0 Views

        เมื่อถึงเวลามื้อค่ำ จวนโม่ได้จัดงานเลี้ยงให้สมาชิกในครอบครัวมารับประทานอาหารร่วมกันพร้อมหน้า

        โม่เสวี่ยถงกลับไปช้า มิใช่ว่านางเจตนาจะไปสาย แต่เพราะได้ยินว่ารัฐทายาทเจิ้นกั๋วโหวก็มาร่วมงานด้วยต่างหากเล่า

        จวนเจิ้นกั๋วโหวน่ะหรือ ฮึ! โม่เสวี่ยถงนั่งกำมือแน่นอยู่บนเตียง มองดูท้องฟ้าสีแดงเพลิงนอกหน้าต่าง นางรู้สึกว่าสีแดงที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้านางเวลานี้ดูราวกับเปลวเพลิงร้อนแรงที่แผดเผาเอาชีวิตนาง ที่ผนึกความเจ็บปวด หดหู่ คับแค้นและเกลียดชังของชาติภพก่อนไว้ ซือหม่าหลิงอวิ๋นแห่งจวนเจิ้นกั๋วโหว คิดไม่ถึงว่าตนเองเข้าเมืองมาวันแรกก็ต้องมาเจอกับโจทย์เก่า ช่างมีวาสนาต่อกันเสียนี่กระไร

        แต่หนี้เลือดแห่งความอาฆาต สิบภพสิบชาติก็ต้องชดใช้ ซือหม่าหลิงอวิ๋น… ชาตินี้พวกเราได้เจอกันอีกแล้ว!

        ขณะที่เดินเข้ามาในห้องรับแขก โม่เสวี่ยถงกลับคืนสู่ความสงบนิ่งได้แล้ว ยามที่เห็นโม่ฮว่าเหวินยืนสนทนากับซือหม่าหลิงอวิ๋นอยู่ด้านข้าง นางก็ไม่ได้แสดงท่าทางผิดปรกติแต่อย่างใด มีเพียงริมฝีปากที่เผยความรังเกียจออกมาวูบหนึ่ง เป็นบุรุษผู้นั้นจริงๆ คนที่ชาติภพก่อนทำให้นางหลงใหลใฝ่คะนึง แล้วสุดท้ายก็ตอบแทนนางด้วยความตาย

        ซือหม่าหลิงอวิ๋น รัฐทายาทเจิ้นกั๋วโหว ต่อให้ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน นางก็ยังจำเขาได้ไม่ลืม!

        บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าสายตาเลอค่าประดุจมาลาหยก รูปโฉมหล่อเหลา ดวงตาสีเข้มราวกับน้ำหมึกแฝงยิ้มอ่อนโยน ดวงหน้าอาบไปด้วยรอยยิ้มเสมอเมื่อมองผู้คนโดยที่ยังไม่เอ่ยวาจา คนแบบนี้มักทำให้คนรู้สึกดีอย่างง่ายดาย จะยื่นมือยกเท้าทุกท่วงท่าล้วนงามสง่า มีภาพลักษณ์ของคุณชายผู้ล้ำเลิศทุกกระเบียด ก็ไม่แปลกที่ในชาติภพก่อน โม่เสวี่ยถงไม่เคยพบกับชายหนุ่มที่งามพร้อมเยี่ยงนี้มาก่อน เพียงวูบเดียวก็ถูกเสน่ห์ของเขาดึงดูดจนอยู่หมัด อยากจะติดตามเคียงข้างเขาไปชั่วชีวิต จวบจนกระทั่งวันตายถึงเพิ่งกระจ่างว่าภายใต้หน้ากากสุภาพบุรษผู้อ่อนโยน แท้จริงแล้วมีจิตใจอำมหิตยิ่งกว่าอสรพิษร้าย

        ชาติก่อนเขากรอกยาพิษนาง และเป็นคนทำร้ายบุตรชายของตนเองจนตาย เพื่อจะขอแต่งสตรีชั่วร้ายประเภทเดียวกันเข้ามา นางใช้ไฟยุติชะตากรรมอันน่าอเนจอนาถของตนเองได้ แต่กลับไม่อาจสะบั้นความเคียดแค้นชิงชังที่ลุกโหมแผดเผาจิตใจได้เลย

        ได้เวลาจุดโคมแล้ว แสงสว่างจากตะเกียงทอทาบบนใบหน้าของเขา เผยรูปลักษณ์หล่อเหลาประดุจหยกล้ำค่าอันสามารถดึงดูดหัวใจของสตรีได้ง่ายดายที่สุด

        ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างใกล้เขาที่สุดก็คือโม่เสวี่ยหมิ่น แม้ว่านางจะแสร้งทำเป็นไม่สนใจ แต่ทุกครั้งระหว่างที่กลอกตา ดวงตาของนางก็มักจะเบนไปทางนั้นทุกคราไป

        เด็กสาวที่อยู่ข้างกายโม่เสวี่ยหมิ่นก็คือน้องสาวคนที่สี่โม่เสวี่ยฉง นางอ่อนกว่าโม่เสวี่ยถงเพียงไม่กี่วัน รูปร่างของนางดูเพรียวบางน่าทะนุถนอมราวกับหยก นางมองซือหม่าหลิงอวิ๋นอย่างเคลิบเคลิ้มหลงใหล ไม่ต่างจากโม่เสวี่ยหมิ่นเท่าใดนัก ดวงหน้าแดงเรื่ออย่างเขินอาย แต่กลับฉวยโอกาสระหว่างที่พูดคุยกับโม่เสวี่ยหมิ่นลอบมองซือหม่าหลิงอวิ๋น

        ด้านข้างของโม่ฮว่าเหวินมีชายหนุ่มอายุน้อยยืนอยู่สองคน คนหนึ่งรูปโฉมไม่ด้อย สวมอาภรณ์ตัวยาวสีอ่อน นี่ก็คือโม่อวี่เฟิงพี่ชายคนที่สองของโม่เสวี่ยถง เป็นบุตรที่เกิดจากฟางอี๋เหนียงเช่นเดียวกับโม่เสวี่ยหมิ่น เป็นบุตรชายคนโตที่เกิดแต่อนุภรรยาและเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของจวนโม่ ฟางอี๋เหนียงจึงได้พึ่งใบบุญของบุตรชายผู้นี้จนสามารถยืนหยัดในจวนได้อย่างมั่นคง

        โม่เสวี่ยถงไม่มองซือหม่าหลิงอวิ๋นอีก สายตาของนางเลื่อนไปหยุดที่ชายหนุ่มอีกคนซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่ง หัวใจพลันรู้สึกบีบรัด ม่านตาหรี่วูบ มือที่ซ่อนอยู่ภายใต้ชายเสื้อกำแน่นโดยสัญชาตญาณทั้งยังสั่นเล็กน้อย

        ฉินอวี้เฟิง!

        ฉินอวี้เฟิงเป็นชื่อของหลานชายผู้มีพรสวรรค์และความสามารถของสกุลฉิน และเป็นพี่ชายคนโตของฉินอวี้เซวียน เขาเป็นบุรุษหน้าหน้าหยก แต่รูปหน้าดูอ่อนโยนกว่าโม่อวี่เฟิง องคาพยพทั้งห้าละเมียดละไม หากพิจารณาอย่างละเอียด ความหล่อเหลาของเขาดูสูสีกับซือหม่าหลิงอวิ๋นทีเดียว แต่เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ซือหม่าหลิงอวิ๋นกลับครองหัวใจของสตรีได้มากกว่า

        แม้ว่าเบื้องหลังของซือหม่าหลิงอวิ๋นยังมีจวนเจิ้นกั๋วโหวอยู่ แต่โม่เสวี่ยถงก็รู้ว่าตนเองไม่อาจมองข้ามฉินอวี้เฟิงผู้นี้ไปได้เช่นกัน เพราะนางได้รับการเลี้ยงดูโดยสกุลฉิน ดังนั้นสกุลฉินและสกุลโม่จึงสนิทสนมและไปมาหาสู่กันตลอดมา อวี้ซื่อมารดาของฉินอวี้เฟิงกับฟางอี๋เหนียงเป็นพี่น้องกัน ย่อมรักใคร่สมัครสมานกันดี ฉินอวี้เฟิงกับโม่เสวี่ยหมิ่นจึงสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กและเติบโตมาด้วยกัน แต่เขากลับแอบซ่อนความรู้สึกบางอย่างที่ไม่อาจบอกได้กับนาง

        เมื่อความรู้สึกนี้แตกกิ่งก้านออกไป ฉินอวี้เฟิงจึงเชื่อฟังและยอมตามโม่เสวี่ยหมิ่นเป็นอย่างยิ่ง แผนการมากมายที่นำมาใช้กับตนเองล้วนมาจากฉินอวี้เฟิงผู้มากความสามารถผู้นี้เป็นคนต้นคิด ฉินอวี้เฟิงยืนอยู่ตรงนั้น หันข้างเข้าหาโม่เสวี่ยหมิ่น การวางตัวในตำแหน่งแบบนั้นแสดงว่าเขาไว้วางใจในตัวพี่สาวคนโตของนาง ดูเหมือนว่าความรู้สึกที่ฉินอวี้เฟิงมีต่อโม่เสวี่ยหมิ่นในชาติภพนี้จะเปลี่ยนไปเสียแล้ว

        ดีมาก! ในห้องนี้มีแต่ศัตรูคู่แค้นทั้งนั้น!

        “พี่หญิงสามมาแล้ว รีบมานั่งตรงนี้เถิด” คนแรกที่เห็นนางก็คือโม่เสวี่ยฉงที่ลอบมองซือหม่าหลิงอวิ๋นอยู่ตลอด นางตบที่นั่งข้างกายตนแล้วยืนขึ้นยิ้ม ใบหน้าเต็มไปด้วยความดีใจ แต่ความจริงใจจะมีสักกี่ส่วนหามีใครรู้ไม่ แค่ดูจากแววตาที่ซ่อนความริษยาเอาไว้ภายใต้ก้นบึ้ง และใบหน้าที่เย็นเยียบลงทันทีที่เห็นใบหน้าเล็กสะคราญโฉมของโม่เสวี่ยถงก็พอจะรู้ได้

        เมื่อได้ยินเสียงของโม่เสวี่ยฉง ทุกคนในห้องรับแขกล้วนหันไปมอง

        ที่หน้าประตูมีดรุณีน้อยยืนอยู่ผู้หนึ่ง สวมชุดแพรเนื้อเบาสีเขียวอ่อนที่ดูซีดจนคล้ายสีขาว แต่กลับเพิ่มความบอบบางให้นางมากกว่าปรกติหลายส่วน เรือนผมยาวดำขลับประดุจแพรไหมเรียบลื่นถูกมุ่นขึ้นเป็นมวยผมแนวทะแยงกับหน้าผาก แพขนตายาวและหนาราวกับปีกผีเสื้อ ม่านตาสีเข้มส่องประกายวิบวับคล้ายกับหินจ้วนสือ[1] จมูกเล็กเชิดรั้นรับกับใบหน้าขาวผ่องที่งดงามไร้ที่ติ แม้ว่าร่างกายยังเติบโตไม่เต็มที่ รูปหน้าก็ยังคงเล็กจ้อย แต่ทุกคนล้วนมองออกว่าต่อไปในภายหน้านางจะต้องเป็นโฉมงามที่แม้แต่ปฐพียังต้องยอมสยบอย่างแน่นอน

        ที่พิเศษสุดก็คือดวงตาที่ใสบริสุทธิ์ราวกับหยดน้ำ ยามชม้ายมองไปโดยรอบดูพริ้มเพราอ่อนหวาน เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ดึงดูดใจ

        ชั่วพริบตานั้นคนในห้องรับแขกต่างเงียบกริบ สายตาที่มองนางมีทั้งริษยา ขุ่นเคือง ชื่นชมและสายตาล้ำลึกแตกต่างกันไป โม่เสวี่ยถงก้าวเข้ามาในห้องรับแขกอย่างสง่างามท่ามกลางสายตาที่หลากหลาย เมื่อมาถึงด้านหน้าของโม่ฮว่าเหวินก็ยอบกายคารวะบิดาก่อน หลังจากนั้นก็กล่าวทักทายกับเหล่าอนุภรรยาของบิดา พี่ชาย พี่สาวและน้องสาวตามลำดับด้วยความนอบน้อม

        อนุภรรยาของโม่ฮว่าเหวินถือว่าไม่มาก มีฟางอี๋เหนียง ฉิงอี๋เหนียง และโม่อี๋เหนียง ฟางอี๋เหนียงมีบุตรชายและบุตรสาวอย่างละคน ฉิงอี๋เหนียงมีบุตรสาวหนึ่งคนคือโม่เสวี่ยฉง มีเพียงโม่อี๋เหนียงที่อายุยังน้อย เพียงยี่สิบกว่าปีเท่านั้น ถึงตอนนี้ยังไม่มีบุตร แต่ดูจากดวงตาที่เป็นประกายของนางก็มองออกว่าสตรีผู้นี้มีความทะเยอทะยานไม่เบา

        มีความทะเยอะทะยานก็ดี! หลังจากเก็บรอยยิ้มเยาะไว้ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาแล้ว โม่เสวี่ยถงก็ยิ้มอ่อนโยนกับทุกคน

        “ผู้นี้คือ…” แม้ว่าซือหม่าหลิงอวิ๋นจะรู้อยู่แก่ใจนานแล้ว แต่ก็ยังถูกใบหน้าสะคราญโฉมและดวงตาที่บริสุทธิ์สดใสคู่นั้นสะกดจนตะลึงงัน นี่ก็คือโม่เสวี่ยถงบุตรสาวภรรยาเอกผู้ขี้ขลาดตาขาวผู้นั้น ความรู้สึกต่อต้านที่เคยมีต่อนางบัดนี้กลับระเหยหายกลายหมอกควัน คิดอยากจะเด็ดบุปผางามดอกนี้มาเป็นของตน หัวใจของเขาพลันเต้นระรัวจนต้องระงับความรู้สึกของตนอยู่เป็นเวลานาน ก่อนเอ่ยคำถามอย่างมีมารยาท

        “นี่คือบุตรสาวคนที่สามของข้าเอง ถงเอ๋อร์… มาคารวะซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วโหวกับพี่อวี้เฟิงเสียสิ” เห็นบุตรสาวทำให้คนทั้งห้องตกตะลึง โม่ฮว่าเหวินก็อารมณ์ดีอย่างยิ่ง หัวเราะร่าเสียงดัง มือหนึ่งจูงซือหม่าหลิงอวิ๋น อีกมือจับฉินอวี้เฟิงไว้แล้วกล่าวด้วยรอยยิ้ม ฉินอวี้เฟิงเป็นคนคุ้นเคยของสกุลโม่ ปรกติโม่ฮว่าเหวินก็เป็นกันเองกับเขา มิได้เกรงอกเกรงใจมากมายนัก

        “ถงเอ๋อร์คารวะซื่อจื่อ คารวะพี่ชายใหญ่เจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยถงเข้ามายอบกายคารวะอย่างอ่อนน้อม พยายามข่มความรังเกียจเดียดฉันท์ไว้ อากัปกิริยาของนางไม่มีความขลาดกลัวแม้แต่น้อย

        นี่คือโม่เสวี่ยถงผู้ขี้ขลาดตาขาวผู้นั้นจริงหรือ ฉินอวี้เฟิงคำนับกลับตามมารยาท พลางมองนางด้วยแววตาลึกล้ำขึ้นหลายส่วน ยืนมองพิจารณาหญิงสาวอยู่เงียบๆ ไม่เอ่ยถ้อยคำใด แววตาสดใส ริมฝีปากคลี่ยิ้มอ่อนโยน

        สุราอาหารเตรียมไว้พร้อมแล้วอยู่อีกด้านหนึ่ง ทุกคนต่างเดินเรียงกันเข้าไปที่โต๊ะอาหาร

        “โอ… ไม่ได้พบกับพี่หญิงสามแค่ปีเดียว ดูงดงามขึ้นมาก อยู่ที่เมืองอวิ๋นเฉิงคงมีชีวิตสุขสำราญไม่น้อย จนไม่อยากกลับบ้านแล้วกระมัง” โม่เสวี่ยฉงเอ่ยกระทบกระเทียบเบาๆ

        “น้องสี่ ไฉนจึงกล่าวเช่นนี้” โม่เสวี่ยหมิ่นยืนขึ้นกล่าวกับโม่เสวี่ยฉงด้วยความไม่พอใจ หลังจากนั้นแสดงสีหน้าขอโทษแทน

        “พี่หญิงใหญ่ ข้ามิได้พูดผิดเสียหน่อย เดิมทีนางก็ไม่ใช่คนคิดมากอยู่แล้ว ดูสิ ที่นั่นคงจะเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบายเลยสิท่า สีหน้าจึงสดชื่นถึงเพียงนี้ ไหนเลยจะถูกกดขี่ได้รับความไม่เป็นธรรม” โม่เสวี่ยฉงเห็นซือหม่าหลิงอวิ๋นถูกความงดงามของโม่เสวี่ยถงดึงดูดจนมองตาไม่กะพริบก็ยิ่งอิจฉาริษยา วาจาที่เอ่ยออกมาก็ยิ่งเชือดเฉือน

        ความจริงแล้วโม่เสวี่ยฉงก็มีหน้าตางดงามอ่อนหวาน นับว่าเป็นหญิงงามคนหนึ่ง เพียงแต่เมื่อพี่สาวน้องสาวสกุลโม่มาอยู่รวมกัน นางกลับถูกบดบังประกายจนหมดสิ้น

        โม่เสวี่ยหมิ่นเพิ่งถึงวัยปักปิ่น กำลังอยู่ในช่วงวัยที่งดงามที่สุด เรือนร่างที่พราวเสน่ห์ได้รับการบำรุงมาเป็นอย่างดี กอปรกับองคาพยพทั้งห้าที่งดงามโดดเด่น ทำให้คนเห็นเพียงปราดเดียวก็รู้สึกว่าแม้แต่บุปผายังต้องริษยาในความงดงาม ดวงหน้าที่สุภาพอ่อนโยนทำให้คนรู้สึกดีด้วย แต่โม่เสวี่ยถงแม้ตัวจะยังไม่สูง รูปร่างยังไม่เติบโต ยังไม่อาจนับว่าเป็นบุปผางามโดดเด่นแห่งยุคสมัย แต่ด้วยองคาพยพทั้งห้าที่เฉิดฉัน ใบหน้าที่ให้ความรู้สึกคล้ายยินดีคล้ายขุ่นเคือง ดวงตาใสบริสุทธิ์เจือความว้าวุ่นใจ เรือนร่างบอบบาง สีหน้าที่ดูอ่อนแอทำให้ผู้คนรู้สึกสงสาร

        ดังนั้นแม้ว่าโม่เสวี่ยฉงจะเป็นโฉมงามคนหนึ่ง แต่กลับไร้ความโดดเด่น เวลานี้ยิ่งดูเป็นหญิงปากร้าย โม่เสวี่ยถงดวงตาเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ได้รับความไม่เป็นธรรม ชั่วขณะนั้นผู้คนจึงยิ่งประเมินค่าของโม่เสวี่ยฉงต่ำลงไปอีก แม้แต่ซือหม่าหลิงอวิ๋นที่อยู่อีกด้านหนึ่งยังมองตาขวางด้วยความไม่พอใจ

        “น้องสี่พูดล้อเล่นแล้ว พี่สามอยากกลับเมืองหลวงมาอยู่รับใช้ข้างกายท่านพ่อแทบใจจะขาด แต่จนใจที่สุขภาพไม่แข็งแรง ทำให้น้องสาวต้องเหนื่อยใจพลอยวิตกกังวลไปด้วย ที่เมืองอวิ๋นเฉิงจะเปรียบเทียบกับบ้านของเราได้อย่างไรเล่า อยู่ที่ไหนหรือจะสู้อยู่บ้านเรา”

        โม่เสวี่ยถงเอ่ยวาจานุ่มนวล ดวงตาฉ่ำหวานหม่นลงเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าเผยความขมขื่น แต่พยายามฝืนให้เป็นปรกติ แต่ไม่ว่าใครล้วนดูออกว่านางโศกเศร้าหดหู่จนยากจะเอ่ยปาก แพขนตากะพริบถี่สองครั้งแล้วก้มหน้าลงซ่อนความทุกข์ระทมไว้ภายใต้ก้นบึ้งของดวงตา

        นางเพียรกลั้นน้ำตาไว้ แต่พอพูดได้ประโยคเดียว ทำนบน้ำตาก็พังทลาย

        โม่ฮว่าเหวินที่นั่งอยู่ด้านข้าง แววตาพลันขรึมเข้ม กล่าวตำหนิโม่เสวี่ยฉง “อายุน้อยแค่นี้รู้แล้วหรือว่าอะไรคือชีวิตที่สุขสำราญ อะไรคือชีวิตที่ทุกข์ตรม หากเจ้าอยากไปอยู่ที่บ้านเก่าเมืองอวิ๋นเฉิงนัก ถึงคราที่อวี้เฟิงกลับไปครั้งหน้าจะให้พาเจ้าไปด้วย ไปขัดเกลานิสัย เรียนรู้จรรยามารยาทสักหนึ่งปีค่อยกลับมาเมืองหลวงดีหรือไม่”

        เขาพูดตอกหน้าโม่เสวี่ยฉงต่อหน้าคุณชายจำนวนมาก ชั่วพริบตานั้นคุณหนูสี่จวนโม่ก็ตกตะลึง ยิ่งได้ยินว่าจะเอานางไปทิ้งที่เมืองอวิ๋นเฉิงเพื่อขัดเกลานิสัย เรียนรู้จรรยามารยาทอีกหนึ่งปีค่อยให้นางกลับมา ก็ทั้งอายทั้งโกรธ ไม่มีหน้าจะอยู่ที่นี่อีกแล้ว จึงปิดหน้าร้องไห้วิ่งออกไปทันที

        ฉิงอี๋เหนียงที่นั่งอยู่เห็นโม่เสวี่ยฉงวิ่งออกไปก็ลุกขึ้น หันมาร้องเรียกโม่ฮว่าเหวินด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ “นายท่าน”

        “ว่างๆ ก็อบรมสั่งสอนจรรยามารยาทให้นางมากหน่อย อายุยังน้อยแค่นี้ อย่าให้ในหัวคิดแต่เรื่องไม่เข้าท่า” โม่ฮว่าเหวินสีหน้าดำทะมึนยกมือขึ้นโบกอย่างเคืองใจไม่คลาย

        ฉิงอี๋เหนียงไหนเลยจะกล้าต่อคำ หลังจากยอบกายคารวะก็พาสาวใช้ตามออกไป

        “ท่านพ่อ อย่าตำหนิน้องสี่เลยเจ้าค่ะ น้องยังเล็ก มิได้ไร้จรรยามารยาทจริงๆ หรอกเจ้าค่ะ” โม่เสวี่ยหมิ่นที่นั่งอยู่ด้านข้างเอ่ยปากอย่างนุ่มนวล แล้วคีบไก่ย่างหน่อไม้ที่โม่ฮว่าเหวินโปรดปรานเป็นที่สุดชิ้นหนึ่งใส่ลงในชามให้

        “คุณหนูสี่ยังไม่รู้ความ แต่ยังดีที่ยังเล็กอยู่ พรุ่งนี้ให้คนไปหามามาสักสองสามคนช่วยอบรมมารยาทให้ก็พอแล้ว นายท่านอย่าโมโหไปเลย คุณหนูสามเพิ่งจะกลับมาเมืองหลวง มีบางเรื่องที่ยังไม่คุ้นเคยนัก หรือว่าจะให้มามาช่วยอบรมมารยาทไปพร้อมกันเลยดีหรือไม่ นายท่านคิดเห็นอย่างไรเจ้าคะ” ฟางอี๋เหนียงถือโอกาสเสนอความคิดเห็นอย่างชาญฉลาดสอดรับกับคำพูดของบุตรสาว

        นี่คือฉวยโอกาสให้บ่าวอาวุโสมากดขี่ข่มเหงนางล่ะสิ!

………………………………………………………………………………………………..

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        [1] หินจ้วนสือ คือ เพชร


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)