0 Views

        คนที่โทรเข้ามาคือเพื่อนบ้านคนสนิทของหลินลั่วหราน อย่างน้าลี่เอ้อร์ เธอโทรมาบอกด้วยความหวังดี แต่คำพูดของเธอเพียงประโยคเดียวก็ทำเอาหลินลั่วหรานตกใจจนเกือบตาย

        “น้าลี่เอ้อร์ ค่อยๆ พูดนะ พ่อกับแม่เป็นอะไรคะ? พ่อความดันขึ้น หรือแม่ป่วยเป็นอะไร……” สิ่งแรกที่หลินลั่วหรานนึกขึ้นมาได้ก็คือ พ่อกับแม่ต้องเจ็บป่วยขึ้นมากะทันหันเป็นแน่ เพราะสิ่งเหล่านี้คือเรื่องที่ใหญ่ที่สุดสำหรับเธอ

        เมื่อปลายสายถูกตอบกลับด้วยการถามกลับอย่างไม่มีที่มาที่ไปของหลินลั่วหราน ก็ได้แต่ถอนหายใจก่อนจะตอบกลับ : “พูดอะไรไม่รู้เรื่องนะเด็กคนนี้ พ่อแม่ยังสุขภาพดีอยู่ไม่ได้เป็นอะไร ไม่ได้ป่วยอะไรเลย!”

        หลังจากความกังวลหายไป หลินลั่วหรานจึงตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงปนโมโหเล็กๆ : “น้าลี่เอ้อร์ น้าทำหนูตกใจเกือบตาย ถ้าพ่อแม่ยังสบายดีอยู่ ไม่มีเรื่องใหญ่อะไรแล้ว ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ พูดก็ได้น่า!”

        “ไอย๋า เด็กคนนี้นี่จริงๆ เลย ก็แม่ของลี่อันผิงน่ะสิ มายืนด่าอยู่หน้าบ้านอยู่ครึ่งวันแล้วเนี่ย ไหนลองบอกหน่อยสิ ว่าแบบนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ไหม…….” แม้ว่าน้าลี่เอ้อร์จะเป็นชาวไร่คนบ้านนอก แต่ก็พูดเสียงดังฟังชัด และลื่นไหลรวดเร็ว ใช้คำพูดเพียงไม่กี่ประโยคก็สามารถอธิบายเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้หลินลั่วหรานฟังคร่าวๆ ได้หมด

        เธอไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ ไม่รู้ว่าเรื่องราวนั้นเป็นมาอย่างไร แต่ฟังจากคำอธิบายของเธอแล้ว ริมฝีปากของหลินลั่วหรานก็สั่นสะท้านขึ้นมา เช่นเดียวกับการหายใจหอบหนักที่ทำให้หน้าอกของเธอขยับขึ้นลงถี่รัว—นั่นเป็นเพราะในใจของเธอเต็มไปด้วยอารมณ์โมโหนั่นเอง!

        น้าลี่เอ้อร์ยังคงเติมประโยคต่อท้าย : “เสี่ยวหราน เธอยังบอกอีกนะ ว่าพรุ่งนี้จะมาใหม่ จะมาดูหน่อยไหม?”

        หลินลั่วหรานใช้พยายามอย่างมากในการควบคุมอารมณ์ของตนเองเอาไว้ เธอคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะพูดออกไป : “น้าลี่เอ้อร์ เดี๋ยวหนูจะรีบกลับไปจัดการ น้าคิดว่าไง อย่าเพิ่งบอกพ่อกับแม่ว่าหนูจะกลับไปนะ จะได้ไม่ต้องกังวล เดี๋ยวรอหนูกลับไปแล้วค่อยว่ากัน”

        “อย่างนี้ก็ดี อย่างนี้ก็ดี” เห็นแบบนี้ น้าลี่เอ้อร์จึงเป็นฝ่ายตัดสายไปก่อน

        หลังจากวางสาย สิ่งแรกที่หลินลั่วหรานคิดจะทำก็คือการโทรหาเพื่อนสนิทอย่างเป่าเจีย แต่เมื่อคิดดูแล้ว เธอก็ตัดสินใจจะไม่โทรรบกวนเพื่อนรักของเธอ วันนี้เป่าเจียไปเดินช็อปปิ้งกับเธอมาทั้งวันแล้ว คงจะเหนื่อยมาก ถ้ายังไปลากเธอให้นั่งรถข้ามคืนกลับไปด้วย แบบนั้นคงไร้เหตุผลเกินไป!

        อีกอย่าง ถ้าวันหนึ่งไม่มีเป่าเจียอยู่ข้างกายแล้วจะทำอย่างไร? เรื่องบางเรื่องก็ควรจะไปเผชิญ ไปจัดการด้วยตัวเอง!

        ไม่มีเวลามาเปลี่ยนกลอนประตูแล้ว หลินลั่วหรานจัดการเอาของที่ซื้อมาในวันนี้เข้าไปเก็บไว้ในพื้นที่ลึกลับ ก่อนจะคว้ากุญแจและใส่รองเท้าลงจากตึกไป

        เธอกังวลว่าหากไปถึงแล้วมีเหตุฉุกเฉินอะไรขึ้นมา จะหาที่เบิกเงินที่บ้านเกิดคงเป็นไปได้ยาก เธอจึงแวะไปกดเงินสดออกมาติดตัวเอาไว้ พร้อมกับเติมน้ำมันให้เต็มถัง เธอไม่มีอารมณ์ไปนั่งเลือกของฝากอะไรทั้งนั้น เธอตั้งระบบนำทางให้เรียบร้อย ก่อนจะเริ่มออกเดินทางกลับบ้านในทันที

        เธอเพิ่มความเร็วขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเธอจะผ่านการชำระไขกระดูกจนถูกปรับเพิ่มความสามารถมามากแล้ว แต่การเดินทางผ่านลมแรงบนทางด่วนก็ยังคงดูอันตรายอยู่ดี เมื่อเห็นนาฬิกาแสดงเวลาหกโมงครึ่ง เธอคิดว่าคงจะเดินทางไปถึงบ้านเกิดได้ในหนึ่งชั่วโมง

        บ้านเกิดของหลินลั่วหรานนั้น ในหนึ่งปี 365 วัน อย่างน้อย 200 วันในนั้นจะต้องมีฝนตก เพราะแบบนั้นอากาศจึงชุ่มชื้นอยู่เสมอ ไม่ว่าช่วงเวลาไหนก็ตาม

        นี่เป็นเมืองเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยสายฝนโปรยปรายอย่างในภาพฝันของผู้คนภายนอก แต่บ้านเกิดของหลินลั่วหรานนั้น ยังต้องผ่านไปอีกกว่าสิบกิโลเมตร ที่สำคัญช่วงถนนช่วงสุดท้ายก่อนจะถึง ยังเต็มไปด้วยก้อนกรวดและดินโคลน ยิ่งถ้าเจอสภาพอากาศแบบในตอนนี้ ล้อรถมีหวังจมอยู่ในช่องถนนเป็นแน่

        เมื่อนึกถึงเส้นทางที่เหลือ หลินลั่วหรานจึงคาดว่าคงฟ้ามืดก่อนจะถึงบ้านแน่ เธอจึงไม่รีบร้อนอะไรมากนัก อย่างไรถนนนอกเมืองก็ขับขี่ลำบากอยู่แล้ว จะมาเกิดอุบัติเหตุเพราะความรีบร้อนแบบนั้น หลินลั่วหรานจะไม่ทำมันเด็ดขาด

        ตอนนี้จิตใจของเธอเริ่มสงบลงแล้ว แม่ของลี่อันผิงพูดไว้ว่าพรุ่งนี้เธอจะมาอีก จะรีบกลับไปตอนนี้ก็คงจะไม่มีประโยชน์อะไร ตัวเองก็ไม่ได้กลับไปบ้านนานแล้ว แถมยังต้องไปขอบคุณน้าลี่เอ้อร์ที่อุตส่าห์มาบอกข่าวอีก หลินลั่วหรานถึงหยุดรถลงหน้าซุปเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่ง เพื่อไปเลือกซื้อเหล้ายาและอาหารเสริมชั้นดี ก่อนจะเริ่มออกตัวขับรถมุ่งสู่บ้านเกิดอีกครั้ง

        ความจริงแล้ว ถ้าจะให้พูดถึงประโยชน์แล้วละก็ พวกอาหารเสริมเหล่านี้ยังสู้พืชผักจากพื้นที่ลึกลับของเธอไม่ได้ด้วยซ้ำ! แต่สิ่งที่บ้านเกิดของเธอมีไม่ขาดก็คือพืชผักนี่แหละ เพราะแบบนั้นเอาไปฝากใคร ก็ไม่มีใครมองออกถึงความแตกต่าง แถมยังดูไม่ค่อยดีอีกด้วย

        เมื่อหลินลั่วหรานเข้ามาในตัวหมู่บ้าน ก็พบกับผู้หญิงปากสว่างที่มีชื่อเสียง อย่างไรก็ควรจะทักทายเธอสักหน่อย แล้วหลังจากนั้นข่าวที่ว่าเธอเป็น “เศรษฐีใหม่” ก็คงจะกระจายไปทั่วทั้งหมู่บ้าน แต่ถ้าหากไม่สนใจเธอล่ะก็ ด้านหน้าคำว่าเศรษฐีใหม่ก็คงจะถูกเติมด้วยคำว่า “ก้าวร้าว”

        “พี่ปา เก็บหัวหอมเหรอคะ?” หลินลั่วหรานลดกระจกรถลง ยิ้มทักทายหญิงสาวที่ชื่อว่าลี่ปา

        ในมือของลี่ปาถือหัวหอมอยู่กอหนึ่ง กำลังตั้งใจจะเอาไปต้มอะไรกินสักหน่อย เมื่อเห็นรถคันหรูค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามา ในระหว่างที่กำลังคิดว่าเป็นรถของญาติที่มีเงินของใครกัน กระจกรถกลับถูดลดลง เผยให้เห็นใบหน้าที่เปลี่ยนไปมากของหลินลั่วหราน

        ท้องฟ้าก็มืด อีกทั้งหลินลั่วหรานก็เปลี่ยนไปมาก หากไม่ได้ยินเสียง เธอคงไม่รู้ว่าเป็นหลินลั่วหราน

        ลี่ปาเบิกตาโตขึ้น ริมฝีปากของเธอสั่นสะท้าน : “นี่สาวน้อยตระกูลหลินใช่ไหมเนี่ย โอ้โห รวยขึ้นเป็นกอง ยังอุตส่าห์จำพี่คนนี้ได้ ไม่เหมือนคนอื่น ไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เอาเสียเลย……”

        หลินลั่วหรานรู้ดีว่าเมื่อได้เปิดปากพูดแล้ว เธอก็ไม่หยุด จึงได้ส่งรอยยิ้มไปขัดบทสนทนาเอาไว้ : “เอาไว้จะไปเยี่ยมที่บ้านนะ ฟ้ามืดแล้ว วันนี้หนูขอกลับบ้านก่อนนะคะ!”

        ลี่ปาจะพูดอะไรได้ เธอทำได้เพียงโบกมือให้หลินลั่วหรานที่ขับรถห่างออกไป

        ทันที่ท้ายรถของหลินลั่วหรานลับตาไป ลี่ปาก็ถ่มน้ำลายลงที่พื้น : “ที่แท้ก็เป็นอย่างที่แม่ของอันผิงบอก ยัยเด็กโง่นั่นรวยขึ้นเยอะ แล้วดูฉันสิ ทำอะไรอยู่เนี่ย!”

        ดวงตาของลี่ปาแดงขึ้นมาด้วยอารมณ์โมโห ก่อนจะหอบเอาหัวหอมกอนั้นตรงไปยังบ้านของลี่อันผิง

        ในระหว่างที่หลินลั่วหรานมาถึงบ้าน พ่อกับแม่ของเธอกับอยู่ในระหว่างผัดข้าว เมื่อได้ยินเสียงรถที่ดังมาจากนอกบ้าน ก็รีบเดินออกมาดูด้วยความสงสัย

        แปลกจัง ทำไมรถนี่ถึงมาจอดอยู่ที่บ้านได้ล่ะ? พ่อและแม่ของหลินลั่วหรานเป็นเพียงชาวบ้านซื่อๆ เท่านั้น พวกเขาได้แต่คิดว่าคงเป็นใครสักคนที่ผ่านมา

        หลินลั่วหรานก้าวขาลงจากรถ ก่อนจะตะโกนเรียก : “พ่อ แม่ หนูกลับมาแล้ว!”

        พ่อกับแม่ของหลินลั่วหรานได้ยินดังนั้น ถึงได้มีปฏิกิริยาตอบรับกลับมา รถหรูที่จอดอยู่ตรงหน้า หญิงสาวสวมคาดิแกนด์ขนแกะที่ดูเปลี่ยนไปมากตรงหน้านี้ คือลูกสาวที่ไม่ได้กลับบ้านมาหลายเดือนอย่างน้อยเหรอ?

        บนโลกนี้ ไม่มีพ่อแม่คนไหนไม่รอการกลับมาของลูก พ่อของหลินลั่วหรานพูดไม่เก่งนัก เขาดีใจจนไม่รู้จะพูดอะไร จนแม่ของหลินลั่วหรานต้องสะกิดเตือนเขาเบาๆ ถึงได้ขยับเข้าไปช่วยลูกสาวขนของลงจากรถ

        ภายในแสงไฟใต้ชายคาบ้าน พ่อของหลินลั่วหรานมองเหล้ายาในมือของตัวเอง ต่างก็เป็นของดีทั้งนั้น ในหมู่บ้านมีเพียงไม่กี่คนหรอกนะ ที่จะมีเงินพอที่จะได้ใช้! ลูกสาวตระกูลหลินของเรานี่ช่างเป็นเด็กดีจริงๆ พ่อของหลินลั่วหรานหัวเราะออกมาอย่างมีความสุข

        แต่แม่ของหลินลั่วหรานนั้นกลับมองลึกลงไปมากกว่านั้น ข้าวของพวกนี้มองดูไม่ใช่ของถูกๆ เป็นแน่ แถมลูกสาวยังซื้อมามากขนาดนี้ แล้วยังขับรถกลับมาอีกด้วย เธอไปเอาเงินมากจากไหนมากมาย?

        หรือว่าจะเป็นอย่างที่แม่ของอันผิงบอก?

        ภายในจิตใจของแม่ของหลินลั่วหราน สั่นสะท้านราวกับกระป๋องน้ำในบ่อ เมื่อมองไปยังพ่อของหลินลั่วหรานที่มัวแต่ขนของเข้าห้องโดยไม่คิดอะไร จึงดึงหลินลั่วหรานเข้ามาถามอย่างห้ามเอาไว้ไม่ได้ :

        “เสี่ยวหราน ลูกต้องบอกแม่มาตามตรงนะ ไปเอารถคันนี้มาจากไหน? แล้วทำไมถึงมีเงินซื้อของมามากมายขนาดนี้? แม่รู้นะ ว่าในเดือนหนึ่งลูกได้เงินแค่…….”

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม