0 Views

        “เหตุไฉนเมื่อครู่คุณชายจึงไม่เดินตามแผนที่วางไว้เล่า แต่กลับ…ปรกติจวนฝู่กั๋วกงกับคุณชายก็ไม่เคยไปมาหาสู่กันมาก่อน” ในรถยังมีสตรีโฉมสคราญในอาภรณ์สีชมพูนั่งอยู่ด้วยนางหนึ่ง กำลังชงชาอยู่ด้านข้าง มือไม้คล่องแคล่ว ท่วงท่างดงาม บัดนี้นางหยุดมือ พร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย

        “จวนฝู่กั๋วกงน่ะหรือ ย่อมต้องคบหากันอยู่แล้ว ได้ยินมาว่าคุณชายใหญ่ลั่วก็เป็นอัจฉริยบุคคลผู้หนึ่ง…. ยิ่งไปกว่านั้นยังมีหนังสือล้ำค่าเล่มนี้ ก็พอจะคู่ควรอยู่” น้ำเสียงรื่นหูเป็นของชายหนุ่มอายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปโฉมล้ำเลิศประดุจหยกล้ำค่าที่หาได้น้อยนัก ที่สำคัญก็คือ ราศีกลางหว่างคิ้วราวเทพเซียน มีกลิ่นอายเอ้อระเหยไร้ความทุกข์ร้อน แต่ก็ลึกลับซับซ้อนยากคาดเดา เยือกเย็นราวกับน้ำแข็งบนหุบเขาที่คงอยู่มานับพันปีไม่มีเปลี่ยนแปลง งามจรัสประภัสสรเพียงแสงแรกแห่งรุ่งอรุโณทัย นุ่มนวลดั่งท่วงทำนองแห่งวารีที่สงบเงียบ

        “แต่ว่า…แผนการของคุณชายกลับต้องเปลี่ยนแปลงไปเพราะเรื่องนี้นะเจ้าคะ มูลค่าจะสูงเกินไปหรือไม่…” หญิงสาวเงยหน้าอันงดงามเฉิดฉันปานบุปผาขึ้น นิ้วมือประหนึ่งหยกขาวล้ำค่าวาดผ่านผิวน้ำที่กำลังเดือดพล่าน ราวกับกล้วยไม้เริงระบำอยู่บนชะง่อนผาสูงชัน ทั้งร้อนแรงและเยือกเย็น

        “แผนการต้องสามารถพลิกแพลงได้ตลอดเวลา จึงจะประสบความสำเร็จได้ ดังนั้นจะเอ่ยถึงมูลค่าสูงต่ำไปไยเล่า ตำราพิณล้ำค่าเล่มนี้ยังมูลค่าสูงไม่พออีกหรือไร กล่าวกันว่าพระอัยยิกาโปรดปรานสิ่งเหล่านี้เป็นที่สุด ข้านำขึ้นถวายมิใช่เป็นการแสดงถึงจิตใจกตัญญูแล้วหรือ…” ชายหนุ่มรูปงามหัวเราะร่าอย่างเริงใจ เอนกายไปด้านหลัง นอนตะแคงจิบสุราอย่างสำราญอยู่บนตั่ง

        “แต่ว่า…คุณชาย…”

        สาวงามยังคิดจะกล่าวบางอย่าง แต่กลับถูกเขาตัดบทด้วยน้ำเสียงอันไพเราะ “ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว อีกสองวันเตรียมส่งเทียบเชิญคุณชายลั่วให้เข้าร่วมงานชุมนุมกวีด้วย”

        “เจ้าค่ะ” เห็นคุณชายมีท่าทางขึงขังขึ้นมา หญิงสาวก็ไม่กล้ากล่าวสิ่งใดอีก

        …………………………..

        ขณะที่โม่เสวี่ยถงกลับถึงจวนโม่ โม่ฮว่าเหวินก็กลับมาถึงจวนแล้ว เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวคนที่สามกลับมาถึง หัวคิ้วก็มุ่นเข้าเล็กน้อย แต่ยังสงวนวาจาไว้ เพียงแค่โบกมือให้บ่าวมาช่วยผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ และมิได้เอ่ยถึงเรื่องอื่น ๆ สนใจเพียงงานราชการที่ต้องทำในห้องหนังสือ

        แท้จริงแล้วสัมภาระของโม่เสวี่ยถงมีไม่มากนัก จึงให้มามาส่งบ่าวไปช่วยนางเก็บข้าวของ คนของจวนฝู่กั๋วกงกลับไปก่อนแล้ว ที่นี่คือจวนโม่ สกุลของนางคือสกุลโม่ เมื่อรับกลับมาแล้ว เรื่องราวต่อไปย่อมต้องปรึกษาหารือทั้งสองบ้าน เฉินมามาเป็นผู้รู้จักกาลเทศะ จึงพาคนของบ้านตนมากล่าวอำลาโม่เสวี่ยถงก่อนจะจากไป

        โม่เสวี่ยถงเพิ่งลงจากรถม้า ก็เห็นสตรีรูปโฉมงดงามในชุดหรูหราพาสาวใช้ทั้งรุ่นเล็กรุ่นใหญ่มาต้อนรับกลุ่มใหญ่ คนงามผู้นั้นเกล้ามวยสูง สวมชุดแพรโปร่งสีน้ำตาลเหลือบแดงแขนกว้างปักดิ้นทองห้าสี สีน้ำตาลเหลือบแดงแบบนี้ใกล้เคียงกับสีแดงค่อนข้างมาก หากไม่สังเกตให้ดี คงจะมองไม่ออกว่านี่ไม่ใช่สีแดงจริง ๆ กระโปรงไหมทองเมื่อยามสะท้อนแสงจะมองเห็นลายปักร้อยวิหค ดวงตาคู่นั้นอ่อนหวานพริ้มเพราราววารีฤดูสารท ริมฝีปากทอยิ้มอบอุ่นทำให้คนรู้สึกสบายใจ หากพิศมองอย่างละเอียด จะรู้สึกว่าคล้ายอวี้ซื่ออยู่หลายส่วน เพียงแต่มีความหวานหยาดเยิ้มกว่าเล็กน้อย

        แม้ว่าอายุจะเกินสามสิบปีแล้ว แต่ยังดูเหมือนสตรีวัยเพียงยี่สิบต้น ๆ เท่านั้น นี่คือฟางอี๋เหนียงผู้ที่ทำให้มารดาต้องตาย และทำให้นางต้องทุกข์ระทมชั่วชีวิตในชาติภพก่อน แววตาของโม่เสวี่ยถงพลันแข็งกร้าว ความหนาวเย็นจับจิตผุดขึ้นในหัวใจ มือที่ซ่อนอยู่ในชายเสื้อกำแน่น ภายใต้ก้นบึ้งดวงตาสาดประกายอำมหิตเลือดเย็นออกมาวูบหนึ่ง

        ฟางอี๋เหนียงสังเกตเห็นโม่เสวี่ยถงลงมาจากรถ ก็รีบปล่อยมือจากสาวใช้ เข้าไปจูงมือนางอย่างสนิทสนม “คุณหนูสามกลับมาแล้ว การเดินทางราบรื่นดีไหมเจ้าคะ เดินทางมาหลายวัน สุขภาพสบายดีหรือไม่ อี๋เหนียงเคยบอกนายท่านแล้วว่าไม่ต้องเร่งให้คุณหนูเดินทางกลับมานักก็ได้ แต่นายท่านก็เพียรแต่จะให้คุณหนูรีบเข้าเมืองหลวง แล้วอย่างนี้จะให้แม่รองวางใจได้อย่างไร สองสามวันมานี้ก็เป็นห่วงกังวลถึงคุณหนูสามอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว เพียงแค่ดูร่างกายอ่อนแอไปสักหน่อย อี๋เหนียงให้บ่าวตุ๋นน้ำแกงไว้ให้แล้ว อีกประเดี๋ยวดื่มแต่ร้อน ๆ ค่อยไปพักผ่อนให้คลายเหนื่อย”

        สตรีผู้นี้ช่างเสแสร้งเก่งไม่เคยเปลี่ยน เมื่อชาติภพที่แล้วเพราะนางได้รับความอัปยศหน้าประตูเมืองจนใจเสีย พอได้ยินถ้อยคำปลอบโยนเหล่านี้ก็ร้องไห้ออกมาต่อหน้า และยอมรับสถานะให้นางขึ้นมาเป็นภรรยาเอกของบิดา ในใจนางตอนนั้นคงทั้งนึกกระหยิ่ม ทั้งหัวเราะเยาะหยันตนเองอยู่เป็นแน่ สตรีที่เล่นละครเก่งแบบนี้ จะไม่ให้นางเลื่อมใสได้อย่างไรเล่า!

        พอมือของฟางอี๋เหนียงยื่นออกมา นางก็ชักมือออกอย่างไม่กระโตกกระตาก แอบซ่อนความรังเกียจเดียดฉันไว้ภายใต้ก้นบึ้งดวงตา เงยหน้าขึ้นยิ้มให้แล้วกล่าวอย่างอ่อนโยน “ลำบากอี๋เหนียงแล้ว ท่านพ่อให้ข้ารีบกลับมาก็เพราะเรื่องพิธีเซ่นไหว้บรรพชน ที่ใกล้จะมาถึงแล้ว ผู้เป็นบุตรสาวภรรยาเอกหากไม่ล้มป่วยถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อแล้วไม่มาร่วมก็ช่างอกตัญญูยิ่งนัก หากจะให้พี่หญิงใหญ่มาเข้าพิธีแทนก็จะเป็นการทำให้พี่หญิงใหญ่ต้องลำบากอีก”

        นางจงใจก้มศีรษะลง กล่าวด้วยท่าทางละอายใจ ใบหน้าของฟางอี๋เหนียงเผยความริษยาปรากฏออกมาวูบหนึ่ง

        พิธีเซ่นไหว้บรรพชนสกุลโม่จะจัดขึ้นในอีกไม่กี่วันหลังจากนี้ โดยปรกติแล้วจะต้องให้บุตรและธิดาสายตรงเข้าประตูไปกราบสักการะด้านใน บุตรอนุภรรยาได้เพียงแค่อยู่ด้านนอก ปีที่แล้วเนื่องจากโม่เสวี่ยถงถูกทิ้งไว้เมืองอวิ๋นเฉิง ดังนั้นโม่เสวี่ยหมิ่นจึงเข้าห้องบูชาบรรพชนแทน และด้วยเหตุนี้โม่เสวี่ยหมิ่นจึงได้คบหาสมาคมกับกับคุณหนูตระกูลอื่นได้ มิเช่นนั้นบุตรอนุภรรยาธรรมดาคนหนึ่งจะเข้าไปร่วมกลุ่มกับเหล่าคุณชายคุณหนูของจวนกั๋วกงได้อย่างไร เมื่อได้รับความสำคัญจากพิธีเซ่นไหว้บรรพชนมาแล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็รอแค่สถานะบุตรสาวภรรยาเอกเท่านั้น

        พิธีเซ่นไหว้บูชาบรรพชนเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกลำดับสถานะภายในตระกูล ชาติภพก่อนนางกลับมาบ้านหลังจากมารดาเสียชีวิตสองปี พิธีเซ่นไหว้บรรพชนก่อนหน้านั้นล้วนเป็นโม่เสวี่ยหมิ่นเข้ามาทำหน้าที่แทนทั้งหมด ต่อมาเมื่อฟางอี๋เหนียได้รับการยกฐานะขึ้นมาเป็นภรรยาเอก ก็ไม่มีใครนึกถึงบุตรสาวภรรยาเอกที่แท้จริงอีกคนที่อยู่ในเรือนหลังอีกเลย โม่เสวี่ยหมิ่นจึงกลายมาเป็นบุตรสาวคนโตลูกภรรยาเอกในใจของทุกคน

        แต่ครั้งนี้นางย่อมไม่ให้โม่เสวี่ยหมิ่นได้สมดังใจ หรือเข้ามาแย่งชิงตำแหน่งของตนเองไปได้อย่างแน่นอน!

        คิดแล้วก็แค้นสุดขีด ตาแดงขึ้นเล็กน้อย ความเย็นเยียบในแววตายิ่งดิ่งลึก แต่เพียงชั่วพริบตาก็กลับมาอยู่ในท่วงท่าอ่อนโยนดังเดิม

        “คุณหนูสามเติบโตแล้วช่างรู้ความยิ่งนัก นายท่านอยู่ในห้องหนังสือ แต่ยังไม่มีใครมาแจ้งว่าให้คุณหนูเข้าพบ ไม่สู้เชิญคุณหนูพักผ่อนก่อนเถิด” ฟางอี๋เหนียงไม่เห็นสิ่งผิดปรกติ จึงแสดงท่าทางกระตือรือร้น แต่กลับพูดราวกับว่าโม่ฮว่าเหวินไม่แยแสต่อการกลับมาของโม่เสวี่ยถง จึงไม่ได้ให้นางเข้าพบ

        “ท่านแม่กล่าวเช่นนี้ได้อย่างไร น้องสาวเพิ่งกลับมา สุขภาพก็ไม่ค่อยดี ท่านพ่อย่อมจะเห็นอกเห็นใจ” โม่เสวี่ยหมิ่นแสดงท่าพี่สาวผู้แสนดีออกมา นางลงจากรถม้าพลางมองฟางอี๋เหนียงอย่างตำหนิ ราวกับไม่พอใจถ้อยคำที่ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเหล่านี้

        “ใช่ ๆ ๆ ล้วนเป็นความผิดของข้า ต้องโทษที่ข้าปากพล่อย…ในเวลาแบบนี้ไม่ควรทำให้คุณหนูสามต้องเสียใจเลย นายท่านกำลังยุ่งจริง ๆ มิเช่นนั้นก็คงออกมารับนานแล้ว รอให้นายท่านเสร็จงานเมื่อไร ย่อมต้องมาพบหน้าคุณหนูแน่นอน คุณหนูเข้าเรือนไปพักผ่อนก่อนเถิด อี๋เหนียงให้คนจัดห้องหับให้เรียบร้อยแล้ว ลองไปดูว่ามีสิ่งใดไม่พอใจ อี๋เหนียงจะได้ช่วยเปลี่ยนให้” ฟางอี๋เหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ปากเหมือนจะเอ่ยด้วยความรู้สึกสงสาร แต่นัยน์ตากลับยิ้มย่องสาแก่ใจ

        บุตรสาวเดินทางไกลกลับมาหา ผู้เป็นบิดาไม่แม้แต่จะถามถึง นี่ก็แสดงชัดว่ามิได้สนใจรักใคร่ บ่าวรับใช้ที่มีตารู้จักสังเกตล้วนกระจ่างใจว่าคุณหนูสามผู้นี้มีเพียงสถานะคุณหนูลูกภรรยาเอกคุ้มหัวอยู่เท่านั้น แต่กลับไม่ได้รับความสำคัญจากนายท่าน บ่าวรับใช้ในจวนนี้ล้วนแล้วแต่เป็นพวกหัวสูงเหยียบย่ำคนต่ำต้อย ขอเพียงแค่เข้าใจเหตุผลนี้ ต่อไปใครจะให้ความช่วยเหลือโม่เสวี่ยถง แม้ว่านางจะกลับมาอยู่ในจวน ก็เป็นได้เพียงแค่เครื่องประดับของตนเท่านั้น คิดมาถึงจุดนี้ ฟางอี๋เหนียงก็ยิ่งลำพองใจ

        “ขอบคุณฟางอี๋เหนียงและพี่หญิงใหญ่มากเจ้าค่ะ ข้าขอตัวไปกราบคารวะท่านพ่อที่ห้องหนังสือก่อน ค่อยกลับไปพักผ่อน” โม่เสวี่ยถงกล่าวเสียงเรียบ ริมฝีปากแม้ว่าจะยิ้มพรายอย่างอ่อนโยน แต่นัยน์ตาสีน้ำหมึกเข้มลึกในขณะที่จ้องอีกฝ่าย ทำให้ฟางอี๋เหนียงรู้สึกหนาวสะท้านอย่างน่าประหลาด เมื่อมองลึกลงในในดวงตาที่งามหยดย้อยคู่นั้นกลับไร้ประกายแห่งความรู้สึก ดูมืดลึกราวกับอาถรรพณ์แห่งมรณะที่ชวนให้รู้สึกหวาดผวา

        “คุณหนูจะไปตอนนี้เลยหรือ ยังไม่ได้รับประทานอาหารเลยนะเจ้าคะ กลับเรือนไปรับประทานอาหารให้เรียบร้อยก่อนไม่ดีกว่าหรือ แล้วค่อยไปพบนายท่านก็ได้” ฟางอี๋เหนียงถามพลางยิ้มหัว

        “ไม่ล่ะ เดินทางมาตั้งไกลจะไม่ไปรายงานตัวต่อท่านพ่อก่อนได้อย่างไรเล่า” แม้ว่าโม่เสวี่ยถงจะคลี่ยิ้มอ่อนบาง แต่สีหน้าท่าทางกลับหนักแน่น

        เดินทางมาไกล แต่กลับไปพักผ่อนก่อนไม่เข้าไปกราบคารวะบิดา หากเรื่องแพร่งพรายออกไปก็จะมีแต่ถ้อยคำตำหนิว่าไม่รู้จักกตัญญูต่อบุพการี ฟางอี๋เหนียงช่างมีความพยายามในการบ่อนทำลายชื่อเสียงของนางทุกเสี้ยวเวลาจริง ๆ

        ฝ่ายโม่เสวี่ยหมิ่นทนอยู่ต่อไปไม่ไหว เมื่อไม่มีใครเฝ้ามองอยู่ นางก็ไม่มีใจอยากจะแสดงบทบาทสตรีอ่อนโยนผู้แสนดีอีก จึงอ้างว่ามีธุระ กล่าวอำลากับโม่เสวี่ยถงประโยคหนึ่งแล้วก็ปลีกตัวกลับไปยังเรือนของตนเอง

        “เช่นนั้นให้อี๋เหนียงไปเป็นเพื่อนเถิด คุณหนูจะได้ไม่ถูกท่านพ่อตำหนิ” ฟางอี๋เหนียงเห็นโม่เสวี่ยถงยืนกรานจะพบโม่ฮว่าเหวินให้ได้ ก็กล่าวพลางหัวเราะ ยื่นมือออกไปจับมือของโม่เสวี่ยถงไว้ คิดจะจูงมือเดินเข้าไปพร้อมกันอย่างสนิทสนม นางย่อมต้องตามไปดูด้วย จะให้เด็กสาวผู้นี้มาประเหลาะให้โม่ฮว่าเหวินพึงพอใจไม่ได้เด็ดขาด!

        “อี๋เหนียงกลัวว่าข้าจะไม่รู้ทาง หรือกังวลถึงเรื่องอื่นอยู่ ต่อให้ข้าล่วงเกินท่านพ่อ แต่ท่านก็รักและเอ็นดูข้าเสมอมา ย่อมไม่มีทางให้ข้าได้รับความไม่เป็นธรรมแน่นอน ฟางอี๋เหนียงไปทำธุระของตนเองเถิด หากยังมาขวางข้าอีก ชาวบ้านจะคิดเอาได้ว่าอี๋เหนียงไม่วางใจบุตรสาวภรรยาเอกที่กลับจวนมา จึงได้มาล้อมหน้าล้อมหลังอยู่แบบนี้” โม่เสวี่ยถงหยุดนิ่งอยู่กับที่ แม้ว่าสีหน้าจะมีรอยยิ้มอยู่หลายส่วน แต่แววตากลับแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชาห่างเหิน

        หลังจากกล่าวจบ ก็ไม่เหลือบมองฝ่ายตรงข้ามอีก หมุนตัวพาโม่หลันไปยังห้องหนังสือ ปล่อยให้ฟางอี๋เหนียงอยู่กับรอยยิ้มแข็งค้างบนใบหน้า

        ดวงตาดำทะมึนมองตามเงาหลังของโม่เสวี่ยถงไป แค่นเสียงเย็นออกมา ก่อนจะหมุนตัวพาหลี่มามากลับห้องของตนเองอย่างรวดเร็ว นางจะต้องถามให้รู้แจ้งว่านางแพศยาน้อยผู้นี้เกิดเป็นอะไรขึ้นมา ไฉนจึงกล้าตอกหน้านางต่อหน้าผู้อื่นได้

        ที่หน้าประตูห้องหนังสือ โม่เสวี่ยถงนึกลังเลใจอยู่ ยังไม่ได้เข้าไปข้างใน ประตูห้องเปิดอยู่ ด้านในเงียบสงบอย่างยิ่ง

        “คุณหนู นายท่านเรียกให้คุณหนูเข้าไปได้แล้วขอรับ” บ่าวชายคนหนึ่งซอยเท้าวิ่งออกมา กล่าวกับโม่เสวี่ยถงอย่างเคารพนบนอบ

        โม่เสวี่ยถงพยักหน้า แล้วเดินตามเข้าไปในด้านใน

        ห้องหนังสือถูกจัดอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ด้านข้างของตู้หนังสือใบใหญ่มีโต๊ะทำงานตั้งอยู่ ด้านหลังของตู้หนังสือที่ตั้งอยู่ในสุด ยังมีห้องส่วนในอีกห้องหนึ่ง เตรียมไว้สำหรับให้เจ้านายใช้พักผ่อน คลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความหนาและหนักของเครื่องเรือนที่ทำจากไม้หนานมู่ทำให้ห้องหนังสือที่กว้างขวางแห่งนี้ดูทึบไปถนัดตา โม่ฮว่าเหวินนั่งเงียบ ๆ อยู่ที่โต๊ะทำงาน ดวงตาเข้มลึกจ้องมองโม่เสวี่ยถงตั้งแต่เดินเข้ามาจากประตู

        แสงตะวันจากภายนอกลอดผ่านหน้าต่างทาบทอลงมาบนตัวเขา ร่างสูงใหญ่ทำให้โม่เสวี่ยถงรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้าง นางมองบิดาที่นั่งอยู่เงียบ ๆ ที่หน้าประตู ดวงตาของนางหยุดอยู่ที่ร่างของเขา และมองพิจารณาอย่างละเอียด หัวใจพลันรู้สึกหดหู่ น้ำตาหลั่งออกมาคลอเบ้า เดินขึ้นหน้าเข้ามาสองสามก้าว อยากจะเอ่ยถ้อยคำบางอย่าง แต่กลับพบว่าน้ำตาของตนเองชิงหลั่งออกมาก่อน

        “ท่านพ่อ…” นางตัวสั่นระริก พยายามฝืนกลั้นความโศกเศร้า ทรุดกายคุกเข่าลง น้ำตาหลั่งมาเป็นสาย มิอาจเอ่ยวาจาต่อไปได้อีก

        โม่ฮว่าเหวินยังคงนิ่งงัน ความเงียบครอบครองพื้นที่อยู่ชั่วขณะ จึงเอ่ยเสียงเย็นออกมา “ถงเอ๋อร์ ลุกขึ้นมาเถิด สุขภาพของเจ้าดีขึ้นแล้วหรือ” น้ำเสียงราบเรียบ เหมือนเช่นที่ผ่านมาไม่มีผิด แต่โม่เสวี่ยถงกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นชา นางพยายามระงับความโศกเศร้าในหัวใจ ปาดน้ำตาเงยหน้าขึ้นแต่กลับยังไม่ลุกจากพื้น

        “เจ้าค่ะท่านพ่อ ถงเอ๋อร์ดีขึ้นมากแล้ว” โม่เสวี่ยถงมองโม่ฮว่าเหวินขอบตาแดงก่ำ

        บุรุษผู้นี้ นางแค้นเขา โกรธเขา ยามที่มารดาของนางเสียชีวิต เขาก็มัวขลุกอยู่ที่เรือนของฟางอี๋เหนียง ไม่แม้แต่จะมาพบหน้ามารดาเป็นครั้งสุดท้าย แล้วนางจะไม่โกรธ ไม่แค้นเคืองได้อย่างไร หลังจากนั้นเป็นต้นมาความรู้สึกผูกพันระหว่างพ่อลูกก็จืดจางลงไปเรื่อย ๆ นางเชื่อจากก้นบึ้งของหัวใจว่าเขาไม่ใช่บิดาที่ดี และมักปฏิบัติต่อนางอย่างเย็นชาเสมอ

        แต่เมื่อเห็นเขาพยายามระงับความตื่นเต้นเอาไว้ภายใต้ความเงียบสงบ โม่เสวี่ยถงพลันรู้สึกว่าความโศกเศร้าเอ่อท้นขึ้นมาถึงกรอบดวงตาที่เปียกรื้น แม้คำพูดของเขาจะเรียบเฉย น้ำเสียงยังนับว่าเป็นปรกติ เพียงแต่ในดวงตากลับเผยความรู้สึกลึกซึ้ง แสดงความตื้นตันและความเศร้ารันทดออกให้เห็นอย่างชัดเจน

        ดูเหมือนว่าบิดาผู้นี้จะแตกต่างบุรุษเย็นชาไร้หัวใจในจินตนาการของตนเองอยู่บ้าง…


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)