0 Views

        “ปู่ ปล่อยผมไปเถอะ ยังไงของเล่นชิ้นนั้นมันก็หายไปแล้ว หาไม่เจอแล้วจริงๆ……” ชายร่างสูงหรือคนที่มีชื่อเรียกว่ามู่เทียนหนาน ผู้จัดการใหม่สาขาแยกของบริษัทเมล็ดพันธุ์ “อี้เฟิง” กำลังก้มหัวให้กับปลายสาย ราวกับว่าคนปลายสายนั้นจะสามารถมองเห็นท่าทางของเขาได้

        เขายืนโทรศัพท์อยู่ที่หน้าประตู ภาพของเขาที่กำลังก้มหัวให้กับปลายสายปรากฏอยู่ในดวงตาของพนักงานขายร่างอวบที่เป็นคนทำเมล็ดโสมหายไป ทำให้เธอยิ่งรู้สึกวิตกกังวลขึ้นมา

        อา ผู้จัดการมู่เป็นคนดีจริงๆ เลย ต้องมารับผิดแทนพนักงานอย่างตัวเอง พนักงานขายร่างอวบทั้งกลัวว่าจะโดนบริษัทไต่สวนหาความรับผิดชอบ ทั้งทนไม่ไหวจนเผลอส่งสายตาแดงระเรื่อไปให้มู่เทียนหนานที่กำลังถือสายโทรศัพท์ ในใจของเธอก็ได้แต่คิด—ผู้จัดการมู่หน้าตาก็ดี จิตใจก็งดงาม เป็นคนที่ดีจริงๆ นะ……

        มู่เทียนหนานไม่ได้รู้ตัวเลยว่า ถูกคิดว่าเป็น “คนดี” ไปแล้ว เขาจะเอาจิตใจที่ไหนไปนึกถึงความคิดของพนักงานขายร่างอวบคนนั้นกัน ในเมื่อตอนนี้เขากำลังโดน “คนแก่” ปลายสายกดดันเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ

        “ไม่มีจริงๆ จะฆ่าผมให้ตายยังไงก็ไม่มี!” มู่เทียนหนานสูญเสียความอดทน เมื่อคิดขึ้นมาได้ว่า “ช่วงเวลาที่ต้องโดนกักขัง” ของตัวเอง จะต้องยืดยาวออกไปมากขึ้น เพราะเหตุผลนี้

        “เด็กโง่ ไม่เห็นหัวผู้หลักผู้ใหญ่นัก เดี๋ยวจะเรียกให้พ่อแกมาจัดการ!” เสียงที่เต็มไปด้วยความโมโหดังออกมาจากเครื่องโทรศัพท์ ทำเอาหูของคนที่รับฟังถึงกับสั่นสะเทือน มู่เทียนหนานหันหน้าหนี ใจจริงอยากจะปาโทรศัพท์ในมือของตัวเองทิ้งไปให้รู้แล้วรู้รอด แต่แค่นึกถึงพ่อของตัวเองขึ้นมา ความกล้าที่มีก็มลายหายไปจนหมดสิ้น

        ล้อเล่นอะไรกัน ถ้าคิดว่าปู่เป็นคนโมโหร้ายแล้ว แบบนั้นพ่อของเขา คงเป็นระดับโหดเหี้ยมก็ว่าได้……เพราะนิสัยเผด็จการแบบนี้ ถึงได้จัดการลากตัวเขากลับมาจากนิวยอร์ก สถานที่ที่เต็มไปด้วยความสงบและความสุขของเขา แถมยังส่งมาที่เมือง R อะไรนี่อีก สาวสวยผมทองที่รัก ผมคิดถึงพวกคุณจะตายอยู่แล้ว!

        จิตใจของมู่เทียนหนานได้แต่ร้องครวญคราง ในขณะที่ปากของเขายังคงพร่ำพ่นคำสวยงามออกมา : “คุณปู่ ช่วยให้เวลาผมอีกสักหน่อยเถอะนะครับ ผมหามันมาได้ครั้งหนึ่ง แน่นอนว่าต้องมีครั้งที่สอง ปู่ต้องเชื่อใจผมนะ แล้วไปคุยกับพ่อให้หน่อยนะ นะ”

        “อา……” เสียงถอนหายใจดังออกมาจากปลายสาย “ไม่ต้องมาหลอกฉันเลยนะ โสมป่าอายุกี่ร้อยปีนั่น แม้แต่จะใช้คนในตระกูลเราเข้าไปหาในป่าลึกเท่าไร ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะโชคดีได้เจอกิ่งที่มีเมล็ดติดมาด้วยเหมือนครั้งก่อนหรือเปล่า”

        เมื่อมู่เทียนหนานรับรู้ได้ถึงความหดหู่ในเสียงของปู่ ก็ได้แต่โทษความสะเพร่าไม่ระวังของตัวเอง ก่อนจะพูดออกไป : “ใช้ก้านโสมอันนั้นไม่ได้เหรอ? โดยปกติแล้วฤทธิ์ยาของตัวโสมมันแรงกว่าเมล็ดนี่นา……” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ ไม่รู้ว่ามันต้องเก็บเป็นความลับอะไรหรือเปล่า จึงต้องกดเสียงให้เบาลง ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องทำงานของตัวเองที่ชั้นสอง

        “ทุกสิ่งบนโลกต่างมีพลังในตัวเอง พลังของโสมหากใช้กับคนธรรมดาแล้ว ก็นับว่ายังพอรับได้ แต่ถ้าหากเป็นคุณปู่กัวของแกแล้ว มันคงรุนแรงเกินไป……แกควรจะรู้ไว้นะ สุขภาพไม่ดี จะรับอะไรหนักๆ เข้าไปอีกย่อมเป็นไปไม่ได้ จะทรมารร่างกายไปมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว” เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของปลายสายก็แสดงความอ้างว้างเล็กๆ ออกมา

        คุณปู่กัว ในตอนนั้นท่านมักจะอุ้มเขาขึ้นขี่คออยู่บ่อยๆ เสียงหัวเราะเสียงดัง คนที่ชอบทานเนื้อคนนั้น ตอนนี้ระบบโลหิตถูกทำลายไปมาก จนไม่อาจจะรับผลจากโสมห้าร้อยปีได้อีกแล้วอย่างนั้นเหรอ……มู่เทียนหนานพูดพึมพำกับตัวเอง เขายังจะสามารถทำอะไรให้กับคนคนนั้นได้บ้างไหมนะ?

        แต่ปู่แท้ๆ ของตัวเองนั้น ในความทรงจำของเขา คือท่านปู่ที่ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ แต่ว่าสุดท้ายแล้ว ท่านเองก็คงจะต้องเจอกับสถานการณ์แบบนี้สินะ?

        แม้แต่คำสัญญามู่เทียนหนานยังไม่อาจจะพูดออกไปได้ ความเงียบเข้าปกคลุมบทสนทนาระหว่างหลาน-ปู่ของทั้งคู่ บรรยากาศเริ่มกดดันขึ้นมา จนท้ายที่สุดปลายสายก็เป็นฝ่ายกดตัดสายไปก่อน

        “ตื๊ด ตื๊ด……” เมื่อได้ยินเสียงที่ดังออกมาจากโทรศัพท์ ใบหน้าของมู่เทียนหนานไม่ได้มีความยโสโอหังอย่างในเวลาปกติอีกต่อไป

        นิ้วเรียวยาวของเขาเคาะลงบนโต๊ะ เขาใช้ความคิดอยู่สักพัก ก่อนจะหยิบเอากระดาษ A4 ออกมาจากลิ้นชัก พร้อมเหลาดินสอไม้ในมือจนแหลม แล้วจึงลงมือตวัดปลายดินสอลงบนกระดาษขาวทันที

        เพียงการขยับมือไม่กี่ครั้ง ภาพร่างด้านข้างก็ปรากฏขึ้นบนกระดาษสีขาวใบนั้น เรือนผมยาวสลวยลงมาจนถึงช่วงเอวก็ถูกวาดออกมาจนเห็นเป็นรูปร่าง จมูก ปาก หู……มู่เทียนหนานวาดรูปเหล่านั้นออกมาตามภาพในความทรงจำของเขาได้อย่างสบายๆ หากแต่มีเพียงดวงตาเท่านั้น ที่เขาไม่อาจจะวาดออกมาได้ง่ายๆ ตามความคิด

        เขาแก้ไขมันเล็กน้อย ก่อนที่มู่เทียนหนานจะยกโทรศัพท์บนโต๊ะขึ้นมา เพื่อโทรไปหาเสี่ยวหยวนที่อยู่ด้านล่างให้ขึ้นมา

        เสี่ยวหยวน คือชื่อของพนักงานขายร่างอวบคนนั้น ใบหน้ากลมๆ ที่ดูน่ารักน่าชังของเธอ ช่างเข้ากันได้ดีกับชื่อนี้

        เมื่อถูกมู่เทียนหนานเรียกไปพบ หัวใจของเสี่ยวหยวนก็เต้นถี่รัวขึ้นมา ไม่รู้ว่าผู้จัดการเรียกเธอไปด้วยเหตุผลอะไร

        “ผู้จัดการมู่?” น้ำเสียงที่ดูกล้าๆ กลัวๆ ของเสี่ยวหยวน ทำให้ผู้คนต่างรู้สึกเอ็นดู

        “เข้ามา” แต่มู่เทียนหนานในตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะไปเอ็นดูอะไรใครทั้งนั้น เขารีบเรียกให้เธอเข้ามาโดยไว

        เสี่ยวหยวนผลักประตูเข้ามา ก่อนที่มู่เทียนหนานจะชี้ไปที่กระดาษใบหนึ่งบนโต๊ะ

        “เอ๋ นี่มัน……” เสี่ยวหยวนรู้สึกตกใจขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่ารูปของคนที่อยู่บนกระดาษ A4 ใบนั้น ช่างดูละหม้ายคล้ายคลึงกับหลินลั่วหรานที่เธอเคยพบ แม้จะเป็นใบหน้าด้านข้าง แต่ก็ทำให้เสี่ยวหยวนนึกออกขึ้นมาในทันที

        เห็นดังนั้น มู่เทียนหนานก็ถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจ แต่เสี่ยวหยวนกลับพูดต่อออกมา “แต่ว่า……” จนทำให้ใจของมู่เทียนหนานแกว่งไปเล็กน้อย

        “แต่อะไร?” มู่เทียนหนานตั้งใจจะใช้รูปภาพนี้ออกตามหาตัว ถ้าทำให้เหมือนได้ที่สุดก็ยิ่งดี น่าเสียดายที่วันนั้นเขาเห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของเธอเท่านั้น ต่อให้วาดออกมาดีกว่านี้ แต่ก็…… อยากจะกระอักเลือดออกมา หลังจากนี้จะต้องเรียกให้คนมาจัดการติดกล้องวงจรปิดแล้ว ถึงบริษัทเมล็ดพันธุ์จะไม่ค่อยมีอะไร แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีกล้องวงจรปิดได้ใช่ไหมล่ะ เพราะถ้าเป็นแบบนั้น ก็คงจะไม่ต้องมาลำบากแบบนี้หรอก

        เสี่ยวหยวนลังเลเล็กน้อย “เหมือนว่าดวงตาจะดูไม่ค่อยเหมือนเท่าไรนะคะ ดวงตาของผู้หญิงคนนั้น เปล่งประกาย—ใช่แล้ว เหมือนกับดวงดาวเลยล่ะค่ะ” ในที่สุดเสี่ยวหยวนก็สามารถหาคำขยายความที่เหมาะสมออกมาได้ จึงถอนหายใจออกมาด้วยความสบายใจเช่นกัน

        มู่เทียนหนานเลิกคิ้วขึ้น เขาเองก็รู้สึกว่าดวงตาไม่ค่อยเหมือนเช่นกัน ตอนนั้นไม่ทันได้รู้สึกอะไร แต่ตอนนี้เมื่อคิดกลับไปแล้ว ท่าทางของเธอดูพิเศษกว่าคนอื่นจริงๆ ไม่ว่าจะวาดอย่างไร ก็ไม่อาจจะวาดออกมาได้เลย น่ากังวลจริงๆ

        หลังจากบอกให้เสี่ยวหยวนกลับไปแล้ว มู่เทียนหนานนั่งพิจารณาอยู่สักพัก ก่อนจะกดโทรศัพท์หาคนคนหนึ่ง : “ฉันอยากจะตามหาคนคนหนึ่ง……”

        ปลายสายตอบกลับมา ไม่กี่ประโยค มู่เทียนหนานก็พูดขึ้น : “ใช่ อยู่เมือง R เป็นผู้หญิง ฉันมีรูปเหมือนด้านข้างอยู่……ฉันรู้ว่ามันยาก ไม่งั้นจะโทรหาแกทำไมล่ะ?”

        ปลายสายดูเหมือนจะกังวลอยู่นิดหน่อย จึงตอบกลับมาโดยน้ำเสียงอู้อี้ ไม่ต้องเดาก็รู้ได้เลย ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากสำหรับพวกเขาทีเดียว

        มู่เทียนหนานเงียบไปชั่วครู่ เขาก็รู้ดีว่ามันเป็นเรื่องยาก จึงพูดเสริมต่อไป : “สบายใจได้ ถึงจะวาดออกมาตามที่จำได้ก็เถอะ แต่ดวงตาคู่นั้น ทำให้แยกออกได้ง่ายมากทีเดียว เป็นเอกลักษณ์เลยแหละ”

        ปลายสายถามกลับว่ามีเอกลักษณ์อย่างไร มู่เทียนหนานจึงตอบกลับไปว่า “เหมือนดวงดาว” ทำเอาตัวเองหน้าแดงไปหมด นี่มันถือเป็นเอกลักษณ์อะไรไหม แต่ก็ไม่รู้จะหาคำไหนที่มันเหมาะมาใช้แล้ว ลำบากจริงๆ

        ปลายสายถามออกมาด้วยความระมัดระวัง : “เจอแล้วให้ส่งที่อยู่ให้ใช่ไหม?”

        คำถามจากอีกฝ่ายทำเอามู่เทียนหนานโมโหขึ้นมาจนได้ : “พูดอะไรบ้าบอ จะบอกให้นะ ครั้งนี้ไม่ใช่ล่าเหยื่ออะไรทั้งนั้น เป็นที่ปู่ตามหาต่างหาก เดี๋ยวจะส่งรูปไปให้ หาไม่เจอก็รับผิดชอบด้วยละกัน!”

        เมื่อถูกคิดว่าเป็นเพียงลูกคนรวยที่ดีแต่ล่าสาวๆ ไปวันๆ อย่างมู่เทียนหนานรู้สึกกลุ้มใจเป็นอย่างมาก—เขาไม่คิดเลย ถ้าไม่ใช่ว่าเพราะวีรกรรมที่เขาก่อเอาไว้ก่อนหน้า ทำไมคนอื่นถึงจะได้มีความคิด “แปลกๆ” แบบนี้กับเขา?

        คนที่ทำให้มู่เทียนหนานต้องนั่งเศร้าใจอยู่แบบนี้อย่างหลินลั่วหรานนั้น ไม่ได้รู้เลยว่ามีชายร่างสูงคนหนึ่งต้องกลัดกลุ้มใจอยู่เพราะเธอ

        หรือต่อให้เธอรู้ เธอในตอนนี้ก็คงจะไม่มีใจไม่สนอะไรเขาหรอก

        เพราะว่าตอนนี้ หลินลั่วหรานเอง ก็กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นกัน…….

 


 

ติดตามอัพเดทก่อนใคร ด้วยการกดไลค์แฟนเพจเรื่อง “บ้านสกุลหลินมีปฐมเทพหญิง” : https://bit.ly/2N4zYYQ

อ่านฟรีได้ที่นี่ หรือ

อ่านล่วงหน้า เร็วกว่าใครหลายร้อยตอนได้ที่เว็บไซต์ กวีบุ๊ค : https://www.kawebook.com/story/view/469

120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 90 – 100 บาทค่ะ ^_^)  เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม