0 Views

         ตลอดทางเต็มไปด้วยความเงียบเสียจนน่าตกใจ หลินลั่วหรานไม่รู้ว่าตัวเองหัวใจเต้นแรงและหน้าแดงเพราะอะไร จึงได้แต่นั่งมึนอยู่บนรถหลิ่วเจิงกลับมาจนถึงบ้าน

        เธอจำได้เพียงแค่ ตอนที่หลิ่วเจิงมาส่งถึงใต้ตึกแล้ว แค่เพียงเขาเริ่มเปิดปากพูดออกมาว่า : “ที่พูดแบบนั้น มันเป็นเพราะต้องรับมือฉุกเฉิน……”

        หลินลั่วหรานก็รีบพูดขัดเสียงดังขึ้นมา ทันที : “ฉันรู้ค่ะ!” ใบหน้าของเธอแดงขึ้นมาราวกับตูดลิง ราวกับมีใครกำลังจุดไฟเผาเธออยู่ เธอรีบลงรถจนขนขาสะเปะสะปะไปทั่ว ก่อนจะรีบวิ่งหนีไป

        รอยยิ้มปรากฏขึ้นในแววตาของหลิ่วเจิง แผ่นหลังที่รีบร้อนราวกับโดนไฟลวกของหลินลั่วหรานไม่ได้ดูน่าตลก แต่เมื่อนึกถึงท่าทางที่ไม่ได้ดูสุภาพเรียบร้อยอย่างปกติ การตอบสนองแบบนี้ก็ดูเป็นเรื่องที่หาได้ยาก

        หลินลั่วหรานรีบวิ่งขึ้นตึกราวกับโดนผีไล่ ดื่มน้ำเข้าไปกว่าสองแก้ว ความร้อนบนใบหน้าของเธอถึงได้ลดลง เมื่อเริ่มสงบใจลงได้ เธอก็รู้สึกว่าตัวเองน่าขันขึ้นมา ไม่ใช่สาววัยแรกแย้มแล้วแท้ๆ ทำไมวันนี้หน้าถึงได้บางแบบนี้นะ

        เธอค่อยๆ เข้ามายังพื้นที่ลึกลับอย่างเอื่อยเฉื่อย ก่อนจะเด็ดเอามะเขือเทศลูกน้อยมากิน เมื่อมองไปยังเหล่าโสมที่เติบโตสวยงาม เธอก็รู้สึกไม่ค่อยดีขึ้นมา

        วันนี้เป็นเพราะมีหลิ่วเจิงคอยช่วยเอาไว้ เธอก็เลยกัดฟันดื้อดึงไม่ยอมรับ แล้วอาศัยช่วงที่ผู้ชายร่างสูงคนนั้นกำลังมึนงง หนีออกมาได้ แต่ต้นโสมก็ยังเติบโตอยู่ในพื้นที่ลึกลับ แม้จะหลอกใครต่อใครได้ แต่เธอก็ไม่สามารถที่จะหลอกใจตัวเองได้อยู่ดี

        ควรจะหาอะไรคืนกลับไปสินะ

        หลังจากล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย ก็มานั่งตั้งท่าทำสมาธิตามในโทรทัศน์อยู่บนพรมที่ตั้งใจซื้อมาโดยเฉพาะ ก่อนจะนึกถึงตอนที่หลิ่วเจิงดึงให้เธอขึ้นรถ ผู้ชายคนนั้นบอกว่าตัวเองนามสกุลมู่ ชื่ออะไรสักอย่างหนาน ปากก็เอาแต่ตะโกนว่ามันจะไม่จบแบบนี้แน่ หลินลั่วหรานขำตัวเองขึ้นมา ยังไงเขาก็พูดแล้ว ว่าจะไม่จบแบบนี้แน่ งั้นเอาไว้วันอื่นมีโอกาสค่อยเอาเมล็ดโสมไปชดใช้คืนเขาก็ได้ ยังไงก็รอให้เขามาตามหาแล้วกัน

        หลินลั่วหรานตัดความไม่สบายนี้ทิ้ง ก่อนจะรวบรวมสมาธิ ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจ หลังจากจัดการอารมณ์ของตัวเองเรียบร้อย ก็เริ่มทำการต่อสู้กับพลังในร่างของตัวเองอีกครั้ง

        แม้ว่าการฝึกจะทำไปโดยตามใจตัวเอง และก็ไม่ได้มีทฤษฎีใดๆ ในตอนนี้หลินลั่วหรานยังไม่รู้ เธอจึงไม่อยากโลภมาก เข้าใจว่ามีได้ก็ต้องมีเสีย เพราะแบบนั้นเธอจึงไม่อยากจะต้องมีช่องโหว่ตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อป้องกันภัยต่อการฝึกในภายภาคหน้า

        ไข่มุกส่องประกายส่องอ่อนๆ ออกมาภายใต้แสงจันทร์ จิตใจของหลินลั่วหรานสงบลง พลังในร่างกายเคลื่อนไหวช้าๆ ราวกับเงินเหลว เมื่อมาถึงช่องแคบของเส้นโลหิตก็หยุดนิ่งไม่ขยับ

        เดิมทีหลินลั่วหรานก็เป็นคนที่เหมือนกับต้นหญิงธูปฤาษี แม้ว่าจะโดนเหยียบย่ำก็ไม่ตายง่ายๆ แม้จะยังผ่านไปไม่ได้เธอก็ไม่เคยย่อท้อ ได้แต่เพียงพยายามควบคุมพลังเหล่านั้น ให้ขยับต่อต้านสิ่งกีดขวางต่อไป

        เธอฝึกศาสตร์มาจนเกือบจะเช้าโดยไม่ทันได้รู้ตัว แม้จะยังผ่านสิ่งกีดขวางไปไม่ได้ แต่พลังกลับสงบลงเล็กน้อย น่าแปลกที่แม้จะฝึกมาตลอดทั้งคืน แต่ไม่เพียงแต่ไม่รู้สึกเหนื่อยล้าเท่านั้น กลับยังรู้สึกสบายขึ้นมามาก นั่นยิ่งทำให้หลินลั่วหรานคิดว่าการฝึกศาสตร์เป็นเรื่องที่ดีมากเสียจริง

        อย่างไรฟ้าก็ใกล้จะสางแล้ว หลินลั่วหรานไม่มีเวลาไปนอนแล้ว เมื่อล้างหน้าแปรงฟันเสร็จเรียบร้อย เธอก็ลงไปออกกำลังยามเช้าด้านล่างตึก

        เธอไม่สามารถจะทำอะไรในพื้นที่แห่งนี้ได้ แถมที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ห่างจากสวนสาธารณะนัก เพียงแค่วิ่งไปสั้นๆ ก็ถึงแล้ว ถือเป็นการออกกำลังกายไปด้วยเลย

        ความกดดันในเมืองใหญ่ทำให้ผู้คนในเมืองต่างพากันมีชีวิตที่เร่งรีบ ผู้คนมากมายต่างพากันเข้าสังคมในตอนกลางคืน และออกไปทำงานในช่วงกลางวัน ชีวิตยุ่งเสียจนเหมือนกับกงล้อที่หมุนอยู่ไม่มีวันหยุด ผู้คนที่อยู่ในสวนธารณะจึงเต็มไปด้วยบรรดาผู้อาวุโสหลังเกษียรทั้งนั้น คนที่อายุใกล้เคียงกับหลินลั่วหรานนั้นไม่มีให้เห็นเลยสักคน

        หลินลั่วหรานไม่อยากจะไปแย่งเสื้อออกกำลังกายที่มีกับเหล่าผู้สูงอายุทั้งหลาย จึงได้แต่ขยับแขนขยับขาอยู่ในสวนสาธารณะ รูปลักษณ์ที่สวยงามของเธอ ยิ่งเมื่อปรากฏอยู่ท่ามกลางบรรดาสาวสูงอายุแล้ว ก็ยิ่งดึงดูดสายตาของผู้คน

        หลินลั่วหรานไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เธอกำลังจ้องมองไปยังชายสวมเสื้อคลุมสีขาวที่กำลังเล่นไทเก๊กอยู่อย่างเคลิบเคลิ้ม

        ในยุคที่การสารสนเทศขยับขยายออกกว้าง ไทเก๊กก็กลายเป็นหนึ่งช่องทางในการรักษาสุขภาพที่ผู้คนมากมายให้ความสำคัญ หลินลั่วหรานเองก็เคยพบเห็นปรมาจารย์มากมาย แต่ในเวลานั้นเธอยังไม่ได้เริ่มฝึกศาสตร์ แถมยังคิดว่าผู้คนเหล่านั้นดูช้าเฉื่อย และก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับวัฒนธรรมของประเทศเท่าไร

        ชายตรงหน้านี้ คิ้วของเขากลายเป็นสีขาวเสียจนเกือบหมดแล้ว มองดูแล้วอายุคงจะมากพอสมควร แต่ใบหน้ากลับดูอมชมพูผ่องใส เขาขยับท่าทางไปตามใจ แต่กลับดูไม่ใช่ท่าทางของไทเก๊กธรรมดาทั่วไป และนั่นก็ทำให้หลินลั่วหรานรู้สึกสนใจขึ้นมา

        นี่เป็นเพียงเหตุผลหนึ่งเท่านั้น สิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานยิ่งประหลาดใจก็คือ ในเวลาที่ชายแก่คนนี้รำไทเก๊ก ก็ราวกับมีสายลมบางอย่างที่ไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า ออกมาตามท่าทางของเขา และเหมือนว่ามันจะทำให้หมอกควันสีเทาที่กระจายอยู่ทั่วทุกมุมโลก ถอยห่างออกไปจากตัว

        เมื่อดูจากตัวพืช ก็สามารถรู้ได้หมอกควันสีเทานี่ไม่ใช่สิ่งดีแน่นอน หรืออาจจะเป็นสิ่งสกปรกบางอย่าง หลังจากที่ได้ชำระไขกระดูกหลินลั่วหรานก็รักษาร่างกายที่แข็งแรงแบบนี้เอาไว้ อีกทั้งยังมีไข่มุกลึกลับนั่นคอยช่วยอีก เมื่อได้พบเห็นว่ามีคนที่สามารถไล่หมอกควันสีเทานั้นได้ด้วยตัวเองแบบนี้ จะให้ไม่ตกใจได้อย่างไร

        ชายสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวขยับตัวร่ายรำไปอย่างเชื่องช้าจนจบ ก็เห็นว่ามีสาวน้อยคนหนึ่งกำลังจับจ้องมาที่ตนเอง โดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา เขาจึงเป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน : “สาวน้อยอยากจะเรียนงั้นเหรอ?”

        หากเทียบกัน หลินลั่วหรานก็อายุน้อยกว่ามากอยู่แล้ว เมื่อถูกเรียกว่า “สาวน้อย” เธอจึงไม่ได้รู้สึกอะไร หลังจากได้ยินคำถามของเขา เธอก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดออกมาอย่างไม่มั่นใจนัก : “คุณจะสอนฉันได้ไหมคะ?”

        เมื่อเห็นว่าชายสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวมีความสามารถจริง เธอก็กลัวว่าเขาอาจจะมีกฎจำพวก “ไม่สอนผู้หญิง หรือ ไม่สอนให้คนนอกตระกูล” อะไรแบบนั้น

        หลังจากได้ยินคำถามของหลินลั่วหราน เขาก็หัวเราะออกมา : “ฉันเกษียรพักอยู่บ้าน ฝึกไปมั่วๆ ก็เท่านั้น ไม่ได้มีเทคนิคอะไร ยังอยากจะเรียนอยู่ไหม?”

        ฝึกไปมั่วๆ? หลินลั่วหรานแปลกใจขึ้นมา บนโลกนี้มีคนที่มีความสามารถขนาดนี้จากการเรียนรู้ด้วยตัวเองอยู่จริงเหรอ? เมื่อมองไปยังผู้คนที่รำไทเก๊กอยู่รอบข้าง ก็ดูธรรมดาทั่วไป แต่กลับไม่ได้ผลลัพธ์เหมือนอย่างเขา หลินหลั่วหรานนิ่งคิดไปชั่วครู่ จนคิ้วของเธอเลิกขึ้นมาอย่างห้ามไม่ได้

        เมื่อเห็นท่าทางที่กำลังใช้ความคิดของหลินลั่วหราน ชายสวมเสื้อคลุมยาวสีขาวก็หัวเราะออกมา : “ตาดีนี่สาวน้อย ในเมื่อเธอมองเห็นความแตกต่างระหว่างฉันกับพวกเขา ก็คงจะเป็นพรหมลิขิตจริง ฉันคงจะไม่สอนเธอไม่ได้แล้ว”

        เรื่องดีที่ถูกส่งมาจากฟ้าแบบนี้ มีเหรอที่หลินลั่วหรานจะไม่ตกลง แบบนั้นก็คงโง่เกินไปแล้ว! ใครจะไม่มีความลับกัน เธอเองยังมีพื้นที่ลึกลับเลย แล้วจะไม่ให้เขาป้องกันตัวเองบ้างได้อย่างไร?

        เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็เรียก “อาจารย์” ออกมาอย่างหนักแน่นด้วยความดีใจ แถมยังพูดอีกว่าวันอื่นจะหาของขวัญมาไหว้ครูอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

        เมื่อชายเฒ่าได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกได้ถึงความเคารพจากตัวของเธอ :  “เด็กวัยรุ่นที่จะเข้าใจธรรมเนียมแบบนี้หาได้ยาก มองดูแล้วคงจะต้องเล่าอะไรให้ฟังเสียหน่อย” พูดจบเขาก็หรี่ตาลงมองมาที่หลินลั่วหรานด้วยความพึงพอใจในความเคารพของเธอ

        หลินลั่วหรานแอบยิ้ม ยังจะบอกว่าตัวเองฝึกมั่วๆ อยู่อีก ตอนนี้เขาก็เผลอหลุดเรื่องของตัวเองออกมาเสียแล้ว

        เมื่อชายเฒ่ารู้สึกตัวว่าหลุดพูดอะไรออกไปแล้ว ก็ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ก่อนจะเริ่มอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างไทเก๊กของเขาและคนอื่น คนหนึ่งเมื่อเห็นถึงท่าทางสนใจของหลินลั่วหราน ก็เกิดเอ็นดูขึ้นมา จนเล่าให้ฟังเสียละเอียด : อีกคนก็เห็นว่าชายเฒ่านั้นมีความสามารถจริง และตอนนี้การฝึกของเธอก็กำลังพบกับอุปสรรค จึงตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก

        ไม่ทันได้รู้ตัวเวลาก็ล่วงไปถึงชั่วโมงกว่า เมื่อคิดคำนวณดูแล้ว เป่าเจียก็น่าจะใกล้มารับเธอไปทำงานแล้ว จึงนัดกับชายเฒ่าเอาไว้ว่าพรุ่งนี้จะมาอีก

        จนเมื่อกลับมาถึงบ้าน หลินลั่วหรานก็ต้องตบหน้าผากตัวเองแรงๆ อีกครั้ง___ยังไม่ได้ถามนามสกุลของ “อาจารย์” เลย เรานี่มันแย่เสียจริง

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม