0 Views

        “สุขภาพของท่านพ่อยังแข็งแรงอยู่ใช่ไหมเจ้าคะ ถงเอ๋อร์มิได้อยู่ข้างกาย ช่างเป็นลูกอกตัญญูโดยแท้ ทั้งยังทำให้ท่านพ่อต้องวิตกกังวล ถงเอ๋อร์ผิดเองเจ้าค่ะ ท่านแม่จากไปแล้วท่านพ่อย่อมโศกเศร้า ถงเอ๋อร์ไม่รู้ความยังทำให้ท่านพ่อต้องเสียใจอีก ต่อไปจะไม่เป็นเช่นนี้อีกแล้วเจ้าค่ะ” นางกัดริมฝีปาก น้ำเสียงอ่อนโยนเจือเสียงสะอึกสะอื้นกระเพื่อมผ่านลำคอออกมาทีละหน่อย ไหนเลยจะควบคุมน้ำตาไม่ให้หลั่งออกมาได้ น้ำตาไหลรินไหลอาบดวงหน้าเล็กจ้อยที่ขาวซีดลงหลายส่วน ร่างน้อยสั่นระริก

        ความรู้สึกมากมายที่หลั่งล้นออกมาจากดวงตา ล้วนมาจากหัวใจที่เศร้าสลดและหดหู่

        “ถงเอ๋อร์…” โม่ฮว่าเหวินไม่อาจข่มใจได้อีกต่อไป ลุกเข้าเดินเข้ามาดึงบุตรสาวให้ลุกจากพื้นแล้วกอดนางไว้ในอ้อมอก เห็นบุตรสาวที่เหมือนกับมารดาอย่างกับแกะร้องได้น้ำตานองหน้า เขาจะทนต่อไปได้อย่างไร แม้นางจะจากไปหนึ่งปีแล้ว แต่ความเจ็บปวดและคับแค้นที่อยู่ในก้นบึ้งหัวใจไม่มีทางสงบลงได้

        “ท่านพ่อ…” เมื่อซบอยู่ในอ้อมอกที่อบอุ่นของบิดา โม่เสวี่ยถงก็ยิ่งสะอื้นไห้เสียงดังลั่น ยื่นมือมากอดบิดาไว้แน่นราวกับว่าให้ตายก็ไม่ยอมปล่อย

        “ถงเอ๋อร์เด็กดี อย่าร้องไห้นะ จวนฉินไม่ดีกับเจ้าใช่หรือไม่ พ่อไม่ดีเองที่ไม่ยอมไปรับเจ้ากลับมาตั้งแต่ตอนนั้น นึกว่าเจ้าชอบอยู่ที่นั่นและไม่อยากกลับมาเห็นหน้าพ่อแล้ว” เห็นบุตรสาวร้องไห้ด้วยความโศกเศร้าเสียใจเยี่ยงนั้น โม่ฮว่าเหวินก็ขอบตาแดง ในหัวใจเปี่ยมล้นไปด้วยความรักและเมตตา แต่ถงเอ๋อร์หาใช่เด็กอายุเพียงสิบสามปีคนเดิมอีกแล้ว

        “ถงเอ๋อร์อยากพบท่านพ่อที่สุด แต่ทำไมท่านพ่อจึงไม่เคยเขียนจดหมายถึงถงเอ๋อร์บ้างเล่า มีแต่ถงเอ๋อร์ที่เขียนจดหมายส่งมามากมาย แต่ท่านพ่อก็ไม่เคยสนใจใยดี ท่านพ่อไม่ต้องการถงเอ๋อร์แล้วใช่หรือไม่เจ้าคะ” เสียงร้องไห้แฝงไปด้วยความน้อยใจ โม่ฮว่าเหวินปวดใจสุดพรรณนา ฉับพลันที่ได้ยินคำพูดของโม่เสวี่ยถงอย่างชัดเจน แววตาพลันทะมึนลึก ความโกรธผุดขึ้นมาทันที

        อะไรคือถงเอ๋อร์เขียนจดหมายมามากมาย

        อะไรคือถงเอ๋อร์ไม่เคยได้รับจดหมายจากเขาสักฉบับ

        เขาส่งจดหมายถึงนางเดือนละหนึ่งฉบับต่อเนื่องทุกเดือนไม่เคยขาด!

        “คุณหนูสามเพิ่งกลับมา ไฉนจึงร้องไห้มากมายขนาดนี้ เดี๋ยวท่านพ่อจะเสียใจนะเจ้าคะ คุณหนูสามอย่าร้องไห้เลย ร้องจนหน้าตามอมแมมหมดแล้ว เดี๋ยวคนที่ไม่รู้เรื่องจะเข้าใจว่าคุณหนูสามเพิ่งเข้าจวนมาก็ถูกรังแก มาหาบิดาก็ถูกดุเอาอีกนะเจ้าคะ” เสียงเล็กเสียงน้อยของฟางอี๋เหนียงดังแทรกเข้ามา ทำลายบรรยากาศความรักและความสุขของสองพ่อลูกจนหมดสิ้น

        โม่เสวี่ยถงจ้องใบหน้าพริ้มเพราที่อาบไปด้วยรอยยิ้มของฟางอี๋เหนียงอย่างอดทน นางต้องใช้ความพยายามอย่างมากจึงระงับอารมณ์ที่เดือดพล่านของตนเองไว้ได้

        เมื่อเก็บรอยยิ้มเยาะหยันบนริมฝีปากได้แล้ว ร่างบอบบางก็ถอยออกจากอ้อมกอดของโม่ฮว่าเหวิน น้ำเสียงยังคงสั่นพร่าสะอึกสะอื้น ดวงตาฉายแววสลด กล่าวอย่างลนลาน “ท่านพ่อเจ้าขา ถงเอ๋อร์ผิดเองที่ควบคุมตนเองไม่ได้ ทำให้ท่านพ่อเสียใจไม่พอ ยังจะทำให้ท่านพ่อต้องถูกชาวบ้านติฉินนินทาอีก ลูกช่างอกตัญญูยิ่งนัก”

        เมื่อกล่าวจบก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงอย่างแรง อยากลอบเช็ดน้ำตาอย่างลับๆ แต่น้ำตากลับไหลออกมาไม่หยุดด้วยความโศกเศร้า พอสายตาปราดมองไปที่ฟางอี๋เหนียงที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รีบก้มศีรษะลงอย่างขลาดกลัว ไม่กล้าพูดอะไรอีก พยายามข่มกลั้นเสียงสะอึกสะอื้นต่ำๆ ในลำคอที่ทะลักล้นออกมาจากปาก ร่างน้อยบอบบางไม่อาจห้ามตนเองไม่ให้ตัวสั่นได้ ทำให้คนเห็นยิ่งสลดหดหู่

        ทันทีที่โม่ฮว่าเหวินเห็นโม่เสวี่ยถงถูกอนุภรรยาขู่จนหวาดกลัวตัวสั่นเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วถลึงตาใส่ฟางอี๋เหนียงอย่างไม่พอใจจนนางขวัญหนีดีฝ่อ รีบกลืนคำพูดที่มาถึงริมฝีปากกลับลงคอไปทันที โม่ฮว่าเหวินไม่แยแสฟางอี๋เหนียงสักนิด ยื่นมือเข้าไปประคองให้บุตรสาวลุกขึ้นแล้วปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน

        “ถงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะลูก พ่ออยู่นี่แล้ว ต่อไปต้องการสิ่งใดก็ให้มาบอก ต่อไปนี้พวกเราจะไม่กลับไปเมืองอวิ๋นเฉิงอีก ทุกอย่างของที่นี่ล้วนเหมือนในอดีต เรือนของเจ้าก็ยังคงใช้ชื่อเดิมอยู่ หากมีสิ่งใดที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจ ให้มาบอกพ่อโดยตรง”

        ใบหน้างดงามของโม่เสวี่ยถงค่อยๆ เงยขึ้นมา ปาดน้ำตาออกก่อนกล่าวกับโม่ฮว่าเหวินอย่างน่ารักไร้เดียงสา “เจ้าค่ะท่านพ่อ ต่อไปมีเรื่องอะไร ลูกจะต้องมาพูดกับท่านพ่อแน่นอน ก่อนหน้านี้ลูกจมน้ำเกือบตาย หลังจากฟื้นขึ้นมาก็คิดถึงท่านพ่อแทบขาดใจ จึงให้คนส่งจดหมายมาหาท่านพ่อและจวนของท่านตาพร้อมกัน คิดไม่ถึงว่าพอท่านพ่อได้รับจดหมายก็รีบมารับทันที ลูกดีใจมากจริงๆ เจ้าค่ะ ดังนั้นจึง…”

        “อะไรนะ เกือบจมน้ำตาย? เกิดเรื่องขึ้นได้อย่างไร คุณหนูอยู่เรือนหลังดีๆ จะไปตกน้ำตกท่าจนเกือบตายได้อย่างไร เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับถงเอ๋อร์ ไฉนข้าไม่รู้เรื่อง เหตุใดจวนฉินไม่เคยส่งข่าวมาแจ้งเลยเล่า” โม่ฮว่าเหวินสีหน้าเย็นเยียบ หันไปถามฟางอี๋เหนียงอย่างเอาเรื่อง “ไหนเจ้าบอกว่าจัดเตรียมทุกอย่างให้ถงเอ๋อร์เป็นอย่างดีไม่ใช่หรือ แล้วนี่อะไร นางอยู่สุขสบายที่ไหนกัน”

        “เกือบจมน้ำตายอะไร ไม่มีนะเจ้าคะ คนของจวนฉินไม่เคยพูดถึงเลย คงไม่ใช่ว่ากลัวพวกเราจะวิตกกังวล จึงไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้กับข้าอนุภรรยาเลย ครั้งหน้าจะต้องถามให้รู้เรื่องแน่นอนเจ้าค่ะ นายท่านอย่าวิตกไปเลย ตอนนี้คุณหนูก็ยังอยู่ดีมิใช่หรือเจ้าคะ เมื่อกลับมาถึงบ้านแล้ว ทุกคนควรดีใจถึงจะถูก” เมื่อเห็นว่าเรื่องมาถึงตัว หัวใจของฟางอี๋เหนียงก็ราวกับถูกบีบรัด รีบแก้ตัวพลางหัวเราะร่วนกลบเกลื่อนทันที

        โม่ฮว่าเหวินสีหน้าเคร่งขรึม จ้องนางด้วยสายตาเย็นเยียบ ไม่พูดไม่จา

        เห็นโม่ฮว่าเหวินแสดงท่าทางเช่นนี้ ฟางอี๋เหนียงก็รู้ได้ว่าเขากำลังโกรธจัด พลันรู้สึกร้อนตัว รีบเดินเข้ามาพูดกับโม่เสวี่ยถงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม “คุณหนูสามอย่าร้องไห้ไปเลย ร่างกายก็ไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้ว อาจจะเสียถึงสุขภาพได้ เรือนของคุณหนูข้าจัดเตรียมไว้เรียบร้อยนานแล้ว รอคุณหนูกลับมา หากมีสิ่งใดบกพร่อง อี๋เหนียงจะให้บ่าวแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ใหม่นะเจ้าคะ”

        พูดจบก็ทำทีเหมือนว่าเจ็บข้อศอกด้านซ้าย “โอ๊ย!” เสียงร้องโอดโอยดังขึ้นเบาๆ สีหน้าเผยให้เห็นความเจ็บปวด เพียงชั่วพริบตาก็ดึงดูดสายตาทุกคนให้มองมา

        เมื่อเห็นแขนซ้ายของนางดูเคลื่อนไหวไม่สะดวก ความรู้สึกขุ่นเคืองในหัวใจของโม่ฮว่าเหวินก็ค่อยๆ คลายลงทีละน้อย ยิ่งเห็นนางมองถงเอ๋อร์ด้วยความรักใคร่เมตตาในที่สุดความขุ่นมัวก็พลันมลายไป แววตาก็อ่อนโยนลงมา “เจ้าไปนั่งก่อนเถิด แขนของเจ้าได้รับบาดเจ็บ ไยไม่พักก่อนเล่า”

        “แขนของอี๋เหนียงบาดเจ็บได้อย่างไรเจ้าคะ” โม่เสวี่ยถงเช็ดน้ำตาจนแห้งสนิท เดินเข้ามาหาฟางอี๋เหนียงแล้วช่วยประคองไปยังที่นั่ง มือลูบไปที่ข้อศอกซ้ายของนางคล้ายไม่ตั้งใจ ดวงตาเผยแววเหยียดหยันวูบหนึ่ง คงจะแสดงละครให้เห็นว่ามาช่วยทำความสะอาด จัดห้องหับให้นางด้วยตนเองจนแขนไปชนถูกอะไรเข้าจนได้รับบาดเจ็บสินะ!

        แม้จะรู้ว่าตอนนี้ฟางอี๋เหนียงกำลังเล่นละคร แต่นางก็ย่อมจะปล่อยไปตามน้ำ แสร้งทำตาโตเอ่ยถามด้วยความตระหนก แต่จริงๆ แล้วภายในใจกำลังหัวเราะเยาะหยัน หากไม่ปล่อยให้ฟางอี๋เหนียงร้องรำให้สนุกสนานเต็มที่เสียก่อน แล้วนางจะกระชากหน้ากากล่มเวทีนี้ได้อย่างไรเล่า

        ฟางอี๋เหนียงหน้าซีดเล็กน้อย แต่กลับหัวเราะอย่างอบอุ่น “ไม่ได้เป็นอะไรมากมาย แค่ไม่ระวังชนถูกเท่านั้นเอง คุณหนูสามไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอกเจ้าค่ะ ไม่ใช่เรื่องใหญ่จริงๆ” แม้จะกล่าวเช่นนี้ แต่กลับร้องโอยออกมาเบาๆ ตอนที่โม่เสวี่ยถงยื่นมือเข้ามา ทำให้อาการบาดเจ็บดูสมจริงยิ่งขึ้น

        โม่ฮว่าเหวินกล่าวอย่างอ่อนโยน “รู้ว่าถงเอ๋อร์จะมา ฟางอี๋เหนียงก็ตื่นเต้นดีใจเป็นที่สุด กลัวว่าพวกสาวใช้จะทำงานสุกเอาเผากิน จึงพาคนไปทำความสะอาดเรือนเจ้าด้วยตนเอง แต่ไม่คิดว่าจะไปชนถูกตู้ของเจ้าเข้า แขนซ้ายก็เลยได้รับบาดเจ็บ เพิ่งจะได้แผลมาไม่กี่วัน จึงยังกระทบกระเทือนไม่ได้”

        “นายท่าน นี่เป็นสิ่งที่ข้าอนุภรรยาควรทำแล้วเจ้าค่ะ เห็นคุณหนูสามสบายดี ข้าก็ดีใจยิ่งกว่าสิ่งใดแล้ว” ฟางอี๋เหนียงรีบรับคำด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

        “อี๋เหนียงมีเมตตากรุณายิ่งใหญ่ เช่นนี้นับว่าเป็นวาสนาของจวนโม่เราโดยแท้” หลี่มามาซึ่งอยู่ด้านข้างรีบฉวยโอกาสกล่าวสนับสนุน หยิบผ้าเช็ดหน้ามาซับน้ำตาที่ไม่มีอยู่ยังหางตา “บ่าวคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าฟางอี๋เหนียงจะเอาใจใส่ต่อคุณหนูสามโดยไม่ใส่ใจตนเองถึงเพียงนี้ ไม่กี่วันก่อนก็เพิ่งจะล้มป่วยยังไม่หายดี”

        “จริงด้วยๆ ใส่ใจราวกับเป็นมารดาแท้ๆ ทีเดียว”

        “คุณหนูสามช่างมีบุญวาสนาจริงๆ อี๋เหนียงจึงได้รักใคร่เมตตา เพื่อคุณหนูแล้ว ถึงกับลงมาดูแลกำกับทุกอย่างด้วยตนเอง ทุ่มเทใจให้ยิ่งกว่าคุณหนูใหญ่อีกเจ้าค่ะ”

        …

        สาวใช้ของฟางอี๋เหนียงเห็นโอกาสจึงพูดยกยอปอปั้นตามหลี่มามากันเป็นทิวแถว ภายในห้องมีแต่ถ้อยคำชื่นชม สายตาของโม่ฮว่าเหวินที่ทอดมองฟางอี๋เหนียงจึงยิ่งนุ่มนวลอ่อนโยนลงหลายส่วน

        “ท่านพ่อ… อี๋เหนียงดีต่อข้าถึงเพียงนี้ ข้า…” สีหน้าของโม่เสวี่ยถงเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ดวงตางดงามเหมือนถูกคลุมด้วยไอหมอกจางๆ คลอด้วยหยาดน้ำวาววับ กล่าวกับฟางอี๋เหนียงด้วยน้ำเสียงสะอื้น แพขนตายาวกะพริบถี่ หยาดน้ำตาเม็ดกลมร่วงเผาะลงมาไหลผ่านใบหน้าขาวซีดของนาง “เมื่อก่อนข้าไม่รู้ความ ถึงได้… จากนี้ไปถงเอ๋อร์จะเชื่อฟังอี๋เหนียงทุกอย่างเจ้าค่ะ”

        ชาติภพก่อนนางไม่เคยพูดอะไรอย่างนี้ ทั้งดื้อรั้นไม่เชื่อฟังจึงติดกับดักของอีกฝ่ายโดยไม่รู้ตัว ชาติภพนี้นางเอ่ยวาจาหวานหูต่อหน้าทุกคนเพื่อทำลายแผนการของฟางอี๋เหนียง ยิ่งไปกว่านั้นนางเพิ่งกลับมาถึงจวนโม่ ทุกอย่างในบ้านล้วนอยู่ในความควบคุมของฟางอี๋เหนียง แม้ว่าบิดาจะแสดงความรักใคร่ต่อตนเอง แต่กลับไม่อาจสอดมือเข้าไปยุ่งกับเรื่องในเรือนหลังได้ สิ่งที่นางทำได้ก็เพียงค่อยๆ ทำลายภาพลักษณ์ที่ฉลาดเฉลียวและสุภาพงดงามของฟางอี๋เหนียงในใจของบิดาลงเสีย

        เห็นพวกนางสองคนกลมเกลียวกัน ราวกับมารดาผู้เมตตาและบุตรสาวผู้กตัญญู โม่ฮว่าเหวินก็ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอก รู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่ง กล่าวด้วยรอยยิ้ม “เอาล่ะๆ หยุดร้องไห้กันได้แล้ว ร่างกายล้วนไม่ดีกันทั้งคู่ ต้องระวังอย่าให้เสียสุขภาพ เรื่องในอดีตผ่านพ้นไปแล้วก็อย่าเอ่ยถึงอีก ตอนนี้ถงเอ๋อร์ก็โตแล้ว ขอแค่ครอบครัวเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในเมืองหลวงอย่างมีความสุขก็พอ”

        ทั้งสามต่างนั่งลงอีกครั้ง สาวใช้ส่งน้ำชาเข้ามา โม่เสวี่ยถงรับถ้วยน้ำชาจากสาวใช้ส่งให้ฟางอี๋เหนียง ใบหน้าทอยิ้มละมุนอย่างตื้นตันใจ “แขนของอี๋เหนียงได้รับบาดเจ็บเพราะข้า ข้ารู้สึกละอายใจนัก วันนี้ขอยกน้ำชาให้ หวังว่าอี๋เหนียงจะหายโดยเร็ว อย่าให้ถงเอ๋อร์ต้องเป็นกังวล พี่หญิงใหญ่จะได้ไม่มากล่าวโทษถงเอ๋อร์ด้วย”

        นางกล่าวจบก็ทำท่าจะคุกเข่ายกน้ำชาให้

        บัดนี้ฟางอี๋เหนียงกำลังอยู่ในบทบาทมารดาผู้เปี่ยมเมตตา จะทำให้นางลำบากได้อย่างไร และไหนเลยจะให้นางยกน้ำชาให้ตนเองได้ จึงจับมือนางไว้แล้วประคองขึ้นมา นางเป็นอนุภรรยา โม่เสวี่ยถงตอนนี้มีสถานะเป็นบุตรสาวภรรยาเอก จะให้โม่เสวี่ยถงคุกเข่าให้ได้อย่างไรเล่า ต่อหน้าของโม่ฮว่าเหวินนางยังต้องแสร้งทำเป็นสตรีที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและมีเมตตากรุณา

        คนหนึ่งก็เพียรจะยกน้ำชาส่งให้ได้ อีกคนก็เพียรแต่ไม่ยอมรับ ปัดกันไปปัดกันมาด้วยความเกรงใจ

        ระหว่างที่ทั้งสองต่างดึงกันไปดันกันมาอยู่นั้น น้ำหนักมือค่อนข้างแรง โม่เสวี่ยถงร่างกายอ่อนแอมาแต่ไหนแต่ไร ย่อมสู้แรงฟางอี๋เหนียงไม่ได้ ตัวของโม่เสวี่ยถงจึงถูกดึงขึ้นมา เพียงแค่ช่วงจังหวะที่ ‘ไม่ทันระวัง’ น้ำชาในมือก็ถูกชนจนคว่ำราดลงไปที่แขนซ้ายของฟางอี๋เหนียง ชั่วขณะนั้นฟางอี๋เหนียงถูกความร้อนลวกจนร้องออกมา

        โม่เสวี่ยถงตกตะลึงหน้าซีดเผือดในฉับพลัน

        น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้าเล็กจ้อยอย่างน่าสงสาร รีบกล่าวอย่างลนลาน “อี๋เหนียง ข้าขอโทษ ข้าไม่ได้ตั้งใจ ขอข้าดูหน่อยได้หรือไม่ว่าถูกลวกตรงไหน รีบถกแขนเสื้อขึ้นเถิด ถ้าลวกถูกตำแหน่งที่บาดเจ็บจะยิ่งแย่ไปใหญ่” พูดจบก็ทำท่าจะเลิกแขนเสื้อของฟางอี๋เหนียงขึ้นเพื่อตรวจดูบาดแผล

        ฟางอี๋เหนียงตื่นตระหนกยิ่งกว่าโม่เสวี่ยถง นางร้อนตัวขึ้นมา ตกใจจนหน้าซีด กล่าวละล่ำละลัก “ไม่ต้องหรอก ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” แล้วยื่นมือไปผลักมือของโม่เสวี่ยถงออก ก่อนจะสะบัดมือสุดชีวิต น้ำชาร้อนจัดเพราะเพิ่งต้มมาเสร็จใหม่ๆ จะไม่ลวกมือได้อย่างไร นางสะบัดแขนตามสัญชาตญาณให้ความเจ็บปวดจากการถูกลวกค่อยบรรเทาลง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)