0 Views

        โม่เสวี่ยถงเห็นโม่ฮว่าเหวินหันศีรษะมาดูคล้ายว่าจะเห็นด้วย ดวงหน้าเล็กจ้อยพลันทอยิ้มเอียงอายอย่างเป็นธรรมชาติ บิดผ้าเช็ดหน้าแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน “ท่านพ่อเจ้าขา ท่านยายไม่วางใจ จึงเลือกมามาผู้ฝึกอบรมให้ถงเอ๋อร์ด้วยตนเองแล้ว ได้ยินมาว่าเป็นสตรีที่มาจากวังหลวง ย่อมดีกว่ามามาทั่วไปมากมายนัก ท่านยายบอกว่าอีกสองสามวันให้ถงเอ๋อร์ไปเรียนรู้ระเบียบมารยาทที่จวนของท่านยายเจ้าค่ะ”

        คำพูดของนางนุ่มนวลละมุนละไม กล่าวได้ว่าคล้ายกับระมัดระวังวาจาอย่างยิ่ง ใบหน้าของนางเปล่งประกายราวกับหยกงามภายใต้แสงเทียน ในความเลือนรางไม่กระจ่างชัด กลับเพิ่มเสน่ห์เย้ายวนขึ้นอีกหลายส่วน

        ฉินอวี้เฟิงซึ่งอยู่ด้านข้างยังต้องเงยหน้าขึ้นมองพินิจหญิงสาวอย่างละเอียด ริมฝีปากอมยิ้มอย่างอดใจไม่ไหว

        ซือหม่าหลิงอวิ๋นมองใบหน้าเล็กจ้อยที่งามเพริดพริ้งจนตาค้างราวกับคนโง่งม หัวใจเต้นรัวยิ่งกว่าเดิมอย่างไม่มีสาเหตุ

        ภายใต้เบื้องลึกดวงตาของฟางอี๋เหนียง ซึ่งนั่งอยู่อีกด้านหนึ่งมีแววอำมหิตพาดผ่านวูบหนึ่ง

        “ได้เช่นนี้ก็ดี อีกสองสามวันรอให้สุขภาพของเจ้าดีขึ้นแล้ว ค่อยไปเยี่ยมเหล่าไท่จวินที่จวนฝู่กั๋วกง คนที่เหล่าไท่จวินเป็นผู้คัดสรรย่อมดีแน่นอน…” โม่ฮว่าเหวินตบโต๊ะแสดงความเห็นชอบทันที เมื่อนึกถึงภรรยาที่จากไปของตนเอง ทั้งความรู้สึกเศร้าสลดและความละอายท่วมท้นขึ้นมาในหัวใจอย่างบอกไม่ถูก ยิ่งมองเห็นดวงตาของบุตรสาวที่เหมือนกับภรรยาอย่างยิ่ง ก็ยิ่งเพิ่มความเมตตารักใคร่อีกหลายส่วน

        “ท่านพ่อ หมิ่นเอ๋อร์ก็อยากไปเยี่ยมท่านยายพร้อมกับน้องสาม และอยากจะไปเรียนรู้จรรยามารยาทกับท่านยายด้วยเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นเผยรอยยิ้มอ่อนบาง สีหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ดวงตาเป็นประกายน้ำระยิบระยับ เอ่ยปากขึ้นอย่างสนิทสนม

        ต่อหน้าโม่ฮว่าเหวินนางมักจะสวมบทบาทเป็นคุณหนูใหญ่ผู้รู้ความ สุภาพอ่อนหวาน ทำราวกับว่าทุกสิ่งที่ตนเองคิดล้วนเพื่อจวนโม่ทั้งสิ้น

        โม่เสวี่ยถงยิ้มเยาะในใจ นี่คงเป็นแผนการใช้ตนเองเป็นสะพานไปสู่การพึ่งพาบารมีของจวนฝู่กั๋วกงสินะ

        สี่ตระกูลบรรดาศักดิ์ชั้นกง[1] ผู้ยิ่งใหญ่ที่ยืนหยัดมาตั้งแต่สมัยบุกเบิกแว่นแคว้นประกอบด้วย จวนหมิงกั๋วกง ลั่วกั๋วกง ติ้งกั๋วกงและฝู่กั๋วกง ซึ่งเป็นตระกูลสูงศักดิ์ที่ทรงอำนาจอย่างแท้จริง มีทั้งอำนาจและไพร่พล จวนเจิ้นกั๋วโหว[2] ตระกูลโหวตกอับอย่างเจิ้นกั๋วโหวไม่อาจเทียบเคียงได้แม้แต่น้อย หากโม่เสวี่ยหมิ่นสามารถเป็นที่ยอมรับของจวนฝู่กั๋วกง ฐานะของนางย่อมสูงส่งขึ้นเป็นร้อยเท่า พี่สาวคนโตผู้แสนดีคนนี้ของนางจึงหมายพึ่งพาอำนาจบารมีอยู่ทุกชั่วยาม

        แต่ในชาติภพที่แล้ว โม่เสวี่ยหมิ่นไม่เพียงแต่ขอยืมอำนาจพึ่งบารมีเกาะกิ่งสูง ยังเหยียบย่ำตนเองจนจมโคลน แม้กระทั่งจวนฝู่กั๋วกงก็พลอยตกอับไปด้วยเพราะเรื่องนี้ หนี้แค้นฝังลึกดั่งทะเลโลหิต โม่เสวี่ยถงจะลืมเลือนได้อย่างไรเล่า

        “พี่หญิงใหญ่จะตามข้าไปเรียนจรรยามารยาทด้วยกันหรือเจ้าคะ เช่นนั้นก็ดียิ่ง ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่จะกลับมาในสองสามวันนี้แล้ว ท่านพ่อประสงค์จะไปเยี่ยมเยียนพร้อมกับถงเอ๋อร์ด้วยหรือไม่ ตอนเด็กๆ ท่านลุงใหญ่รักถงเอ๋อร์มากที่สุด ไม่รู้ว่าตอนนี้จะยังคงเอ็นดูเหมือนเมื่อก่อนอยู่หรือเปล่า” แม้ภายในใจจะหัวเราะเยาะหยัน แต่สีหน้ากลับเต็มไปด้วยความรู้สึกตื่นเต้นดีใจ รีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาโดยฉับพลันก่อนที่โม่ฮว่าเหวินจะเอ่ยปากตอบตกลง ดวงตาที่มีประกายหยาดน้ำกะพริบถี่ เอ่ยถามบิดาด้วยความหวังราวกับต้องการความมั่นใจจากเขา

        เห็นความบอบบางน่ารักไร้เดียงสาของธิดาน้อย หัวใจของโม่ฮว่าเหวินยิ่งเอ็นดูนางเป็นทวีคูณ ยื่นมือมาลูบศีรษะอย่างอ่อนโยน

        “ถงเอ๋อร์น่ารักขนาดนี้ ลุงใหญ่ย่อมต้องเอ็นดูเจ้ามากที่สุดแน่นอน” โม่ฮว่าเหวินกล่าวอย่างรักใคร่ แต่ทันทีที่เอ่ยถึง ‘ท่านลุงใหญ่’ ก็ดูอึ้งงัน สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน เพิ่งนึกได้ว่าลุงใหญ่ของโม่เสวี่ยถงมิใช่คนที่ใครจะไปล่วงเกินได้ง่ายๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังเป็นบุรุษที่เห็นแล้วไม่เจริญตาที่สุดที่เขาเคยพบมาเลยทีเดียว

        แม่ทัพใหญ่ลั่วเฉิงเป็นขุนพลที่มีอำนาจยิ่งใหญ่ในกองทัพแห่งต้าฉิน ทั้งกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวยิ่ง แต่คนแบบนี้กลับรักน้องสาวคนเล็กที่มีเพียงคนเดียวเป็นชีวิตจิตใจ ปีนั้นเมื่อได้ยินว่าลั่วเสีย[3] เสียชีวิตที่เมืองอวิ๋นเฉิง ตนเองเข้าเมืองหลวงมาก็มิได้พาถงเอ๋อร์มาด้วย เวลานั้นคนผู้นี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ส่งคนมาเฝ้าประตูเมือง เป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมให้เขาเข้าเมือง หากไม่ใช่เพราะจักรพรรดิจงเหวินตี้ส่งคนมาช่วยพูดประนีประนอม เกรงว่าโม่ฮว่าเหวินคงไม่อาจผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาได้

        เมื่อคิดถึงใบหน้าดุดันของพี่ชายคนโตของภรรยา โม่ฮว่าเหวินก็รู้สึกหนาวสะท้านโดยไม่มีสาเหตุ พอนึกถึงข้อเสนอของโม่เสวี่ยหมิ่นเมื่อครู่ ก็พลันรู้สึกว่าไม่เหมาะสม เพราะหากลั่วเฉิงเห็นโม่ฮว่าเหวินพาโม่เสวี่ยหมิ่นเข้าประตูบ้านของตนเองอย่างเปิดเผย คงจะอาละวาดยกใหญ่เป็นแน่ ถึงเวลานั้นไม่เพียงแต่หมิ่นเอ๋อร์จะเรียนรู้จรรยามารยาทไม่สำเร็จ อาจถูกไล่ตะเพิดกลับมาก็เป็นได้

        ตอนนี้ตนเองเป็นขุนนางรับใช้ใกล้ชิดของจักรพรรดิจงเหวินตี้ หากเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาจริงๆ คงจะหน้าหมองมองใครไม่ได้

        หลังจากที่ใคร่ครวญดีแล้ว กำลังจะเอ่ยปากยับยั้งโม่เสวี่ยหมิ่น ฝ่ายบุตรสาวคนโตกลับเงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างไร้เดียงสาและเอ่ยถาม

        “ท่านพ่อ ท่านลุงใหญ่เป็นคนดุมาก ท่านไปกับถงเอ๋อร์แค่สองคนดีกว่า ได้ยินมาว่าท่านลุงใหญ่ผ่านการสังหารคนมานับไม่ถ้วน ก่อนหน้านี้ลูกผู้พี่ก็เคยเล่าให้หมิ่นเอ๋อร์ฟังว่า ท่านลุงใหญ่ฆ่าคนมานับพันนับหมื่น กลิ่นคาวโลหิตที่ติดตัวมาล้างอยู่หลายวันยังออกไม่หมดเลย หากท่านลุงใหญ่เป็นเช่นนี้ก็น่ากลัวยิ่ง”

        คำพูดนี้ช่าง…

        โม่เสวี่ยหมิ่นหน้าซีดเป็นคนแรก ริมฝีปากสั่นระริก ดูหวาดกลัวจับใจ

        อีกด้านหนึ่ง ฉินอวี้เฟิงยกจอกสุราขึ้นจรดริมฝีปาก ดวงตาครุ่นคิดฉายแววขำออกมาวูบหนึ่ง

        “เจ้าถูกลูกผู้พี่ขู่เอาแล้ว ไหนเลยจะเป็นแบบนั้นได้ ลุงใหญ่ของเจ้ารักเจ้ามาก ส่งคนมาถามหลายคราแล้ว พ่อว่าพรุ่งนี้เราไปเยี่ยมท่านยายของเจ้าแต่เช้าดีกว่า คนแก่สุขภาพไม่ดี ทั้งยังคิดถึงหลาน หากไม่ไปคนจะติฉินเอาได้” โม่ฮว่าเหวินกล่าวด้วยรอยยิ้ม

        “งั้นดีเลย พรุ่งนี้พี่หญิงใหญ่ไปบ้านท่านยายกับถงเอ๋อร์นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันท่านลุงใหญ่ก็จะกลับมาแล้ว พี่ชายพี่สาวลูกท่านลุงก็จะกลับมาด้วย คงจะครื้นเครงน่าดู” รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่เสวี่ยถงยิ่งหวานหยาดเยิ้ม ขนตายาวงามงอนกะพริบปริบๆ หันศีรษะกลับมาจับมือโม่เสวี่ยหมิ่นอย่างสนิทชิดเชื้อ

        “พรุ่งนี้…” โม่เสวี่ยหมิ่นพูดไม่ออกไปชั่วขณะ

        ตอนนี้ใครยังจะมีจิตใจอยากไปจวนฝู่กั๋วกงกันเล่า เมื่อนึกถึงแม่ทัพใหญ่ผู้นั้นที่โม่เสวี่ยถงพูดถึง โม่เสวี่ยหมิ่นก็นึกเสียใจขึ้นมาแล้ว นางเหลือบสายตาไปมองซือหม่าหลิงอวิ๋นที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยสีหน้าซีดเซียว แต่กลับพบว่าความสนใจของเขาทั้งหมดกลับไปอยู่ที่โม่เสวี่ยถง ความคับแค้นพลันผุดขึ้นมาในอก พอหันไปสบตากับดวงตาแฝงรอยยิ้มของฉินอวี้เฟิงซึ่งอยู่ตรงข้ามอีกฝั่งหนึ่ง หัวใจพลันสะดุด รีบคลี่ยิ้มอ่อนโยนออกมาโดยพลัน

        “เช่นนั้นหมิ่นเอ๋อร์ก็อย่าไปเลย เรียนรู้จากที่บ้านไปก่อนก็ได้ ถงเอ๋อร์เพิ่งมาถึง ย่อมมีเรื่องอยากพูดคุยกับท่านยายมากมาย หมิ่นเอ๋อร์ตามไปด้วยคงไม่เหมาะสม” ในขณะที่โม่เสวี่ยหมิ่นยังคิดหาทางแก้ไม่ได้ โม่ฮว่าเหวินก็คิดหาเหตุผลที่ดีแทนนางแล้วจึงหันไปพูดกับบุตรสาวคนโตอย่างนุ่มนวล “หมิ่นเอ๋อร์คิดว่าอย่างไร”

        “ลูกล้วนเชื่อฟังท่านพ่อทุกอย่างเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นฟังแล้วก็ตอบรับอย่างอ่อนโยน

        ดูท่าทางโม่ฮว่าเหวินจะอารมณ์ดีอย่างยิ่ง ข้างหนึ่งก็คือบุตรสาวคนโตผู้อ่อนหวานและเชื่อฟังเป็นที่สุด อีกข้างหนึ่งก็เป็นบุตรสาวคนที่สามที่น่ารักเฉลียวฉลาด แม้ว่าทั้งสองคนจะมิได้เกิดจากมารดาเดียวกัน แต่กลับรู้เรื่องว่านอนสอนง่ายทั้งคู่ คิดแล้วก็หัวเราะอย่างมีความสุข แม้ว่าบุตรชายจะไม่ค่อยได้เรื่องเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ยังมีบุตรสาวที่น่ารักถึงสองคน

        บรรยากาศการรับประทานอาหารมื้อนั้นเต็มไปด้วยความกลมเกลียว บุตรชายบุตรสาวต่างคุยไปหัวเราะกันไป เหล่าอนุภรรยาสองสามคนต่างกระซิบกระซาบคุยกัน อาหารมื้อค่ำที่ได้ทานร่วมกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาก็ผ่านไปอย่างงดงาม ก่อนจะแยกย้ายกันกลับอย่างอิ่มเอมใจ

        เมื่อกลับมาถึงเรือนชิงเวย โม่หลันก็ยกม่านขึ้นรับโม่เสวี่ยถงเข้าไปด้านใน สวี่มามาออกมาต้อนรับและช่วยคลายปมชุดคลุมไหล่กันลมสีม่วงที่สวมทับอยู่ด้านนอกออกอย่างเอาใจใส่ “คุณหนูสุขภาพไม่ดี ไฉนจึงไม่ลานายท่านกลับมาก่อนล่ะเจ้าคะ ดึกขนาดนี้แล้วเพิ่งจะกลับมา คุณหนูคงจะเหนื่อยแย่แล้ว นายท่านก็จริงๆ เลย มิใช่ครอบครัวที่เคร่งครัดธรรมเนียมอะไรมาก จะกินข้าวพร้อมหน้าพร้อมตาไปทำไม หากฮูหยินยังอยู่ คงจะเอาใจใส่ต่อคุณหนูมากกว่านี้ ไม่ยอมให้กลับมาดึกดื่นถึงเพียงนี้แน่”

        พูดไปพูดมาก็อยากร้องไห้

        “แม่นมวางใจเถิด ร่างกายของข้าหายดีแล้ว ไหนเลยจะอ่อนแอถึงเพียงนั้น นี่ก็ยังไม่ถึงกับดึกมากเสียหน่อย อีกอย่างปรกติเวลานี้ข้าก็ยังนอนไม่หลับ พวกเราเพิ่งมาที่นี่ ทุกอย่างล้วนแปลกใหม่ เตียงก็เตียงใหม่ ต่อให้นอนเวลานี้ก็คงนอนไม่หลับแน่นอน ที่จริงพวกแม่นมไม่ต้องมาคอยข้าก็ได้ ทุกคนต่างเดินทางไกลเหนื่อยกันมามากแล้ว” โม่เสวี่ยถงกล่าวด้วยรอยยิ้มพลางจับมือสวี่มามา เดินไปคุยไปจนกระทั่งมาถึงตั่งนั่งเล่น

        หลังจากโม่หลันเห็นนางนั่งเอนกายลงแล้ว ก็ไปเตรียมน้ำสำหรับอาบ

        “คุณหนูไม่นอน บ่าวจะกล้านอนได้อย่างไร อย่างไรก็ต้องคอยคุณหนูกลับมาก่อนถึงจะหลับได้ คุณหนูเพิ่งมาถึงที่นี่ ทุกอย่างล้วนไม่คุ้นเคย ไหนเลยจะต้องใส่ใจเรื่องราวมากเกินไปด้วยล่ะเจ้าคะ เรื่องที่บ่าวพอช่วยได้มีไม่มาก แต่ก็พยายามช่วยเป็นหูเป็นตาให้คุณหนู วันนี้มีสาวใช้ขั้นสองและขั้นสามมาที่เรือนเราหลายคน กับหญิงรับใช้อาวุโสอีกจำนวนหนึ่ง บ่าวดูแล้วก็ไม่เลว แต่ไม่ได้รับไว้ทั้งหมด เลือกออกมาแค่ไม่กี่คน แต่ถ้าคุณหนูจะใช้งานคงต้องระวังสักหน่อยเจ้าค่ะ” สวี่มามากดเสียงต่ำ พร่ำบ่นไม่หยุดปาก

        โม่เสวี่ยถงย่อมรู้อยู่แก่ใจ นิ่งใคร่ครวญอยู่ชั่วครู่ ก่อนคลี่ยิ้มบางๆ บนใบหน้า “แม่นมดูแลจัดการรับไว้ก็ดีแล้ว พวกเราเพิ่งมาถึงที่นี่ ทุกอย่างล้วนใหม่หมด มีสาวใช้มาให้ใช้งานเพิ่มมากหน่อยก็สะดวกดี”

        “แต่ว่าคนเหล่านั้นเป็นคนที่ฟางอี๋เหนียงส่งมาทั้งหมดเลยนะเจ้าคะ” สวี่มามากล่าวอย่างร้อนใจ

        “เป็นคนที่นางส่งมาก็ยิ่งดี แม่นมแค่ดูแลใช้งานก็พอ” โม่เสวี่ยถงกระดกมุมปากขึ้นเผยรอยยิ้ม “คนที่อี๋เหนียงส่งมาหากทำสิ่งใดผิดพลาด ก็จะว่าพวกเราไม่ได้”

        “อา… จริงด้วย” สวี่มามาตะลึงงัน แล้วกระจ่างทุกสิ่งในพริบตา หัวเราะพลางตบศีรษะตนเองอย่างนึกได้ “บ่าวคิดน้อยไปเอง เช่นนั้นเดี๋ยวบ่าวจะไปขอคนมาอีกสองสามคน เรือนของเราไม่มีคนอยู่มานาน ต้องทำความสะอาดให้มากหน่อย”

        คนที่ฟางอี๋เหนียงส่งมา หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น ฟางอี๋เหนียงหรือจะกล้าชี้ความผิดออกมา เห็นคุณหนูของตนยืดอกตั้งหลังตรงดั่งลำไผ่ แววตาสงบนิ่ง ริมฝีปากยิ้มอ่อนมุ่นคิ้วเล็กน้อย มีเสน่ห์บางอย่างที่ดึงดูดให้คนเลื่อมใสศรัทธา สวี่มามาผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก เมื่อฟางอี๋เหนียงมีเจตนาไม่ดีต่อคุณหนู การลากนางมาลงน้ำก็เป็นการสมควรแล้ว

        “แม่นมจัดการตามสะดวกเลย” โม่เสวี่ยถงอมยิ้มพลางผงกศีรษะ

        ราตรีเงียบสงัด เนื่องจากโม่เสวี่ยถงยังไม่คุ้นกับเตียงใหม่ กว่าจะนอนหลับก็ดึกมากแล้ว โชคดีที่จวนโม่ไม่มีนายหญิง แม้ว่าฟางอี๋เหนียงจะเป็นผู้ดูแลจัดการจวนนี้ ก็ไม่มีสิทธิไปปลุกบุตรสาวภรรยาเอกตามระเบียบ กว่าโม่เสวี่ยถงจะตื่นก็สายมากแล้ว

        “คุณหนูตื่นแล้วหรือ” ม่านโปร่งถูกเลิกขึ้น โม่อวี้ยืนยิ้มแฉ่งอยู่ข้างเตียง

        “โอ… ทำไมไม่ปลุกข้าเล่า” โม่เสวี่ยถงยื่นมือมารับน้ำชาจากโม่เหอไปดื่มคำหนึ่งแล้วลุกขึ้นมา สีหน้าของนางยังดูอ่อนเพลียอยู่ แต่นอนจนตะวันส่องก้นขนาดนี้ก็ออกจะเกินไปหน่อยจริงๆ

        “เมื่อคืนคุณหนูนอนดึก บ่าวก็เลยอยากให้คุณหนูได้หลับอีกสักหน่อย อีกประเดี๋ยวพอไปจวนฝู่กั๋วกงจะได้สดชื่นจึงไม่ได้ปลุกเจ้าค่ะ” โม่หลันกล่าวด้วยรอยยิ้ม เมื่อคืนนางอยู่เฝ้าด้านนอกตลอดคืน ย่อมรู้ว่าโม่เสวี่ยถงนอนพลิกไปพลิกมาอยู่ค่อนคืนก็ยังไม่หลับ จึงรู้สึกสงสารเจ้านายของตนเอง ไฉนเลยจะทำใจปลุกนางให้ตื่นได้

        “ต่อไปทำอย่างนี้ไม่ได้นะ ผู้อื่นจะคิดว่าข้าเป็นพวกชอบวางมาดอวดเบ่งเอาได้” โม่เสวี่ยถงกล่าวพลางจับมือโม่เหอลุกขึ้นมา เรือนหลังของจวนแห่งนี้มีนางเพียงผู้เดียวที่เป็นเจ้านายที่แท้จริง เป็นบุตรสาวภรรยาเอกอย่างถูกต้อง หัวหอกมากมายต่างมุ่งจัดการนางอยู่ในที่ลับ นางไม่อยากให้ตนเองกลายเป็นหนามยอกนัยน์ตาผู้อื่นทันทีที่มาถึง

………………………………………………………………………………………………..

        [1] กง เป็นบรรดาศักดิ์สูงสุดที่จักรพรรดิพระราชทานให้เชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง โดยมี 2 ลำดับขั้น สูงสุดคือ กั๋วกง รองลงมาคือ จวิ้นกง สามารถให้ลูกหลานสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้

        [2] โหว เป็นบรรดาศักดิ์ที่จักรพรรดิพระราชทานให้แก่เชื้อพระวงศ์หรือขุนนาง ลำดับชั้นรองลงมาจาก กง หากเป็นโหวขั้นหนึ่งสามารถให้ลูกหลานสืบทอดบรรดาศักดิ์ได้

        [3] ลั่วเสียคือชื่อมารดาของโม่เสวี่ยถง เป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของฝู่กั๋วกง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)