0 Views

        โม่เสวี่ยถงหยิบผ้าเช็ดหน้าข้างหมอนมาเช็ดน้ำตา ใบหน้าขาวซีดเชิดขึ้นเล็กน้อย ดวงตาดำขลับดูเร้นลับอย่างน่าประหลาดเลื่อนไปหยุดที่ใบหน้าของโม่จู๋ แววตาเย็นเยียบประหนึ่งคมมีดชวนให้คนรู้สึกหนาวสะท้าน โม่จู๋ถูกนางจับจ้องจนตัวสั่น ชักมือกลับโดยสัญชาตญาณ อึกอักพูดไม่ออก คำพูดประจบเอาใจถูกกลืนกลับลงลำคอไม่กล้าพล่ามออกมาอีก

        สวี่มามาก้าวเข้ามาบีบให้โม่จู๋ถอยออกไป ทั้งถลึงตาใส่อย่างไม่พอใจ แล้ววางหมอนหนุนปักลายใบใหญ่สีชมพูกลีบบัวไว้ด้านหลังของโม่เสวี่ยถง ก่อนจะประคองนางขึ้นมานั่งพิงอย่างระมัดระวัง

        อวี้ซื่อเห็นสวี่มามากล้ากำแหง อีกทั้งไม่เห็นความสำคัญของตนเองโดยสิ้นเชิง ดวงตาพลันฉายแววร้ายกาจ ยิ้มเย็นกล่าวตำหนิกระทบกระเทียบ “ถงเอ๋อร์สุขภาพอ่อนแอ ไฉนจึงยังให้นางนั่งพิงเช่นนี้อีก รีบนอนลงจะดีกว่า หาไม่แล้วอาจไม่เป็นผลดีต่อร่างกาย ดูเอาเถิด บุตรที่ไร้มารดาก็น่าเวทนาสงสารอยู่แล้ว แม้แต่คนปรนนิบัติข้างกายยังไม่ใส่ใจดูแลอย่างเต็มที่ อีกสองวันป้าสะใภ้จะจัดหาสาวใช้ที่เหมาะสมสองคนมาแทนที่ จะได้กำจัดบ่าวไพร่ที่ไม่รู้งานออกไปเสีย”

        เดิมทีนางตกน้ำสลบไสลเพิ่งฟื้น ยามนี้สีหน้าจึงดูซีดเซียว อิดโรยและน่าสงสารอย่างเห็นได้ชัด หลังจากซ่อนความเย็นชาไว้ภายในส่วนลึกของดวงตาแล้ว ดวงหน้าเล็กจ้อยก็เงยขึ้นอย่างอ่อนแรง เอ่ยวาจาด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตื้นตันใจ

        “ท่านป้าสะใภ้เจ้าขา ถงเอ๋อร์ไม่อยากนอนเจ้าค่ะ ขืนนอนต่อไปคงได้หลับไม่ตื่นอีกเลย ท่านหมอบอกว่าคนตกน้ำเมื่อฟื้นขึ้นมา ไม่ควรนอนมาก ถงเอ๋อร์ขอบพระคุณในความปรารถนาดีของป้าสะใภ้เป็นอย่างยิ่ง ส่วนพวกสวี่มามาต่างรับใช้ถงเอ๋อร์ด้วยความใส่ใจเต็มเปี่ยม พวกนางเป็นบ่าวที่มารดาทิ้งไว้ให้ ถงเอ๋อร์ไม่กล้าเปลี่ยนคนตามอำเภอใจหรอกเจ้าค่ะ”

        นี่คือการปฏิเสธอย่างละมุนละม่อมมิใช่หรือ?

        รอยยิ้มของอวี้ซื่อพลันชะงักค้าง หากพิศมองอย่างละเอียดจะเห็นใบหน้าที่ดูอ่อนแอ ยังคงประดับรอยยิ้มอบอุ่นอ่อนโยนไม่ต่างจากปรกติ มีเพียงดวงตาที่ฉายแววเจิดจ้ากว่าเดิมเล็กน้อย เผยให้เห็นความดำมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน

        คำกล่าวเช่นนี้ฟังดูก็รู้ว่าซ่อนเข็มอยู่ในปุยนุ่น ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่เหมือนวาจาของโม่เสวี่ยถงที่ทั้งขี้ขลาดและหัวอ่อนในวันวาน เมื่อก่อนต่อให้โม่เสวี่ยถงจะไม่เห็นด้วยอย่างไรก็ไม่กล้าตอกหน้านางเช่นนี้ หรือว่าตอนตกน้ำนังเด็กนี่จะไปเจออะไรเข้า สายตาของอวี้ซื่อที่มองโม่เสวี่ยถงฉายแววหวาดระแวงโดยไม่มีสาเหตุ

        “โม่จู๋ ยังไม่ยกน้ำชามาต้อนรับท่านป้าสะใภ้อีกหรือ” โม่เสวี่ยถงแสร้งทำมองไม่เห็นแววตาคลางแคลงใจของอวี้ซื่อ หันหน้าไปดุด่าโม่จู๋ เงามืดไม่มีที่สิ้นสุดที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของดวงตา ประหนึ่งเข็มแหลมเย็นเฉียบทิ่มแทงลงบนร่างของโม่จู๋

        เมื่อได้ยินคำพูดของโม่เสวี่ยถง โม่จู๋ก็เงยหน้าขึ้นคล้ายตื่นตระหนก เห็นโม่เสวี่ยถงซึ่งนั่งพิงหมอนหนุนใบใหญ่ปรายตามองนาง ดวงตาคู่นั้นมืดลึกอย่างน่าพิศวง ให้ความรู้สึกราวกับมองทะลุเข้าไปในใจคน โม่จู๋เกิดตื่นกลัวจนร่างกายสั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัว ไม่กล้าเอ่ยถ้อยคำใด รีบหันกลับไปยกน้ำชามาให้อวี้ซื่อด้วยสีหน้าซีดเผือด เมื่อสบสายตาสุขุมเยือกเย็นของอวี้ซื่อจึงค่อยสงบใจลงได้

        จากนั้นนางก็ถอยไปยืนคอตกอยู่หลังอวี้ซื่อ ถือเสียว่าตนเองเป็นสาวใช้ของอวี้ซื่อไปเลยก็แล้วกัน นางบอกตัวเองเงียบๆ ว่ามีฮูหยินอยู่ไม่ต้องกลัว

        ยามนี้ความสนใจทั้งหมดของอวี้ซื่อมุ่งไปที่โม่เสวี่ยถง ไฉนเลยจะมาใส่ใจสาวใช้คนหนึ่ง นางไม่ได้สังเกตถึงการกระทำที่ไม่เหมาะสมของโม่จู๋ ที่ตั้งแต่หลังจากยกน้ำชาเสร็จก็มายืนอยู่ด้านหลังของตนเอง โม่เสวี่ยถงปรายตามองโม่จู๋เงียบๆ ไม่มีความคิดเรียกนางกลับมา

        อวี้ซื่อรับน้ำชามาดื่มคำหนึ่งก่อนวางลงด้านข้าง จากนั้นก็ดึงมือของโม่เสวี่ยถงมากุมไว้แล้วตบหลังมือของนางอย่างนุ่มนวล พลางกล่าวด้วยรอยยิ้มแสนอบอุ่น “ในเมื่อเจ้าไม่ยินยอม ป้าสะใภ้ย่อมไม่อาจจัดการแทนได้ ดูเอาเถิดไม่เจอกันแค่สองวัน ยังดูอ่อนแอถึงเพียงนี้ อีกประเดี๋ยวป้าสะใภ้จะให้คนส่งโสมมนุษย์บำรุงร่างกายมาให้ เป็นสาวเป็นนางจะละเลยสุขภาพของตนได้อย่างไร”

        โสมมนุษย์หรือ? โม่เสวี่ยถงก้มหน้าลง แพขนตายาวบดบังความหนาวเหน็บอันน่าสะพรึงภายใต้ก้นบึ้งของดวงตาไว้

        ชาติภพก่อน โสมมนุษย์ที่อวี้ซื่อส่งมาให้เป็นเพียงของเหลือเดนที่ขึ้นราแล้ว สวี่มามาเห็นว่าใช้การไม่ได้ จึงนำโสมมนุษย์ร้อยปีที่เตรียมเผื่อไว้ใช้ในยามจำเป็นออกมา แต่ไม่รู้ว่าอวี้ซื่อทราบเรื่องนี้เข้าได้อย่างไร ด้วยความละโมบอยากได้โสมมนุษย์ต้นนี้ นางจึงแกล้งป่วยและบอกว่าต้องการโสมอย่างดีมาบำรุงร่างกาย พวกนางจึงจำเป็นต้องส่งโสมมนุษย์ที่ดีที่สุดต้นนั้นไปให้

        อวี้ซื่อไม่เพียงแต่ได้หน้าเท่านั้น แต่ยังฮุบโสมมนุษย์ของนางไว้เป็นของตนเอง ได้ทั้งชื่อเสียงและผลประโยชน์ในคราวเดียวกัน

        “ขอบพระคุณในความหวังดีของท่านป้าสะใภ้เจ้าค่ะ เพียงแต่ถงเอ๋อร์วาสนาตื้นเขินนัก จะใช้ของดีๆ แบบนั้นได้ที่ไหนกัน ผู้ที่สามารถกินของต่ออายุให้ยืนยาวเช่นนั้นได้ คงมีแต่ผู้มีบุญหนักเท่านั้น หากท่านป้าสะใภ้มีความปรารถนาดีก็ช่วยส่งโสมมนุษย์ไปให้ท่านยายแทนถงเอ๋อร์ด้วยเถิด หากท่านยายมีสุขภาพดี ถงเอ๋อร์ย่อมมีความสุข เมื่อมีความสุข สุขภาพก็ย่อมดีขึ้นมาเองได้ ไม่กล้าให้เกิดเรื่องที่นี่หรอกเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงดึงมือกลับมาอย่างแนบเนียน ขยำผ้าเช็ดหน้าในมือของตนเอง กล่าวด้วยรอยยิ้มเอียงอายไร้เดียงสาปราศจากเล่ห์เหลี่ยมมารยา สีหน้าอมทุกข์เผยแววหวาดกลัว แค่มองก็รู้ว่าเป็นเด็กหัวอ่อนขี้ขลาดตาขาว

        อวี้ซื่อระบายลมหายใจอย่างโล่งอก ดวงตาเผยรอยยิ้มลำพอง คิดว่าตนเองคงหวาดระแวงมากเกินไป แค่เด็กสาวกำพร้าถูกทอดทิ้งคนหนึ่งจะมีปัญญาพลิกคลื่นลมอย่างไรได้

        “คุณหนูอย่าได้กล่าวเช่นนี้ นายหญิงก็แสนดีกับคุณหนู คำพูดเช่นนี้จะทำให้นายหญิงเสียใจนะเจ้าคะ ไม่ว่าอย่างไรคุณหนูก็เป็นถึงหลานสาวของจวนฝู่กั๋วกง แล้วจะเป็นผู้มีวาสนาตื้นเขินได้อย่างไร ใครหน้าไหนจะกล้ามาดูหมิ่นคุณหนูได้ หากเกิดเรื่องที่นี่จริงๆ น่ากลัวว่านายหญิงก็คงถูกตำหนิไปด้วย” เมื่อเห็นสีหน้าลำพองใจของอวี้ซื่อ สวี่มามาก็ทนระงับโทสะไม่ไหว แสร้งเข้ามากล่าวปลอบใจ แต่แท้ที่จริงจงใจยกจวนฝู่กั๋วกงมาทิ่มแทงอวี้ซื่อ หลังจากได้ยินคำพูดนั้น หัวใจของอวี้ซื่อก็เต้นรัวขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ นางรู้สึกได้ถึงเจตนาที่สวี่มามาใช้จวนฝู่กั๋วกงขึ้นมาข่มขู่ตนเอง

        หรือว่าพวกนางจะพบอะไรเข้าแล้วจริงๆ

        เพื่อไม่ให้เผยพิรุธ อวี้ซื่อจึงยิ่งเสแสร้งแสดงความอบอุ่นอ่อนโยน ปั้นหน้ายิ้มสนิทสนมกับโม่เสวี่ยถงราวกับรักใคร่เสียเหลือเกิน “ถงเอ๋อร์จะเป็นผู้มีวาสนาตื้นเขินได้อย่างไร เจ้าจะดูถูกตนเองเกินไปไม่ได้ อยากกินอะไรก็ให้คนรับใช้ดูแล หากมีสิ่งใดไม่พอใจขอเพียงเอ่ยมา ป้าสะใภ้คนนี้ย่อมไม่ปล่อยให้หลานสาวคนดีได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจแน่นอน”

        หลานสาวคนดี? โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะในใจ ทว่ารอยยิ้มกลับยิ่งหวานหยดย้อย ใบหน้าเล็กจ้อยค่อยๆ เงยขึ้นมาอย่างเชื่องช้า เอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ

        “ท่านป้าสะใภ้เจ้าขา… หากมีสิ่งใดไม่พอใจก็บอกได้จริงๆ หรือเจ้าคะ” โม่เสวี่ยถงขบริมฝีปากแน่น สีหน้าลำบากใจยิ่ง

        “ถงเอ๋อร์ มีคนรังแกเจ้าใช่หรือไม่ บอกมาเถิด เดี๋ยวป้าสะใภ้จะช่วยจัดการให้เอง” อวี้ซื่อให้คำรับรองอีกครั้ง

        “โม่จู๋ คุกเข่าลง” พอได้ยินอวี้ซื่อกล่าวเช่นนี้ โม่เสวี่ยถงก็หยัดหลังตรงขึ้นมาทันที ชี้ไปที่โม่จู๋ซึ่งอยู่ด้านข้างแล้วแผดเสียงดุ “ท่านป้าสะใภ้พาโม่จู๋ไปเถิดเจ้าค่ะ ถงเอ๋อร์ไม่อาจรับการปรนนิบัติจากนางได้”

        โม่จู๋ตกใจแทบกระโดด คิดไม่ถึงว่าอยู่ดีๆ จะถูกโจมตีแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ถึงกระนั้นนางก็ยึดอวี้ซื่อซึ่งอยู่ด้านข้างเป็นที่พึ่ง ไม่ยอมคุกเข่า ซ้ำยังเชิดหน้าชูคอไม่ยอมรับความผิด “เหตุใดคุณหนูต้องให้บ่าวคุกเข่าด้วยเจ้าคะ ทั้งยังพูดว่าไม่ต้องการให้บ่าวรับใช้อีก คุณหนูตกน้ำเกี่ยวข้องอันใดกับบ่าว ไฉนจึงต้องลำบากเอาสาวใช้ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่มาเป็นเครื่องระบายอารมณ์ด้วยเล่า หรือเห็นบ่าวเป็นเพียงคนรับใช้ จะกระทำย่ำยีอย่างไรก็ได้”

        พูดจบก็ปิดหน้าร้องไห้โฮ โม่เสวี่ยถงยิ้มหยันในใจ กวาดตามองคนรอบๆ ห้อง เบื้องหน้าสายตาเห็นโม่จู๋กำลังร้องห่มร้องไห้ นอกจากสวี่มามาที่ปกป้องนางสุดชีวิตแล้ว คนอื่นๆ ในที่นี้ไม่มีใครกล้าออกหน้าแม้แต่คนเดียว

        “หรือว่าคนทรยศที่วางแผนทำร้ายนายเช่นเจ้า ไม่สมควรถูกส่งออกไป…” โม่เสวี่ยถงยังกล่าวไม่ทันจบ ก็ไอรุนแรงจนต้องเอามือกุมหน้าอก ราวกับจะหน้ามืดเป็นลม ภายในห้องจึงเกิดโกลาหล ไม่มีใครแยแสโม่จู๋สักคน มีเพียงอวี้ซื่อที่ถลึงตาใส่อย่างรุนแรง โม่จู๋จึงได้สติถลาเข้าไปคุกเขาต่อหน้าโม่เสวี่ยถงอย่างร้อนตัว ท่านหมอที่เฝ้ารออยู่ปราดเข้ามาตรวจชีพจรให้ หลังชุลมุนกันไปยกใหญ่ เหตุการณ์ก็ค่อยๆ สงบลง เพียงแต่สีหน้าของโม่เสวี่ยถงขาวซีดยิ่งกว่าเดิม คล้ายคนที่ลมหายใจเข้าน้อยแต่ออกมาก ดูร่างกายอ่อนแอสุดประมาณ

        หลังจากท่านหมอออกไปแล้ว โม่เสวี่ยถงก็รับถ้วยชาลายครามจากสวี่มามามาดื่มอึกหนึ่งแล้วส่งคืนให้ หลังจากนั้นก็พุ่งถลาเข้าหาอวี้ซื่อ กล่าวพลางร้องไห้ฟูมฟายอย่างทรมานใจ “หลานทำให้ท่านป้าสะใภ้ต้องเป็นห่วงแล้ว ตั้งแต่ตกน้ำมา ร่างกายเจ้ากรรมก็ไม่แข็งแรงเอาเสียเลยจริงๆ”

        โม่เสวี่ยถงระบายลมหายใจออกมา ก่อนจะเลื่อนสายตาไปทางโม่จู๋ที่คุกเข่าเงียบๆ อยู่ที่พื้น ไม่กล้าเปล่งวาจาออกมาอีก แต่ไม่รู้ว่าจู่ๆ โม่เสวี่ยถงเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน ฉวยถ้วยลายครามจากมือของสวี่มามาขว้างไปที่โม่จู๋ เนื่องจากร่างกายยังอ่อนแรงอยู่ ถ้วยใบนั้นจึงตกลงพื้นแตกละเอียดก่อนจะถึงหน้าโม่จู๋เพียงสองสามก้าว

        เสียงของตกแตกทำให้ทุกคนสะดุ้งเฮือก “ท่านป้าสะใภ้ โม่จู๋คิดคดทำร้ายเจ้านายจริงๆ ถงเอ๋อร์ตกน้ำก็เพราะถูกนางผลักลงไป หากท่านป้าสะใภ้ไม่เชื่อก็ไปถามพี่ชายเซวียนดูก็ได้ ถงเอ๋อร์ไม่รู้ว่าตนเองเคยไปล่วงเกินสาวใช้ผู้นี้ตั้งแต่เมื่อใด นางจึง… คิดทำร้ายถงเอ๋อร์ถึงตาย”

        กล่าวจบก็อดกลั้นไม่ไหวไอหนักขึ้นมาอีกรอบ โม่เสวี่ยถงเชื่อหมดใจว่า เพียงแค่เอ่ยวาจาแบบนี้ พี่ชายเซวียนจะต้องเข้าข้างนางแน่นอน เพราะเมื่อชาติภพก่อนพี่ชายเซวียนก็เคยพูดกับตนเองถึงข้อสงสัยประการนี้

        เห็นโม่เสวี่ยถงไออย่างรุนแรง ร้อนถึงอวี้ซื่อที่อยู่ด้านข้างต้องรีบช่วยตบหลังให้เบาๆ เพื่อให้หายใจสะดวกขึ้น พลางถลึงตาเกรี้ยวกราดใส่โม่จู๋ที่ตกใจจนสติหลุดลอยไปแล้ว “นังไพร่สถุลชั้นต่ำ ถึงกับกล้าวางแผนชั่วทำร้ายเจ้านาย เด็กๆ มาลากนางไปโบยให้หนักสี่สิบไม้”

        อวี้ซื่อถูกโม่เสวี่ยถงบังคับอย่างจำใจ โม่เสวี่ยถงอารมณ์เดือดพล่านถึงเพียงนี้ ซ้ำยังชี้ชัดว่าฉินอวี้เซวียนเห็นการกระทำของโม่จู๋ด้วย เมื่อความจริงวางแผ่อยู่ตรงหน้า แล้วอวี้ซื่อจะกล้าปกป้องโม่จู๋ได้อย่างไร เรื่องนี้หากจัดการไม่เหมาะสม เกรงว่าเคราะห์ร้ายอาจลามมาถึงตัว แต่ลำพังแค่สาวใช้ธรรมดาคนหนึ่งจะหาญกล้าวางแผนทำร้ายเจ้านายได้เชียวหรือ

        โม่จู๋เห็นโม่เสวี่ยถงไอหนักราวกับจะขาดใจ กอปรกับเห็นสายตาอำมหิตของอวี้ซื่อที่พุ่งเข้ามา ถึงตระหนักได้ว่าสถานการณ์พลิกผันเสียแล้ว ด้วยอารามร้อนใจจึงพุ่งเข้าหาอวี้ซื่อร้องไห้เสียงดังลั่นพลางโขกศีรษะกับพื้น

        “อุดปากนางไว้แล้วลากออกไป” อวี้ซื่อออกคำสั่งเสียงเหี้ยมเกรียม นางตัดสินใจฉับพลัน เมื่อถูกฉินอวี้เซวียนเห็นเข้าแล้ว วันนี้นางก็ไม่อาจปล่อยให้ตัวชักนำภัยพิบัติรอดชีวิตไปได้ โม่เสวี่ยถงซึ่งนั่งพิงหมอนปักลายอยู่โน้มตัวมาด้านหน้าลูบหน้าอกที่เจ็บแปลบจากการไอ เหลือบมองโม่จู๋ถูกลากตัวออกไปราวกับสุนัขตาย เบื้องลึกในดวงตาไม่มีความอ่อนโยนแม้เพียงส่วนเสี้ยว นางมาเกิดใหม่ในโลกใบนี้ เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือดเท่านั้น กลิ่นคาวโลหิตคล้ายพุ่งทะลักอยู่ในลำคอ นางรู้สึกราวกับได้ย้อนกลับไปในชาติภพก่อน วันที่แสงสว่างแห่งเปลวเพลิงพวยพุ่งขึ้นฟ้า โลหิตกลบหน้าในวันนั้น…

        โม่จู๋ทนรับพลองได้เพียงสามสิบไม้ก็สิ้นใจ อวี้ซื่อให้คนลากนางออกไป แล้วปลอบประโลมโม่เสวี่ยถงอีกสองสามประโยค เมื่อเห็นสีหน้าของนางอ่อนเพลีย แต่สายตาที่มองตนเองเต็มไปด้วยน้ำตาแห่งความตื้นตันก็ค่อยรู้สึกเบาใจ พาคนรับใช้กลับไปยังเรือนของตนเอง ก่อนจะไปยังกำชับสวี่มามาว่า หากโม่เสวี่ยถงต้องการสิ่งใดก็ให้ไปบอกนาง

        เมื่อคนของอวี้ซื่อจากไปแล้ว โม่เสวี่ยถงก็ค่อยๆ เปิดเปลือกตาที่อ่อนแรงขึ้นอีกครั้ง ตะกายลุกขึ้นมานั่ง

        “ช่วยประคองข้าลุกขึ้นที ตอนนี้ข้าอยากจะเขียนจดหมายฉบับหนึ่ง” โม่เสวี่ยถงกล่าวพลางเงยหน้าขึ้น ใบหน้าเล็กจ้อยซีดเซียวไม่มีสีเลือดแม้แต่น้อย

        เมืองอวิ๋นเฉิงอยู่ในสถานที่ห่างไกล ปรกติแล้วหากไม่มีธุระสำคัญ รถม้าส่งสารที่จุดพักม้าห้าวันจะออกเดินทางครั้งหนึ่ง วันนี้เป็นวันที่รถออกพอดี หากไปไม่ทันนางจะต้องรออีกห้าวัน แต่คนที่ฟางอี๋เหนียงส่งมาก็ใกล้จะออกเดินทางแล้ว จะให้รออีกห้าวัน… นางรอไม่ได้

        ต้องเร่งหาวิธีกลับเมืองหลวงให้เร็วที่สุด


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)