0 Views

       หลินลั่วหรานจัดการเอาเสื้อผ้าที่สกปรกเหล่านั้นไปทิ้งที่รถขยะ ก่อนจะขึ้นรถเมล์อันเฉื่อยชาไปยังสถานที่ที่ตั้งใจไว้

        ในเมืองที่ชุกชุม ยิ่งบนรถเมล์ที่แออัดไปด้วยผู้คน อากาศก็ยิ่งสกปรกเข้าไปใหญ่ แต่เมื่อหลินลั่วหรานที่มีไข่มุกพิเศษ ก้าวขึ้นมาบนรถเมล์ เธอกลับไม่ได้รู้สึกถึงอากาศสกปรกเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แต่บรรยากาศรอบตัวกลับดูผิดแปลกไปเล็กน้อย ทำไมรอบตัวต่างเต็มไปด้วยสายตาวับวาวเหล่านั้นกันนะ?

        ภายในใจของเธอได้แต่นึกคำนวณธุรกิจของตัวเอง จนลืมไปเสียสนิทว่าตอนนี้รูปร่างภายนอกของเธอได้เปลี่ยนไปมาก แม้ว่าเสื้อผ้าที่ประดับอยู่บนตัว จะยังคงเป็นเสื้อผ้าราคาถูก แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ใบหน้าอ่อนโยนฉ่ำน้ำและดวงตาที่เปล่งประกายของเธอดูด้อยลงไปเลยสักนิด

        สวยงามแต่กลับดูยากจน แถมยังเป็นบนสถานที่อย่างบนรถเมล์แบบนี้อีก หากเป็นคนอื่นแล้ว  คงได้ตกเป็นเหยื่อของพวกโรคจิตอย่างแน่นอน แต่ตัวเธอนั้น มีทั้งไข่มุกอยู่บนตัว ร่างกายก็ถูกลมปราณชำระจนสิ้น เธอไม่ได้เป็นเพียงสาวสวยธรรมดาๆ มาตั้งแต่แรกแล้ว ทั้งที่ให้ความรู้สึกอ่อนโยน อบอุ่น แต่กลับมีบรรยากาศของความสูงส่งแฝงอยู่ จนทำให้ผู้คนต่างพากันไม่กล้าดูหมิ่น จนได้แต่พากันหลบตาเพียงเท่านั้น

        เมือง R เป็นเมืองหลวงของมณฑล S เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงเรื่องการพักผ่อน ในขณะเดียวกันก็เป็นเมืองใหญ่ที่มีจำนวนประชากรมากเมืองหนึ่ง ไม่ว่าถนนหนทางจะถูกปรับให้กว้างขึ้นเท่าไร ก็ยังคงไม่สามารถรองรับจำนวนของคนและรถที่มากมายนี้ได้หมด รถเมล์เคลื่อนตัวไปอย่างเชื่องช้า ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมง หลินลั่วหรานเปลี่ยนสายรถเมล์อีกสองครั้ง ก่อนจะมาถึงสถานที่ที่ตั้งใจไว้

        ประตูสีเขียว ร้านค้าขนาดสองห้องเล็กๆ ที่นี่คือบริษัทขายเมล็ดพันธุ์ที่ค่อนข้างใหญ่แห่งหนึ่งในเมือง R หลินลั่วหรานเคยมาซื้อเมล็ดพันธุ์ข้าวและพืชผักให้ที่บ้าน และคนในหมู่บ้านมาก่อนแล้ว ที่นี่ขายเมล็ดพันธ์ุในราคาสมเหตุสมผล คุณภาพก็นับได้ว่าดีทีเดียว เพราะแบบนั้นเธอจึงตั้งใจนั่งรถกว่าสองต่อเพื่อมาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่นี่โดยเฉพาะ

        เมล็ดพันธุ์พืช ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คนใช้กันในชีวิตประจำวัน ต้องเป็นช่วงฤดูกาลเพาะปลูกถึงจะขายดี  ส่วนในเวลาปกตินั้นคนน้อยจนน่าใจหาย

        เหมือนกับวันนี้ ภายในร้านนั้นไม่มีลูกค้าเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงหญิงสาวรูปร่างอวบในชุดเครื่องแบบที่กำลังแอบส่งข้อความอยู่ด้านหลังของเคาน์เตอร์เท่านั้น

        หลินลั่วหรานยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์ “อะแฮ่ม…” เสียงของเธอ เรียกให้พนักงานขายหันมาสนใจ

        พนักงานขายจัดการเก็บโทรศัพท์ของตัวเอง ใบหน้าของเธอประดับไปด้วยรอยยิ้มสำหรับต้อนรับลูกค้า ก่อนเธอจะต้องชะงักไปเมื่อเงยหน้าขึ้นมาพบกับหลินลั่วหราน

        หญิงสาวคนนี้สวยมากจริงๆ ผิวพรรณนวลเนียน มารยาทก็ดี อา… แล้วดูตัวเราเองสิ พนักงานขายถอนหายใจในใจ และไม่ทันได้รู้ตัวว่า ตัวเองนั้นเพียงแต่รู้สึกประหลาดใจเท่านั้น แต่กลับไม่ได้รู้สึกอิจฉาอย่างปกติ นี่เป็นเพราะกิริยาของหลินลั่วหรานนั่นเอง

        “คุณคนสวยอยากจะซื้อเมล็ดพันธุ์ใช่ไหมคะ? อยากให้แนะนำไหม?”

        เพียงเปิดปากคำว่า “คุณคนสวย” ก็ออกมาจากปากพนักงานขายสาว นี่ไม่ใช่การยกยอแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะผู้คนในเมือง R นั้นทำกันเป็นปกติ คนที่ทำงานลักษณะนี้ต่างปากหวานกันทั้งนั้น เพียงแค่เป็นผู้หญิงก็จะเรียก “คุณคนสวย” และถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะเรียกว่า “พี่ชายสุดหล่อ” ไปเสียหมด

        หลินลั่วหรานคิดวางแผนเอาไว้ตั้งแต่ก่อนจะมาเรียบร้อยแล้ว ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า : “ที่นี่มีเมล็ดมะเขือเทศน้อยขายไหมคะ?”

        “มะเขือเทศเชอรี่เหรอคะ?” พนักงานขายถามย้ำเธออีกครั้ง

        “เอ๋ ใช่ค่ะ!” เป่าเจียก็เคยบอกตั้งไม่รู้กี่ครั้งแล้ว ว่าให้เรียกว่า “มะเขือเทศเชอรี่” แต่หลินลั่วหรานไม่ว่าจะเปิดหรือปิดปากก็ยังคงเรียกว่ามะเขือเทศน้อยอยู่วันยังค่ำ…

        เมื่อเข้าใจแล้วว่าหลินลั่วหรานต้องการอะไร พนักงานขายก็หันตัวไปหาเมล็ดพันธุ์มะเขือเทศเชอรี่ถุงเล็กมาให้ ต้นปีนี้ขายเมล็ดพันธุ์ได้ไม่ดีเท่าไร บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์จึงทำให้กลายเป็นถุงเล็กๆ ออกมาขายแทนแล้ว

        “หนึ่งถุงนี่ จะใช้ได้ประมาณเท่าไรเหรอคะ?” แม้ว่าบ้านของหลินลั่วหรานจะอยู่ในชนบท และตอนเด็กๆ จะเคยช่วยงานอยู่บ่อยๆ แต่ส่วนมากช่วงนั้น ก็ใช้เวลาส่วนมากไปกับการเรียน ให้ช่วยเฉยๆ ก็คงพอได้ แต่นี่ต้องมาวางแผนหว่านเมล็ดตั้งแต่แรกเริ่ม เธอจึงไม่มั่นใจเท่าไร

        “ถึงจะดูน้อย แต่สามารถปลูกได้ถึง 300 ตารางเมตรเลยนะคะ” การอธิบายให้ลูกค้าฟังเอง ก็เป็นหน้าที่หนึ่งของพนักงานขายเช่นกัน พนักงานสาวจึงตอบกลับไปอย่างใจเย็น

        300 ตารางเมตร…ในหัวของหลินลั่วหรานนึกถึงขนาดของสถานที่ลึกลับนั่นขึ้นมา ก็คงจะแค่ราวๆ 300 ตารางเมตรนี่ล่ะ แต่ถ้าจะปลูกมะเขือเทศน้อยเสียหมด ก็คงไม่ต้องดูอย่างอื่นแล้ว แต่เพื่อที่จะปกปิดเอาไว้ หลินลั่วหรานจึงตัดสินใจซื้อเมล็ดจำพวกกะหล่ำปลี ผักกาดหอม ปวยเล้งมาด้วย เกือบสิบอย่าง

        เมื่อคิดเงินแล้ว ก็เพียงราวๆ 500 บาทเท่านั้น แน่นอน ว่าเป็นเพราะเธอซื้อมาน้อยนั่นเอง

        พนักงานขายจัดการนำเอาเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายแพ็กใส่ถุงให้เรียบร้อย ก่อนจะเห็นว่าสาวสวยตรงหน้ายังคงยืนลังเลอยู่หน้าเคาน์เตอร์ เธอจึงถามขึ้น : “ไม่ทราบว่าลูกค้ายังต้องการอะไรเพิ่มไหมคะ พวกเราเป็นบริษัทใหญ่ ถึงร้านจะเล็กไปหน่อย แต่เมล็ดพันธุ์นั้นมีครบครันเลยค่ะ”

        “ที่นี่มีเมล็ดโสมป่าไหมคะ?” หลินลั่วหรานแสดงกิริยาเกรงใจออกมา ภายในใจนั้นเต็มไปด้วยความคาดหวังกับคำตอบของพนักงานขาย

        ใช่แล้ว หลินลั่วหรานไม่ได้คิดจะปลูกผักพารวยมาตั้งแต่ต้น เธอไม่คิดว่าตัวเองจะมีประกายแสงแบบพวกตัวเอกหรอกนะ ปลูกผักจำนวนเยอะๆ แล้วเรื่องที่มาของผักล่ะ จะอธิบายอย่างไร นี่แหละ คือปัญหาใหญ่

        ลูกค้าด้อยประสบการณ์แบบนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เคยเจอ แต่เมื่อเห็นว่าหลินลั่วหรานนั้นทั้งสวยมาก และกิริยามารยาทก็ยังทำให้คนรู้สึกสบายใจ พนักงานขายจึงอธิบายให้เธอฟังพร้อมกับรอยยิ้ม : “ลูกค้าคะ โสมป่านั้นราคาแพงมาก แต่เมล็ดพันธุ์กลับไม่มีราคาเท่าที่ควร นอกจากจะทำการวิจัยแล้ว ใครจะไปเก็บมันล่ะคะ? แม้แต่คนที่อยู่ในป่า ปลูกเมล็ดพันธุ์โสมไป โสมนั่นก็ไม่นับเป็นโสมป่าอยู่ดี พวกเรามีเมล็ดพันธุ์โสมของ “ฉางโป” อยู่นะคะ ราคาอยู่ที่ครึ่งกิโลกรัมละ 1,800 บาทค่ะ ปลูกขึ้นมาแล้วได้คุณภาพแบบเดียวกับโสมภูเขาเลยค่ะ ลองพิจารณาดูสักหน่อยไหมคะ?”

        หลินลั่วหรานทำเรื่องน่าขันลงไปเสียแล้ว ไม่ต้องให้ใครบอกก็รู้ว่าตอนนี้ใบหน้าของเธอแดงมากแค่ไหน แต่เธอรู้ดีว่าราคาของโสมที่คนปลูกกับราคาของโสมป่านั้นต่างกันมาก หรือว่าครั้งนี้จะถอยก่อน แล้วค่อยว่ากันครั้งหน้าดี?

        “ขอดูเมล็ดหน่อยได้ไหมคะ? พอดีว่ามีคนฝากซื้อมา อยากจะดูคุณภาพก่อนค่ะ” หลินลั่วหรานตัดสินใจว่าจะดูคุณภาพของเมล็ดก่อน และไม่ได้พูดอะไรไปให้หมด

        พนักงานขายหาอยู่สักพัก ก่อนจะหาเมล็ดพันธุ์โสมขึ้นมาได้ ของแบบนี้ไม่ได้มีคนมาหาซื้อทุกวัน เป็นธรรมดาที่จะถูกจัดวางไว้ในที่ไกลๆ

        หลินลั่วหรานจับเมล็ดบางส่วนมาไว้ในมือ ก่อนจะมองไปที่เมล็ดเหล่านั้นอย่างจดจ่อ และก็ต้องผิดหวังขึ้นมา

        เมล็ดพันธุ์โสมเหล่านี้ ต่างมีกลุ่มหมอกสีเขียวอ่อนปะปนอยู่ แต่ก็เบาบางมาก หากไม่ตั้งใจมอง ก็คงจะมองข้ามไปได้ง่ายๆ ของที่ไม่มีคุณสมบัติพิเศษอะไร ต่อให้มาอยู่ในพื้นที่ลึกลับ หลินลั่วหรานก็ยังไม่กล้ารับประกันว่าจะสามารถปลูกโสมให้ออกมาเป็นโสมป่าเพื่อเอาไปขายได้

        เธอกวาดสายตาไปรอบๆ ก่อนจะโดนซองพลาสติกใสบนเคาน์เตอร์ดึงดูดสายตาของเธอไป

        มันเป็นซองพลาสติกแบบที่ด้านบนสามารถเปิดปิดได้ ด้านในมีเมล็ดพันธุ์อยู่นิดหน่อย แต่กลับมีหมอกสีเขียวหนาจนแทบจะทะลุออกมาด้านนอก และเมื่อเทียบกันกับเมล็ดพันธุ์ในมือของเธอแล้ว ภายนอกก็ไม่ค่อยต่างกันเท่าไร…หัวใจของหลินลั่วหรานเต้นรัว มีพลังออกมามากขนาดนั้น ต้องเป็นของดีแน่นอน!

        “นั่นเป็นเมล็ดพันธุ์โสมหรือเปล่าคะ?” หลินลั่วหรานชี้ไปยังถุงพลาสติกใบบนเคาน์เตอร์ แสร้งทำเป็นไม่ได้ตั้งใจ ก่อนจะถามขึ้น ด้วยสายตาของหลินลั่วหรานในตอนนี้ มองเพียงครู่เดียวก็รู้ได้ว่าด้านในมีเมล็ดอยู่ 7 เมล็ด

        พนักงานขายหันไปมอง ก่อนจะแสดงท่าทางไม่ค่อยได้ใส่ใจขึ้นมา : “นั่นก็เป็นเมล็ดพันธุ์ของฉางโปค่ะ น่าจะเป็นของทดลองที่มีลูกค้าขอ แต่ไม่ได้เอาไปนะคะ ถ้าคุณลูกค้าต้องการ จะเอาไปถามเพื่อนก่อนก็ได้นะคะ”

        พนักงานขายของบริษัทเมล็ดพันธุ์พืช ทุกๆ วันต่างต้องอยู่กับเมล็ดพันธุ์ โดยปกติก็ต้องสามารถแยกเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ได้อยู่แล้ว พนักงานขายเพียงแค่มองก็สามารถรู้ได้เลยว่านั่นก็เป็นเมล็ดของโสมเช่นกัน และก็ดูไม่ต่างจากของ “ฉางโป” เท่าไร

        การตัดสินใจของหลินลั่วหรานสำเร็จในทันที เธอพยายามข่มยิ้มเข้าไว้ ก่อนจะหยิบถุงที่เต็มไปด้วยเมล็ดพันธุ์พืช และซองพลาสติกใสใบเล็กที่บรรจุเมล็ดพันธุ์โสมเอาไว้ขึ้นมา ก่อนจะเดินออกมาจากเคาน์เตอร์

        ในระหว่างที่เธอกำลังเดินออกมาจากร้าน ก็เผลอไปชนเข้ากับผู้ชายร่างสูงคนหนึ่ง หลินลั่วหรานไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ชายร่างสูงกลับทนไม่ไหวจนต้องมองตาม ในใจได้แต่คิดว่า เมือง R สาวสวยเยอะจริงๆ ที่ถูกย้ายมาที่นี่ ก็คงไม่ได้แย่มากนักหรอก!

        เมื่อหลินลั่วหรานซื้อเมล็ดพันธุ์เสร็จเรียบร้อย เป็นครั้งแรกที่เธอเลือกจะขึ้นแท็กซี่กลับ แทนที่จะเป็นรถเมล์แสนแออัด ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งนาที ชายร่างสูงก็รีบตามออกมา แต่ในสายตากลับพบเพียงรถที่สัญจรไปมา หลินลั่วหรานจากไปโดยไม่เห็นแม้แต่เงา

        “หายไปเร็วจริงๆ โมโหจะตายอยู่แล้ว!” ชายร่างสูงยืนกระทืบเท้าอยู่หน้าร้าน ท่าทางกับส่วนสูงสวนทางกันโดยสิ้นเชิง ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสนและเศร้าสลด

        พนักงานขายร่างอวบรีบตามออกมา ทั้งใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เธอพูดออกมาตะกุกตะกัก : “ผู้จัดการคะ ฉัน…ฉันไม่รู้จริงๆ ว่านั่นเป็นเมล็ดโสมป่า…ฉัน…ฉัน…” ใบหน้ากลมๆ ของเธอแดงไปทั่วทั้งหน้า ผู้จัดการคนใหม่คนนี้ ทุกคนยังไม่ทันได้รู้จักอะไรมากนัก ตัวเองก็ดันทำเรื่องผิดพลาดครั้งใหญ่ขนาดนี้ลงไปเสียแล้ว ต้องทำยังไงถึงจะดีนะ?

        ร่างสูงเกือบจะกระอักเลือดออกมา!

        “เมล็ดพันธุ์โสมป่าอะไรกัน เมล็ดพวกนั้นเป็นเมล็ดของโสมภูเขาที่มีอายุอย่างน้อยก็ห้าร้อยปีเชียวนะ! บรรดานกแมลงต่างชอบจิกผลของโสมมาก เดิมทีเมล็ดพันธุ์โสมป่าก็ไม่ได้หาได้ง่ายๆ อยู่แล้ว อย่าได้พูดถึงเมล็ดของโสมที่มีอายุกว่าห้าร้อยปีเลย! อา… พูดกับเธอไปมันจะได้อะไร ยังไงก็หายไปแล้วอยู่ดี!”

        เพียงได้ฟัง ณ  ตอนนั้นพนักงานขายจะเอาเวลาที่ไหนไปคิดว่าเมล็ดโสมป่าก็สามารถปลูก “โสมป่า” ขึ้นมาได้ เธอได้แต่รู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น ความสำนึกผิดฉายออกมาผ่านสีหน้าของเธอ กลัวจนแทบจะร้องไห้ออกมา

        เมื่อร่างสูงเห็นตาแดงก่ำของอีกฝ่าย ก็ยิ่งกังวลมากขึ้น : “ช่างเถอะ มันเป็นความผิดของฉันตั้งแต่แรก ที่ว่าเธอไปก็ระบายอารมณ์ไปแล้ว กลับไปทำงานเถอะ…” เขาโบกมือปัดๆ ให้พนักงานขายสาวกลับไปทำงาน สีหน้าราวกับคนท้องผูกของร่างสูง ทำลายความหล่อเหลาบนใบหน้าของเขาไปจนหมดสิ้น

        “ไม่ควรที่จะไปตามถามเบอร์ของผู้หญิงคนนั้น…พระเจ้า หรือว่าโอกาสที่จะโดนลดขั้นมันจะเพิ่มขึ้นมาอีกแล้วเนี่ย ใครเอาเมล็ดโสมของฉันไปกันแน่เนี่ยยยยยยยยยยยยย!”

        เสียงคร่ำครวญของร่างสูง ทำเอานกกระจอกตัวหนึ่งที่เกาะอยู่บนสายไฟตกใจ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาต่างพากันเดินเลี่ยง และนั่นก็ยิ่งทำให้สีหน้าของร่างสูงดูแย่ขึ้นไปอีก (ดูอะไร?)

        ในขณะเดียวกัน หลินลั่วหรานที่กำลังนั่งอยู่บนรถแท็กซี่ จามออกมาโดยไม่รู้สาเหตุ ชาวบ้านมักพูดกันว่า หากจามออกมาโดยไม่มีสาเหตุนั่นเป็นเพราะกำลังมีคนพูดถึงเราอยู่ หลินลั่วหรานคิดแล้วคิดอีก ก็ไม่คิดว่าตัวเองจะมีความสัมพันธ์กับเรื่องอะไร หรือว่าพ่อกับแม่จะคิดถึงแล้วกันนะ?

        ผ่านช่วงนี้ไป คงจะต้องกลับไปเยี่ยมสักหน่อย เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินลั่วหรานก็นึกถึงเมล็ดพันธุ์ในถุงขึ้นมา ก่อนจะเผยรอยยิ้มจากความพอใจออกมา

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม