0 Views

        หลินลั่วหรานยกกระถางของต้นห่อสิ่วโอวขึ้นมาไว้ในมือ สิ่งนี้เป็นยาธรรมชาติที่ช่วยทำให้ผมดำขลับ มักจะมีอยู่มากตามบ้านไร่ต่างๆ กินแล้วช่วยให้ผมดำได้จริง มีฤทธิ์ยาเหมือนกับพวกโสมหรือเห็ดหลินจือนั่นแหละ แต่หลินลั่วหรานก็ไม่ได้รู้หรอก ว่าเป็นเพราะอะไร

        อาจจะเพราะอายุยังน้อย จึงมีผลแค่เป็นยาสลายเลือดคลั่งล่ะมั้ง

        ใบของห่อสิ่วโอวนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นสีเทา ทำให้หลินลั่วหรานรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไร ถ้าจะเอามันเข้าไปยังพื้นที่ลึกลับทั้งที่ยังสกปรกแบบนี้ เธอจึงคว้าเอาน้ำมารดล้างให้เสียหน่อย แต่ว่าสิ่งที่ทำให้หลินลั่วหรานได้แต่สงสัยก็คือ ไม่ว่าจะล้างเท่าไรหมอกสลัวๆ นั้นก็ยังคงติดอยู่เหมือนเดิม นี่มันสกปรกแค่ไหนกันเนี่ย?

        หลินลั่วหรานรู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง เธอจึงขยับกระถางให้เข้าไปทางระเบียงเล็กน้อย และตั้งใจจ้องพิจารณา ก่อนจะพบสิ่งประหลาดๆ บางอย่าง

        ที่จริงใบของห่อสิ่วโอวนั้นสะอาดแล้ว อย่างน้อยก็ “สะอาด” ในแบบปกติล่ะนะ แต่ที่หลินลั่วหรานรู้สึกว่ามันยังคงสกปรกอยู่นั่นเป็นเพราะว่า มีกลุ่มหมอกสีเทากลุ่มหนึ่งกำลังห้อมล้อมใบของห่อสิ่วโอวเอาไว้ และมันก็กำลังจะขยายไปทั่วต้นของมันด้วย แต่ไม่เพียงเท่านั้น ที่ใจกลางของเถายังมีกลุ่มหมอกสีเขียวอ่อนๆ กำลังยืดเข้ายืดออกอยู่ โดยเฉพาะบริเวณใกล้ๆ กับรากจะค่อนข้างหนาแน่นกว่าบริเวณอื่น ทุกครั้งที่กลุ่มหมอกสีเขียวยืดตัวออกไป กลุ่มหมอกสีเทาก็จะถอยกลับมา และเมื่อกลุ่มหมอกสีเขียวถอยกลับเข้ามา กลุ่มหมอกสีเทาก็จะกลับไปครอบคลุมพื้นที่อีกครั้ง กลุ่ม “หมอก” ต่างสีทั้งสอง ราวกับกำลังทำสงครามต่อสู้ที่ยืดเยื้อกันอยู่อย่างไรอย่างนั้น!

        และหากมองจากสถานการณ์ตอนนี้ กลุ่มหมอกสีเขียวดูท่าว่าจะสู้อะไรไม่ได้เลย…

        หลินลั่วหรานยังคงอยากจะมองพิจารณาดูต่อ แต่ดูเหมือนว่าดวงตาของเธอจะแห้งล้า จากการใช้งานที่ยาวนานมากเกินไป เธอหลับตาลง แต่หัวใจกลับเต้นแรงขึ้น

        สิ่งที่เธอเพิ่งจะพบเห็น มันคือพลังอะไร หรือว่าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของพืชผักกันนะ?

        หลินลั่วหรานสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะลืมตาขึ้น ดูเหมือนว่าสิ่งที่ผลไม้นั่นมอบให้เธอ จะไม่ใช่เพียงแต่รูปร่างลักษณะที่เปลี่ยนไป หรือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเธอแต่เพียงอย่างเดียวเสียแล้ว

        เมื่อเธอกลับไปมองที่ห่อสิ่วโอวอีกครั้ง ก็พบว่าหมอกสีเทาและสีเขียวนั้นได้หายไปจนหมด

        แต่เมื่อรวบรวมสมาธิ และตั้งใจมองไปอีกครั้ง กลุ่มหมอกทั้งสองก็ปรากฏขึ้นราวกับเวทมนตร์ หลินลั่วหรานสงบจิตใจ ก่อนจะทอดสายตาออกไปทางนอกหน้าต่าง

        ในพื้นที่เล็กๆ เก่าๆ นี้ก็มีข้อดีอยู่เหมือนกัน ต้นไม้ ดอกไม้ที่ปลูกเอาไว้เมื่อหลายปีก่อน ตอนนี้ต่างพากันโตขึ้นสูงใหญ่ ไม่ไกลจากหน้าต่างบ้านของหลินลั่วหรานมีต้นชบาต้นใหญ่อยู่ต้นหนึ่ง ช่วงนี้เป็นฤดูออกดอก ทำให้มีทั้งสีชมพูขาวและแดงอ่อนสลับกันอยู่ระหว่างใบ ทั้งดูสวยงามและมีชีวิตชีวา

        เมื่อมองดูอย่างละเอียดก็พบว่า ต้นชบาเองก็มีหมอกสีเทาและสีเขียวผลัดกันต่อสู้ขยับไปมาเหมือนกับต้นห่อสิ่วโอว เพียงสิ่งเดียวที่ต่างกันคือ จุดที่มีกลุ่มหมอกสีเขียวอยู่หนาแน่นที่สุดบนต้นชบาคือ บริเวณรอบๆ ดอก ไม่ใช่บริเวณรากแบบต้นห่อสิ่วโอว

        ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มหมอกควันสีเทาลอยที่ล่องลอยปะปนอยู่ภายในอากาศ ก็โดนผู้คนที่เดินสัญจรผ่านไปมาสูดดมเข้าไปทั้งทางจมูกและปาก

        หลินลั่วหรานตกใจ พร้อมกับก้มลงมองที่ตัวของตัวเองในทันที

        กลุ่มควันสีเทาเองก็ลอยอยู่รอบตัวของเธอในระยะราวๆ หนึ่งเมตร แต่เหมือนกับว่า มันถูกเวทมนตร์บางอย่างที่มองไม่เห็นทำให้มันกระจายหายไปก่อนจะถึงตัว

        เอ๋? ทำไมถึงมีแต่เราที่ไม่โดนกลุ่มควันเหล่านี้เกาะกุมกันนะ?

        ตัวเธอก็ไม่ได้มีอะไรที่ต่างออกไปจากสิ่งอื่น…นอกจากไข่มุกที่ข้อมือ!

        ไข่มุกลึกลับสงบนิ่งอยู่บนข้อมือของหลินลั่วหรานเปล่งแสงอ่อนๆ ที่ผู้คนทั่วไปไม่อาจสังเกตเห็นได้ออกมา และเมื่อมองดูดีๆ แล้ว ก็พบว่ารัศมีประกายของแสงนั้นกระจายออกมาเป็นบริเวณกว้างห่างจากตัวของเธอเป็นระยะหนึ่งเมตรพอดี ก่อนจะอ่อนลงจนไม่สามารถมองเห็นได้

        เห็นแบบนี้แล้ว รู้สึกเหมือนว่าได้รับรู้ถึงพลังของไข่มุกมากขึ้นเลย เฮอๆ

        ถ้าหากว่ากลุ่มหมอกสีเขียวนั่นคือพลังจากต้นไม้ แบบนั้นแล้วหมอกควันสีเทานั่นก็คงจะเป็นอากาศสกปรกบนโลกใบนี้สินะ? ผู้คนต่างพากันใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางอากาศสกปรกแบบนี้ทุกวัน ไม่แปลกเลยที่วิทยาการก้าวหน้าไปมากขึ้น แต่กลับเกิดโรคประหลาดขึ้นมากมาย ทั้งที่ไม่เคยพบเห็นในสมัยก่อน

        หากเป็นสมัยก่อนนั้น ในยุคที่ป่าไม้พืชพรรณปกคลุมไปทั่ว ไม่ว่าแห่งไหนก็คงเต็มไปด้วยกลุ่มหมอกสีเขียว กลุ่มควันสีเทาคงจะไม่มีอยู่ คิดแบบนั้นแล้ว ช่างดูเป็นยุคที่ผู้คนต่างพากันเฝ้ารอคอยเสียจริง

        หลินลั่วหรานเพ้อฝันอยู่สักพัก ก่อนจะนึกถึงจุดประสงค์หลักของตัวเองขึ้นมาได้

        เธอหยิบแก้วใสขึ้นมาจากโต๊ะ ในใจนึกภาวนาขึ้น ก่อนที่พื้นที่ลึกลับจะปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง

        ตอนที่ได้เข้ามาเมื่อวาน เธอเพียงรู้สึกว่าอากาศในที่แห่งนี้สดชื่นกว่าภายนอก แต่หลังจากที่ร่างกายของหลินลั่วหรานถูกปรับให้อ่อนไหวต่อพลังธรรมชาติมากขึ้น ตอนนี้เพียงแค่ก้าวเท้าเข้ามา เธอก็รู้สึกสบายตัวจนราวกับจะล่องลอยไป

        ตอนนี้พื้นที่ลึกลับแห่งนี้ ช่างต่างไปจากเมื่อวานที่เธอมาเหลือเกิน

        ด้านบนของต้นหญ้าเขียวขจีที่หลินลั่วหรานเห็นเมื่อคืนวานนั้น ถูกปกคลุมไปด้วยกลุ่มหมอกสีเขียวที่ดูหนาแน่นยิ่งกว่าต้นชบาต้นโตด้านนอกเสียอีก บนต้นไม้ต้นน้อยที่เธอเก็บผลของมันมาตั้งแต่เมื่อวานเอง ก็มีกลุ่มหมอกสีเขียวปกคลุมอยู่ทั่ว

        ส่วนในบริเวณสระน้ำแร่ ก็มีกลุ่มหมอกสีฟ้าใสล่องลอยอยู่เช่นกัน

        และที่สำคัญไปกว่านั้นก็คือ ในพื้นที่ลึกลับแห่งนี้ ไม่มีกลุ่มหมอกควันสีเทาเลยแม้แต่น้อย

        ต้นไม้ต่างๆ ล้วนแต่เป็นสีเขียว ต่างกันเพียงความเข้มอ่อน ส่วนสระน้ำแร่นั้นก็เป็นหมอกสีฟ้า หรือว่านี่จะเป็นลักษณะที่ต่างกันของสรรพสิ่งบนโลกกันนะ?

        ใช่แล้ว ถ้าจำแนกตามธาตุทั้งห้า พืชต่างๆ ก็เป็นธาตุไม้ น้ำแร่ก็เป็นธาตุน้ำ นี่มันก็ตั้งสองชนิดแล้วนี่นา

        ในใจของหลินลั่วหรานเข้าใจแจ่มแจ้งขึ้นมา เธอใช้แก้วน้ำตักน้ำแร่จากสระน้ำขึ้นมา ในขณะที่เธอกำลังจะเดินออกไป ก็เหลือบไปเห็นเจ้าต้นไม้ต้นน้อยที่อยู่ข้างสระ ผลไม้ที่เธอเก็บมาเมื่อวานนั้น ที่จริงแล้วคงเป็นผลจากการพยายามอย่างหนักของเจ้าต้นไม้น้อยนี่สินะ หลินลั่วหรานยื่นมือออกไปเทน้ำกว่าครึ่งแก้วรดลงบนบริเวณรากของต้นไม้ต้นน้อย

        น้ำแร่ซึมผ่านเข้าไปในผืนดินภายในเวลาสั้นๆ ต้นไม้น้อยดื่มด่ำ “น้ำแร่” อย่างมีความสุข กลุ่มหมอกสีเขียวบริเวณส่วนใบเปลี่ยนเป็นสีเข้ม ก่อนที่ทั่วทั้งต้นจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวจนน่าพอใจ

        เมื่อเห็นดังนั้น หลินลั่วหรานก็รู้สึกพอใจขึ้นมา ก่อนจะตักน้ำแล้วออกมาจากพื้นที่ลึกลับ

        ห่อสิ่วโอวบนพื้นรู้สึกไม่พอใจท่าทางชักช้าของเจ้านายตัวเองเท่าไรนัก หลินลั่วหรานค่อยๆ เทน้ำลงไปยังกระถางอย่างระมัดระวัง

        ในระหว่างที่น้ำแร่ค่อยๆ ไหลซึมลงไป กลุ่มหมอกสีเขียวบริเวณเถาของห่อสิ่วโอวค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเข้มขึ้น หมอกควันสีเทาหยุดชะงักการรุกล้ำไปชั่วขณะ ก่อนจะถอยไปอย่างช่วยไม่ได้

          หลินลั่วหรานมั่นใจมากว่าตัวเองไม่ได้ตาฝาดไปเองอย่างแน่นอน ต้นห่อสิ่วโอวที่เกือบจะตายเมื่อก่อนหน้านี้ หลังจาก “ดื่ม” น้ำแร่ไปกว่าครึ่งแก้วแล้ว ก็แข็งแรงขึ้นด้วยความเร็วที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

        ไม่น่าจะคิดไปเองใช่ไหม แต่เธอกลับรู้สึกเหมือนว่ามันจะโตขึ้นมานิดหน่อย รากที่โผล่ขึ้นมาจากดินเองก็ใหญ่ขึ้นด้วยหรือเปล่านะ?

        หลินลั่วหรานขยี้ตาของตัวเอง ไม่เพียงแต่ไม่ใช่ภาพหลอน แต่ภายในเวลาสั้นๆ นั้น เจ้าต้นห่อสิ่วโอวก็โตขึ้นมาอีกแล้ว!

        พระเจ้า! น้ำแร่นี่ ให้ผลดีกว่าปุ๋ยเร่งไหนๆ เสียอีก!

        หลินลั่วหรานดีใจขึ้นมายกใหญ่ เมื่อมองไปยังต้นห่อสิ่วโอวก็รู้สึกราวกับเห็นธนบัตรมากมายกำลังวิ่งตรงเข้ามาหา เธอพยายามสงบสติอารมณ์ของตัวเองเอาไว้ แต่ไม่ว่าจะตาหรือคิ้วต่างก็พากันเผยรอยยิ้มออกมาอย่างห้ามไม่อยู่

        หลินลั่วหรานอยากจะลองทดสอบความสามารถของตัวเองเสียหน่อย เธอจึงวางมือลงบนกระถางต้นไม้ พร้อมกับนึกภาวนาขึ้นในใจ ก่อนที่เธอจะเข้ามาในพื้นที่ลึกลับนี้พร้อมกับกระถางต้นไม้นั้นด้วย

        กระถางต้นไม้ที่เลอะเทอะสกปรก ช่างไม่เข้ากันกับพื้นที่แสนสะอาดสะอ้านแห่งนี้เอาเสียเลย แต่หลินลั่วหรานก็ไม่ได้คิดอะไรมากมายนัก

        เธอค่อยๆ นำเอาต้นห่อสิ่วโอวขึ้นมาจากกระถาง หัวของห่อสิ่วโอวในมือของเธอในตอนนี้ใหญ่กว่าตอนที่เธอเอากลับมากว่าสามเท่า นี่ต่างเป็นผลมาจากน้ำแร่ในเวลาสั้นๆ เท่านั้นเอง ในระหว่างที่เธอกำลังจะเตรียมนำต้นห่อสิ่วโอวปลูกลงในผืนดิน ก็ได้พบว่า นอกจากบริเวณกระท่อมเล็กๆ และบริเวณรอบสระน้ำที่เธอไม่สามารถเข้าไปได้ พื้นที่ทั่วทั้งบริเวณนั้นต่างถูกปกคลุมไปด้วยต้นหญ้าที่มีความสูงกว่าสามฟุต และไม่ได้มีพืชพรรณใดๆ อยู่เลย

        หลินลั่วหรานทอดสายตาไปยังพื้นที่รอบๆ ก่อนจะพบว่างานของเธอนั้นไม่ได้สบายเหมือนอย่างคิด การจัดการกับสิ่งเหล่านี้เอง ก็เป็นปัญหาอย่างหนึ่งเหมือนกัน

        …….

        เธอถือเสียมอันเล็กๆ เอาไว้ในมือ แน่นอนว่ามันไม่ใช่เสียบสำหรับการปลูกต้นไม้โดยเฉพาะ ตะหลิวที่ปกติหลินลั่วหรานมักจะใช้ผัดข้าว บัดนี้กลับได้รับงานใหญ่เลยทีเดียว

        ต้นหญ้าสีเขียวขจีค่อยๆ โดนดึงออกไปทีละต้น จนตอนนี้บริเวณใกล้ๆ สระน้ำ ในระยะ 1 ตารางเมตรได้ถูกหลินลั่วหรานจัดการให้เป็นไร่สำหรับปลูกพืชไปอย่างเรียบร้อยแล้ว บริเวณโดยรอบถูกกั้นด้วยก้อนหินเล็กๆ ที่หลินลั่วหรานไปเก็บมาจากด้านล่างของตึก

        ต้นห่อสิ่วโอวถูกปลูกเอาไว้ที่บริเวณใจกลาง และเธอยังปักไม้ไผ่ลำเล็กเอาไว้ให้มันได้ใช้เกาะเกี่ยวอีกด้วย เหล่ากลุ่มหมอกสีเทาที่เคยล้อมรอบอยู่บริเวณรอบใบก็ถูกชำระจนสะอาดหมดจด ตอนนี้จึงเหลือเพียงหมอกสีเขียวอ่อนๆ บริเวณรากและเถาของต้นห่อสิ่วโอวเท่านั้น

        ไม่ใช่ว่าเธอไม่ถนัดงานด้านนี้ แต่ด้วยความกว้างของพื้นที่แห่งนี้ และเหล่าวัชพืชที่มากมาย มันรับมือยากเกินไป แต่มันก็ทำให้ได้รู้ชัดว่าผืนดินแห่งนี้เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ รากของเหล่าต้นหญ้าเติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ ยึดเกาะติดกับผืนดินไว้อย่างแน่นหนา และไม่ยอมหลุดออกมาง่ายๆ เลย

        หลินลั่วหรานสูญเสียแรงไปมาก กว่าจะจัดการกับผืนไร่ในสถานการณ์ที่มีเพียงเหล่าเครื่องมือจำเป็นทั้งหลายได้ ก่อนจะจัดการปลูกเหล่าห่อสิ่วโอวที่เต็มไปด้วยความหวังของเธอลงไป

        เมื่อนึกถึงผลจากการทำงานหนักของตัวเองแล้ว ใบหน้าของหลิวลั่วหรานก็ปรากฏรอยยิ้มออกมาอย่างพึงพอใจ

        ก่อนที่เธอจะคิดถึงเตียงที่ตัวเองยังไม่ได้เก็บขึ้นมาได้ เธอหยุดการยืนยิ้มโง่ๆ ของตัวเองลง ก่อนจะออกมาจากพื้นที่ลึกลับทันที

        นาฬิกาบอกเวลา บ่ายสองโมง ตอนนี้น่าจะยังทันอยู่ใช่ไหมนะ? เมื่อคิดได้ดังนั้น หลินลั่วหรานก็รีบพุ่งตัวไปจัดการเอาที่นอนและผ้าห่มเน่าๆ รวมทั้งเสื้อผ้าที่สกปรกเลอะเทอะยัดใส่ถุงรวมกัน ก่อนจะเตรียมตัวเอาออกไปทิ้ง

        ทั้งเหม็นทั้งเน่าแบบนี้ ต่อให้ซักจนสะอาดแล้ว หลินลั่วหรานก็ไม่อยากจะใส่มันอีกต่อไปแล้วล่ะ!

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม