0 Views

        กลางดึกอันเงียบสงัด แสงจันทร์นวลกระจ่างดั่งวารี ตะเกียงเรือนชิงเวยยังคงสว่างไสว

        โม่เสวี่ยถงเอนกายอยู่บนตั่ง มองดูโม่หลันจัดเก็บเสื้อผ้าเตรียมเดินทางในวันพรุ่ง

        ภายในห้องเงียบสนิท เสียงไส้ตะเกียงถูกแผดเผา เปลวเทียนเต้นระริกแผ่วเบายิ่ง แต่กลับทำลายความเงียบงันลงได้

        “คุณหนูเจ้าคะ พรุ่งนี้พวกเราต้องไปวัดเป้าเอินจริงๆ หรือ ฟางอี๋เหนียงไปขอร้องนายท่านเป็นพิเศษเยี่ยงนั้น จะต้องไม่มีเจตนาดีแน่นอน” โม่หลันอดใจไม่ไหว เงยหน้าขึ้นถามโม่เสวี่ยถง

        “พี่หญิงใหญ่เลือกข้ออ้างมาบังหน้าได้ดีถึงเพียงนั้น หากข้าไม่ไปก็กลายเป็นอกตัญญู แม้แต่ท่านพ่อก็ยังตอบตกลง แล้วพวกเราจะไม่ไปได้อย่างไรเล่า” นิ้วเรียวของโม่เสวี่ยถงขีดเขียนลงบนตั่งไปตามจิตใต้สำนึก อดหวนรำลึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นมิได้

        นับตั้งแต่เข้าเมืองมา โม่เสวี่ยหมิ่นก็พ่ายแพ้ต่อตนเองซ้ำแล้วซ้ำอีก นางกับฟางอี๋เหนียงจะพอใจได้อย่างไร ในชาติภพก่อนนางไม่รู้ว่าโม่เสวี่ยหมิ่นสมคบกับซือหม่าหลิงอวิ๋นตั้งแต่เมื่อไร แต่ตอนนี้นางกลับมองเห็นชัดเจน ซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นวางแผนร่วมกันมานานแล้ว

        สาเหตุที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นมีสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจวนโม่ เพราะมีครั้งหนึ่งขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นไปท่องเที่ยวกับเหล่าคุณหนูคุณชาย เกิดตกลงมาจากหลังม้า ซือหม่าหลิงอวิ๋นเป็นคนช่วยนางไว้ ชาติภพที่แล้วโม่เสวี่ยหมิ่นพึงใจต่อโหยวเยวี่ยเฉิงผู้เป็นรัฐทายาทหมิงกั๋วกง แม้ว่าต่อมาฟางอี๋เหนียงจะได้ยกฐานะขึ้นเป็นภรรยาเอก แต่สถานะบุตรสาวภรรยาเอกกลวงๆ ของนางมิได้เข้าตาจวนหมิงกั๋วกง ในที่สุดโหยวเยวี่ยเฉิงก็เลือกแต่งงานกับสตรีอื่น ส่วนโม่เสวี่ยหมิ่นต้องรอเก้อจนกลายเป็นสาวเทื้อ

        ดังนั้นจึงหันมาคว้าซือหม่าหลิงอวิ๋นแทน?

        เรื่องนี้นางเองก็ยังไม่แน่ใจนัก แต่มีจุดหนึ่งที่มั่นใจได้ก็คือซือหม่าหลิงอวิ๋นกับโม่เสวี่ยหมิ่นเป็นพวกเดียวกันแน่นอน

        วันนี้การที่โม่เสวี่ยหมิ่นพาซือหม่าหลิงอวิ๋นเข้ามาในเรือนของนาง เป็นแผนการขั้นที่หนึ่ง ดูท่าการไปวัดเป้าเอินในวันพรุ่งนี้ต้องเป็นแผนการขั้นที่สองแน่ พวกนางจะใช้อุบายแบบไหน สังหารนางโดยตรง หรือทำลายชื่อเสียงให้นางต้องแต่งให้ซือหม่าหลิงอวิ๋นเหมือนชาติภพก่อน

        ในตอนนั้น เนื่องจากรูปโฉมถูกทำลายจนอัปลักษณ์ นางจึงขังตนเองอยู่แต่ภายในเรือนหลัง ไม่รู้เรื่องราวภายนอกแม้แต่น้อย ครั้งนั้นนางตกลงไปในสระบัว ซือหม่าหลิงอวิ๋นผ่านมาเจอจึงช่วยชีวิตนางไว้ ทำให้นางไม่อาจไม่แต่งงานให้เขาได้ในเวลาต่อมา แต่ด้วยความอ่อนโยนกอปรกับเขาไม่นึกรังเกียจที่นางเสียโฉม สุดท้ายจึงยอมเชื่อฟังทำตามเขาทุกอย่าง

        แล้วชาติภพนี้ ฟางอี๋เหนียงจะมาแผนไหนอีก

        นางตัวคนเดียวเรี่ยวแรงก็มีน้อยนิด สาวใช้ข้างกายสองสามคนแม้จะมีปฏิภาณไหวพริบ แต่หากมีอันตรายเกิดขึ้นจริง สตรีอ่อนแอเพียงไม่กี่คนจะรับมืออยู่ได้อย่างไร ตอนที่โม่เสวี่ยหมิ่นกับซือหม่าหลิงอวิ๋นกรอกสุราพิษนาง สวี่มามากับโม่อวี้เข้ามาขัดขวางอย่างไม่คิดชีวิต แล้วเป็นอย่างไรเล่า สุดท้ายก็แค่สังเวยชีวิตเพิ่มขึ้นมาอีกสองชีวิต

        นางจำเป็นต้องหาผู้ช่วย จึงจะรับมือกับโม่เสวี่ยหมิ่นที่ทั้งมีฝีมือร้ายกาจ และใจดำอำมหิตได้

        แต่ปัญหาก็คือนางเป็นสตรีในเรือนชั้นใน แม้ว่าจะคำนวณเวลาและโอกาสล่วงหน้าได้ แต่จะหาผู้ช่วยที่ไว้ใจได้จากที่ไหน แม้คราที่แล้วจะขอให้ไป๋อี้เฮ่าช่วยออกหน้า แต่ก็ไม่อาจร้องขอความช่วยเหลือจากเขาได้ทุกครั้ง อีกอย่างคนผู้นั้น… อันตรายเกินไป นางทอดสายตาอยู่ในราตรีอันมืดมิดนอกหน้าต่าง สมองคิดใคร่ครวญไม่หยุดนิ่ง เรียวคิ้วดั่งกิ่งหลิวมุ่นเล็กน้อย หากแต่หัวใจขมวดเกลียวเป็นร้อยปม

        โม่หลันเห็นนางเป็นเช่นนี้ก็รู้ว่านางกำลังใช้ความคิด จึงไม่มีคำถามอีก หันไปเอาใจใส่กับการจัดเก็บเสื้อผ้าอย่างเบามือที่สุด

        ผู้ช่วย… นางต้องการผู้ช่วย นิ้วมือวาดลงไปบนตั่งอีกครั้งตามจิตใต้สำนึก ทันใดนั้นสายตาก็ไปจับอยู่บนหนังสือที่อยู่ด้านข้าง

        หัวใจของนางสะเทือนลั่น เกิดกระแสคลื่นม้วนเกลียวในดวงตากระจ่างใส พลิกกายลุกขึ้นมานั่งโดยพลัน

        “คุณหนูอยากดื่มชาหรือเจ้าคะ” โม่หลันวางเสื้อผ้าในมือลง เดินไปรินน้ำชาให้นาง โม่เสวี่ยถงมิได้รับถ้วยชา แต่กลับดึงโม่หลันเข้ามาถาม “หนังสืออ่านเล่นทั้งหมดที่นำกลับมาคราก่อนอยู่ที่ไหน”

        หนังสือเหล่านั้นส่วนใหญ่ใช้สำหรับอ่านเล่นฆ่าเวลา ไม่ใช่ตำราโบราณล้ำค่าแต่อย่างใด จึงมิได้อยู่ในห้องของโม่เสวี่ยถง แต่ให้พวกโม่หลันเอาไปวางกองไว้ที่อื่น

        “หนังสือสองสามหีบนั้นบ่าวจำได้ว่าโม่เหอให้คนเอาไปเก็บไว้ในห้องปีกตะวันออกเจ้าค่ะ คุณหนูอยากอ่านหรือเจ้าคะ” โม่หลันขมวดคิ้วครุ่นคิดก่อนตอบ

        “เจ้าไปช่วยข้าหาหนังสือ ‘บันทึกลับต้าฉิน’ แล้วรีบนำมาให้ข้า”

        “เจ้าค่ะ” แม้ว่าโม่หลันจะไม่รู้เป้าหมายของโม่เสวี่ยถง แต่เห็นนางต้องการอย่างเร่งด่วน จึงรีบรับคำแล้วหมุนตัวออกไป

        โม่เสวี่ยถงคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ เมื่อชาติภพก่อนหนังสืออ่านเล่นเหล่านั้นล้วนเป็นสินเดิมที่ติดตัวนางไปจวนเจิ้นกั๋วโหวด้วย เนื่องจากไม่มีใครสนใจ จึงถูกนำไปกองรวมกันไว้ในห้องข้าง มีอยู่ครั้งหนึ่งซือหม่าหลิงอวิ๋นมานั่งเล่นในห้องของนาง ว่างๆ จึงหยิบหนังสือเล่มนั้นมาพลิกดู มีจดหมายร่วงลงมาจากหนังสือฉบับหนึ่ง ซือหม่าหลิงอวิ๋นจึงเก็บขึ้นมาดู จากนั้นก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมายืน ชนถ้วยชาบนโต๊ะพลิกคว่ำ

        โม่เสวี่ยถงกำลังร้อยเข็มปักผ้า เงยหน้าขึ้นถามด้วยความตกใจ เห็นเพียงเงาร่างที่แสดงถึงความปีติยินดีของเขา กับเสียงหัวเราะดังลั่น

        โม่เสวี่ยถงเก็บหนังสือเล่มนั้นขึ้นมาจากพื้น ดูที่หน้าปกก็จำได้ว่านี่เป็นหนังสืออ่านเล่นเล่มหนึ่งของมารดามีชื่อว่า ‘บันทึกลับต้าฉิน’

        จากนั้นซือหม่าหลิงอวิ๋นก็หายหน้าไปสองสามวัน ตอนที่กลับมา ข้างกายเขามีองครักษ์เงาฝีมือสูงส่งเพิ่มขึ้นมาสองคน จนกระทั่งนางตาย องครักษ์สองคนนั้นก็ยังคงติดตามเขาอยู่ตลอดเวลา ช่วงเวลาที่ซือหม่าหลิงอวิ๋นวางแผนทำลายจวนฝู่กั๋วกง องครักษ์สองคนนี้ก็เป็นกำลังสำคัญของเขา

        จวนเจิ้นกั๋วโหวไม่มีทางเลี้ยงองครักษ์เงาเช่นนี้ได้!

        นอกจากนี้ความผิดปรกติของซือหม่าหลิงอวิ๋น อธิบายได้เพียงว่ากระดาษที่อยู่ในหนังสือเล่มนั้นมีปัญหา ยิ่งเข้าใกล้ความจริงเท่าไรก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้น มือเรียวค่อยๆ พับลงมากำแน่น

        “คุณหนู ใช่เล่มนี้หรือไม่เจ้าคะ” ม่านประตูถูกเลิกขึ้น โม่หลันหยิบหนังสือเล่มหนึ่งเดินเข้ามา สาวใช้สองสามคนนี้ติดตามข้างกายโม่เสวี่ยถงมาช้านาน ตัวอักษรขั้นพื้นฐานย่อมรู้จัก

        “เอามา” โม่เสวี่ยถงสูดหายใจลึกยาว ข่มความหวิวไหวไว้ในก้นบึ้งของหัวใจ

        นางรับหนังสือมาจากโม่หลัน นิ้วมือแข็งเกร็งพลิกเปิดออกดูด้วยใจระทึก พบกระดาษที่เต็มไปด้วยคราบเหลืองสอดอยู่ด้านใน ภายใต้แสงเทียนสลัวแลเห็นตัวอักษรไม่กี่ตัวปรากฏอยู่บนกระดาษ

        ‘องครักษ์เงา สองนาย’

        ด้านล่างไม่มีการลงนาม มีเพียงสัญลักษณ์ประหลาดประทับตราอยู่ ด้านข้างของสัญลักษณ์นั้นมีชื่อสถานที่ ‘วัดเป้าเอิน’

        วัดเป้าเอิน?

        “คุณหนู…” ใบหน้าของทั้งสองคนพลันเปลี่ยนเป็นซีดขาวภายใต้แสงตะเกียง นิ้วมือเรียวสั่นระริก

        ผ่านไปครู่ใหญ่โม่เสวี่ยถงจึงสามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ พับกระดาษในมือเก็บลงซอง สีหน้าคืนกลับมาเป็นปรกติแล้วค่อยเอ่ยวาจา “โม่หลัน เรื่องวันนี้ห้ามพูดกับผู้ใดเด็ดขาด แม้แต่สวี่มามาก็ไม่อนุญาต”

        ผู้ที่ทราบเรื่องนี้มีน้อยเท่าไรยิ่งดี นางรู้สึกราวกับว่ามีบางอย่างไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง ความกดดันแผ่คลุมไปทั่วทำให้นางแทบหายใจไม่ออก เหตุไฉนหนังสือของมารดาจึงมีกระดาษแผ่นนี้อยู่ได้ แม้ว่ามารดาจะเป็นบุตรภรรยาเอกจวนฝู่กั๋วกง สถานะสูงส่ง แต่การมีอยู่ของกระดาษบันทึกประเภทนี้ กลับดูเหมือนเป็นผลึกน้ำแข็งใต้ภูเขาอันลึกลับ

        และนางกำลังค่อยๆ กระเทาะเปิดผนึกของมันออกมา…

        “คุณหนู บ่าวไม่พูดแน่นอนเจ้าค่ะ” โม่หลันเป็นคนรู้หนักเบา พยักหน้าอย่างมั่นคง “แต่ว่า คุณหนู… ที่แท้ก็เป็นวัดเป้าเอินเองหรอกหรือ”

        วัดเป้าเอินเป็นวัดพุทธที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองหลวง เล่ากันว่าจิ้นอ๋องผู้ก่อการกบฏเมื่อสามสิบปีก่อนเคยมาบำเพ็ญปฏิบัติโดยมิได้ปลงผมที่นั่นอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง จิ้นอ๋องผู้นั้นเกือบจะไต่ไปถึงบัลลังก์มังกรอยู่แล้ว ขาดอีกเพียงนิดเดียวเท่านั้น แต่สุดท้ายกลับคว้าน้ำเหลว ยังมีข่าวลือแพร่ออกมาว่าจิ้นอ๋องทิ้งสมบัติไว้มหาศาล ตอนนั้นมีคนมากมายออกตามหาล่าสมบัติตามกระแส แต่ในที่สุดก็เป็นเพียงเรื่องที่จบลงแบบไม่มีบทสรุป

        สาเหตุที่คนในตระกูลสูงศักดิ์จำนวนมากในเมืองหลวงชื่นชอบวัดเป้าเอิน หนึ่งเป็นเพราะเหตุผลนี้ อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะที่นั่นมีทิวทัศน์ที่เป็นเอกลักษณ์ สถานที่งดงามโอ่โถง

        หลังจากโม่ฮว่าเหวินย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองหลวง ก็มาจุดตะเกียงฉางหมิงให้ภรรยาผู้ล่วงลับที่วัดเป้าเอิน ดังนั้นจึงมีสถานที่สวดภาวนาอย่างที่โม่เสวี่ยหมิ่นกล่าวไว้

        “เป็นวัดเป้าเอินได้ก็ยิ่งดี โม่หลัน มือของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง” โม่เสวี่ยถงตั้งสติแล้วเอ่ยถามเสียงนุ่มนวล

        “บ่าวไม่เป็นอะไรแล้วเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ก็ไปวัดเป้าเอินกับคุณหนูได้” โม่หลันเข้าใจความหมายของโม่เสวี่ยถง จึงตอบด้วยแววตาหนักแน่น

        โม่เสวี่ยถงถอนใจเสียงเบา หัวใจรู้สึกซาบซึ้ง ยื่นมือมาตบหลังมือของโม่หลัน นางไม่อาจแยกจากโม่หลันได้จริงๆ โม่เหอกับโม่อวี้แม้ว่าจะคล่องแคล่วปราดเปรียว แต่ก็มิได้เข้าใจคนอย่างลึกซึ้งและใจเย็นมองเห็นภาพรวมเป็นสำคัญเหมือนโม่หลัน แม่นมสวี่ก็อายุมากแล้ว บางครั้งจะพาไปด้วยก็ไม่ค่อยเหมาะสม ดังนั้นไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เดินทางไปวัดเป้าเอินครานี้นางต้องได้องครักษ์เงาทั้งสองคนกลับมาด้วย

        ขอเพียงมียอดฝีมือสองคนคอยเฝ้าดูแลอยู่ในที่ลับ อุบายอ่อนด้อยที่โม่เสวี่ยหมิ่นกับฟางอี๋เหนียงคิดจะใช้เล่นงานตนย่อมนำออกมาใช้ไม่ได้อีก

        “บ่าวต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะคุณหนู” โม่หลันรู้ว่าเรื่องนี้สำคัญอย่างยิ่ง ดวงตาที่มองโม่เสวี่ยถงสว่างสดใส

        ครานี้นางต้องให้ความร่วมมือกับคุณหนูอย่างเต็มที่ และจะไม่ตัดสินใจอะไรเองก่อนจะได้รับคำสั่ง

        “เจ้าหยุดเก็บของก่อน พรุ่งนี้ค่อยให้พวกโม่อวี้มาจัดการแต่เช้า ส่วนเจ้ามาช่วยข้าปักตราสัญลักษณ์นี้ลงบนถุงหอมใบหนึ่ง พรุ่งนี้จะได้พกติดตัวไปได้” โม่เสวี่ยถงกางกระดาษแผ่นนั้นออกมาอีกครั้ง ภายใต้แสงตะเกียงตราสัญลักษณ์นี้ดูไม่ซับซ้อนมาก คล้ายตัวอักษรแต่มิใช่ แลดูละม้ายดอกอวี้หลัน[1]บานสะพรั่ง

        หากร่างโครงลายเส้นออกมาแล้วก็ไม่ยาก

        เห็นคุณหนูหยัดกายตรงประดุจลำไผ่ แววตาเรียบเฉย มุ่นคิ้วเล็กน้อยริมฝีปากยิ้มอ่อนบาง ดูเหมือนมีความมั่นใจในตนเองอย่างสุดพรรณนา แม้แต่โม่หลันเมื่อรู้ความหมายในจดหมายยังตระหนกจนจิตใจสับสนวุ่นวาย ต้องตั้งสติถึงสงบลงได้ คุณหนูดูเปลี่ยนไปจากก่อนหน้านี้อย่างแท้จริง หากฮูหยินที่อยู่บนสวรรค์ได้รับรู้คงจะสบายใจ

        กระดาษแผ่นนั้นก็เป็นสิ่งที่ฮูหยินทิ้งไว้ให้คุณหนู นายหญิงรักคุณหนูมากถึงเพียงนั้น จะต้องไม่ทำร้ายคุณหนูแน่นอน

        “เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมของเดี๋ยวนี้”

        ยามนี้สองนายบ่าวต่างไม่รอช้า โม่หลันไปเตรียมเส้นไหม โม่เสวี่ยถงเขียนร่างภาพวาดเอาไว้ก่อน หลังจากนั้นทั้งสองคนก็ช่วยกันเย็บปักถักร้อย การเย็บถุงหอมไม่ใช่เรื่องยากเย็น ชาติภพก่อนโม่เสวี่ยถงอยู่แต่ในหอห้อง จึงถนัดงานเย็บปักถักร้อยอย่างยิ่ง ทั้งยังเคยปักรูปภาพเป็นของขวัญวันเกิดให้เหล่าไท่จวินอีกด้วย

        ค่ำคืนผ่านไปอย่างเงียบงัน โม่เสวี่ยถงตื่นแต่เช้า แท้จริงแล้วเวลาในการนอนหลับของนางไม่ยาวนานมากนัก หลังจากผลัดเปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีขาวสะอาด อำลาโม่ฮว่าเหวินเรียบร้อยแล้ว ก็ไปรอขึ้นรถม้าที่หน้าประตู ฟางอี๋เหนียงหัวเราะคิกคักเดินออกมาส่งและมองดูนางขึ้นรถไป

        “ซื่อจื่อออกเดินทางแล้วหรือยัง” หลังจากรถม้าออกเดินทางไปแล้ว เหลือทิ้งไว้ให้เห็นเพียงเงาหลังไกลๆ ฟางอี๋เหนียงจึงเก็บสีหน้ายิ้มอ่อนโยนมีเมตตาลง ดวงตาเผยแววยิ้มเยาะอย่างเปิดเผย นังไพร่สถุล! วางมาดราวกับนางพญาออกเดินทางจากท้องพระโรงอย่างไรอย่างนั้น มองไม่เห็นความเคารพต่อตนเองเลยสักนิด หากไม่เพราะคิดว่าครานี้นังแพศยาน้อยจะต้องถูกทำลายชื่อเสียงจนต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ต่อไปไม่อาจมาเผยอหน้าประชันกับหมิ่นเอ๋อร์ได้อีก นางไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายเดินทางอย่างราบรื่นเช่นนี้แน่

        “ซื่อจื่อให้คนมาแจ้งแต่เช้าว่าออกเดินทางไปวัดเป้าเอินแล้วเจ้าค่ะ ตอนนั้นอี๋เหนียงยังอยู่ในห้องหนังสือ บ่าวจึงมิได้เข้าไปรายงานให้รับทราบ” หลี่มามากดเสียงต่ำกล่าวรายงานอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง

        “ดี ให้นังแพศยาน้อยนั่นเดินไปติดกับด้วยตนเอง…” ฟางอี๋เหนียงหัวเราะเสียงเย็น ก่อนหมุนตัวกลับเข้าไปด้านใน “อยากแส่หาเรื่องเอง โทษผู้อื่นไม่ได้”

        “ใช่แล้วเจ้าค่ะ ต่อให้คุณหนูสามเกิดอะไรขึ้นที่วัด… ก็ไม่เกี่ยวข้องกับอี๋เหนียงทั้งสิ้น เพราะถึงอย่างไรอี๋เหนียงไม่ได้ตามไปด้วย คุณหนูสามทำอะไรไม่ระมัดระวังเอง จะโทษใครได้”

………………………………………………………………………………………………..

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        [1]ดอกอวี้หลัน หรือ ดอกแมกโนเลีย มีถิ่นกำเนิดในภาคกลางและภาคตะวันออกของจีนนิยมปลูกในพุทธวิหารจีน เป็นสัญลักษณ์แห่งความบริสุทธิ์สง่างาม แข็งแกร่งและอดทน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)