0 Views

        เสียงอึกทึกจากด้านนอกดังเป็นพิเศษ ใบหน้าของผู้คนแต่งแต้มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี เจ้าบ่าวรูปงามสง่าผ่าเผยกับเจ้าสาวเรือนร่างเย้ายวนพราวเสน่ห์สวมผ้าคลุมหน้าสีแดงผืนใหญ่ สีสันแห่งการเฉลิมฉลองอันเป็นมงคลล่อลวงสายตาผู้คน

        เสียงหัวเราะชื่นมื่นกลมกลืนไปกับเสียงประทัดดังกึกก้อง เผยกลิ่นอายมงคลและความยินดี

        มีเพียงนางที่ต้องเดียวดายไร้อิสรภาพ ท่ามกลางบรรยากาศอันครึกครื้นเช่นนี้

        โม่เสวี่ยถงยืนอยู่หลังม่านที่มุมห้อง หมวกใบเล็กสีเขียวแกมน้ำเงินไม่อาจซ่อนความเกลียดชังราวกับกระหายเลือดที่อยู่ในก้นบึ้งของดวงตา มองดูโม่เสวี่ยหมิ่นกับซือหม่าหลิงอวิ๋น หนึ่งรอยยิ้มเขินอายกับอีกหนึ่งรอยยิ้มอ่อนโยนจูงมือกันอย่างรักใคร่ มือขาวซีดผอมแห้งจนเห็นแต่หนังหุ้มกระดูกของโม่เสวี่ยถงสั่นระริก กำหินเหล็กไฟไว้ก้อนหนึ่ง

        ใครเลยจะคิด คนหนึ่งคือพี่สาวลูกอนุภรรยา ส่วนอีกคนหนึ่งคือสามีของนาง ทว่าตนเองกลับเป็นภรรยาที่เขาปรารถนาจะมอบความตายให้ด้วยสุราพิษจิว[1] ชามหนึ่ง

        พวกเขาฆ่าโม่อวี้ ฆ่าแม่นมสวี่ แล้วยังฆ่าอวี้เอ๋อร์ที่เป็นเพียงทารกอยู่ในผ้าอ้อม แม้แต่ชื่อของเขาก็มีแต่นางที่เป็นคนตั้งให้

        …

        “โม่เสวี่ยถง เจ้านึกว่าเขาจะรักเจ้าจริงเช่นนั้นหรือ หน้าตาอัปลักษณ์น่ารังเกียจถึงเพียงนี้ ไม่สู้ตายไปเสียจะดีกว่า ไยต้องอยู่ให้อับอายขายหน้าผู้คน วางใจเถอะ ตำแหน่งของเจ้าต่อไปข้าจะเข้ามาอยู่แทนที่เอง สินเดิมมารดาเจ้าแน่นอนว่าข้าก็ต้องเป็นคนจัดการดูแล ตอนนี้เจ้าก็ไปตายได้แล้ว”

        …

        แม้ต้องลงนรกขุมสิบแปดนางก็ยินยอม ขอแค่ลากชายโฉดหญิงชั่วคู่นี้ลงไปด้วยกัน

        นางมองชายหญิงสารเลวที่อยู่นอกม่านแดงคู่นั้นด้วยแรงพยาบาท โม่เสวี่ยถงจุดไฟเผาม่านอย่างสงบนิ่ง รอบกายอบอวลไปด้วยไอมรณะ แค้นสิ ทำไมนางจะไม่แค้น แค้นจนแทบจะสูบเลือดกินเนื้อของพวกเขาได้เลย

        นัยน์ตาแดงก่ำเป็นสีโลหิต เมื่อสวรรค์ไร้ความเที่ยงธรรมเช่นนี้ นางก็ขอแก้แค้นเพื่อตนเองเถิด

        ม่านสีแดงติดไฟลุกโชติช่วง บรรดาแขกเหรื่อแตกตื่นวิ่งหนีตายกันอลหม่าน ห้องโถงมงคลเต็มไปด้วยความโกลาหล ซือหม่าหลิงอวิ๋นผู้เป็นเจ้าบ่าวเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ดึงโม่เสวี่ยหมิ่นที่ยังไม่รู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นหนีออกไปด้านนอก

        แต่ยกขาไปได้ไม่กี่ก้าวก็ถูกฉุดรั้งอย่างแรงให้อยู่กับที่ พอก้มศีรษะลงไปดูก็เห็นชายอาภรณ์ด้านหนึ่งถูกดึงไว้อย่างเอาเป็นเอาตาย เปลวเพลิงโหมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ชั่วขณะนั้นก็เริ่มมีบางสิ่งร่วงกราว คานขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะสั่นสะเทือนจวนเจียนจะหล่นอยู่รอมร่อ ห้องโถงมงคลตกอยู่ในสภาวะอันตรายพร้อมทรุดตัวถล่มลงทุกเมื่อ ซือหม่าหลิงอวิ๋นตื่นตระหนก ยกเท้าเตะโม่เสวี่ยถงที่ยื้อยุดเสื้อคลุมตัวยาวเอาไว้สุดชีวิต ส่วนโม่เสวี่ยหมิ่นก็ดึงผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวออก แล้วหลบหนีไปอีกทางอย่างเร่งรีบ

        ในระหว่างการยื้อยุดฉุดกระชาก ขื่อคานขนาดใหญ่ที่อยู่เหนือศีรษะของโม่เสวี่ยถงก็หล่นลงมาทับร่างของนาง หัวถูกกระแทกฟาดลงกับพื้น เลือดไหลอาบ ดวงตาพลันพร่าเลือน เสียงคำรามดุเดือดดังกึกก้องอยู่ในหัว ทำให้ไม่อาจใคร่ครวญสิ่งใดได้อีก ดวงตาจับจ้องซือหม่าหลิงอวิ๋นเขม็ง ใบหน้าที่อาบไปด้วยโลหิตสีแดงฉานเผยรอยยิ้มสุดรันทดและสิ้นหวัง

        หากชาติหน้ามีจริง นางจะให้พวกมันชดใช้ เลือดต้องล้างด้วยเลือด รับรองว่านางจะทำทุกอย่างให้หญิงชายชาติสุนัขคู่นี้มีชีวิตดั่งอยู่ในขุมนรกทุกภพทุกชาติ แม้ว่าจะต้องกลายเป็นผีร้ายในอเวจี นางก็ยอมสละตนเองเพื่อลากพวกมันลงไปด้วยกัน

        “โม่เสวี่ยหมิ่น ซือหม่าหลิงอวิ๋น ข้าขอสาบานด้วยวิญญาณของตนเองและบุตรชาย ความเจ็บปวดทุกข์ทรมานที่พวกเจ้ามอบให้ ข้าจะส่งคืนกลับไปเป็นร้อยเท่าหมื่นเท่า”

        น้ำเสียงประหนึ่งคำสาปแช่งยังคงวนเวียนอยู่ท่ามกลางทะเลเพลิงเนิ่นนานไม่สลายไป…

        ณ เรือนชิงเวย

        ตั้งแต่ฟื้นขึ้นมาโม่เสวี่ยถงยังคงนอนนิ่งอยู่ในท่าเดิม มือทั้งสองกำแน่น ร่างกายแข็งทื่อ ความเจ็บปวดจากเปลวเพลิงดูเหมือนยังคงแผดเผาอยู่ทั่วร่าง หัวใจเจ็บปวดประหนึ่งถูกฉีกกระชากจนขาดวิ่น ความทรมานแบบนั้นทำให้นางหอบหายใจติดขัดอย่างรุนแรง ความเคียดแค้นอันบ้าคลั่งดั่งหลุมดำไร้ก้นบึ้งฝังอยู่ในห้วงความคิด ทำให้นางแยกไม่ออกว่าสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าเป็นความฝันหรือความจริง

        นางเหม่อมองลวดลายเกล็ดหิมะบนยอดม่านชั้นบนที่แขวนอยู่อย่างเลื่อนลอยไปครู่ใหญ่ ถึงพบว่านั่นคือมุ้งปักลายที่นางเคยโปรดปรานมากที่สุด รอบด้านประดับด้วยเชือกถักสีถั่วเขียวกับหินปะการังแดง สีแดงสลับเขียวร้อยเป็นม่านบุปผาระย้าเรียบง่ายสวยสง่าส่องประกายวิบวับ ทั้งแปลกตาและงดงามอย่างหาได้ยากยิ่ง สายลมโชยผ่านม่านมุ้งพลิ้วไหวดูราวกับบุปผาร่วงพรูตระการตา

        หลังจากใคร่ครวญอยู่นานนางก็สะบัดผ้าห่มออก แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าแขนของตนเองช่างเรียวเล็กราวกับเด็กน้อยยังไม่โต นางค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นนั่งบนเตียง ผินมองกระจกทองเหลืองบนโต๊ะเครื่องแป้งตรงฉากบังตาซึ่งอยู่ไม่ไกล ที่กำลังสะท้อนภาพใบหน้าอ่อนเยาว์อย่างชัดเจน ว่าเป็นเพียงเด็กหญิงที่ยังไม่เติบโตผู้หนึ่ง

        เดี๋ยวก่อน… ม่านปักลาย แขนเรียวเล็ก ใบหน้าอ่อนเยาว์ของสาวน้อย โม่เสวี่ยถงเบิ่งตามองตนเองในกระจกอย่างตื่นตะลึง หัวใจเต้นระรัวราวกับกำลังคลั่ง ยกแขนขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ แล้วมองรูปโฉมที่ปรากฏบนกระจกทองเหลืองอย่างงุนงง นี่คือรูปร่างหน้าตาของตนเองเมื่อครั้งเยาว์วัยชัดๆ ปิ่นทองฝังหยกที่ปักอยู่บนมวยผมก็เป็นของขวัญที่ลูกพี่ลูกน้องมอบให้นางเมื่อครั้งวันเกิดครบอายุสิบสามปี

        หรือว่า… นางยังไม่ตาย แต่ย้อนกลับมาตอนอายุสิบสาม? ปลายนิ้วที่อยู่ภายใต้แขนเสื้อสั่นระริกด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็หดนิ้วมือเข้ามากำไว้แน่น ความเจ็บจากปลายเล็บแหลมที่จิกเข้าเนื้อทำให้นางกระจ่างใจโดยฉับพลัน ทุกสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าล้วนเป็นความจริง นี่คือเรื่องจริง นางคาดไม่ถึงว่าจะได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้ง มิหนำซ้ำยังเป็นชีวิตก่อนที่โศกนาฏกรรมจะเกิดขึ้น แม้จะไม่ใช่จุดเริ่มต้น แต่ก็มิใช่จุดสิ้นสุด ทุกอย่างยังแก้ไขทัน

        นางกัดริมฝีปากแน่น บังคับกดดันตนเองราวกับการทำเช่นนั้นจะสร้างแรงกระตุ้นให้นางหัวเราะและกระโดดโลดเต้นอย่างบ้าคลั่ง หยาดน้ำตาคลอเต็มเบ้า

        เมื่อมองใบหน้าอิดโรยขาวซีดของสาวน้อยผู้อ่อนเยาว์ในกระจก พลันนึกถึงเรื่องที่นางพลัดตกแม่น้ำในปีนั้น นางสลบไปถึงสองวัน ตอนนั้นนางอายุเพียงสิบสามปีจริงๆ

        ทั้งความปีติและโศกเศร้าที่ยากจะบรรยายพรั่งพรูเข้ามาในหัวใจ เกิดเป็นระลอกคลื่นมหึมาสาดซัดอยู่ในก้นบึ้งดวงจิตที่อดกลั้น สองมือที่กุมไว้สั่นน้อยๆ อย่างมิอาจควบคุม

        ความคิดแรกของนางคือ สวรรค์ยังมีตา นางจึงมีชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง!

        สวรรค์คงเห็นว่านางได้รับทุกขเวทนาแสนสาหัส จึงให้นางกลับมาสะสางหนี้แค้นให้ตนเองโดยไม่ต้องรอถึงชาติหน้า ฟางอี๋เหนียง โม่เสวี่ยหมิ่น ซือหม่าหลิงอวิ๋น… นางจะไม่เชื่อใจคนผิดอีกแล้ว

        ครั้งนี้ถึงคราวนางส่งพวกเขาลงนรกบ้าง

        “คุณหนู อยากดื่มน้ำหรือไม่ ปวดหัวหรือเปล่า อย่าทำให้บ่าวต้องตกใจแบบนี้อีกนะเจ้าคะ หากคุณหนูเป็นอะไรไป จะให้บ่าวมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่…”

        หญิงวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมกันหนาวสีเทาเลิกม่านประตูขึ้นแล้วเดินเข้ามา เมื่อเห็นโม่เสวี่ยถงนั่งใจลอยอยู่หน้าเตียง ก็ตะลึงไปครู่หนึ่ง ฉับพลันใบหน้าก็เต็มตื้นไปด้วยความอาลัยรัก รีบก้าวเข้ามาสองสามก้าวแล้วยื่นมือเข้ามากุมมือโม่เสวี่ยถงสอดเข้าไปใต้ผ้าห่ม ลูบหน้าผากนางตามความเคยชิน ค่อยๆ วางใจลงได้ จากนั้นก็บ่นจู้จี้จุกจิกไม่หยุดปาก

        ทว่าถ้อยคำพร่ำบ่นที่กรอกหูอยู่นี้ กลับนำความยินดีที่แสนอบอุ่นมาให้โม่เสวี่ยถง

        สวี่มามา… เป็นสวี่มามา แม่นมผู้ไม่เคยทอดทิ้งตนเอง เมื่อเห็นใบหน้าผอมแก้มตอบที่คุ้นตาก็อดรู้สึกแสบจมูกไม่ได้ น้ำตาไหลพรั่งพรูออกมาจนนัยน์ตาพร่าเลือน

        นางสูดกลิ่นกายที่คุ้นเคยของสวี่มามา ความร้อนภายใต้อุ้งมือคือความอบอุ่นอ่อนโยนที่ออกมาจากกายของนาง โม่เสวี่ยถงหลั่งน้ำตาไม่ขาดสาย เรื่องนั้น… นางนึกออกแล้ว

        วันก่อนเป็นวันเซ่นไหว้ครบรอบวันตายของมารดา โม่เสวี่ยถงไปกราบไหว้มารดาที่ริมทะเลสาบ เนื่องจากไม่ได้อยู่ในบ้านของตนเอง นางรู้สิ่งใดควรไม่ควรจึงเลือกที่จะใช้เวลาเพียงเล็กน้อยหลังอาหารเย็นพาสาวใช้สองคนคือโม่อวี้กับโม่จู๋ไปด้วย นางปรารถนาให้สายน้ำนำความคิดถึงที่มีต่อมารดากลับไปยังบ้านเดิมของตน

        ระหว่างทางนึกขึ้นได้ว่าลืมหยิบพัดที่มารดาทิ้งไว้ให้มาด้วย โม่อวี้จึงกลับไปนำมาให้ หลังจากโม่จู๋จัดเตรียมโต๊ะบูชาให้นางเสร็จเรียบร้อยก็ถอยไปอยู่ด้านหลัง นางคุกเข่าลงกับพื้นอธิษฐานอยู่เงียบๆ แต่กลับไม่รู้เลยว่าเคราะห์ภัยจากฟ้ากำลังมาถึงตัว หินก้อนหนึ่งของภูเขาจำลองเกิดหลวมและทลายลงมายังร่างตน นางผลุนผลันลุกขึ้นคิดจะวิ่งหนี แต่ไม่รู้ว่าชายกระโปรงไปเกี่ยวสิ่งใดเข้าจึงทำให้นางเสียหลักพลัดตกไปในแม่น้ำ

        ครั้งนั้นนางเกือบสังเวยชีวิต สลบไสลไปถึงสองวันกว่าจะฟื้นขึ้นมา

        ใช่แล้ว นางจำทุกอย่างได้ชัดเจน สถานที่แห่งนั้นไม่มีสิ่งกีดขวางที่พอจะทำให้นางสะดุดได้เลย รอบด้านเป็นลานโล่ง แม้แต่หญ้ารกก็ยังไม่มี แต่นางกลับเสียหลักพลัดตกลงไปในน้ำ สำลักจนหายใจไม่ออกเกือบตาย ความเป็นจริงทำให้นางถลาเข้าไปในอ้อมแขนของสวี่มามาและร้องไห้สะอึกสะอื้น

        “คุณหนู คุณหนูเป็นอะไรไป หรือว่ายังเจ็บตรงไหน ให้บ่าวช่วยดูเถิดเจ้าค่ะ” เห็นคุณหนูของตนร้องไห้แบบนี้ ก็นึกว่านางถูกเหตุการณ์เฉียดตายทำให้หวาดกลัว จึงพลิกมือขึ้นมาโอบกอดโม่เสวี่ยถงเอาไว้ด้วยความห่วงใย ตบหลังนางเบาๆ พลางปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะคุณหนู… ทูนหัวของบ่าว ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้วนะเจ้าคะ สวี่มามาอยู่นี่แล้ว”

        นางกอดสวี่มามาไว้แน่นและยิ่งร่ำไห้รุนแรงขึ้น คล้ายกับคนหัวใจแหลกสลาย ราวกับว่าใช้การร้องไห้ครั้งนี้เพื่อระบายทุกความเกลียดชัง ความอาฆาตและความตื่นกลัวที่อยู่ในใจออกมา แล้วหลังจากการร้องไห้ครั้งนี้สิ้นสุดลง นางสัญญากับตนเองว่าจะไม่ร้องไห้อีก เพราะคนที่ต้องร้องไห้หลังจากนี้คือคนพวกนั้น

        ตอนนี้นางเจ็บปวดเท่าไร คนเหล่านั้นต้องเจ็บปวดยิ่งกว่าเป็นเท่าทวีคูณ

        “ถงเอ๋อร์เป็นอะไรไปหรือ ผู้ใดรังแกถงเอ๋อร์ของข้า” เสียงหัวเราะอย่างสนิทสนมดังขึ้น คำพูดที่เจือด้วยเสียงหัวเราะลอยนำเข้ามาตั้งแต่ตัวยังไม่ผ่านเข้าประตู ผ้าม่านลายประณีตวิจิตรด้านนอกถูกเลิกสูงขึ้น อวี้ซื่อเดินยิ้มหน้าชื่นเข้ามา

        นางอายุราวสามสิบปีเศษ รูปโฉมงดงาม สวมกระโปรงจีบม้าแปดกลีบสีฟ้าอ่อน ทำให้ดูอ่อนกว่าวัยเป็นพิเศษ ทันทีที่เข้ามาถึง สองตาก็มองประเมินโม่เสวี่ยถงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เมื่อเห็นนางพิงขอบเตียงอย่างอ่อนแรง ก็ยิ้มระรื่นแล้วนั่งลงหน้าเตียงก่อนจะยึดมือนางมากุมอย่างอบอุ่นสนิทสนม

        “ท่านป้าสะใภ้” โม่เสวี่ยถงสัมผัสถึงประกายเฉียบคมดุดันภายใต้ก้นบึ้งของดวงตา จึงเงยหน้าขึ้นมองอวี้ซื่อทั้งน้ำตาที่หลั่งคลอ

        แม้จะมองผ่านม่านน้ำตาที่พร่าเลือน นางก็ยังดูออกว่าในก้นบึ้งของดวงตาคู่นั้นมีความเย็นชาอยู่หลายส่วน ไหนเลยจะมีความทุกข์ร้อนกังวลใจแม้เพียงนิด

        “ดูแล้วช่างน่าสงสารนัก ผ่ายผอมถึงเพียงนี้ ร่างกายคงอ่อนแอมากเป็นแน่แท้ ต้องพักผ่อนให้มากนะ” แล้วอวี้ซื่อก็เรียกโม่จู๋ที่มาพร้อมกับนางให้เข้ามา ดวงหน้าเผยรอยยิ้มเมตตาอ่อนโยน แสดงความรักและห่วงใยที่ผู้อาวุโสมีต่อผู้น้อยอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับไม่เอ่ยถึงเรื่องที่โม่เสวี่ยถงตกน้ำเลย

        “คุณหนูนอนลงก่อน พักผ่อนให้มากหน่อย ก็เพราะร่างกายอ่อนแอแบบนี้อย่างไรเล่าจึงสะดุดล้มได้ เมื่อทราบว่าคุณหนูตกน้ำ ฮูหยินก็เป็นห่วงจนนอนไม่หลับทั้งคืน คุณหนูช่างมีบุญวาสนาโดยแท้ ชาตินี้จึงมีฮูหยินผู้เป็นป้าสะใภ้รักใคร่ห่วงใยถึงเพียงนี้” โม่จู๋กระวีกระวาดก้าวเข้ามาประคองโม่เสวี่ยถงให้นอนลงอย่างเอาใจใส่

        นางเป็นสาวใช้สวมชุดเสื้อกระโปรงปักดิ้นลายบุปผา อายุราวๆ สิบห้าสิบหกปี กำลังอยู่ในช่วงวัยแรกรุ่น ทั้งงดงามและปราดเปรื่องเป็นที่สุด รูปร่างอรชรบอบบางราวกับจะปลิวไปตามลม วางสีหน้าบ่าวผู้แสนดีที่เอาใจใส่ผู้เป็นนายอย่างเต็มที่

        แต่หากฟังความหมายจากคำพูดของนางอย่างถี่ถ้วน กลับไม่ได้กล่าวเพื่อโม่เสวี่ยถงสักนิด แต่ละคำที่ออกจากปากล้วนมีแต่ถ้อยคำสรรเสริญเยินยออวี้ซื่อ ซ้ำยังกลายเป็นตำหนิว่าร่างกายของโม่เสวี่ยถงอ่อนแอ เป็นภาระให้ผู้ใหญ่ต้องกังวล

        โม่เสวี่ยถงเหลือบตามองสาวใช้ตรงหน้าด้วยสายตาเรียบเฉย พลางยิ้มเย็นอยู่ในใจ

        โม่จู๋ นางลืมสาวใช้ผู้นี้ไปได้อย่างไร…

        ตอนนี้นางกำลังป่วยไข้ ไม่เห็นสาวใช้ผู้นี้จะมาดูแลเอาใจใส่ แต่กลับแล่นไปประจบประแจงอวี้ซื่อ พูดวกไปวนมากลายเป็นตำหนิว่านางอยู่บ้านผู้อื่นแล้วยังไม่รู้จักดีชั่ว ก่อเรื่องสร้างปัญหามาให้

        แล้วนางก็นึกขึ้นมาได้ ตอนที่อยู่ริมทะเลสาบมีคนจงใจทำให้นางสะดุดล้มชัดๆ และสถานที่แห่งนั้นก็ไม่มีผู้อื่นนอกจากโม่จู๋เพียงคนเดียว

…………………………………………………………………………………………………

        คำอธิบายเพิ่มเติม

        [1] สุราพิษจิว คือ สุราพิษชั้นยอดที่มักใช้ในวังหลวง


ติดตามอัพเดทก่อนใคร  “พลิกชะตานางพญาเจ้าเสน่ห์ 

อ่านเร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/1662

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรี จะเฉลี่ยเล่มละ 80-90บาท)