อนถึงความว่างเปล่าของวิหารแห่งนี้ ทั่วทั้งสี่ทิศสงบร่มเย็นราวกับวิสุทธิภูมิ[1]

        มีหลวงจีนมาประจำอยู่ภายในวิหาร ผู้มาแสวงบุญซึ่งมาแต่เช้าจำนวนหนึ่งนั่งอยู่ด้านข้าง กำลังสวดมนต์เบาๆ ไปพร้อมกับหลวงจีนเหล่านั้น

        โม่เสวี่ยถงหาเบาะรองนั่ง แล้วนั่งลงที่มุมหนึ่งของวิหาร หลับตาลงฟังเสียงสวด

        เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ หลังทำวัตรเช้าเสร็จสิ้น แขกผู้มาแสวงบุญต่างแยกย้ายกันไป โม่เสวี่ยถงพาโม่อวี้ออกมาจากวิหาร แล้วกลับไปยังเขตที่พักของสตรีซึ่งอยู่ด้านหลัง เนื่องจากบรรยากาศสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ โม่อวี้จึงค่อยคลายใจ เดินชมทิวทัศน์ระหว่างทางกลับเป็นเพื่อนโม่เสวี่ยถง ทันใดนั้นก็มีคนผู้หนึ่งเดินพรวดพราดออกมาจากหัวมุมทางโค้ง เกือบชนถูกโม่เสวี่ยถง

        โม่เสวี่ยถงตกใจก้าวถอยหลังไปสองสามก้าวโดยฉับพลัน โม่อวี้เข้ามากันอยู่ด้านหน้านายตนแล้วตะโกนด่าทอ “เจ้าเป็นบุรุษบ้ากามมาจากไหน”

        คนผู้นั้นมีทักษะยุทธ์ไม่เลว ตั้งตัวได้อย่างรวดเร็ว หลังจากถอยหลังไปก้าวหนึ่งก็กลับมายืนนิ่ง “คุณหนูสามโม่?”

        โม่เสวี่ยถงตกใจจนตัวสั่นไปชั่วครู่ สีหน้าเปลี่ยนเป็นขาวซีด มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายเสื้อกำหมัดแน่น ดวงตาจับจ้องอยู่ที่คนผู้นั้น ใบหน้าคมสันหล่อเหลาเชิดขึ้นอย่างสง่างาม ดวงตาดำขลับฉายแววยิ้ม นุ่มนวลและเยือกเย็นดั่งดวงจันทร์มีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้รู้สึกดีได้

        คนผู้นี้ก็คือซือหม่าหลิงอวิ๋นอย่างไม่ต้องสงสัย

        ภาพฟางอี๋เหนียงผุดขึ้นมาในหัวของนาง ไม่! ยามนั้นนางได้รับเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นภรรยาเอกแล้ว ฟางอี๋เหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเมตตาอ่อนโยน “ถงเอ๋อร์ ซื่อจื่อมาขอสู่ขอเจ้า ด้วยเขากับเจ้าเคยแตะเนื้อต้องตัวกันมาแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเขาก็ยังพึงใจในความสามารถของเจ้า ยินดีแต่งเจ้าเป็นภรรยาเอก แม่ไปสอบถามมาแล้ว จนบัดนี้ข้างกายซื่อจื่อแม้กระทั่งสาวใช้ข้างห้องก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ นับว่าเป็นสามีที่ดีทีเดียว ทั้งยังหนุ่มแน่นเก่งกล้าสามารถ หลังเจ้าแต่งให้เขาแล้ว จะต้องมีความสุขมากแน่นอน”

        “น้องสามได้แต่งซื่อจื่อเป็นสามี สตรีสูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงล้วนแต่ต้องอิจฉาเจ้าแล้ว น้องสามช่างมีวาสนาโดยแท้” โม่เสวี่ยหมิ่นยิ้มงามเฉิดฉันปานบุปผา

        แต่ผลสุดท้ายเล่า มีเพียงโลหิตไหลหลั่งกับความเคียดแค้นชิงชังอันไร้ขอบเขต…

        เลือดทุกหยดที่ไหลรินกับภาพความทรงจำ ที่มีแต่ความหลอกลวง

        หลังจากเก็บงำความชิงชังไว้ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาแล้ว โม่เสวี่ยถงก็สูดหายใจลึก ค่อยรู้สึกถึงความอบอุ่นที่กลับมาในร่างกายใหม่อีกครั้ง ความเกลียดชังแบบนั้นฝังลึกถึงเลือดเนื้อและกระดูก ชาตินี้นางกลับมาเพื่อแก้แค้น นางจะกลัวพบเขาไปไย

        “ที่แท้ก็ซื่อจื่อนี่เอง คารวะซื่อจื่อเจ้าค่ะ” นางถอยห่างออกมาสองก้าว แล้วยอบกายคำนับอยู่ด้านหลังของโม่อวี้ จากนั้นก็จูงโม่อวี้ให้มายืนด้านข้าง ไม่คิดจะเสวนากับเขามากมาย ที่นี่อยู่ไม่ไกลจากวิหารนัก คนสัญจรไปมาค่อนข้างเยอะ ตนเองเป็นสตรีในห้องหอ หากพูดคุยกับบุรุษนานเกินไปอาจเกิดข่าวลือในทางเสียหายได้

        “ช่างประจวบเหมาะจริงๆ ไฉนคุณหนูจึงมาที่นี่ได้ มีธุระอันใดหรือ ไม่สู้ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อน เรื่องบางเรื่องอาจจัดการได้สะดวกขึ้น” ซือหม่าหลิงอวิ๋นจ้องมองสาวน้อยตรงหน้าด้วยสายตาละโมบ ดวงตาคู่งามหยาดเยิ้มมีประกายหยดน้ำ ขนตายาวกะพริบถี่ดูใสซื่อ เป็นความงามที่ไม่อาจพรรณนาได้ แม้ว่าสีหน้าจะขาวซีด แต่กลับดูน่ารักน่าสงสาร แสงตะวันแห่งสารทฤดูที่ทอไล้ลงมาบนเรือนร่างยิ่งขับรัศมีให้นางดูเปล่งประกาย ชวนให้สัมผัสถึงความไร้เดียงสาผสมผสานกับเสน่ห์ดึงดูดอันน่าประหลาดที่ลวงล่อจิตวิญญาณของผู้คน

        “ข้ามาสวดอธิษฐานให้มารดา ไม่รบกวนซื่อจื่อหรอกเจ้าค่ะ” เมื่อเห็นเขาไม่มีทีท่าว่าจะจากไป โม่เสวี่ยถงจึงคารวะอีกครั้งด้วยสีหน้าราบเรียบ “ข้ายังมีธุระ ไม่อยู่คุยเป็นเพื่อนซื่อจื่อแล้ว”

        กล่าวจบก็พาโม่อวี้เดินผ่านซือหม่าหลิงอวิ๋นไป

        “อา… เช่นนั้นเชิญคุณหนูสามตามสบายเถิด หากต้องการความช่วยเหลือ ข้าก็อยู่ที่นี่ ให้สาวใช้มาบอกกล่าวได้” เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงเป็นเช่นนี้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นก็ถอยหลังเปิดทางให้อย่างมีมารยาท ในเบื้องลึกดวงตาเผยความลำพองใจออกมาวูบหนึ่ง หญิงงามเยี่ยงนี้แม้ไม่ต้องเอ่ยถึงมูลค่าก็ยังทำให้เขาหัวใจสั่นไหวได้ ยิ่งไปกว่านั้นจวนฝู่กั๋วกงที่อยู่เบื้องหลังของนางก็เป็นฐานสนับสนุนที่ตนเองต้องการ หากครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ ทั้งคนงามทั้งอำนาจก็เข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของตน

        “คุณหนู….” โม่อวี้ซึ่งประคองโม่เสวี่ยถงอยู่อดใจไม่ไหวอยากเอ่ยปากพูด แต่โม่เสวี่ยถงกลับเขย่ามือนางไว้ให้หยุด

        เมื่อกลับมาถึงที่พักของตนเอง โม่เสวี่ยถงพบว่าเรือนที่อยู่ด้านข้างของตนก็มีคนอยู่ เห็นประตูเรือนเปิดอยู่แต่กลับไม่เห็นคน หัวคิ้วนางมุ่นขมวด เท้าหยุดชะงัก มองโม่หลันที่เดินออกมาต้อนรับที่หน้าประตูแล้วเอ่ยถาม “คนที่อยู่ที่นี่คือผู้ใด”

        “บ่าวก็ไม่ทราบเหมือนกันเจ้าค่ะ ตอนที่มาถึง ประตูเรือนหลังนี้ก็เปิดอยู่แล้ว สอบถามจากหลวงจีนน้อยก็บอกแต่ว่าเป็นผู้สูงศักดิ์คนหนึ่ง และยังกำชับพวกเราว่าอย่าไปรบกวน เพื่อมิให้คนผู้นั้นโกรธเอาได้เจ้าค่ะ” โม่หลันเข้าใจความหมายของโม่เสวี่ยถง

        ภายใต้ก้นบึ้งดวงตามีไอเย็นยะเยือกวูบผ่าน ขอแค่อย่าเป็นซือหม่าหลิงอวิ๋นก็พอ!

        เมื่อมีสถานะเป็นผู้สูงศักดิ์ก็ย่อมมิใช่ซือหม่าหลิงอวิ๋น แม้ว่าเขาจะเป็นรัฐทายาทเจิ้นกั๋วโหว แต่ใครๆ ก็รู้ว่าจวนเจิ้นกั๋วโหวตกต่ำลงแล้ว แม้ว่าท่านโหวเฒ่าจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่ซือหม่าหลิงอวิ๋นกลับยังคงเป็นเพียงแค่ซื่อจื่อ สถานะอิหลักอิเหลื่อเหลือทน เล่ากันว่าเพราะท่านโหวเฒ่าเคยมีความเกี่ยวข้องกับการก่อกบฏของจิ้นอ๋อง จักรพรรดิทรงไม่พอพระทัย ดังนั้นจึงปล่อยให้มีฐานะเพียงซื่อจื่อเท่านั้น

        จะสามารถขึ้นมาเป็นเจิ้นกั๋วโหวได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่

        ชาติภพก่อน ซือหม่าหลิงอวิ๋นอาศัยนางให้ไปขอร้องบ้านท่านยาย เขาจึงได้สืบทอดบรรดาศักดิ์ต่ออย่างราบรื่น

        ชาติภพนี้ที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นมาทำดีเอาอกเอาใจนางตลอดเวลา ย่อมเป็นเพราะเหตุผลเดียวกัน แต่นางไม่เชื่อว่าคนอย่างซือหม่าหลิงอวิ๋นจะหยุดอยู่แค่นี้ การที่เขามาปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ก็แสดงว่าฟางอี๋เหนียงกับเขาต้องวางแผนขั้นต่อไปไว้เรียบร้อยแล้ว

        ชาตินี้นางจะไม่ยอมให้พวกเขาทำอะไรตนเองได้อีก

        ริมฝีปากยิ้มเยาะอย่างไร้สุ้มเสียง แล้วพาโม่หลันกับโม่อวี้เข้าไปในเรือนของตน

        พวกนางเพิ่งพ้นประตูไป ก็มีหลวงจีนรูปหนึ่งเข้าประตูเรือนด้านข้างมาอย่างเร่งร้อน ด้านนอกประตูดูเหมือนไม่มีอะไร ที่หน้าประตูก็ไม่มีคนเฝ้า แต่หลวงจีนล้วนทราบดีว่าทุกจุดของที่นี่มีองครักษ์เงาเฝ้าอยู่ บนต้นไม้ใหญ่หน้าประตูหลักมีองครักษ์เงาสองคนที่เฝ้าจับตามองหน้าประตูอยู่ ด้านในก็มียอดฝีมือแฝงกายอยู่ทุกที่

        อย่าว่าแต่คนทั้งคนเดินเข้ามา แค่นกบินผ่านยังถูกจับได้

        “ขอเข้าเฝ้าองค์ชาย มีเรื่องต้องกราบทูล” หลวงจีนรูปนั้นยืนนิ่งที่หน้าประตู ไม่กล้าเข้าไปข้างใน ก้มศีรษะหันไปทางเรือนที่ว่างเปล่าและกล่าวด้วยความเคารพ

        “คอยก่อน” เสียงเข้มดุดันลอยมาในอากาศ หลังจากนั้นชั่วครู่ องครักษ์ในชุดรัดกุมก็ปรากฏตัวใต้ชายคา ให้สัญญาณกับหลวงจีนรูปนั้นแล้วกล่าวอย่างเรียบง่าย “เข้ามา”

        ภายในห้องแขวนม่านไม้ไผ่ มองทะลุเข้าไปก็จะเห็นมีเงาร่างของคนผู้หนึ่งยืนเอามือไพล่หลังอยู่ด้านใน

        “เรื่องอะไร” น้ำเสียงเฉื่อยชาราวกับคนเมาสุราทำให้ผู้ฟังราวกับถูกมอมให้มึนเมาไปด้วย แต่ก็ทำให้คนอยากรู้ว่า ผู้ที่อยู่ด้านในจะหล่อเหลาเอาการเพียงใด

        “องค์ชาย จดหมายคำสั่งลับปรากฏขึ้นแล้ว เชิญองค์ชายโปรดตรวจสอบให้กระจ่าง” หลวงจีนรูปนั้นไม่กล้ารอช้า รีบรายงานด้วยความเคารพ ผู้ที่อยู่ด้านในมิใช่คนที่เขาจะเข้าไปสอดส่องดูตามใจได้

        “พบที่ไหน” ชายหนุ่มเหมือนคิดใคร่ครวญชั่วครู่ก่อนเอ่ยถาม

        “ที่ตัวของคุณหนูจวนโม่แขวนถุงหอมใบหนึ่งปักลายตราประทับแบบเดียวกับที่อยู่ในจดหมายคำสั่งลับ เมื่อครู่ตอนที่นางเข้ามา อาตมาสังเกตเห็นพอดี ดังนั้นพอเสร็จจากทำวัตรเช้าก็รีบมารายงานองค์ชายทันที”

        เมื่อหลวงจีนรูปนั้นเห็นดรุณีน้อยผู้มีหน้าตาสะสวยผู้นั้นแล้ว ก็สอบถามกับหลวงจีนน้อยทันที จึงรู้ว่านางเป็นคุณหนูจากจวนโม่มาสวดภาวนาให้มารดาผู้ล่วงลับ เนื่องจากมีการจองไว้ตั้งแต่วันก่อนในวัดจึงมีการลงบันทึกไว้ แค่ตรวจสอบก็รู้ได้

        “คุณหนูจวนโม่คนไหน” ม่านถูกเลิกขึ้น บุรุษผู้หนึ่งเดินออกมา สิ่งแรกที่พุ่งเข้าสู่สายตาก็คืออาภรณ์สีม่วงตัวหลวมกว้าง ปลายแขนเสื้อปักลายมังกรอย่างประณีตงดงาม เข้ากับรูปร่างสง่างามและคล่องแคล่วปราดเปรียวของเขา นัยน์ตาดำขลับเป็นประกายระยิบระยับ ดวงตาหงส์ยาวเรียวเฉียงขึ้นยิ่งดูมีเสน่ห์ชวนมอง

        ใบหน้าคมสันหล่อเหลาเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งความชั่วร้าย ด้วยใบหน้าที่งดงามไร้ที่ติเช่นนี้เอง เพียงแค่มองก็ช่วงชิงจิตวิญญาณของคนไปได้โดยง่าย

        แม้ว่าหลวงจีนจะเคยเห็นเจ้านายผู้นี้มาสองสามครา ก็ยังไม่กล้ามองหน้าเขาตรงๆ ความงามสง่าเยี่ยงนี้ รูปโฉมงดงามยิ่งกว่าสตรีเยี่ยงนี้ กล่าวได้ว่าเป็นความงามที่สร้างหายนะได้อย่างแท้จริง แต่เขาก็ทราบดีว่า บุรุษหล่อเหลาที่อยู่เบื้องหน้ามิได้ไม่มีอันตรายอย่างที่ตาเห็น

        เมื่อเห็นเขาออกมาก็ไม่กล้าเงยหน้าขึ้น และยิ่งระมัดระวังคำพูดมากกว่าเดิม “ทูลองค์ชาย แม้ไม่ชัดเจนว่าเป็นคุณหนูคนใดของจวนโม่ แต่หลวงจีนน้อยกล่าวว่า พ่อบ้านที่มาจองห้องพักรับรองแขกกล่าวถึงคุณหนูใหญ่ ดังนั้นอาตมาคิดว่าก็น่าจะเป็นคุณหนูใหญ่แห่งจวนโม่”

        “คุณหนูใหญ่จวนโม่? สตรีที่ดูราวกับนกยูงรำแพน ยั่วยวนบุรุษไปทั่วผู้นั้นน่ะหรือ แค่เห็นก็รู้สึกเอียนแล้ว” มือของชายหนุ่มหยุดชะงัก ท่าทางสนอกสนใจหายไปในพริบตา แล้วยกม่านขึ้นกลับเข้าไปด้านในอีกครั้ง

        “องค์ชาย เรื่องนั้น…” หลวงจีนเหงื่อซึมออกมาจากหน้าผากยังไม่กล้าเช็ด

        “เลือกองครักษ์คนไหนก็ได้ให้นางไปสองคน นางปักถุงหอมมาเป็นพิเศษแบบนั้น ย่อมรู้ความนัยของเรื่องนี้ดี ให้คนตามไปสืบด้วยว่านางไปได้ของสิ่งนั้นมาจากไหน” เสียงจากด้านในกล่าวอย่างรำคาญ

        “พ่ะย่ะค่ะ” หลวงจีนไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ หลังจากคารวะอำลาแล้วก็เดินตามองครักษ์ที่หน้าประตูออกไป

        “ทูลองค์ชาย องค์ชายใหญ่ก็กลับเมืองหลวงแล้ว องค์หญิงตรัสว่าหากองค์ชายว่างเมื่อไรให้เข้าวังไปอยู่เป็นเพื่อนพระองค์พ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์นายหนึ่งเดินเข้ามายืนรายงานอยู่หน้าประตู

        “ไปกราบทูลเสด็จอาว่าวัดเป้าเอินทิวทัศน์งดงามไม่เลว เชิญเสด็จมาเที่ยวเล่นดูสักคราเถิด ในวังวุ่นวายเพียงนั้น เสด็จอาจะต้องโปรดปรานสถานที่เงียบสงบเช่นนี้แน่นอน”

        “พ่ะย่ะค่ะ แต่หากองค์หญิงเสด็จมาถึงแล้วจะให้ประทับที่ไหนพ่ะย่ะค่ะ สองวันนี้แขกที่มาวัดล้วนจองที่พักเต็มหมดแล้ว” องครักษ์กดเสียงต่ำกล่าวอย่างลำบากใจ

        “ก็แค่ทำให้เรือนที่อยู่ติดกับข้าว่างลงก็ได้แล้วมิใช่หรือไร” น้ำเสียงที่ลอยมาจากด้านในแม้จะฟังดูนุ่มนวล แต่กลับไม่อาจขัดขืนได้ “ส่งคนที่อยู่ที่นั่นออกไปให้เร็วหน่อย”

        “พ่ะย่ะค่ะ”

………………………………………………………………………………………………..

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        [1] วิสุทธิภูมิ หรือ พุทธเกษตร ตามความเชื่อของพุทธศาสนานิกายมหายานหมายถึงดินแดนที่พระพุทธเจ้าทรงสร้างขึ้นด้วยปณิธานของแต่ละพระองค์ ไม่ใช่แดนนิพพาน แต่เป็นสถานที่อันสุขสงบคล้ายแดนสวรรค์ เป็นภูมิที่พุทธสาวกจะไปใช้ปฏิบัติธรรมหลังจากสิ้นชีวิตจากโลกนี้ไปแล้ว เพื่อบรรลุนิพพานต่อไป


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)