0 Views

         ไอลี่สะพายกระเป๋าสีน้ำนม ทั้งตัวของเธอสวมชุดคอลเล็คชั่นฤดูใบไม้ร่วงของ Gucci ช่างดูไม่เข้ากันกับฝุ่นควันที่คละคลุ้งอยู่ในอากาศที่นี่เอาเสียเลย

         เธอยืนอยู่หน้าประตูมาสักพักแล้ว ฉินเป่าเจียทำงานเป็นดีไซเนอร์ของฝูหม่านโหลว เรื่องช่วยแนะนำงานให้กับแฟนเก่าของลี่อันพิงจะไม่ขอพูดถึง แต่ดันมาแนะนำให้กับคู่แข่งตลอดกาลของฝูหม่านโหลวอย่างหลิ่วชื่อ นี่มันเหมือนกับตบหน้าเธอกลางสาธารณชนชัดๆ!

        หากเธอยอมเรื่องพวกนี้ได้ ก็อย่าเรียกเธอด้วยสกุลไออีกเลย!

        เมื่อเห็นไอลี่กับลี่พิงอันเดินเข้ามา เป่าเจียก็ไม่ได้ดูมีท่าทีสับสนใดๆ เพียงแต่กังวลเรื่องหลินลั่วหรานอยู่เท่านั้น

        หลินลั่วหรานเองแค่ได้ยินเสียงก็รู้ได้แล้วว่าเป็นเสียงแฟนสาวคนใหม่ของลี่พิงอัน  และก็เดาได้ว่าลี่พิงอันเองก็คงจะมาด้วย โลกกลมจนเลี่ยงไม่ได้เสียจริง เมื่อเธอเห็นความกังวลที่ฉายชัดในแววตาของเป่าเจีย เธอจึงส่งยิ้มให้เพื่อนรักของตัวเอง เป็นการบอกโดยนัยว่าเธอสามารถรับมือกับมันได้

        หลิ่วเจิงดันแว่นบนสันจมูกของตัวเอง ก่อนจะเป็นผู้เริ่มบทสนทนา : “คุณไอพูดมาแบบนี้ ผมฟังแล้วรู้สึกไม่ดีเลยนะครับ ทำธุรกิจก็ต้องมีการแข่งขันนั่นก็จริง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเป็นศัตรูกันไม่ใช่เหรอครับ?”

        ไม่มีรอยยิ้มใดๆ บนใบหน้าของเธอ ไอลี่ก้าวขาที่สวมรองเท้าส้นสูงของเธออย่างฉับไว โดยไม่สนหลิ่วเจิง และตรงไปหาเป่าเจีย ก่อนจะพูดจาถากถางออกมา : “ฉินเป่าเจีย อยากจะอธิบายอะไรสักหน่อยไหม?”

        ลี่อันพิงเองก็เปิดปากออกมา : “เป่าเจีย ที่ฉันเข้าไปทำงานในฝูหม่านโหลวได้ ก็ต้องขอบคุณการแนะนำของเธอ พวกเราไม่ควรที่จะทำแบบนี้เพียงเพราะเรื่องส่วนตัวนะ…….เมื่อก่อนพ่อกับแม่ของหลินลั่วหรานเองก็ดีกับฉันมาก ฉันช่วยแนะนำงานให้เธอก็ได้นะ”

        เป่าเจียโบกมือปัดอย่างไม่สนใจ : “ลี่อันพิง เกาะคนอื่นกินแบบนี้ ระวังจะเข้าสังคมกับใครไม่ได้เอานะ การแนะนำนายให้กับฝูหม่านโหลว เป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของฉันเลย!”

        ลี่อันพิงหน้าเสียไป ก่อนจะหันไปเห็นคนที่เอาแต่ยืนหันหลังให้ เพียงมองจากข้างหลังเขาก็ดูออกแล้ว ว่านั่นคือหลินลั่วหราน จึงพูดออกมาด้วยความโมโห : “หลินลั่วหราน เธอจะหันหลังให้พวกเราแบบนี้ตลอดเหรอ? นี่เธอมีมารยาทบ้างหรือเปล่า?”

        ผู้ชายที่ไม่มีความสุภาพบุรุษแบบนี้ แม้แต่หลิ่วเจิงที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ยังต้องขมวดคิ้ว

        เป่าเจียที่ใกล้จะระเบิดความโมโหเต็มที โดนหลินลั่วหรานจับมือเอาไว้เสียก่อน เธอยิ้มก่อนจะพูดออกมา : “คุณหลิ่ว ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ต้องมาเจอเรื่องน่าขันแบบนี้”

        เป็นเพราะเธอกินผลไม้ประหลาดนั่นเข้าไป ไม่เพียงแต่ร่างกายที่รู้สึกโล่งสบาย แต่เธอยังคงมักจะรู้สึกสดชื่นปลอดโปล่งอยู่เสมอ ในหัวของเธอสงบนิ่ง แม้จะมีปัญหามากมายผ่านเข้ามาให้คิด หากกไม่ได้กินผลไม้นั่นเข้าไป แล้วต้องมาพบกับลี่อันพิงในสถานการณ์แบบนี้ เธอคงไม่รู้จะทำอย่างไรดี

        แต่ตอนนี้ หลินลั่วหรานที่หันตัวมาเผชิญหน้ากับลี่อันพิงกลับไม่แสดงท่าทางใดๆ ออกมา

        ลี่อันพิงอึ้งไปชั่วครู่ คนตรงหน้าของเขา ดูเหมือนหลินลั่วหรานในวัยสิบเจ็ดไม่มีผิดเพี้ยน ความสดใสจากดวงตากลมโตทำให้หัวใจเต้นรัวโดยไม่มีสาเหตุ มันดูประกายแวววาวราวกับดวงดาวในท้องจักรวาล

        อยากจะเอื้อมมือไปสัมผัสดวงดาว……ตอนนั้นพวกเขานั่งอยู่บนสนามหญ้าของโรงเรียน ลี่อันพิงลูบไล้ไปตามเปลือกตาของเธอ ก่อนจะบอกว่าเขาอยากจะสัมผัสดวงดาวดวงนี้

        ลี่อันพิงนึกเท่าไรก็นึกไม่ออก ว่าในตอนนี้หลินลั่วหรานพูดอะไรกลับมา

        แต่ในเวลานี้ หลินลั่วหรานนั้นดูสดใสยิ่งกว่าสมัยก่อนเสียอีก……เขาจำมันได้ชัดเจน ลักษณะผอมซีดของเธอเมื่อไม่กี่วันก่อน เขาก็จำมันได้ชัดเช่นกัน ปีนี้เธอก็อายุตั้ง 27 แล้ว ทำไมอยู่ๆ ก็ดูเด็กลงได้ขนาดนี้?

        “ลี่อันพิง เจอแฟนเก่าเข้าหน่อย ถึงกับเดินไม่ตรงทางเลยเหรอ?”

        ในระหว่างที่ลี่อันพิงกำลังสติหลุดอยู่นั้น เสียงของไอลี่ที่อยู่ข้างๆ ก็เรียกสติของเขาขึ้นมาได้

        ใช่แล้ว สวยขึ้นแล้วจะยังไงกัน? บนโลกนี้มีผู้หญิงสวยๆ อยู่ถมไป แต่ทั้งสวยทั้งรวย ตระกูลดีแบบไอลี่ ไม่ได้หากันได้ง่ายๆ เสียหน่อย! ลี่อันพิงปลอบใจตัวเอง ก่อนจะพยายามไม่สนใจความประหลาดหลังจากได้พบกับหลินลั่วหรานอีกครั้งและนึกถึงความประหม่าเวลานึกถึงไอลี่ที่ยังเป็น “สาวสวย” อยู่

        “เป่าเจีย เรื่องงานก็คุยกันเรียบร้อยแล้ว พวกเรากลับกันก่อนดีไหม?” หลินลั่วหรานพูดออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งๆ

        แม้จะชัดเจนอยู่ว่าเธอเห็นพวกเขาแล้ว แต่ก็ยังทำเป็นไม่เห็น หลินลั่วหรานในตอนนี้ช่างดูน่ารังเกียจเสียจริง! ลี่อันพิงได้แต่หงุดหงิดอยู่ภายในใจ จะพูดอะไรก็เกรงใจความรู้สึกขอไอลี่

        เป่าเจียอยากจะรีบๆ ไปให้พ้นหน้าชายหญิงคู่นี้ใจจะขาด จึงตอบกลับคำแนะนำของหลินลั่วหรานด้วยความรื่นรมย์

        “คุณหลิ่ว ไว้คุยกันนะ!” เธอพูดพร้อมกับลากหลินลั่วหรานให้ตามออกมา

        เมื่อถูกเมินโดยสิ้นเชิงแบบนี้ ทำเอาไอลี่โมโหจนแทบจะระเบิด ท่าทางใจดีที่คอยแสร้งทำจึงถูกฉีกออกจนไม่เหลือซาก เธอพูดออกมาเสียงดังแสบหู : “ฉินเป่าเจีย อย่าให้มันมากนักนะ ยังอยากจะมีงานทำอยู่ไหม?!”

        หลินลั่วหรานลังเลขึ้นมา ที่ไอลี่พูดมาก็ถูก ยังไงเป่าเจียก็ยังต้องทำงานที่ฝูหม่านโหลว หากเป็นแบบนี้ต่อไปเธอจะไม่ต้องลำบากเหรอ? ความร่ำรวยของฝูหม่านโลว แน่นอนว่าจะสามารถทำลายใครก็ได้ทั้งนั้น

        เป่าเจียบีบมือของเธอ ก่อนหมุนตัวกลับมา หันไปมองทางไอลี่แล้ว ยกยิ้มขึ้น : “ผู้จัดการไอคะ ฉันส่งหนังสือลาออกไปตั้งนานแล้วนะคะ ไม่ทราบว่าคุณไม่เห็นเหรอคะ?”

        หลังจากพูดเสร็จ เธอไม่ให้เวลาไอลี่กับลี่อันพิงตอบกลับอะไรทั้งนั้น เธอแสดงท่าทางที่ทำให้ไอลี่โมโหอย่างสุดขีดขึ้นมาได้ในทันที : “เกือบลืมไปเลย ผู้จัดการไอคงกำลังยุ่งอยู่กับการพลอดรักกับเจ้าไก่อ่อนในกำมือสินะ จะไปมีเวลาดูหนังสือลาออกของฉันได้ยังไงกัน ว้า!”

        สีหน้าของไอลี่เปลี่ยนเป็นนิ่งเฉยในพริบตา มือของเธอกำสายกระเป๋าสะพายเอาไว้แน่นจนนิ้วมือเปลี่ยนเป็นสีซีด

        ใบหน้าของลี่อันพิงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

        ในขณะเดียวกันภายใต้แว่นตากรอบทองของหลิ่วเจิงนั้น กลับปรากฏรอยยิ้มขึ้น

        ทั้งสองคนเดินออกมาจากโกดัง อยู่ๆ หลินลั่วหรานก็รู้สึกขึ้นมาว่า พอไม่มีลี่อันพิงในชีวิต อะไรๆ ในชีวิตก็ดีขึ้น ผู้ชายแบบนี้ คงต้องโทษตัวเองที่โดนตบมาได้ตั้งนาน เดิมทีผู้ชายคนนั้นก็ไม่ได้มีอะไรดีอยู่แล้วแท้ๆ มองออกตั้งแต่ตอนนี้ก็นับว่าเป็นโชคดีแล้ว

        เป่าเจียถอนหายใจออกมา ก่อนที่ใบหน้าจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม เธอชี้ไปที่กลุ่มคนที่กำลังแข่งราคากันเสียงดัง และพูดขึ้น : “ต่อไปงานของเธอก็คือขายอัญมณี เราลองไปดูเขาประมูลกัน ให้เธอได้เรียนรู้เอาไว้ก็ดีนะ”

        ความจริงหลินลั่วหรานรู้สึกประหลาดใจมาก แต่เมื่อได้ฟังดูคำพูดของเป่าเจียเองก็มีเหตุผล ถ้าเธอจะต้องไปขายอัญมณีจริงๆ หากไม่มีความรู้เกี่ยวกับหยกที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ แบบนี้ คงจะไม่ได้

        “สี่ล้าน ก้อนนี้ฉันเอาแล้ว!”

        เพียงแค่เดินเข้ามาใกล้ เธอก็ได้พบกับผู้ชายร่างอวบคนหนึ่งกำลังขานราคา ท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความมั่นใจ สร้อยทองเส้นเกือบเท่านิ้วก้อยของผู้หญิงประกายกระทบแสงอยู่บนคอของเขา ทำเอาคนมองตาพร่ามัว

        ได้ยินก็เคยได้ยินมา แต่เมื่อเห็นว่ามีคนยอมจ่ายเงินกว่าสี่ล้านเพื่อก้อนหินที่ไม่รู้ว่าจะมีหยกอยู่ด้านในหรือไม่แบบนี้ ก็ทำให้หลินลั่วหรานรู้สึกเหมือนได้เปิดโลกกว้างของเธอ ชีวิตของชาวบ้านคนหนึ่งกับเรื่องแบบนี้ ช่างห่างกันไกลเสียจริง!

        “เสี่ยซุย แค่สี่ล้านยังจะกล้าพูดโอ่ ฉันให้สี่ล้านห้า!” บุคคลที่เปิดปากแย่งชิงกันกับบุรุษตัวอ้วนสวมสร้อยทองเส้นโต ก็คือหญิงวัยสี่สิบต้นๆ รูปร่างอวบอ้วน ผิวคล้ำ แต่กลับให้ราคากว่าสี่ล้านห้า

        เสี่ยซุยโมโหจนไขมันบนใบหน้าสั่นสะเทือน เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธ ทุกๆ คนต่างพากันแข็งทื่อ โดยไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ก่อนจะข่มฟันพูดออกมา : “สี่ล้านเจ็ด!”

        ผู้คนโดยรอบต่างพากันยิ้มออกมา แต่ไม่เปิดปากพูดอะไร รอให้ทั้งสองแข่งราคากันต่อไป

        สุดท้ายหญิงอวบผิวคล้ำ ไม่แม้แต่จะกระพริบตาก็เอ่ยราคาสูงอย่าง “ห้าล้าน” ออกมา และมันทำให้แม้แต่หัวหน้าขายหินแร่ที่ยืนอยู่ข้างรถบรรทุกยังต้องเผยรอยยิ้มออกมา

        ในที่สุดหลินลั่วหรานก็เริ่มมองออก ก่อนจะหันไปเห็นว่าเป่าเจียเองก็พยายามกลั้นยิ้มเอาไว้ จึงค่อยๆ เอ่ยถาม : “สองคนนี้เป็นใครเหรอ?”

        เป่าเจียส่งเสียงออกมาเบาๆ ก่อนจะกดเสียงลงต่ำ : “เป็นสามี-ภรรยากัน ทั้งสองครอบครัวทำธุรกิจหยกเหมือนกัน ทางฝั่งคุณนายซุยก็เหลือลูกสาวสืบทอดเพียงคนเดียว ทุกครั้งที่สองสามีภรรยามาที่นี่ เวลาโต้เถียงกันดูเหมือนงิ้วเลย ใครๆ ในวงการนี้ต่างก็รู้กันทั่ว……ถ้าหินก้อนไหนที่เสี่ยซุยอยากได้ คุณนายจะต้องมาแย่งทุกครั้ง”

        หลินลั่วหรานยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ ในโลกใบใหญ่นี้ ยังมีเรื่องแปลกๆ อีกมากสินะ

        เมื่อมองไปยังคู่สามี-ภรรยาที่ยังคงแข่งราคากันอยู่ ความคิดบางอย่างก็เข้ามาในหัว ในนิยายมักว่ากันว่าหยกมีพลังวิเศษ ถ้าตัวเราสามารถมองเห็นพลังของพืชต่างๆ ได้ แล้วถ้าเป็นหยกล่ะ?

        หัวใจของเธอเต้นระรัว เมื่อความคิดนี้โลดแล่นออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

        หลินลั่วหรานค่อยๆ พ่นลมหายใจออกมา ก่อนจะตั้งใจมองจดจ่อไปยังก้อนหินแร่ที่สองสามี-ภรรยากำลังแย่งชิงกันอยู่ในทันที…….

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม