0 Views

        แม่ทัพลั่วเฉิงรักษาการอยู่ที่ชายแดนตลอดมา ทั้งครอบครัวจึงมีเพียงลั่วเหวินโย่วที่รั้งอยู่เมืองหลวง ส่วนลั่วเหวินฉือเลือกเดินตามรอยลั่วเฉิงผู้เป็นบิดา ดังนั้นจึงตามไปอยู่ที่ชายแดนด้วย หนึ่งปีถึงจะกลับบ้านมาหนหนึ่ง

        โม่ฮว่าเหวินอยู่เมืองอวิ๋นเฉิงมาโดยตลอด แม้แต่ความสัมพันธ์กับฝู่กั๋วกงก็ไม่นับว่าใกล้ชิดมาก ชาติที่แล้วคราที่โม่เสวี่ยถงเข้าเมืองหลวงจึงไม่ได้พบหน้าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้ หนึ่งด้วยเรื่องอายุที่โตแล้ว สองหลังจากที่เสียโฉมนางก็ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง แม้ว่าจะเป็นญาติที่มีไมตรีต่อกันก็ไม่อยากพบหน้า แต่เมื่อถึงวันเกิด นางมักจะได้รับของขวัญจากพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้สม่ำเสมอทุกปีไม่เคยขาด แม้ว่าต่อมาสถานะของจวนฝู่กั๋วกงจะตกต่ำลงแล้วก็ตาม

        ยามนี้เมื่อเห็นร่างสูงโปร่งสง่างามของพี่ชายยืนอยู่ที่ประตู เห็นแววตากระจ่างใสคู่นั้น หัวใจพลันรู้สึกเจ็บปวด นางยอบกายคารวะต่อลั่วเหวินโย่วอย่างลึกซึ้ง เพื่อเป็นการขอบคุณที่ชาติก่อนทุกคนล้วนทอดทิ้งตนเองไปจนหมดแล้ว มีเพียงเขาที่ยังคงอยู่ไม่จากไปไหน ขอบคุณที่ชาติภพนี้เขาก็ยังคงมีความรักความเอ็นดูให้ตนเองเหมือนดังอดีตที่ผ่านมา

        เมื่อเห็นสาวน้อยที่มีรูปโฉมงามพิลาสผสมผสานความสุขุมนุ่มลึกอย่างกลมกลืนยืนอยู่เบื้องหน้า ลั่วเหวินโย่วก็ตกตะลึงไปชั่วขณะ

        “น้องหญิงถงช่างมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก ท่านอาเขยก็จริงๆ เลย ไม่รู้ว่าตัดใจทิ้งบุตรสาวที่งดงามถึงเพียงนี้ไว้เมืองอวิ๋นเฉิงได้อย่างไร” ลั่วหมิงจูซึ่งเดินตามมาอยู่ด้านหลัง ยิ้มพลางดึงตัวโม่เสวี่ยถงมาพิจารณาอย่างละเอียดตั้งแต่หัวจรดเท้า หลังจากนั้นก็หันไปพูดกับลั่วเหวินโย่วที่อยู่ด้านข้าง

        “พี่ชายใหญ่ พี่หญิงรอง!” โม่เสวี่ยถงคารวะอย่างงดงามอีกครั้งหนึ่ง

        ยามนี้ลั่วเหวินโย่วเพิ่งจะได้สติคืนมา จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “น้องหญิงถงมิต้องมากพิธี พี่น้องบ้านเดียวกันไม่จำเป็นต้องเกรงอกเกรงใจขนาดนี้ แต่เจ้าดูอ่อนแอยิ่ง ต้องระวังรักษาสุขภาพให้มากขึ้นด้วย”

        สาวน้อยรูปร่างบอบบาง ทำให้คนเกิดความรู้สึกรักใคร่เอ็นดูอย่างน่าประหลาด เมื่อคิดถึงอาหญิงของตนเมื่อก่อนนี้ ก็ดูเหมือนว่าจะมีลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน แต่หญิงงามมักมีชะตาชีวิตรันทด สีหน้าของลั่วเหวินโย่วเข้มขึ้นเล็กน้อย

        “เอาล่ะๆ ไหนๆ ก็มากันแล้ว พอเจอหน้ากันจะพูดถึงเรื่องนี้ไปทำไม น้องสาวของเจ้าถึงร่างกายจะไม่ค่อยแข็งแรง แต่โดยพื้นฐานแล้วยังนับว่าดีอยู่” เหล่าไท่จวินเห็นภายใต้ดวงตาของโม่เสวี่ยถงราวกับมีหยาดน้ำตาคลุมอยู่อีกชั้น จึงหัวเราะร่วนขึ้นมากลบเกลื่อน

        “ท่านย่ากล่าวถูกแล้ว น้องหญิงถงกลับมาเมืองหลวงทั้งที คราวนี้ก็ต้องช่วยกันบำรุงให้เต็มที่หน่อย ท่านย่า หลานเพิ่งได้สมุนไพรล้ำค่ามาใหม่จำนวนหนึ่ง เดิมทีคิดจะส่งมาให้ท่านย่าทั้งหมด เห็นทีคงจะต้องแบ่งให้น้องหญิงถงด้วยส่วนหนึ่ง หลานจะได้หมดห่วง” ลั่วเหวินโย่วกล่าวพลางยิ้มเรียบๆ นั่งลงบนเก้าอี้ไม้หลิวแกะสลักลายบุปผาอย่างมั่นคง

        “เจ้าหนอเจ้า ยาพวกนี้จะกินมั่วซั่วได้อย่างไร ร่างกายของน้องสาวเจ้าเป็นอย่างไรบ้างก็ยังไม่รู้ คงต้องให้คนมาตรวจดูก่อนดีกว่า” เหล่าไท่จวินเห็นลั่วเหวินโย่วมีท่าทางเอาใจใส่โม่เสวี่ยถงก็อารมณ์ดีมีความสุขยิ่งนัก เมื่อหันมามองโม่เสวี่ยถงที่อยู่ด้านข้าง ยิ่งรู้สึกเหมือนกับว่าภาพของเฉิงเอ๋อร์กับเสียเอ๋อร์สมัยก่อนปรากฏเด่นชัดขึ้นอีกครั้ง ความรู้สึกโศกเศร้าพลันบังเกิดขึ้นในหัวใจโดยไม่รู้ตัว ความรู้สึกในชั่วขณะนั้นจะว่าทุกข์ก็ไม่ใช่จะว่าสุขก็ไม่เชิง

        เมื่อเห็นสีหน้าของเหล่าไท่จวินเผยความระทมทุกข์ ยามที่มองตนเองกับลั่วเหวินโย่ว โม่เสวี่ยถงก็ทราบได้ทันทีว่าเหล่าไท่จวินคิดถึงมารดาผู้ล่วงลับของตนเอง จึงรีบผละออกจากมือของลั่วหมิงจูที่กุมมือของตนเองอยู่ แล้วเดินเข้าไปข้างกายของเหล่าไท่จวินและจับมือท่านยายของตนพลางกล่าวน้ำเสียงฉอเลาะ “พี่ชายใหญ่ห่วงใยข้าถึงเพียงนี้ ท่านยายไม่ดีใจได้อย่างไรเล่า พอท่านยายท้วงขึ้นมา พี่ชายย่อมคิดได้แล้ว คงไม่ให้ถงเอ๋อร์กินยาเหลวไหลหรอกเจ้าค่ะ”

        ได้ยินมาว่าพี่ชายลูกพี่ลูกน้องผู้นี้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ย่อมไม่ทำสิ่งใดที่ปราศจากการเตรียมตัวแน่นอน

        ลั่วเหวินโย่วทอดมองนางด้วยสายตาชื่นชม ใบหน้าทอยิ้มกล่าวรับปาก “ท่านย่า โย่วเอ๋อร์ย่อมใคร่ครวญถึงเรื่องเหล่านี้อยู่แล้วขอรับ ทั้งยังเชิญหมอมีชื่อเสียงท่านหนึ่งมาด้วย เพื่อเชิญเขามาโย่วเอ๋อร์ต้องจ่ายด้วยหน้าตาไปไม่น้อยทีเดียว แม้กระทั่งหนังสือผังวงศ์ตระกูลที่ท่านย่าให้ไปเล่มนั้นยังต้องยกให้เขาไปด้วย หลานเสียดายแทบตาย ครั้งหน้าท่านย่าอย่าลืมมอบให้หลานอีกสักเล่มนะขอรับ”

        “เจ้าเด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ขี้เหนียวเป็นที่หนึ่ง น้องสาวเจ้ามาทั้งทีจ่ายเพียงของเล็กๆ น้อยๆ แค่นี้ ยังมานึกเสียดายอีก” เมื่อเห็นท่าทางปวดใจของหลานชายซึ่งไม่มีมาให้เห็นบ่อยนัก เหล่าไท่จวินก็หัวเราะออกมาอย่างนึกขัน

        “ก็นั่นเป็นของที่ท่านย่าให้นี่ขอรับ โย่วเอ๋อร์ย่อมรักและหวงแหนเป็นธรรมดา แม้แต่มีคนขอดูยังไม่อนุญาต ยามนี้ตกเป็นของผู้อื่นไปแล้ว จะไม่ให้เสียดายได้อย่างไร” ใบหน้าหล่อเหลาของลั่วเหวินโย่วเต็มไปด้วยความน่าสงสาร มุมปากโค้งตกลงมาเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงว่าเสียดายอย่างยิ่งและต้องการการชดเชยเยี่ยงนั้น

        “เอาล่ะๆ คราวหน้าย่ามีอะไรดีๆ จะรีบคืนให้เจ้าก่อนเลยเป็นอย่างไร ว่าแต่คนแบบไหนกันนะ ที่ถึงกับตกของของเจ้าไปได้” เห็นหลานชายเข้ามาออดอ้อนตนเองอย่างใกล้ชิดแบบนี้ เหล่าไท่จวินก็หัวเราะร่า ถามขึ้นพลางยิ้มจนตาหยี ลืมอารมณ์หมองเศร้าไปชั่วขณะ

        “ท่านย่า ท่านหมอผู้เก่งกาจล้ำเลิศที่พี่ใหญ่เชิญมาก็คือคุณชายไป๋เจ้าค่ะ เชิญมาเพื่อตรวจสุขภาพให้ท่านย่าเป็นพิเศษ และถือโอกาสนี้ให้เขาช่วยตรวจน้องหญิงถงด้วย จะได้ใช้สมุนไพรที่พี่ชายหามาให้โดยเฉพาะได้ ช่วงฤดูใบไม้ร่วงเช่นนี้ ให้เขาช่วยเขียนเทียบยาให้ท่านย่ากับน้องหญิงถง เพื่อฟื้นฟูบำรุงร่างกายพอดีเลยเจ้าค่ะ” ลั่วหมิงจูคลี่ยิ้มพลางพูดแทรกขึ้นมา ดวงตาสดใสเป็นประกายระยิบระยับ

        “องค์รัชทายาทไป๋น่ะหรือ” ครานี้แม้แต่เหล่าไท่จวินก็ยังตกตะลึง เอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ “ไปเชิญพระองค์ท่านมาได้อย่างไร”

        เมื่อคำถามนี้ถูกเอ่ยขึ้น ทุกคนต่างมองมาที่ลั่วเหวินโย่ว สถานะของคุณชายไป๋ผู้นี้ไม่ธรรมดา แท้จริงแล้วเขาหาใช่คุณชายจากที่ไหนไม่ หากแต่เป็นองค์ชายรัชทายาทแห่งแคว้นเยี่ยน ไป๋อี้เฮ่า!

        หัวใจของโม่เสวี่ยถงกระสับกระส่ายโดยไม่มีสาเหตุ ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาเพิ่มความระแวดระวังโดยสัญชาตญาณ แม้ว่าชาติภพก่อนนางจะเป็นเพียงสตรีที่เก็บตัวอยู่ในห้องหอ แต่ก็รู้จักว่ารัชทายาทแคว้นเยี่ยนคือผู้ใด แท้จริงแล้วองค์ชายผู้มีชื่อเสียงเกรียงไกรพระองค์นี้ มีรูปโฉมงดงามเป็นเลิศและเปี่ยมไปด้วยความสามารถจนน่าทึ่ง

        ได้ยินคำเล่าขานกันมาว่าองค์ชายรัชทายาทผู้นี้แตกต่างจากองค์ชายพระองค์อื่นๆ ทั้งมีรูปโฉมหล่อเหลา กิริยาวาจาสูงส่งสง่างาม สถานภาพก็ยิ่งอยู่เหนือสามัญ ไม่เพียงแต่เป็นรัชทายาทแคว้นเยี่ยน พระราชมารดาของเขาเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นฉิน แม้ว่ามาในฐานะองค์ประกัน แต่ด้วยสถานะอันสูงส่ง นอกจากจะไม่ถูกคุมขังแล้ว ยังสามารถไปไหนมาไหนได้อย่างอิสระ

        ยามอยู่ในเมืองหลวงเขาแต่งกายด้วยอาภรณ์สีขาวพลิ้วลม เป็นผู้มีอารมณ์สุนทรีย์ ท่วงท่าสง่าผ่าเผยราวกับเทพเซียนมาจุติ ปรกติก็ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลสำคัญทางการทหารหรือการเมือง จะคบหาแต่บัณฑิตที่ชมชอบความงดงามของภูเขาแม่น้ำแบบเดียวกัน เขามักใช้เวลาไปกับบัณฑิตผู้มีชื่อเสียงเพื่อชื่นชมภูมิปัญญา แต่มีนิสัยชอบความสำราญและรักอิสระ

        แต่โม่เสวี่ยถงกลับรู้ว่าหลังจากรัชทายาทผู้นี้กลับคืนสู่แคว้นเยี่ยนแล้ว เขาสามารถโค่นล้มกองกำลังของพวกกบฏนับพันได้เพียงชั่วข้ามคืน ด้วยการบุกทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามด้วยความเร็วสูงปานอัสนีฟาด ยังไม่ทันปิดหูก็ถึงที่ตาย ทั้งยังออกคำสั่งสังหารเชลยศึกนับไม่ถ้วนด้วยการฝังทั้งเป็น ด้วยกลอุบายอันเหนือชั้นและปฏิบัติการอย่างเฉียบขาดรวดเร็ว เขาจึงสามารถรวบอำนาจทั้งหมดของแคว้นเยี่ยนมาอยู่ในความควบคุมได้ในชั่วพริบตา

        คนแบบนี้จะเป็นผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ผุดผ่องดั่งอาภรณ์ขาวราวกับหิมะที่เขาสวมใส่ได้อย่างไร เป็นพยัคฆ์ซ่อนเล็บสิไม่ว่า!

        “ท่านย่าดูถูกหลานเกินไปแล้ว แม้ว่าหลานจะไม่ใช่ยอดนักปราชญ์แห่งยุคสมัย แต่ก็นับว่าเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียง แรกพบกับองค์ชายใต้แสงจันทร์ก็รู้สึกคุ้นเคยเหมือนรู้จักกันมานาน พอดีช่วงนี้เห็นท่านย่าสุขภาพไม่ค่อยดีและได้ยินว่าน้องหญิงถงจะมาวันนี้ ก็เลยเชิญเขามาช่วยตรวจอาการให้อย่างไรเล่าขอรับ” สีหน้าของลั่วเหวินโย่วอาบไปด้วยรอยยิ้ม กล่าวอย่างสบายอารมณ์

        โม่เสวี่ยถงรู้ว่าเรื่องนี้ต้องมิได้เรียบง่ายเพียงนั้นแน่ แม้ว่าไป๋อี้เฮ่าจะมีลักษณะนิสัยสุภาพอ่อนโยน แต่มิได้สนิทสนมกับใครง่ายๆ ด้วยฐานะอันสูงส่งของเขา แต่ไหนแต่ไรมาก็ไม่เคยก้มหัวให้ใครเพื่ออำนาจ อีกทั้งมีใบหน้าหล่อเหลาจนทำให้ผู้อื่นดูหมองไป คนแบบนี้จะไปมาหาสู่กับคนธรรมดาสามัญได้อย่างไร ได้ยินมาว่าเขามีวิชาแพทย์สูงส่ง ถึงขั้นเคยช่วยชีวิตไทเฮาให้พ้นจากประตูผีมาแล้ว

        เมื่อสามปีก่อนไทเฮาประชวรหนัก คณะหมอหลวงต่างจนปัญญาแล้ว ไป๋อี้เฮ่าที่เพิ่งมาถึงแคว้นฉินยังไม่ทันผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ สวมเพียงชุดสีขาวสง่างามเข้ามาฝ่ายใน และช่วยชีวิตไทเฮาให้พ้นจากเงื้อมมือมัจจุราชไว้ได้ เรื่องนี้เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญไปทั่วแคว้นฉิน กอปรกับไป๋อี้เฮ่ามีรูปลักษณ์สง่างาม อีกทั้งมีความสามารถโดดเด่น จึงดึงดูดให้ผู้คนรู้สึกเลื่อมใส

        ไป๋อี้เฮ่าเป็นผู้รักสันโดษชื่นชมความงดงามของแม่น้ำและขุนเขา ไม่สนใจเรื่องราวทางโลก ใช้ชีวิตในฐานะองค์ประกันอย่างอิสระ ไม่ค่อยคบหากับผู้มีอำนาจสูงศักดิ์ แต่มักยกย่องบัณฑิตผู้มีความสามารถ เขาเป็นดั่งวีรบุรุษในดวงใจของเหล่าสตรีทั้งหลาย ไม่ว่านั่งรถผ่านไปที่ใด ตลอดเส้นทางก็ไม่เคยขาดบุปผาหอมที่สตรีเหล่านั้นโยนมาให้ ตามท้องถนนกระหึ่มไปด้วยเสียงชื่นชม

        มีบุคคลที่ล้ำเลิศถึงเพียงนี้เดินทางมาถึงจวนลั่ว จะไม่ให้ลั่วหมิงจูรู้สึกตื่นเต้นได้อย่างไร

        “เช่นนั้นไฉนจึงยังไม่เชิญเข้ามาอีกเล่า” สวี่เหล่าไท่จวินร้อนใจขึ้นมา กลัวว่าจะต้อนรับแขกได้ไม่ดี

        สาวใช้สองคนเก็บความรู้สึกตื่นเต้นไว้ในใจก้าวถอยไปเลิกม่านประตูขึ้น ลั่วเหวินโย่วออกไปเชิญเขาด้วยตนเอง โม่เสวี่ยถงกับลั่วหมิงจูเข้าไปหลบอยู่หลังฉากกั้นแปดบานที่กางเปิดอยู่

        พวกนางนั่งลงบนเก้าอี้หุ้มแพรที่สาวใช้เตรียมตั้งไว้ให้ ก็ได้ยินเสียงใสกังวานดังมาจากประตู เพียงแค่น้ำเสียงยังไม่เห็นตัวคนก็มีเสน่ห์ชวนให้ลุ่มหลงได้แล้ว

        โม่เสวี่ยถงมองผ่านฉากกั้นภาพวาดสีอ่อนที่ทำจากแพรโปร่ง เห็นพี่ชายลูกพี่ลูกน้องเดินนำเข้ามาก่อน เมื่อเงาร่างของเขาขยับวูบผ่านไป ชายหนุ่มรูปงามหล่อเหลาซึ่งตามมาด้านหลังก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกนาง ราวกับมีรัศมีเจิดจ้าพุ่งผ่านเข้ามาปะทะสายตาผู้คน เสียงดังขรมภายในห้องเมื่อครู่บัดนี้เงียบสนิท

        ชายหนุ่มรูปงามอายุสิบเจ็ดสิบแปดปี ความคมสันหล่อเหลาแห่งองคาพยพทั้งห้าบนใบหน้าไม่อาจพรรณนาได้ด้วยคำพูดใด แม้แต่โม่เสวี่ยถงที่หัวใจถูกทำลายจนด้านชากับความรักไปแล้วก็ยังอดรู้สึกใจเต้นไม่ได้ ที่สำคัญคือราศีกลางหว่างคิ้วเยือกเย็นราวกับเทพเซียน กลมกลืนกับอาภรณ์สีขาวเรียบ ดูบริสุทธิ์ผุดผ่องราวกับหิมะบนยอดเขาสูงเสียดฟ้าที่เปล่งประกายแสงสีเงินยวงระยิบระยับ

        ท่วงท่าสง่างามราวกับเทพบุตรแห่งสวรรค์ชั้นฟ้า รูปโฉมพิลาสล้ำเป็นความงามที่อยู่เหนือมนุษย์ ทำให้ผู้คนเกิดจินตนาการอันไร้ขอบเขต

        ไป๋อี้เฮ่าคารวะเหล่าไท่จวินอย่างอ่อนโยนมีมารยาท มิได้เคร่งครัดในกรอบประเพณีมากนัก นิ้วมือวางอยู่ที่จุดชีพจรของเหล่าไท่จวิน หลับตาลงวิเคราะห์อาการ มิได้เอ่ยวาจาใดๆ ก็นั่งลงที่โต๊ะด้านข้างหยิบพู่กันขึ้นมาเขียนเทียบยา

        “คุณหนูเจ้าค่ะ เหล่าไท่จวินเชิญออกไปเจ้าค่ะ” สาวใช้คนหนึ่งเดินมาหลังฉากกั้นถ่ายทอดคำสั่งแทนนายหญิงของตน

        ลั่วหมิงจูซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งมองมาที่นางอย่างขอความช่วยเหลือ มือหนึ่งก็ชี้ไปด้านนอก แสดงให้รู้ว่านางอยากออกไปมองชายหนุ่มรูปงามที่มีชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วใต้หล้าอย่างใกล้ชิด แต่กลับถูกเหล่าไท่จวินขังให้อยู่แต่ด้านใน ในใจรู้สึกเหมือนไม่ได้รับความยุติธรรม พอเห็นโม่เสวี่ยถงออกไปก็อยากออกไปบ้าง ไหนเลยจะยอมปล่อยโอกาสดีๆ แบบนี้ให้ผ่านไปง่ายๆ มือหนึ่งก็จับชายแขนเสื้อของน้องสาวไว้แน่น อย่างไรก็ไม่ยอมปล่อยมือ

        ใบหน้าสื่อให้รู้ว่าถ้าไม่ปล่อยให้นางออกไป โม่เสวี่ยถงก็ออกไปไม่ได้เช่นกัน

        “ไปขอให้ท่านย่ายกฉากกั้นออกได้หรือไม่” โม่เสวี่ยถงมองสาวใช้ที่อยู่ด้านข้างด้วยท่าทางลำบากใจ พลางสะบัดชายแขนเสื้อของตนเองให้นางดู

        “คือว่า…” สาวใช้ก็รู้สึกลำบากใจเช่นกัน เห็นคุณหนูรองบ้านตนฉุดรั้งคุณหนูลูกผู้น้องไว้เช่นนั้นก็เข้าใจความคิดของเจ้านายตนเอง แต่ด้วยธรรมเนียมของตระกูลใหญ่ย่อมให้ความสำคัญกับการแบ่งแยกชายหญิงให้ชัดเจน

        “ไปบอกท่านยายว่า คุณชายไป๋มีชื่อเสียงเลื่องลือ ใต้หล้าล้วนชื่นชมว่าเป็นผู้สูงส่งประหนึ่งเทพสวรรค์ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องชายหญิง ขอให้สบายใจได้” โม่เสวี่ยถงยิ้มอย่างอ่อนโยนขณะกล่าวกับสาวใช้อย่างจนปัญญาจะรับมือ

        ไป๋อี้เฮ่าซึ่งนั่งเขียนเทียบยาอยู่ด้านนอก ริมฝีปากหยักโค้งขึ้นเผยรอยยิ้มสง่างาม ดวงตาวาดผ่านฉากบังตาราวกับไม่ตั้งใจวูบหนึ่ง แล้วก้มหน้าเขียนเทียบยาต่อไป

        สาวใช้ไม่อาจขัดใจนายได้ หมุนตัวกลับออกไป ไม่ช้าหลังจากนั้นก็ได้ยินเสียงเหล่าไท่จวินดังทอดมา “ยกฉากกั้นออก เชิญคุณหนูทั้งสอง”

        “เจ้าค่ะ” สาวใช้สองสามคนเดินเข้ามายกฉากกั้นออกอย่างคล่องแคล่ว


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)