0 Views

        ดวงตางดงามราวกับแต้มด้วยสีน้ำมันของไป๋อี้เฮ่ามองสาวน้อยรูปโฉมพริ้มเพราที่อยู่ตรงหน้าเงียบๆ ดวงตาใสพิสุทธิ์ราวกับสายน้ำที่ไม่แปดเปื้อนธุลีแห่งโลกียวิสัย แพขนตายาวกระพือน้อยๆ เบื้องลึกดวงตาเรียบเฉย ริมฝีปากยิ้มสงบงาม ยืนรับแรงลมจนน่ากลัวว่าจะปลิวไป สตรีที่ดูเย็นชาห่างเหินแต่กลับมุ่งมั่นทระนงเช่นนี้ เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน

        แต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยคิดว่าตนเองจะถูกหญิงสาวเปราะบางรูปโฉมงดงามปานล่มเมืองจับจ้องด้วยสายตาสงบนิ่งได้ปานนี้ ในดวงตาของนางทั้งระแวดระวังและตึงเครียด แต่กลับไม่มีความเป็นศัตรู ภายในแววตาใสประกายหยาดน้ำคู่นั้นมองเห็นถึงความอับจนหนทางและความขมขื่น แต่ลูกนัยน์ตาดำกลับนิ่งลึกคมกล้า ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ภายนอกที่ดูน่ารักน่าสงสารโดยสิ้นเชิง

        แต่นางที่เป็นแบบนี้กลับยิ่งทำให้คนนึกรักสุดหัวใจ!

        นางดูราวกับคนที่แบกภาระความกดดันไว้มากมาย สงบนิ่งเกินกว่าวัยที่ควรจะเป็น ทุกสิ่งล้วนเกิดจากโลกภายนอกเพิ่มความแข็งแกร่งให้นาง ความดื้อดึงที่อยู่ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาแม้จะอ่อนจางมากจนแทบมองไม่เห็น แต่เขากลับเห็นมันได้ชัดเจน ในระหว่างที่กำลังทอดถอนใจเขาก็เกิดการตัดสินใจครั้งใหม่

        “เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะช่วยเหลือเจ้า สตรีผู้งามพร้อมของตระกูลใหญ่ มานัดแนะพบปะกับบุรุษเช่นนี้ เป็นเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงเชียวนะ” ไป๋อี้เฮ่าหยักยกมุมปากขึ้นอย่างอ่อนโยน

        “หากเรื่องมิได้เร่งร้อน ข้าย่อมมิกล้ารบกวนคุณชายหรอกเจ้าค่ะ” ดวงตาคู่งามมองเขาอย่างสงบนิ่ง

        “อ้อ… เรื่องอะไรล่ะ”

        “ก่อนอื่นต้องขอบคุณคุณชายอย่างเป็นทางการอีกครั้งสำหรับความช่วยเหลือที่หน้าประตูเมืองในวันนั้น ให้คุณชายเห็นเรื่องขบขันแล้ว” โม่เสวี่ยถงก้าวถอยไปด้านหลัง แล้วยอบกายคารวะต่อเขาอย่างงดงาม จากนั้นก็หยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วส่งให้ด้วยความนอบน้อม การใช้ของขวัญแลกกับหนึ่งคำสัญญาจากเขา เป็นวิธีการที่โม่เสวี่ยถงคิดว่าดีที่สุดแล้ว

        “เรื่องวันนั้นข้าเต็มใจช่วยมิได้ลำบากอะไร ได้รับตำราพิณหนึ่งเล่มก็เพียงพอแล้ว ไม่อาจรับการขอบคุณจากคุณหนูโม่ซ้ำอีก” ไป๋อี้เฮ่ามิได้ยื่นมือมารับ เขายืนเอามือไพล่หลังมองนางด้วยแววตาลึกล้ำยากจะคาดเดา ดวงตะวันทอแสงมาจากด้านหลังของชายหนุ่ม สะท้อนให้เห็นถึงความผุดผ่องที่ไม่แตะต้องธุลีดินแม้แต่น้อย

        “โปรดช่วยเหลือข้าอีกสักครั้งด้วยเถิด เป็นเพียงเรื่องง่ายๆ มิได้ลำบากสำหรับคุณชาย แต่กลับเป็นประโยชน์ต่อข้าชั่วชีวิต” โม่เสวี่ยถงเกือบจะก้มหัวเอ่ยขอร้องอย่างถ่อมตัวที่สุด วันนั้นที่หน้าประตูเมือง ยามที่โหยวเยวี่ยเฉิงเรียกผู้ที่เจอกันหน้าประตูเมืองว่าคุณชายไป๋ นางก็รู้แล้วว่าเป็นเขาแน่ คนแบบนี้มิใช่ว่าจะโน้มน้าวจิตใจได้ง่ายๆ แต่นี่คือวิธีการเดียวที่นางคิดได้แล้ว

        ไป๋อี้เฮ่าเพ่งมองนางอย่างพินิจ แม้น้ำเสียงจะนุ่มนวลเหมือนคนรักกระซิบกระซาบกัน แต่ความหมายกลับเย็นชาห่างเหินยิ่ง “แล้วทำไมต้องช่วยเจ้าอีกครั้งด้วยเล่า เรื่องของเจ้าเกี่ยวข้องอันใดกับข้า”

        “ข้ายอมมอบตำราพิชัยสงครามเล่มนี้กำนัลแด่คุณชาย” โม่เสวี่ยถงยื่นมือออกไป ให้คัมภีร์โบราณที่อยู่ในมือเข้าใกล้เขาอีกนิด

        ไป๋อี้เฮ่ามิใช่คนรักสันโดษเรียบง่ายเช่นที่เขาแสดงออกต่อหน้าผู้อื่น ความสำเร็จครั้งสุดท้ายทำให้เขากลายเป็นจักรพรรดิผู้เลือดเย็น สำหรับเขาแล้วตำราพิชัยสงครามโบราณที่มีเพียงหนึ่งเดียวเล่มนี้ย่อมน่าดึงดูดว่าตำราพิณเป็นไหนๆ ตำราพิชัยสงครามเล่มนี้นางค้นพบในช่องลับที่อยู่ในหลืบหลังเตียงของมารดา เชื่อว่าสำหรับบุรุษผู้มีจิตใจทะเยอทะยาน ตำราโบราณฉบับดั้งเดิมที่มีเพียงหนึ่งเดียวเล่มนี้จึงจะเป็นสิ่งที่เขาต้องการ

        เพื่อสามารถเอาชนะฟางอี๋เหนียง นางจำเป็นต้องยอมทุ่มทุนซื้อใจเขาให้ได้

        “ข้าเป็นแค่องค์ประกันที่ว่างงาน จะต้องการตำราพิชัยสงครามไปใช้ประโยชน์อันใด เชิญคุณหนูโม่กลับไปเถิด” ไป๋อี้เฮ่าสีหน้านิ่งลึกกล่าวเสียงเย็น

        ยามที่เขายิ้มอบอุ่นราวกับสายน้ำ แต่บัดนี้พอสีหน้านิ่งขรึม แม้กระทั่งดวงตาก็ยังเต็มไปด้วยความเย็นชาห่างเหิน ราวกับหน้าผาสูงชันที่ถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกหนาทึบ ด้านล่างคือเหวลึกหมื่นจั้ง รอให้นางก้าวพลาดจนตกลงไปและทิ้งชีวิตอยู่ในนั้น ไอสังหารดุเดือดกดดันบรรยากาศโดยรอบ ทำให้คนหนาวสะท้านไปถึงในหัวใจ

        “หรือว่าคุณชายไป๋คิดจะเป็นเพียงองค์ประกันอยู่แคว้นฉินไปเรื่อยๆ ด้วยความสามารถอันล้ำเลิศของคุณชายย่อมสร้างรากฐานที่มั่นคงให้ตนเองได้อยู่แล้ว แคว้นฉินหรือจะปิดกั้นปณิธานอันยิ่งใหญ่ของคุณชายได้ แต่หากภายภาคหน้า… ตำราพิชัยสงครามที่หายากเล่มนี้มิได้เป็นของคุณชายอีกแล้วเล่า…”

        พลังอำนาจแข็งแกร่งครอบคลุมอยู่รอบด้าน โม่เสวี่ยถงพยายามทำใจให้สงบนิ่ง ดวงหน้าเล็กจ้อยขาวซีดเงยขึ้นจับจ้องใบหน้าของเขาอย่างมาดมั่น มีเพียงปลายนิ้วมือสั่นระริกซึ่งซ่อนอยู่ใต้ชายเสื้อเท่านั้นที่แสดงถึงความหวาดกลัวของนาง

        นางย่อมตระหนักถึงอันตรายที่เกิดจากการพูดเปิดเผยความลับที่ซ่อนเร้นอยู่ในใจของผู้อื่น แต่นางไม่มีเวลารับมือกับเขามากไปกว่านี้อีกแล้ว หากพลาดโอกาสนี้ไป ก็ไม่แน่ว่าจะมีโอกาสได้พบกันอีก หรือแม้ว่าจะได้พบกันก็ไม่แน่ว่าจะได้คุยกันเป็นการส่วนตัว งานวันเซ่นไหว้บรรพชนใกล้จะมาถึงแล้ว นางรอไม่ได้จริงๆ

        ไป๋อี้เฮ่ายังคงสงวนวาจา เขาเพียงเหลือบมองนางเงียบๆ บรรยากาศราวกับถูกแช่แข็ง ความหนาวเยือกแล่นจับขั้วหัวใจราวกับอยู่ในสงครามอันน่าพรั่นพรึง ภายในศาลาเงียบสนิท มีเพียงเสียงลมที่พัดโชยมา

        ในขณะที่ขีดความอดทนของโม่เสวี่ยถงกำลังจะขาดผึง ไป๋อี้เฮ่าก็เอ่ยขึ้นฉับพลันด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ได้ ข้าจะช่วยเจ้าอีกสักครั้ง”

        ไป๋อี้เฮ่ายื่นมือออกมาหยิบหนังสือไปจากมือของนาง โม่เสวี่ยถงได้ยินเสียงหัวใจกระดอนอยู่ในอกของตนอย่างรุนแรง ร่างกายอ่อนแรงอย่างไม่อาจควบคุมจนต้องพิงเสาไม้ด้านข้าง

        “พูดมาสิ เรื่องอะไร” เมื่อได้ตำราพิชัยสงครามฉบับดั้งเดิมไปแล้ว ไป๋อี้เฮ่าก็พลิกดูแล้วเอ่ยถาม

        “วันเซ่นไหว้บรรพชนของสกุลโม่ ท่านพ่อคงเคยเชิญคุณชายแล้ว ข้าขอให้ท่านมาที่จวนโม่ให้ได้ และช่วยเล่าทุกสิ่งที่ท่านพบเห็นวันนั้นให้ท่านพ่อรับรู้ก็พอ” โม่เสวี่ยถงกล่าว

        วันเซ่นไหว้บรรพชนในชาติภพก่อน บิดาก็เชิญคุณชายไป๋ แต่ได้ยินมาว่าเขามีธุระจึงไม่ได้มาร่วมงานด้วย

        “ได้ ข้าจะไป” ไป๋อี้เฮ่าเงยศีรษะเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติกับน้ำเสียงไพเราะนุ่มละมุนแบบนั้น สตรีที่ไหนจะไม่สับสนว้าวุ่นใจได้

        “เช่นนั้นก็ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ข้าไม่รบกวนความสำราญของคุณชายแล้ว ขออำลาไปก่อน” ดวงตาประกายหยดน้ำของโม่เสวี่ยถง ไม่มีความหลงใหลยามที่มองเขาเหมือนสตรีทั่วไปและมิได้เป็นการแสร้งปล่อยเพื่อจับ ที่นั่นเหลือเพียงบรรยากาศที่ห่างเหินและอยากจะหลบลี้หนีห่าง ทั้งที่นางเป็นฝ่ายริเริ่มนัดหมายด้วยตนเอง

        “ไปเถิด” ริมฝีปากหยักโค้งเผยรอยยิ้ม ชายหนุ่มกรีดนิ้วลงไปบนสายพิณ เสียงใสกังวานดังขึ้นอีก แต่พอเขายกมือเบาๆ เสียงดนตรีก็หยุดชะงัก

        โม่เสวี่ยถงตัวสั่นเล็กน้อย นางยอบกายคารวะแล้วหมุนตัวเดินจากไปอย่างแช่มช้า สีหน้าย่อมดูผ่อนคลายงามสง่า ชุดกระโปรงของนางพลิ้วไปตามสายลม ฟูฟ่องราวกับเริงระบำในอากาศ องค์เอวคอดกิ่วจนแทบจะรวบได้ด้วยมือเดียว นางก้มหน้าเดินออกจากศาลากลางน้ำไปตามระเบียงคด ท่วงท่างดงามอ่อนโยน

        แต่มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่า แผ่นหลังของตนเองชุ่มไปด้วยเหงื่อกาฬ นิ้วมือที่อยู่บนสายพิณของเขาทำให้นางสัมผัสถึงวิกฤติแห่งชีวิต ทำให้นางสั่นสะท้านจากภายในออกมาภายนอก รู้สึกอยากจะหลีกหนีแต่ไม่กล้า อันตรายยิ่งนัก!

        ไป๋อี้เฮ่าในเวลานี้คือตัวอันตรายยิ่ง ตอนที่นางพูดเรื่องตำราพิชัยสงครามกับเขาตรงๆ ภายในดวงตาของเขาสะท้อนเงามืดออกมาวูบหนึ่ง เมื่อครู่เขามีจิตคิดสังหารนาง นิ้วมือของเขาที่กดค้างนิ่งอยู่บนสายพิณ เสมือนกดลมหายใจของนางไว้ด้วย หากนางมีสิ่งใดผิดปรกติแม้แต่น้อยก็คงลำบากแน่

        สงครามระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นเยี่ยนไม่เกี่ยวข้องกับนางแต่ประการใด การต่อสู้ระหว่างสองแคว้นเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับนาง หัวใจของนางเล็กนิดเดียว มีไว้เอาใจใส่คนที่อยู่ใกล้ตัวก็พอแล้ว เรื่องอื่นๆ ล้วนไม่เกี่ยวกับนางทั้งสิ้น เรื่องของแว่นแคว้นและใต้หล้าไม่ใช่สิ่งที่นางซึ่งเป็นเพียงสตรีบอบบางที่กลับชาติมาเกิดใหม่จะต้องรับผิดชอบ

        หากเรื่องนี้มิใช่มีเพียงแต่เขาเท่านั้นที่แก้ได้ นางไม่มีวันยอมวิ่งไปอยู่เบื้องหน้าเขาเป็นเด็ดขาด

        คนผู้นี้อันตรายเหลือเกิน!

        “คุณหนู คุณหนูวิ่งไปไหนมาหรือเจ้าคะ บ่าวตามหาจนทั่วก็หาไม่พบ” โม่เหอวิ่งอย่างรีบร้อนมาจากสุดโถงระเบียง ในมือถือเสื้อคลุมของนางอยู่

        “ก็อยู่ที่นี่แหละ ไม่ต้องร้อนใจ ท่านยายตื่นแล้วหรือ” โม่เหอช่วยผูกเสื้อคลุมกันลมให้นาง โม่เสวี่ยถงมองโม่เหอแล้วถามด้วยรอยยิ้ม

        “คุณหนูคาดเดาแม่นยำราวกับเทพเซียน เหล่าไท่จวินตื่นแล้วเจ้าค่ะ กำลังตามหาคุณหนูอยู่เลย พอทราบว่าบ่าวมาหยิบเสื้อคลุมให้คุณหนู ยังกำชับให้บ่าวกลับไปเร็วๆ ด้วยเจ้าค่ะ ตอนนี้อากาศเย็นแล้ว เมื่อครู่โม่อวี้ก็มาพูดกับบ่าวว่าควรจะกลับกันได้แล้ว อย่าให้ผิดเวลาเลยนะเจ้าคะ มิเช่นนั้นอาจเป็นที่ครหาภายในจวนได้” โม่เหอเดินตามโม่เสวี่ยถงกลับไป พลางรายงานเรื่องราวทั้งหมดให้รับทราบไปด้วย

        เมื่อมองขึ้นไปบนท้องฟ้าก็เห็นว่าไม่เช้าแล้ว เดี๋ยวไปกราบอำลาท่านยายแล้วก็จะกลับจวน รออีกสักสองสามวันค่อยมาอีก ไม่อาจถ่วงเวลาชักช้าต่อไปได้อีกแล้ว

        “อีกประเดี๋ยวข้าจะเข้าไปกราบอำลาท่านยาย เจ้าให้โม่อวี้ไปเตรียมรถม้าที่หน้าประตูให้เรียบร้อย อย่าให้เสียเวลากับการเดินทางมากเกินไป” โม่เสวี่ยถงกำชับอย่างละเอียด

        “บ่าวทราบแล้วเจ้าค่ะ”

        เมื่อทั้งสองเดินพ้นประตูวงเดือน[1] ไปแล้ว เสียงพิณแว่วหวานก็ค่อยๆ เลือนหายไป

        เงาของคนผู้หนึ่งพลันปรากฏขึ้นชิดกับเก้าอี้ด้านหลังของไป๋อี้เฮ่ามองพวกนางสองคนเดินจากไป

        ดวงตาของไป๋อี้เฮ่ามองตามโม่เสวี่ยถงไปจนลับตา ใบหน้าหล่อเหลาไร้ที่ติเผยรอยยิ้มบางๆ มือวางอยู่บนสายพิณ ทว่ามิได้มีเสียงใดๆ ออกมาแม้แต่น้อย แววตาสีเข้มเรียบเฉย

        “คุณชาย จะปล่อยนางไปแบบนี้หรือขอรับ” ชายหนุ่มที่ปรากฏตัวอยู่หลังไป๋อี้เฮ่าเอ่ยถามด้วยความสงสัย

        “จะให้นางอยู่ฟังเพลงพิณเป็นเพื่อนข้าก่อนมิได้หรือไร” ไป๋อี้เฮ่าไม่ตอบ แต่ถามย้อนอย่างนุ่มนวล ไม่หันศีรษะกลับไป เขาก้มหน้าลง นิ้วมือดีดบนสายพิณอีกครั้ง เสียงพิณใสกังวานดังขึ้นอีก

        “แต่คุณชาย นางล่วงรู้ความลับของคุณชาย…” องครักษ์ร้อนใจก้าวเข้ามากล่าวเตือนสติ

        “ความลับ? คุณชายเช่นข้ามีความลับอันใด ทำไมแม้แต่ตัวข้าเองยังไม่รู้เลยเล่า” เขาหันกลับไปตอบอย่างผ่อนคลาย ดวงตาสุขุมนุ่มลึกดูสูงส่ง หน้านิ่งไม่แยแส ลุกขึ้นยืนสะบัดแขนเสื้อ ไม่สนใจเสวนากับองครักษ์ข้างกายอีก แล้วหมุนกายเดินไปตามทางที่โม่เสวี่ยถงจากไป

        จนกระทั่งเขาเดินพ้นไปจากระเบียงทางเดินแล้ว องครักษ์จึงสะดุ้งได้สติคืนมา รีบเก็บพิณของคุณชายอย่างรวดเร็ว เขาไม่เข้าใจว่าคุณชายของตนหมายความว่าอย่างไร แต่ก็กระจ่างใจดีว่าการตัดสินใจของเจ้านายไม่ใช่สิ่งที่องครักษ์เช่นเขาจะแคลงใจสงสัยได้

        หลังจากโม่เสวี่ยถงอำลาเหล่าไท่จวินแล้ว ก็พาโม่อวี้และโม่เหอกลับจวน ทันทีที่เข้ามาถึงก็เห็นสวี่มามารีบเดินเข้ามาอย่างเร่งรีบ จูงนางไปด้านข้างแล้วกล่าวว่า “คุณหนู คุณหนูใหญ่มาเจ้าค่ะ ตอนนี้กำลังรอคุณหนูอยู่ในสวน”

        โม่เสวี่ยหมิ่นกำลังรอนาง?

        โม่เสวี่ยถงอึ้งไปชั่วครู่ก็เอ่ยถาม “มีผู้อื่นอีกหรือไม่”

        ความไม่พอใจในดวงตาของสวี่มามาไม่อาจปิดบังได้ “คุณหนูใหญ่พาคุณชายมาด้วยคนหนึ่ง บอกว่าเป็นคุณชายจากจวนเจิ้นกั๋วโหว ตอนนี้รออยู่ในสวนเช่นกันเจ้าค่ะ” พอสวี่มามาคิดถึงว่าโม่เสวี่ยหมิ่นพาบุรุษมาที่เรือนของคุณหนู ก็ไม่พอใจโม่เสวี่ยหมิ่นอย่างมาก

        ระหว่างครอบครัวของคนชั้นสูงในต้าฉินหากมีไมตรีที่ดีต่อกัน ระหว่างคุณชายกับคุณหนูเหล่านั้นสามารถพบปะเจอหน้ากันได้ แต่พาคนบุกมาถึงในเรือนผู้อื่นแบบนี้ เป็นการเสียมารยาทอย่างยิ่ง

        “คุณชายคนหนึ่ง?” โม่เสวี่ยถงมุ่นคิ้วขมวด

        “เป็นเจิ้นกั๋วโหวซื่อจื่อเจ้าค่ะ คุณหนูพาเข้ามาเป็นพิเศษ บอกว่ามีเรื่องจะพูดคุยกับคุณหนูเจ้าค่ะ บ่าวไม่กล้าถามมาก จึงให้พวกเขารออยู่ใต้ต้นไม้นอกชายคายกชามาต้อนรับ และให้โม่หลันเฝ้าจับตามองอยู่ที่นั่นเจ้าค่ะ” สวี่มามากล่าวอย่างเข่นเขี้ยว นางอยากจะถามให้ชัดแจ้ง แต่โม่เสวี่ยหมิ่นกลับกล่าวกับนางเรียบๆ ประโยคหนึ่ง “เรื่องนี้พูดได้กับน้องสามคนเดียวเท่านั้น”

        นางจึงหมดวาจาแต่เพียงเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรนางก็เป็นเพียงหญิงรับใช้คนหนึ่ง ไหนเลยจะไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเหล่าคุณหนูได้

        โม่เสวี่ยหมิ่นพาคนมาหานางถึงที่ สร้างข้อเท็จจริงบางอย่างขึ้นมา ให้คนเข้าใจผิดว่านางกับซือหม่าหลิงอวิ๋นนัดแนะพบกันอย่างลับๆ สวี่มามาก็อยากทราบเหตุผลของเรื่องนี้ ดังนั้นจึงดูร้อนรนกระวนกระวายใจ

        “โม่อวี้ โม่เหอ พวกเจ้าไปห้องหนังสือของท่านพ่อกับข้า ส่วนมามา อีกประเดี๋ยวท่านค่อยไปตามหาข้า ก่อนเข้ามาให้ปล่อยข่าวเรื่องนี้ไปให้ถึงเรือนของน้องสี่ แล้วค่อยเข้าไปที่ห้องหนังสือของท่านพ่อ” โม่เสวี่ยถงใคร่ครวญครู่หนึ่งก็กล่าวพลางยิ้มบางเบา

………………………………………………………………………………………………..

        [1] ประตูวงเดือน คือทางเปิดโล่งที่มีลักษณะเป็นวงกลมเชื่อมต่อจากผนังหรือกำแพงที่ล้อมรอบสวน


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)